LOGIN"ทางนี้ยัยสีชมพู!"
หญิงสาวทำหน้าเอือมระอาทันทีหลังได้ยินเสียงแหลม ๆ ของเพื่อนสาวที่กำลังโบกไม้โบกมือเรียก ก่อนจะเร่งฝีเท้ามุ่งตรงไปทางทิศที่เจ้าหล่อนนั่งทำหน้าแป้นแล้นอยู่
"กลัวคนไม่รู้หรือไงยะว่าฉันใส่ชุดสีอะไร"
"แหม ๆ ๆ แล้วแกล่ะ กลัวคนไม่รู้หรือไงว่าชอบสีอะไร"
ขวัญข้าวกระแหนะกระแหนพลางใช้ปลายนิ้วจิ้มไปตามเครื่องแต่งกายที่คลุมทับชุดนักศึกษาบนเรือนร่างของเพื่อนสาว เห็นแล้วอยากจะจับแต่งตัวใหม่เสียจริง มองไกล ๆ นี่นึกว่าลูกอมสตรอว์เบอร์รี่เดินได้
กิริยากวาดสายตามองไล่ขึ้นมาทำเอาใบหน้าคนเพิ่งมายิ่งหงิกงอกว่าเก่าหลายส่วน มือเรียวฟาดเพี้ยะเข้าที่หลังมือเพื่อนสาวก่อนปัดให้พ้นทาง
"ทำไมยะ มีปัญหากับชุดฉันเหรอ"
"มิกล้าเจ้าค่ะ มิกล้าาา"
"ดีมากค่ะ อย่าให้คุณโชติกานต์ต้องโมโหหิวนะคะ แล้วนี่ตกลงคุณศิริกานดาคิดได้หรือยังคะว่าจะรับประทานอะไร"
ถ้อยคำสุภาพหากใช้น้ำเสียงประชดประชันทำเอาขวัญข้าวหลุดหัวเราะพรืดใหญ่ ชำเลืองไปมองป้ายข้อมูลที่รวบรวมรายการร้านอาหารทั้งหมดของห้างแล้วหันกลับมาส่ายหน้า
"ยังคิดไม่ออกเลยอะ ขอเดินดูก่อนแล้วกัน"
"ให้ไวเลย แล้วก็ห้ามตอบว่า 'อะไรก็ได้แกคิดแล้วกัน' นะ ในเมื่อวันนี้แกเป็นคนชวนฉันออกมา แกก็ต้องเป็นคนเลือก"
บริ้งค์พูดดักอย่างรู้ทันก่อนเดินเลี่ยงไปยังเคาน์เตอร์หมายจะสั่งของว่างมาทานรองท้องระหว่างรอเพื่อนคิดเมนู
ถึงเธอจะยังไม่รู้สึกหิวสักเท่าไหร่ แต่การใช้ของหวาน ๆ เย็น ๆ มาช่วยกับความหัวร้อนที่ยังไม่มอดดีก็เป็นเหตุผลที่เข้าท่า
"สวัสดีค่ะ ลูกค้ารับเป็นรสชาติไหนดีคะ"
พนักงานสาวสวยเอ่ยทักทายก่อนส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจไปให้ทันทีที่เห็นลูกค้าเขย่งปลายเท้าขึ้นเกาะบนกระจกใสทรงโค้งพร้อมกวาดสายตามองไอศกรีมสีสวยไล่ไปทีละถังด้วยสีหน้าครุ่นคิด
"อา เอาเวรี่สตรอว์เบอร์รี่ใส่โคนค่ะ"
"แกสั่งให้เขาใส่แบบถ้วยสกุ๊ปดีกว่าไหม เดี๋ยวก็ได้หกเลอะเทอะอีกหรอก"
ขวัญข้าวซึ่งเพิ่งชำระค่าเสียหายถ้วยใหญ่ไปหมาด ๆ รีบโน้มใบหน้าเข้าไปทักท้วงด้วยรู้ดีว่าสกิลการประคองไอศกรีมของเพื่อนนั้นค่อนข้างต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ยิ่งต้องเดินไปกินไปด้วยแล้ว มีสิทธิ์ร่วงลงไปกองที่พื้นแทนที่จะเป็นปากสูงมาก ทว่าคนถูกทักกลับขึงตาดุ
"นี่! ฉันโตแล้วนะยะไม่ใช่เด็กประถม"
"ก็มีแต่ตัวนี่แหละที่แกโตจนไม่เหมือนเด็ก"
คำก็เด็ก สองคำก็เด็ก เด็กที่ไหนจะใช้เสื้อในคัพซียะ!
บริ้งค์เถียงในใจ ทำหน้าบูดบึ้ง ทำไมใคร ๆ ต่างก็เอาแต่มองว่าเธอเป็นเด็กกันนัก ขนาดเพื่อนก็ยังไม่เว้นเลย พลันดวงตาก็เปล่งประกายวาววับเกเรเมื่อความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว
ฮึ! ไหน ๆ ก็ว่าเธอเหมือนเด็กแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้แกก็เป็นพี่เลี้ยงเด็กน้อยตาดำ ๆ คนนี้สักหนึ่งวันก็แล้วกัน
บริ้งค์รับเอาไอศกรีมมาถือไว้แล้วหันมาออดอ้อนเสียงอ่อนเสียงหวาน
"จ่ายให้หนู บริ้งค์ด้วยนะคะ คุณน้าขวัญข้าว~"
กะพริบตาปริบ ๆ ปั้นหน้าบ้องแบ๊วใส่ทิ้งท้ายแล้วเธอก็ก้าวฉับ ๆ หนีออกมาจากร้านอย่างรวดเร็ว คนข้างหลังจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้ววางธนบัตรจ่ายแทนตามคำขอกึ่งคำสั่ง
"มานี่เลยนะยัยตัวดี!"
เสียงแหลมตะโกนไล่หลังกระตุ้นให้บริ้งค์เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เอี้ยวหน้าไปมองคนเกรี้ยวกราดแล้วยักคิ้วหลิ่วตาใส่อย่างย่ามใจ ทว่าในจังหวะที่หันกลับมามองทางเบื้องหน้า ดวงตาก็เบิกกว้าง รีบกระโดดหลบตามสัญชาตญาณทันที
"อันนั้นของหนู / ของหนู!"
เงาเล็ก ๆ วูบผ่านก่อนที่เสียงเจี๊ยวจ๊าวสลับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจะค่อย ๆ แผ่วลงตามระยะที่ห่างออกไป
บริ้งค์สะดุ้ง มองตามเด็กน้อยทั้งสองที่วิ่งผ่านไปแล้วยกมือขึ้นทาบอก ถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ตัวเองหยุดฝีเท้าแล้วเบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงทีก่อนที่จะมีการปะทะ
เกือบไปแล้วเชียว! ไม่อย่างนั้นล่ะก็ไอศกรีมทั้งโคนคงได้เข้าไปอยู่ในปากเธอซะหมดในคราเดียว
"ลูกหลานใครเนี้ย ทำไมถึงปล่อยให้มาวิ่งเล่นในห้างแบบนี้"
เหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ทำให้เธออดนึกตำหนิผู้ปกครองที่ไม่สามารถควบคุมบุตรหลานของตัวเองไม่ได้ รู้ทั้งรู้ว่านี่คือที่สาธารณะยังจะปล่อยให้วิ่งกันเยี่ยงสนามเด็กเล่น
เธอส่ายหัวระอา มองตามจนเด็กทั้งสองหายลับไปจากสายตาแล้วจึงหันกลับหาเพื่อนหมายจะบ่นต่อ พลันสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นงุนงงระคนสงสัยเมื่อพบว่าอีกฝ่ายหน้าถอดสีซีดเผือด ยืนอ้าปากเหวอซะอย่างงั้น
"ง้อ~ อย่าโกรธแม่บริ้งค์นานเลยนะคะ"แม้ใจจะเหลวเป็นน้ำไปแล้วเพราะคำออดอ้อนหวานหูที่ชื่นชอบ ทว่าพอนึกถึงช่วงพักหลังที่ภรรยาเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ทำกิจกรรมมิหนำซ้ำบางวันยังกลับไปนอนค้างที่บ้านใหญ่ ทิ้งให้เขานอนเดียวดาย ระบายอารมณ์ด้วยมืออยู่เพนท์เฮ้าส์คนเดียว ความน้อยใจก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอก"หนูรักพี่น้อยลง""ใครบอก! หนูไม่เคยรักพี่น้อยลงเถอะ มีแต่จะรักมากขึ้น มากขึ้นทุ๊กวันนน~ ใช่ไหมครับน้องมาร์คสุดหล่อ""ฮึ ปากบอกว่ารัก แต่ทำไมพอพี่กอดพี่จูบก็ผลักออก พี่ชักจนมือจะถลอกหมดแล้ว"พวงแก้มนวลพลันร้อนฉ่า ลนลานยกสองมือประกบปิดกั้นสองหูของหลานชายจากถ้อยคำสองแง่สองง่ามแล้วถลึงตา เอ่ยเอ็ดคนหื่นเสียงอ่อน"พูดอะไรเกรงใจหลานหน่อยค่ะ""หลานไม่รู้เรื่องหรอกน่า"ติณณ์เถียงหน้าตาย เลื่อนมือลงปิดบังสายตาอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อยก่อนโน้มใบหน้าลงประทับจูบ และเพียงแค่ได้สัมผัสความปรารถนาที่อัดอั้นมานานก็พลันปะทุลุกโชน มืออีกข้างที่ยังว่างจึงสอดล็อกท้ายทอยไม่ให้เธอถอยหนีแล้วเพิ่มน้ำหนักการบดจูบ ตะโบมดูดดึงด้วยความโหยหาเสียงทุ้มร้องคำรามด้วยความรู้สึกดีเมื่อแรงขัดขืนค่อย ๆ ผ่อนลง กระทั่งกลายเป็นการจูบตอบอ
ความคุ้นชินทำให้เด็กชายมารุตโผเข้าหาสองแขนเรียวเล็กที่อ้ารอรับอย่างง่ายดาย ซ้ำใบหน้าขาวกลมยังซุกซบคลอเคลีย ไม่เหลือบแลผู้ปกครองที่ยังยืนอยู่อีกเลยมิรินส่ายหน้าระอากึ่งเอ็นดู "ดูสิดู พอได้เจอสาว ก็ลืมพ่อกับแม่เชียว""พี่ชินท์กับพี่มิรินไปเที่ยวให้สบายใจนะคะ เดี๋ยวบริ้งค์ดูหลานให้เอง จะค้างสักสองคืนก็ได้น้า เผื่อว่าจะได้~ คิกคิก"บริ้งค์แกล้งลากเสียงยาว ๆ ยักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียนอย่างทะเล้น ส่งผลให้พวงแก้มนวลของมิรินแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ขณะที่เตชินท์เดินเอาข้าวของจำเป็นไปเก็บให้ที่โต๊ะของเธออย่างรู้งานกระเซ้าเย้าแหย่กันต่ออีกครู่หนึ่งคนที่อยากมีเวลาส่วนตัวกับภรรยาใจจะขาดก็เอ่ยตัดบทแล้วลากคนข้างกายเข้าลิฟต์ บริ้งค์จึงหันมาฝากงานให้เลขาตัวจริงตรวจต่อ ส่วนตัวเธอนั้นก็เดินลิ่ว ๆ อุ้มก้อนนุ่มนิ่มสุดน่ารักตรงไปยังห้องท่านประธานก้อกก้อกก้อก"เข้ามา"น้ำเสียงห้วนจัดบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนด้านในอยู่ในอารมณ์ไหน ทว่ามันก็ไม่ได้ทำให้บริ้งค์รู้สึกหวาดกลัว กลับกันคือยิ่งขบขันด้วยรู้ดีว่าเพราะเหตุใจช่วงนี้อีกฝ่ายจึงมีอาการแบบนี้มือเรียวผลักประตูห้องทำงานให้เปิดออกกว้างแล้วโผล่ใบหน้าเปื้อนยิ้มเ
@หลายเดือนต่อมาเสียงปลายนิ้วจรดลงบนแป้นพิมพ์ดังเป็นจังหวะขณะที่ดวงตากลมโตก็หลุบมองระหว่างแฟ้มเอกสารและหน้าจอสลับกันไป หลังจากบริษัททัวร์ที่เธอแอบไปทำงานด้วยจำต้องปิดตัวลงเพราะพิษเศรษฐกิจ บริ้งค์จึงทำการย้ายตัวเองมาเป็นผู้ช่วยของแอลทีชั่วคราวหนึ่งคือทำตามคำขอของสามี สองคือหวังเรียนรู้งานเพื่อนำไปต่อยอดให้บิดา แม้จะแอบผิดหวังอยู่ลึก ๆ ที่ไม่อาจสานฝันให้มารดาผู้ล่วงลับได้ แต่พอนึกถึงสีหน้าเริงร่ายามชายหนุ่มได้ตื่นมาทำงานและกลับพร้อมกัน ความรู้สึกผิดก็เบาบางลงทว่าดูเหมือนว่าหน้าที่หลักของเธอจะกลายเป็นการรับสายของท่านประธานจอมเอาแต่ใจเสียมากกว่าบริ้งค์ถอนหายใจเบา ๆ วางมือจากงานตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้เมื่อถูกรบกวนด้วยเสียงริงโทนมาตรฐานของโทรศัพท์สำนักงานที่ต่อให้ไม่ได้ยินเสียงก็รู้ดีว่าปลายสายคือใครโอ๊ยยย อะไรจะอาการหนักขนาดนั้น นึกบ่นในใจหากมือเรียวก็เอื้อมไปหยิบหูโทรศัพท์มาแนบหูอยู่ดี"พี่ติณณ์ นี่มันรอบที่สามแล้วนะคะ"(คิดถึง)"ทราบแล้วค่ะ แต่ถ้าพี่ติณณ์จะกรุณา รบกวนเซ็นเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะให้หมดด้วยนะคะ"(มาหาหน่อย)นี่เราคุยเรื่องเดียวกันอยู่ไหมเนี้ย!? คิดแล้วก็พ่นลมหายใจแรง ๆ ใส่
ใบหน้ากลม ๆ เอียงมอง กะพริบตาคล้ายกำลังครุ่นคิด แต่เพียงไม่กี่วินาทีร่างป้อมก็ลอยหวือขึ้นนั่งบนหน้าตักแกร่งด้วยฝีมือของเด็กสาวที่วิ่งไล่ตามเด็กมาติด ๆ ด้วยห่วงว่าเด็กน้อยจะสะดุดกอหญ้าแล้วล้มคะมำกลางทางบริ้งค์หลุดหัวเราะคิกคักชอบใจเมื่อสีหน้าดุ ๆ ของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นเหลอหลา ตัวเกร็งทันทีที่เด็กน้อยย้ายไปนั่งบนหน้าตัก แต่กระนั้นสองแขนก็ยังโอบประคองตามสัญชาตญาณแม้จะเก้ ๆ กัง ๆ เต็มที ทำให้ทุกคนที่มองเห็น พลอยยกยิ้มตามไปด้วย"บริ้งค์"ติณณ์กดเสียงต่ำพลางถลึงตาเรียกให้เด็กสาวมาอุ้มตัวเด็กชายกลับคืน แต่นอกจากเธอจะไม่ทำตามแล้ว ยังหันไปพูดคุยหยอกล้อกับมิรินอย่างสนุกสนาน ครั้นพอหันไปขอความช่วยเหลือจากเตชินท์ อีกฝ่ายก็ยักไหล่แล้วทำเมิน ทิ้งให้เขาได้แต่ปาดเหงื่อ คิดไม่ตกว่าจะจัดการกับก้อนนุ่มนิ่มนี่อย่างไร"หนม หนมโหน่ยยย~"เสียงอ้อแอ้ดังขึ้นเรียกความสนใจอีกหนแต่เพราะติณณ์มัวแต่ครุ่นคิดจึงไม่ทันฟัง ใบหน้าคมคายโน้มลงต่ำพลางถามย้ำว่าหลานชายพูดอะไรแต่แล้วในจังหวะที่กำลังเงี่ยหูฟังมือป้อม ๆ ก็วางทาบลงบนข้างแก้มสากแล้วตบเบา ๆ อย่างถือวิสาสะ สีหน้าหงิกงอคล้ายไม่พอใจที่ผู้มีศักดิ์เป็นลุงไม่สนใจ ท
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ สวัสดีค่ะคุณแม่"เธอใช้หัวไหล่กระแซะคนข้างกายเบา ๆ เรียก และเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยอมลดทิฐิก้มศีรษะลงทำความเคารพด้วยเธอก็คลี่ยิ้มสดใส หันไปพนมมือไหว้คนอื่น ๆ ต่อตามลำดับอาวุโสกระทั่งมาถึงเด็กหนุ่มที่ดูจะเป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอจึงเปลี่ยนมาเป็นโบกมือพร้อมส่งยิ้มทักทายตุลยชาติโบกมือตอบรัว ๆ กระเซ้าด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน"คิดว่าจะเบี้ยวกันซะและ""โถว ๆ ใครจะกล้าเบี้ยวได้ล่ะ ก็มีคนแถวนี้บอกว่าถ้าแพ้แล้วจะยอมยกแผ่นเกมให้นี่นา"ตุลยชาติหัวเราะร่วน แม้จะไม่สนิทพี่ชายต่างมารดา ทว่าพอได้พบปะกันบ่อยครั้งที่มหาวิทยาลัยเพราะเขาและพี่สะใภ้ศึกษาที่เดียวกันเพียงแค่ต่างคณะ ความเกรงกลัวจึงลดลงจนกล้าหยอกล้อต่อหน้า“นี่ ๆ มีอะไรจะอวดแหละ”แววตาเป็นกระกายเหล่มองพร้อมขยับเข้าไปคว้าแขนหญิงสาว สีหน้าภาคภูมิใจยามพูดถึงของเล่นชิ้นใหม่ที่เพิ่งได้มา กระนั้นก็ไม่ลืมหันไปขออนุญาตพี่ชายต่างมารดาให้พอเป็นพิธี"ขอยืมตัวพี่สะใภ้แป็บนะพี่"ต่อให้ไม่พอใจที่ถูกดึงตัวไปอย่างกะทันหัน ทว่าเขาก็ไม่ทันได้เอ่ยปฏิเสธอยู่ดีเพราะพริบตาเดียวคนตัวเล็กก็เดินลิ่ว ๆ ไปกับน้องชาย ไม่คิดชายตาแลเขาสักนิด ฮึ้ย! ไหนบอกจะ
@หนึ่งปีต่อมานานนับนาทีแล้วที่รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาจอดหากผู้โดยสารยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงดวงตาที่เกลือกกลิ้ง แหงนขึ้นมองสิ่งแวดล้อมรอบกายผ่านกระจกนับตั้งแต่วันที่ถูกส่งตัวไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศจนได้พบกับครอบครัวชลาทิศ นี่คงเป็นครั้งแรกที่ติณณ์ได้มีโอกาสหวนกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีกครั้งบ้านที่มีแต่ความทรงจำแสนเลวร้าย ... บ้านที่พรากสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของเขาไป ....ความสับสนลังเลพลันบังเกิดขึ้นในจิตใจ การที่เขาตอบรับคำเชิญแล้วมาปรากฎกายที่นี่ มันจะมีผลดีมากกว่าผลเสียจริง ๆ เหรอ คนอื่น ๆ จะให้การต้อนรับมากกว่าผลักไสอย่างนั้นหรือคิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันแน่นขณะครุ่นคิด แม้เขาจะล้มเลิกความคิดแก้แค้นไปนานแล้ว ทว่าความไม่คุ้นชินทำให้คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวเป็นดอกเห็ดกระทั่งเมื่อความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหลังมือก่อนเลื่อนเข้ากอบกุม มอบขวัญและกำลังใจให้ผ่านสายตาเป็นห่วงเป็นใย คำตอบที่กำลังตามหาก็ผุดขึ้น"ตื่นเต้นเหรอคะ มือเย็นเชียว"ติณณ์เลิกคิ้วงุนงงพลางยกมืออีกข้างที่ยังวางขึ้นทาบลงบนข้างแก้มแล้ววินาทีต่อมาเขาก็สะดุ้ง เอ่อ...มันเย็นจริง ๆ ด้วยแฮะท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของคนไม่รู







