تسجيل الدخولค่ำคืนในผับย่านมหาวิทยาลัยยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์และเสียงเพลงที่เร่งจังหวะจนหัวใจคนฟังเต้นรัว ขิม ในชุดเกาะอกสีดำสนิทที่ขับผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่นยิ่งกว่าใครบนฟลอร์เต้นรำ เธอหัวเราะร่าขณะที่ นนท์ โอบเอวเธอไว้แน่น สายตาของใครหลายคนจับจ้องมาที่เธอด้วยความชื่นชมและอิจฉา ทว่าขิมกลับรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องเขม็งมาจากมุมมืดของร้าน
นั่นคือ ใหญ่ เขานั่งอยู่ที่โต๊ะวีไอพีกับกลุ่มเพื่อนวิศวะฯ สายตาคมกริบของเขามองตามการเคลื่อนไหวของขิมไม่วางตา มือหนากำแก้วเหล้าแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน "ไอ้ใหญ่... มึงมองเหี้ยอะไรวะ? เมียเก่ามึงหรือไง?" เพื่อนข้างๆ สะกิดถาม "กูไม่ได้มอง" ใหญ่ตอบเสียงห้วน ก่อนจะกระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดแก้ว "สายตามึงนี่แทบจะฆ่าน้องนนท์ทิ้งอยู่แล้วนะนั่น" "เรื่องของกู" ขิมที่สังเกตเห็นสายตาของใหญ่จึงจงใจขยับตัวเข้าหานนท์ให้มากขึ้น เธอซบลงที่ไหล่ของนนท์แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้คนที่โต๊ะใกล้ๆ ได้ยิน "พี่นนท์คะ... ตรงนี้ร้อนจัง เราไปหาที่ส่วนตัวคุยกันดีกว่าไหมคะ?" นนท์ยิ้มกว้าง "จัดไปครับ ขิมอยากได้อะไร พี่จัดให้" จังหวะที่ขิมเดินผ่านโต๊ะของใหญ่ เธอจงใจทำเป็นไม่เห็นเขา ทว่าใหญ่กลับลุกขึ้นยืนขวางทางเธอไว้แรงๆ จนขิมเกือบเซ "จะไปไหน?" ใหญ่ถามเสียงต่ำ ขิมเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน "เรื่องของขิมค่ะ... หลีกทางหน่อย ขิมจะไปต่อ" "ขิม! หยุดทำตัวร่านสักที" "ร่าน?" ขิมแค่นหัวเราะ "ใหญ่มีสิทธิ์อะไรมาด่าขิม? เราเป็นอะไรกันเหรอคะ? เพื่อนกัน... ใหญ่เคยบอกไว้ไม่ใช่เหรอ?" "เออ! ก็แค่เพื่อน... แต่เพื่อนที่ไหนเขาไปมีอะไรกับคนอื่นง่ายๆ แบบนี้!" "ก็เพื่อนที่ใหญ่ไล่ให้ไปหาคนที่เห็นค่าขิมไงคะ ตอนนี้ขิมเจอแล้ว... ขอบคุณนะคะที่แนะนำ" ขิมหันไปควงแขนนนท์แน่นขึ้น "ไปกันเถอะค่ะพี่นนท์ ขิมไม่อยากคุยกับคนแถวนี้แล้ว" ใหญ่คว้าข้อมือขิมไว้ทันที แรงบีบนั้นทำให้เธอหน้าเหยเก "ฉันบอกว่าให้หยุด!" "ปล่อยค่ะ! ใหญ่กำลังทำตัวน่ารังเกียจนะ" "รังเกียจเหรอ? หึ... งั้นคงต้องจำไว้ว่าเธอชอบอะไรแบบนี้" ใหญ่กระชากร่างขิมเข้ามาใกล้ก่อนจะก้มลงประทับจูบอย่างดุดันต่อหน้าทุกคนในร้าน นนท์พยายามจะพุ่งเข้ามาต่อย แต่เพื่อนของใหญ่กันเอาไว้ได้ ขิมเบิกตากว้าง เธอพยายามขัดขืน แต่แรงมหาศาลของใหญ่ทำให้เธอทำอะไรไม่ได้ เขาจูบเธออย่างเอาแต่ใจเหมือนเป็นการประกาศศักดาและแสดงความเป็นเจ้าของ จนกระทั่งเขาผละออก "จำไว้... ว่าเธอยังเป็นของฉัน" ขิมตบหน้าเขาฉาดใหญ่จนใบหน้าใหญ่หันตามแรงมือ "อย่ามาดูถูกกัน! ใหญ่ไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับขิมอีก!" "มีสิทธิ์สิ... เพราะเราเคย 'ล้ำเส้น' กันไปแล้ว" ใหญ่ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเธอ "ที่เธอกำลังทำอยู่ตอนนี้... มันแค่การเรียกร้องความสนใจจากฉันใช่ไหมขิม?" "หลงตัวเอง!" "เหรอ? งั้นลองดูสิว่าคืนนี้เธอยังจะกล้าไปกับมันไหม" ใหญ่หันไปมองนนท์ด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะหันมามองขิมที่ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ "ถ้าเธอไปกับมัน... อย่าหาว่าฉันไม่เตือน" "ใหญ่! อย่ามาสั่ง!" "ไม่ได้สั่ง... แค่เตือนในฐานะคนที่รู้ดีที่สุดว่า 'ร่างกาย' ของเธอต้องการอะไร" ขิมสะอึกกับคำพูดนั้น เธอรีบสะบัดมือออกแล้วเดินหนีไปที่ห้องน้ำ ล็อกห้องแล้วทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ ความแข็งแกร่งที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาพังทลายลงเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำของเขา เธอได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องน้ำ "ขิม... เปิดประตู" เสียงใหญ่ดังลอดเข้ามา "ออกไป!" "ถ้าไม่เปิด... ฉันจะพังเข้าไป" "นายมันบ้า! นายทำแบบนี้ทำไมในเมื่อนายไม่ได้รักขิม!" ความเงียบปกคลุมไปชั่วขณะ ก่อนที่ใหญ่จะตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลง "ถ้าฉันบอกว่าฉันไม่ได้รัก... แล้วทำไมฉันต้องโกรธขนาดนี้วะ?" คำถามนั้นทำให้ขิมชะงัก เธอค่อยๆ ปลดล็อกประตูช้าๆ ทันทีที่ประตูเปิดออก ใหญ่ก็พุ่งตัวเข้ามาคว้าไหล่เธอไว้ สายตาของเขาไม่ได้มีความโกรธหลงเหลืออยู่ มีเพียงความสับสนที่ฉายชัด "ฉันแค่อยากให้เธออยู่ในที่ที่ฉันเห็น..." "ที่ที่ใหญ่จะคอยทำร้ายจิตใจขิมเหรอ?" "ฉันทำเพราะฉันไม่อยากเสียเธอไปให้กับใคร... แม้ปากจะบอกว่าไม่แคร์ แต่ขิม... ทุกครั้งที่เห็นเธออยู่กับผู้ชายคนอื่น ฉันอยากจะบ้า" ขิมมองเขาด้วยสายตาที่เจ็บปวด "สายเกินไปแล้วใหญ่... ความรู้สึกขิมไม่ได้มีไว้ให้ใหญ่เหยียบย่ำเล่นได้ตลอดเวลา" "ฉันรู้..." ใหญ่รวบตัวเธอเข้ามากอดไว้แน่น "งั้นก็ถือว่านี่เป็นการไถ่โทษ... คืนนี้กลับไปกับฉัน" "ไม่! ขิมจะไม่กลับไปเป็นของเล่นของใครอีก!" ขิมพยายามผลักเขาออก แต่ใหญ่กลับกอดเธอแน่นขึ้น "งั้นก็เป็น 'คนของฉัน' แทน... ไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่เพื่อน แต่นับจากคืนนี้ ขิมคือของฉันคนเดียว" "แล้วเรื่องเมื่อกี้ที่โรงอาหาร... เรื่องรุ่นน้องคนนั้นล่ะ?" "ไม่มีอะไรทั้งนั้น... ฉันแค่ประชดที่เธอทิ้งฉันไป" ขิมมองคนตัวโตที่ดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เธอรู้ดีว่านี่คือแผนการของเขาอีกแน่ๆ แต่หัวใจของเธอมันไม่รักดี... มันยังคงเต้นรัวให้กับทุกสัมผัสของเขา "ใหญ่ต้องสัญญา... ว่าจะไม่ทำให้ขิมเสียใจอีก" "ฉันสัญญา... แม้จะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่คืนนี้ ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอไปกับไอ้นนท์นั่นเด็ดขาด" ขิมถอนหายใจ เธอรู้ดีว่าเส้นทางนี้มันอันตราย แต่เธอก็ไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว "งั้นก็พาขิมกลับ... แต่ขิมบอกก่อนนะ ถ้าใหญ่ทำตัวแย่ใส่ขิมอีก ขิมจะหนีไปให้ไกลที่สุด" "ไม่มีทางหนีพ้นหรอก..." ใหญ่กระซิบที่ข้างหูเธอ "เพราะฉันจะไม่มีวันยอมให้เธอไปไหนอีกแล้ว" เขาสิ่งเธอเดินออกไปจากผับท่ามกลางสายตาของนนท์ที่มองตามด้วยความแค้น ขิมรู้ดีว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ แต่ตอนนี้... เธอเลือกที่จะยอมแพ้ต่อหัวใจตัวเองอีกครั้งเสียงคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่ง ณ ชายหาดที่เคยเป็นพยานรักของ ใหญ่ และ ขิม ในวันแรกที่เขาเริ่มรวบรวมความกล้าเพื่อเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนสนิทมาเป็นคนรัก วันนี้... ทั้งคู่กลับมาที่นี่อีกครั้ง แต่ในสถานะของ 'ครอบครัว' ที่สมบูรณ์แบบที่สุด มี ต้นกล้า ที่เริ่มโตเป็นหนุ่มน้อยวัย 9 ขวบ และ ใยไหม ในวัย 3 ขวบที่กำลังสนุกกับการก่อปราสาททราย ใหญ่ยืนมองลูกๆ ก่อนจะหันมามองขิมที่ยืนอยู่ข้างๆ "ไม่น่าเชื่อเลยเนอะขิม... ว่าเวลาสิบปีมันจะผ่านไปเร็วขนาดนี้" ขิมยิ้ม พลางเกลี่ยผมที่ปรกลงมาปรกหน้าเขา "เร็วสิคะ... แต่ถ้าถามขิมนะ ขิมว่าสิบปีนี้มันคุ้มค่าทุกวินาทีเลย" "จริง... คุ้มจนผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือชีวิตของผมจริงๆ" ใหญ่เอื้อมมือไปจับมือเธอไว้ "ถ้าตอนนั้นผมไม่เดินหน้าจีบเธอ... ป่านนี้ผมคงนั่งเสียดายอยู่คนเดียวแน่ๆ" "โธ่... พ่อคนปากหวาน! เลิกพูดเรื่องนี้เถอะค่ะ อายลูก" ขิมหัวเราะ ต้นกล้าวิ่งกลับมาหา "พ่อครับแม่ครับ! ผมสร้างปราสาททรายเสร็จแล้ว มาดูเร็ว!" ใหญ่กับขิมมองหน้ากันแล้วหัวเราะ "ไปดูกันเถอะครับคุณแม่"
ลมเย็นพัดผ่านทุ่งหญ้ากว้างหน้าบ้านหลังใหม่ที่สร้างขึ้นจากความตั้งใจของ ใหญ่ และ ขิม มันไม่ใช่แค่บ้าน แต่มันคือวิหารแห่งความรักที่รวบรวมทุกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และหยาดน้ำตาแห่งการเดินทางอันยาวนานเอาไว้ ต้นกล้า ในวัย 8 ขวบกำลังวิ่งไล่ตามเจ้า ใยไหม ที่หัดเดินได้คล่องแคล่วแล้ว ทั้งคู่ดูมีความสุขภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น ใหญ่ยืนกอดอกมองภาพนั้นด้วยความภาคภูมิใจ เขารู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่กี่วันนับตั้งแต่เขายังเป็นชายหนุ่มที่สับสนกับความรู้สึกตัวเองที่ดันไปหลงรักเพื่อนสนิทอย่างขิม วันนี้เขากลายเป็นคุณพ่อลูกสอง และเป็นสามีที่ใครๆ ต่างอิจฉา ขิมเดินถือแก้วชาอุ่นๆ ออกมาหาเขาที่ระเบียง "มองอะไรอยู่คะคุณพ่อ? ยิ้มกว้างเชียว" ใหญ่หันมามองภรรยาแล้วยิ้มตอบ "มองดูความสำเร็จของชีวิตครับ... ขิมดูนั่นสิ ต้นกล้ากับใยไหมเข้ากันได้ดีมากเลยนะ" ขิมมองตามไป "นั่นสิคะ เหมือนมีกระจกสะท้อนเราตอนเด็กๆ เลยเนอะ... ต้นกล้าน่ะเหมือนใหญ่ตอนใจเย็น ส่วนใยไหมเหมือนขิมตอนดื้อไม่มีผิด!" ใหญ่หัวเราะร่า "จริง! ใยไหมนี่ดื้อเหมือนขิมตอนเรียนปีสามเปี๊ยบเลยล่ะ" "แหม! ว่
แสงแดดอ่อนยามบ่ายของวันหยุดทอประกายผ่านม่านโปร่งในห้องนั่งเล่นของบ้านหลังใหญ่ที่อบอวลไปด้วยไออุ่นของความสุข ใหญ่ กำลังง่วนอยู่กับการช่วย ต้นกล้า ต่อเลโก้ชุดใหม่ ขณะที่ ขิม นั่งกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟา โดยมี ใยไหม นอนหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอด"พ่อครับ ตรงนี้ต้องใช้ชิ้นส่วนสีแดงหรือสีน้ำเงินครับ?" ต้นกล้าถามพลางหยิบตัวต่อขึ้นมาโชว์ใหญ่ขยับเข้าไปใกล้ลูกชาย "สีน้ำเงินสิครับลูก ดูในผังภาพสิ มันต้องเป็นโครงสร้างหลักนะ""อ๋อ! จริงด้วยครับพ่อ พ่อเก่งจังเลย!" ต้นกล้าชมพลางยิ้มแป้นขิมที่นั่งมองอยู่หลุดขำ "เก่งแต่เรื่องเลโก้นะพ่อเราน่ะ เรื่องอื่นล่ะเป็นไง?"ใหญ่หันมาสบตาภรรยาพร้อมรอยยิ้มมุมปาก "เรื่องอื่นก็เก่งครับ... เก่งเรื่องรักเมียไง""แหม... ปากหวานตั้งแต่เช้าเลยนะ" ขิมค้อนใส่เบาๆ"ใหญ่คะ... ขิมว่าเรามาจัดทริปครอบครัวเล็กๆ อีกสักครั้งไหม? ช่วงปิดเทอมต้นกล้าน่ะ" ขิมเอ่ยขึ้นขณะที่สายตายังจับจ้องอยู่ที่ลูกสาวที่กำลังขยับตัวในฝันใหญ่เงยหน้าจากเลโก้ "ทริปเหรอ? ก็น่าสนนะ ขิมอยากไปไหนล่ะ?""ขิมอยากไปเชียงใหม่ค่ะ... อยากพาลูกไปสัมผัสอากาศหนาวๆ พ่อกับแม่ยังไม่เคยพาล
แสงอาทิตย์ยามเช้าทอแสงสีทองผ่านหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น ใหญ่ กำลังวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมกระเป๋าเป้ใบจิ๋วของ ต้นกล้า ขณะที่ ขิม กำลังป้อนนม ใยไหม ในเปลไกวข้างๆ กลิ่นขนมปังปิ้งและกาแฟหอมฟุ้งไปทั่วบ้าน เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัย 7 ขวบที่กำลังนับจำนวนของเล่นที่จะเอาไปโรงเรียนทำให้เช้านี้ดูมีชีวิตชีวามากกว่าทุกวัน"พ่อครับ! ผมเอาหุ่นยนต์ไปด้วยสามตัวนะ อีกตัวเอาไว้ให้เพื่อนที่โรงเรียนเล่นด้วย!" ต้นกล้าตะโกนบอกใหญ่เดินเข้ามาลูบหัวลูกชาย "ได้ครับ แต่ต้องสัญญาว่าจะแบ่งเพื่อนเล่นนะ เป็นพี่ชายต้องใจดีเข้าไว้""รับทราบครับพ่อ!"ขิมวางขวดนมลงแล้วเดินเข้ามาหาใหญ่ "วันนี้ใหญ่ต้องเข้าบริษัทแต่เช้าไหมคะ? เห็นว่ามีประชุมด่วนไม่ใช่เหรอ?""เลื่อนไปเป็นตอนเที่ยงครับ... ผมอยากส่งต้นกล้าที่โรงเรียนเอง แล้วก็อยากพาขิมไปทานมื้อเช้าแถวสวนสาธารณะด้วย" ใหญ่ตอบพร้อมรอยยิ้ม"แหม... มีแผนตลอดเลยนะคะคุณพ่อคนนี้" ขิมแซว"ก็แค่อยากใช้เวลาอยู่กับคนที่รักให้มากที่สุดไงครับ... เธอไม่ชอบเหรอ?" ใหญ่ถามพลางดึงมือขิมมากุมไว้"ชอบค่ะ... ชอบมากด้วย" ขิมยิ้มหวานระหว่างทางไปโรงเรีย
เสียงฝนตกกระทบหลังคาบ้านเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ในห้องทำงานที่เงียบสงบ ใหญ่ และ ขิม นั่งอยู่ด้วยกันท่ามกลางแสงไฟสีนวล สองมือของพวกเขาประสานกันไว้แน่นบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ที่เห็นร่องรอยการใช้งานมานานหลายปี ทั้งคู่กำลังมองดูอัลบั้มรูปเล่มล่าสุดที่รวบรวมเหตุการณ์สำคัญตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา"ลูกโตไวเนอะ..." ขิมเปรยพลางใช้นิ้วลูบรูปถ่ายต้นกล้าในชุดนักเรียน "แป๊บเดียวจากเด็กที่วิ่งไล่จับผีเสื้อ กลายเป็นพี่ชายที่ต้องคอยดูน้องใยไหมแล้ว"ใหญ่หัวเราะเบาๆ "นั่นสิ... แล้วดูใยไหมสิ เริ่มเดินเตาะแตะได้แล้วนะ อีกไม่กี่วันคงวิ่งไล่กวดพี่ต้นกล้าทันแน่"ขิมยิ้มจนตาปิด "เหนื่อยไหมคะใหญ่? กับการที่ต้องมานั่งทำหน้าที่ทั้งในบริษัท แล้วก็ต้องกลับมาเป็น 'พ่อ' ที่ทำทุกอย่างให้ลูก"ใหญ่หันมาสบตาขิม "เหนื่อยครับ... แต่เป็นความเหนื่อยที่โครตมีความสุขเลย ขิมรู้ไหม ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลยตอนที่เป็นโสด หรือตอนที่แค่คบกันเล่นๆ""อ้าว แล้วตอนที่คบกันจริงๆ ล่ะคะ?" ขิมแกล้งถาม"ตอนนั้นก็มีความสุขครับ แต่มันเป็นความสุขที่ยังมีความกังวล... กังวลว่าเธอจะเปลี่ยนใจไหม กังวลว่าครอบครัวจะว่ายังไง กังวลไปหม
แสงแดดอ่อนยามบ่ายของวันหยุดทอดผ่านระเบียงไม้สักของบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ใหญ่ และ ขิม นั่งเฝ้าลูกๆ ของพวกเขาที่กำลังเล่นน้ำอยู่ในสระขนาดเล็กที่สร้างขึ้นสำหรับครอบครัวโดยเฉพาะ เจ้า ใยไหม ในชุดว่ายน้ำสีชมพูดูสดใส ส่วน ต้นกล้า ผู้เป็นพี่ชายก็คอยดูแลน้องอย่างไม่ห่างสายตา "เห็นภาพนี้แล้วนึกถึงวันแรกที่เรามาวัดเก่าแก่ด้วยกันเลยเนอะ" ใหญ่เอ่ยพลางยื่นน้ำมะนาวเย็นๆ ให้ขิม ขิมรับน้ำมาจิบก่อนจะยิ้ม "โห... นานมากแล้วนะตอนนั้นน่ะ จำได้ว่าตอนนั้นขิมยังกังวลอยู่เลยว่าเราจะรอดไหม" "รอดสิครับ... รอดมาถึงมีลูกสองคนได้เนี่ยถือว่าเก่งมากแล้วนะ" ใหญ่หัวเราะเบาๆ "ขิมหมายถึง... กลัวว่าเราจะรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ไม่ได้น่ะค่ะ" ขิมวางแก้วลงแล้วหันมามองใบหน้าสามี "ตอนนั้นมันมีทั้งเรื่องงาน เรื่องคนรอบข้าง แล้วก็ความอึดอัดที่พูดไม่ได้... ถ้ามองย้อนกลับไป ขิมก็ยังทึ่งนะที่เราผ่านมันมาได้" ใหญ่จับมือภรรยาไว้ "เพราะเราไม่ได้ผ่านมันมาคนเดียวนี่ครับ ขิมคอยดึงผมไว้ในวันที่ผมจะยอมแพ้ ส่วนผมก็คอยเป็นเกราะป้องกันให้ขิมในวันที่งานหนักหนา... เราต่างหากที่เป็นพย







