Masukแสงไฟสลัวในคอนโดของใหญ่ในค่ำคืนนี้ไม่ได้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลย ความเงียบงันทำให้อากาศในห้องดูเบาบางจนแทบหายใจไม่ออก หลังจากขิมตัดสินใจรุกคืบเข้าหาเขาอย่างเปิดเผยในคืนนี้ เพื่อหวังจะเคลียร์ความสัมพันธ์ที่อึดอัดมาตลอดทั้งวัน
"ใหญ่... ตอบมาได้ไหม ว่าที่ทำอยู่มันคืออะไร" ขิมเอ่ยถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นเครือจากความอัดอั้น เธอยืนขวางทางออกตรงหน้าประตูห้อง ใหญ่ที่ยืนหันหลังให้เธออยู่ตรงเคาน์เตอร์ครัวค่อยๆ หันกลับมา แววตาที่เคยมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่บัดนี้กลับกลายเป็นความเย็นชาที่น่ากลัว เขาแค่นหัวเราะในลำคอ "ฉันก็บอกแล้วไงว่าเราเป็นเพื่อนกัน" "เพื่อนกันเขาไม่ทำแบบที่ใหญ่มองขิมหรอก!" ขิมเดินเข้าไปกระชากแขนเขาให้หันมาเผชิญหน้า "ใจคอใหญ่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแบบนี้ไปถึงไหน? ถ้าไม่ได้คิดอะไร แล้วที่ผ่านมาที่ให้ขิมมาห้อง... ที่คอยกันผู้ชายคนอื่นให้ขิม มันคืออะไร!" ใหญ่สะบัดแขนขิมออกอย่างแรงจนร่างบางเซถอยหลังไปชนขอบโต๊ะจนเสียงดังลั่น "ที่ฉันทำไป ก็เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อน! แต่ที่เธอทำอยู่เนี่ย ขิม... มันน่าสมเพช" คำว่า 'น่าสมเพช' เหมือนมีดที่กรีดลงบนหัวใจของขิมโดยตรง เธอเบิกตากว้าง จุกจนพูดอะไรไม่ออก น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เริ่มเอ่อล้นออกมา "สวยอย่างเธอ หาคนดีๆ ที่เหมาะสมกับเธอได้ไม่ยากหรอก" ใหญ่พูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าบาดลึกและเลือดเย็น "อย่าเอาเวลามาทิ้งกับคนอย่างฉันเลย ฉันมันก็แค่ผู้ชายห่วยๆ ที่ชอบควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าไปวันๆ สเปกของฉันไม่ใช่คนเรื่องมากอย่างเธอหรอก... ถ้าอยากหาที่ลง ก็ไปหาผู้ชายที่เขา 'เล่น' กับเธอแบบที่เธอต้องการเถอะ อย่ามาเสียเวลากับฉันอีกเลย" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ขิมยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ความเจ็บปวดพุ่งผ่านหัวใจจนชาหนึบ เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย แต่ความรู้สึกรักที่เคยมีกลับกลายเป็นความเย็นชาที่สะสมขึ้นมาในใจ "ได้..." ขิมแค่นยิ้มออกมา รอยยิ้มที่ฝืนทำที่สุด "ขอบใจนะที่เตือน... ขิมจะหาคนที่สเปกดีกว่าใหญ่ และเขาคงจะเห็นค่าขิมมากกว่าที่ใหญ่เห็น" ขิมหันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย เธอเดินออกไปท่ามกลางความมืดมิดของโถงทางเดินคอนโด ทุกก้าวที่เดินออกจากห้องของเขา คือการทิ้งความหวังสุดท้ายที่เธอมี วันรุ่งขึ้น ที่โรงอาหารคณะนิเทศฯ ขิมแต่งตัวสวยจัดเต็มยิ่งกว่าทุกวัน เธอตั้งใจโปรยเสน่ห์ใส่ 'นนท์' รุ่นพี่หนุ่มสุดฮอตของคณะบริหารฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเพลย์บอยไม่แพ้ใคร ซึ่งเป็นคนที่ใหญ่เคยพูดเชิงประชดว่า 'ดูเหมาะสมกับคนอย่างเธอดี' "พี่นนท์คะ ขิมมีเรื่องจะปรึกษาเรื่องงานกลุ่ม พอจะว่างไปทานข้าวกับขิมเย็นนี้ไหมคะ?" ขิมส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้กับนนท์ ท่ามกลางสายตาของเพื่อนฝูงรอบข้าง รวมถึงสายตาของใหญ่ที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ที่ขอบสนามฟุตบอล นนท์ที่เห็นขิมรุกหนักก็ตาเป็นประกาย "ว่างสิครับ สำหรับขิม พี่ว่างเสมออยู่แล้ว" ขิมจงใจปรายตามองไปที่ใหญ่ที่ยืนอยู่ไกลๆ เธอเห็นกำปั้นของใหญ่ที่กำแน่นจนสั่น เขามองมาที่เธอด้วยสายตาที่คาดไม่ถึง แต่ในตอนนี้... ขิมไม่ได้สนใจเขาอีกต่อไปแล้ว "ขิม! จะไปไหน?" ใหญ่ตะโกนเรียกข้ามฝั่งมาเมื่อเห็นขิมเดินไปหานนท์ ขิมหยุดก้าวเท้า เธอหันไปมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า "ไปหาคนที่เขามองว่าขิม 'มีค่า' ไง" "อย่าทำแบบนี้ ขิม!" "ทำไมล่ะ? ก็ใหญ่บอกให้ไปหาสเปกที่เหมาะสมไม่ใช่เหรอ? พี่นนท์ก็เพอร์เฟกต์ดีออก ไม่เห็นจะน่าสมเพชตรงไหน" นนท์ยิ้มรับแล้วโอบไหล่ขิมอย่างถือวิสาสะ "ไปกันครับขิม พี่จองโต๊ะร้านประจำไว้แล้ว" ขิมพยักหน้า ก่อนจะเดินจากไปทิ้งให้ใหญ่ยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่เดิม เพื่อนๆ ในกลุ่มวิศวะของใหญ่พากันซุบซิบ แต่ใหญ่ไม่ได้สนใจเสียงเหล่านั้น เขาสนใจเพียงแค่แผ่นหลังของขิมที่เดินไกลออกไปจากวงโคจรของเขา "มึงปล่อยให้เขาไปแบบนี้เหรอวะไอ้ใหญ่?" เพื่อนสนิทคนหนึ่งถาม "เรื่องของเขา" ใหญ่ตอบสั้นๆ แต่เขากลับเตะบอลที่วางอยู่ข้างๆ อย่างแรงด้วยความหงุดหงิด "ปากแข็งชิบหาย" "กูไม่ได้ปากแข็ง... แต่นี่มันคือสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่เหรอ?" ใหญ่หันไปมองทิศทางที่ขิมเพิ่งจากไป "เขาก็แค่หาของเล่นใหม่ตามที่กูบอก" "แล้วมึงโกรธอะไรวะ?" "กูไม่ได้โกรธ" ใหญ่ตอบ แต่ในใจเขากลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างหายไป ความโล่งใจที่เขาเคยคิดว่าจะมีหลังจากไล่ขิมไป กลับถูกแทนที่ด้วยความหงุดหงิดและความกระวนกระวายที่อธิบายไม่ได้ ทางด้านขิม... เธอนั่งอยู่ในร้านอาหารหรูหรากับนนท์ แม้จะพยายามยิ้มและพูดคุย แต่ในใจเธอกลับว่างเปล่า นนท์พยายามทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ แต่ขิมกลับรู้สึกว่าไม่มีใครแทนที่ความดิบเถื่อนและความรู้สึกที่เธอมีให้ใหญ่ได้ "ขิมเป็นอะไรหรือเปล่าครับ? ดูใจลอยนะ" นนท์ถาม "เปล่าค่ะ... แค่เหนื่อยนิดหน่อย" "ถ้าเหนื่อย ไว้คราวหน้าเราไปปาร์ตี้กันดีกว่าครับ พี่มีรู้จักร้านเด็ดๆ เยอะ" ขิมยิ้มตอบแบบขอไปที เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นแจ้งเตือนแชทจากใหญ่ที่เธอไม่ได้เปิดอ่าน เธอตัดสินใจกดบล็อกแชทนั้นทิ้งไปทันทีต่อหน้าต่อตานนท์ "บล็อกใครเหรอครับ?" "เพื่อนเก่าค่ะ... คนที่ชอบทำตัวน่ารำคาญ" "อ๋อ... งั้นดีแล้วครับ ตัดคนไม่ดีออกไปจากชีวิตบ้างก็ดี" ขิมมองออกไปนอกหน้าต่างร้าน ความมืดในยามค่ำคืนนี้ช่างดูเงียบเหงา ความคิดถึงใหญ่แล่นเข้ามาในหัวซ้ำๆ แต่เธอก็ย้ำเตือนตัวเองด้วยคำพูดที่เขาใช้ทำร้ายเธอ 'น่าสมเพช' คำนี้ยังคงดังก้องอยู่ในใจของขิม มันคือแรงผลักดันให้เธอต้องแกล้งมีความสุขต่อไป แม้ว่าจริงๆ แล้วเธอจะรู้สึกเหมือนกำลังตายทั้งเป็นก็ตาม เธอจะไม่ยอมให้เขาเห็นน้ำตา จะไม่ยอมให้เขาได้ใจว่าเธอจะคอยอยู่เป็นของเล่นให้เขาตลอดไป "พี่นนท์คะ... คืนนี้ขิมไม่อยากกลับห้องเร็ว พี่พอจะว่างไปต่อที่ผับไหมคะ?" นนท์ยิ้มกว้าง "จัดไปครับ คนสวยอยากได้อะไร พี่จัดให้หมด" ขิมแค่นยิ้มในใจ นี่คือเกมที่เธอเป็นคนเริ่ม และไม่ว่าเธอจะต้องเจ็บปวดแค่ไหน เธอจะเล่นให้จบ เพื่อให้ใหญ่รู้ว่าเขาเสียอะไรไป ในคืนนั้น ขิมเต้นรำอยู่บนฟลอร์กลางผับด้วยความรู้สึกที่หม่นหมอง เธอเห็นภาพตัวเองในกระจก ดูเหมือนผู้หญิงที่เพียบพร้อมและมีความสุข แต่ลึกๆ แล้วเธอรู้ดีว่าหัวใจของเธอยังคงอยู่ที่เดิม... อยู่ที่ห้องสี่เหลี่ยมของใครบางคนที่กำลังนั่งรอคอยให้เธอกลับไป แต่เธอจะไม่กลับไปอีกแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ตาม เธอจะพิสูจน์ให้เห็นว่าโลกที่ไม่มีเขา... เธอก็อยู่ได้ แม้ว่าโลกนั้นจะไร้ซึ่งความหมายก็ตามเสียงคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่ง ณ ชายหาดที่เคยเป็นพยานรักของ ใหญ่ และ ขิม ในวันแรกที่เขาเริ่มรวบรวมความกล้าเพื่อเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนสนิทมาเป็นคนรัก วันนี้... ทั้งคู่กลับมาที่นี่อีกครั้ง แต่ในสถานะของ 'ครอบครัว' ที่สมบูรณ์แบบที่สุด มี ต้นกล้า ที่เริ่มโตเป็นหนุ่มน้อยวัย 9 ขวบ และ ใยไหม ในวัย 3 ขวบที่กำลังสนุกกับการก่อปราสาททราย ใหญ่ยืนมองลูกๆ ก่อนจะหันมามองขิมที่ยืนอยู่ข้างๆ "ไม่น่าเชื่อเลยเนอะขิม... ว่าเวลาสิบปีมันจะผ่านไปเร็วขนาดนี้" ขิมยิ้ม พลางเกลี่ยผมที่ปรกลงมาปรกหน้าเขา "เร็วสิคะ... แต่ถ้าถามขิมนะ ขิมว่าสิบปีนี้มันคุ้มค่าทุกวินาทีเลย" "จริง... คุ้มจนผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือชีวิตของผมจริงๆ" ใหญ่เอื้อมมือไปจับมือเธอไว้ "ถ้าตอนนั้นผมไม่เดินหน้าจีบเธอ... ป่านนี้ผมคงนั่งเสียดายอยู่คนเดียวแน่ๆ" "โธ่... พ่อคนปากหวาน! เลิกพูดเรื่องนี้เถอะค่ะ อายลูก" ขิมหัวเราะ ต้นกล้าวิ่งกลับมาหา "พ่อครับแม่ครับ! ผมสร้างปราสาททรายเสร็จแล้ว มาดูเร็ว!" ใหญ่กับขิมมองหน้ากันแล้วหัวเราะ "ไปดูกันเถอะครับคุณแม่"
ลมเย็นพัดผ่านทุ่งหญ้ากว้างหน้าบ้านหลังใหม่ที่สร้างขึ้นจากความตั้งใจของ ใหญ่ และ ขิม มันไม่ใช่แค่บ้าน แต่มันคือวิหารแห่งความรักที่รวบรวมทุกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และหยาดน้ำตาแห่งการเดินทางอันยาวนานเอาไว้ ต้นกล้า ในวัย 8 ขวบกำลังวิ่งไล่ตามเจ้า ใยไหม ที่หัดเดินได้คล่องแคล่วแล้ว ทั้งคู่ดูมีความสุขภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น ใหญ่ยืนกอดอกมองภาพนั้นด้วยความภาคภูมิใจ เขารู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่กี่วันนับตั้งแต่เขายังเป็นชายหนุ่มที่สับสนกับความรู้สึกตัวเองที่ดันไปหลงรักเพื่อนสนิทอย่างขิม วันนี้เขากลายเป็นคุณพ่อลูกสอง และเป็นสามีที่ใครๆ ต่างอิจฉา ขิมเดินถือแก้วชาอุ่นๆ ออกมาหาเขาที่ระเบียง "มองอะไรอยู่คะคุณพ่อ? ยิ้มกว้างเชียว" ใหญ่หันมามองภรรยาแล้วยิ้มตอบ "มองดูความสำเร็จของชีวิตครับ... ขิมดูนั่นสิ ต้นกล้ากับใยไหมเข้ากันได้ดีมากเลยนะ" ขิมมองตามไป "นั่นสิคะ เหมือนมีกระจกสะท้อนเราตอนเด็กๆ เลยเนอะ... ต้นกล้าน่ะเหมือนใหญ่ตอนใจเย็น ส่วนใยไหมเหมือนขิมตอนดื้อไม่มีผิด!" ใหญ่หัวเราะร่า "จริง! ใยไหมนี่ดื้อเหมือนขิมตอนเรียนปีสามเปี๊ยบเลยล่ะ" "แหม! ว่
แสงแดดอ่อนยามบ่ายของวันหยุดทอประกายผ่านม่านโปร่งในห้องนั่งเล่นของบ้านหลังใหญ่ที่อบอวลไปด้วยไออุ่นของความสุข ใหญ่ กำลังง่วนอยู่กับการช่วย ต้นกล้า ต่อเลโก้ชุดใหม่ ขณะที่ ขิม นั่งกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟา โดยมี ใยไหม นอนหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอด"พ่อครับ ตรงนี้ต้องใช้ชิ้นส่วนสีแดงหรือสีน้ำเงินครับ?" ต้นกล้าถามพลางหยิบตัวต่อขึ้นมาโชว์ใหญ่ขยับเข้าไปใกล้ลูกชาย "สีน้ำเงินสิครับลูก ดูในผังภาพสิ มันต้องเป็นโครงสร้างหลักนะ""อ๋อ! จริงด้วยครับพ่อ พ่อเก่งจังเลย!" ต้นกล้าชมพลางยิ้มแป้นขิมที่นั่งมองอยู่หลุดขำ "เก่งแต่เรื่องเลโก้นะพ่อเราน่ะ เรื่องอื่นล่ะเป็นไง?"ใหญ่หันมาสบตาภรรยาพร้อมรอยยิ้มมุมปาก "เรื่องอื่นก็เก่งครับ... เก่งเรื่องรักเมียไง""แหม... ปากหวานตั้งแต่เช้าเลยนะ" ขิมค้อนใส่เบาๆ"ใหญ่คะ... ขิมว่าเรามาจัดทริปครอบครัวเล็กๆ อีกสักครั้งไหม? ช่วงปิดเทอมต้นกล้าน่ะ" ขิมเอ่ยขึ้นขณะที่สายตายังจับจ้องอยู่ที่ลูกสาวที่กำลังขยับตัวในฝันใหญ่เงยหน้าจากเลโก้ "ทริปเหรอ? ก็น่าสนนะ ขิมอยากไปไหนล่ะ?""ขิมอยากไปเชียงใหม่ค่ะ... อยากพาลูกไปสัมผัสอากาศหนาวๆ พ่อกับแม่ยังไม่เคยพาล
แสงอาทิตย์ยามเช้าทอแสงสีทองผ่านหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น ใหญ่ กำลังวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมกระเป๋าเป้ใบจิ๋วของ ต้นกล้า ขณะที่ ขิม กำลังป้อนนม ใยไหม ในเปลไกวข้างๆ กลิ่นขนมปังปิ้งและกาแฟหอมฟุ้งไปทั่วบ้าน เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัย 7 ขวบที่กำลังนับจำนวนของเล่นที่จะเอาไปโรงเรียนทำให้เช้านี้ดูมีชีวิตชีวามากกว่าทุกวัน"พ่อครับ! ผมเอาหุ่นยนต์ไปด้วยสามตัวนะ อีกตัวเอาไว้ให้เพื่อนที่โรงเรียนเล่นด้วย!" ต้นกล้าตะโกนบอกใหญ่เดินเข้ามาลูบหัวลูกชาย "ได้ครับ แต่ต้องสัญญาว่าจะแบ่งเพื่อนเล่นนะ เป็นพี่ชายต้องใจดีเข้าไว้""รับทราบครับพ่อ!"ขิมวางขวดนมลงแล้วเดินเข้ามาหาใหญ่ "วันนี้ใหญ่ต้องเข้าบริษัทแต่เช้าไหมคะ? เห็นว่ามีประชุมด่วนไม่ใช่เหรอ?""เลื่อนไปเป็นตอนเที่ยงครับ... ผมอยากส่งต้นกล้าที่โรงเรียนเอง แล้วก็อยากพาขิมไปทานมื้อเช้าแถวสวนสาธารณะด้วย" ใหญ่ตอบพร้อมรอยยิ้ม"แหม... มีแผนตลอดเลยนะคะคุณพ่อคนนี้" ขิมแซว"ก็แค่อยากใช้เวลาอยู่กับคนที่รักให้มากที่สุดไงครับ... เธอไม่ชอบเหรอ?" ใหญ่ถามพลางดึงมือขิมมากุมไว้"ชอบค่ะ... ชอบมากด้วย" ขิมยิ้มหวานระหว่างทางไปโรงเรีย
เสียงฝนตกกระทบหลังคาบ้านเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ในห้องทำงานที่เงียบสงบ ใหญ่ และ ขิม นั่งอยู่ด้วยกันท่ามกลางแสงไฟสีนวล สองมือของพวกเขาประสานกันไว้แน่นบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ที่เห็นร่องรอยการใช้งานมานานหลายปี ทั้งคู่กำลังมองดูอัลบั้มรูปเล่มล่าสุดที่รวบรวมเหตุการณ์สำคัญตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา"ลูกโตไวเนอะ..." ขิมเปรยพลางใช้นิ้วลูบรูปถ่ายต้นกล้าในชุดนักเรียน "แป๊บเดียวจากเด็กที่วิ่งไล่จับผีเสื้อ กลายเป็นพี่ชายที่ต้องคอยดูน้องใยไหมแล้ว"ใหญ่หัวเราะเบาๆ "นั่นสิ... แล้วดูใยไหมสิ เริ่มเดินเตาะแตะได้แล้วนะ อีกไม่กี่วันคงวิ่งไล่กวดพี่ต้นกล้าทันแน่"ขิมยิ้มจนตาปิด "เหนื่อยไหมคะใหญ่? กับการที่ต้องมานั่งทำหน้าที่ทั้งในบริษัท แล้วก็ต้องกลับมาเป็น 'พ่อ' ที่ทำทุกอย่างให้ลูก"ใหญ่หันมาสบตาขิม "เหนื่อยครับ... แต่เป็นความเหนื่อยที่โครตมีความสุขเลย ขิมรู้ไหม ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลยตอนที่เป็นโสด หรือตอนที่แค่คบกันเล่นๆ""อ้าว แล้วตอนที่คบกันจริงๆ ล่ะคะ?" ขิมแกล้งถาม"ตอนนั้นก็มีความสุขครับ แต่มันเป็นความสุขที่ยังมีความกังวล... กังวลว่าเธอจะเปลี่ยนใจไหม กังวลว่าครอบครัวจะว่ายังไง กังวลไปหม
แสงแดดอ่อนยามบ่ายของวันหยุดทอดผ่านระเบียงไม้สักของบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ใหญ่ และ ขิม นั่งเฝ้าลูกๆ ของพวกเขาที่กำลังเล่นน้ำอยู่ในสระขนาดเล็กที่สร้างขึ้นสำหรับครอบครัวโดยเฉพาะ เจ้า ใยไหม ในชุดว่ายน้ำสีชมพูดูสดใส ส่วน ต้นกล้า ผู้เป็นพี่ชายก็คอยดูแลน้องอย่างไม่ห่างสายตา "เห็นภาพนี้แล้วนึกถึงวันแรกที่เรามาวัดเก่าแก่ด้วยกันเลยเนอะ" ใหญ่เอ่ยพลางยื่นน้ำมะนาวเย็นๆ ให้ขิม ขิมรับน้ำมาจิบก่อนจะยิ้ม "โห... นานมากแล้วนะตอนนั้นน่ะ จำได้ว่าตอนนั้นขิมยังกังวลอยู่เลยว่าเราจะรอดไหม" "รอดสิครับ... รอดมาถึงมีลูกสองคนได้เนี่ยถือว่าเก่งมากแล้วนะ" ใหญ่หัวเราะเบาๆ "ขิมหมายถึง... กลัวว่าเราจะรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ไม่ได้น่ะค่ะ" ขิมวางแก้วลงแล้วหันมามองใบหน้าสามี "ตอนนั้นมันมีทั้งเรื่องงาน เรื่องคนรอบข้าง แล้วก็ความอึดอัดที่พูดไม่ได้... ถ้ามองย้อนกลับไป ขิมก็ยังทึ่งนะที่เราผ่านมันมาได้" ใหญ่จับมือภรรยาไว้ "เพราะเราไม่ได้ผ่านมันมาคนเดียวนี่ครับ ขิมคอยดึงผมไว้ในวันที่ผมจะยอมแพ้ ส่วนผมก็คอยเป็นเกราะป้องกันให้ขิมในวันที่งานหนักหนา... เราต่างหากที่เป็นพย
![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






