Masuk“พี่ชายเซี่ยนี่ทุ่มเทให้เพ่ยหยูมากเลยนะคร
“พี่ชายเซี่ยนี่ทุ่มเทให้เพ่ยหยูมากเลยนะครับ ของหมั้นมากมายขนาดนี้ผมเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกเลยนะครับเนี่ย” หวังหมิงทงเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังทานอาหารร่วมกัน เขาอยู่ต่างเมืองมาก่อนจึงรู้ดีว่ากว่าคนจะแต่งงานกันได้ต้องหาเงินนานหลายปี และถึงจะเป็นแบบนั้น แต่คนแถวบ้านเขาก็ไม่เคยมีใครได้รับสิ่งของมากมายขนาดนี้มาก่อน“น้องเพ่ยหยูเหมาะสมที่จะได้รับของพวกนี้แล้วครับ อีกอย่างพี่ก็ไม่ได้เพิ่งเตรียมการ แต่พี่หาของพวกนี้มาเรื่อย ๆ ตั้งแต่หนึ่งปีก่อนแล้วครับ” เซี่ยเยี่ยนไม่รังเกียจที่จะตอบคำถามเพื่อนสนิทของคู่หมั้นเขา เซี่ยเยี่ยนยังรู้สึกว่าของหมั้นพวกนี้ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ“เฮ้อ พี่เซี่ยนี่เป็นผู้ชายที่ดีจริง ๆ นะคะ ฉันอดอิจฉาน้องเพ่ยหยูไม่ได้เลย” อ้ายอวี่กล่าวทีเล่นทีจริงพร้อมรอยยิ้ม เธอเองก็หวังว่าจะได้พบกับผู้ชายที่รักจริงเหมือนเซี่ยเยี่ยน&l
“ได้สิ ยินดีกับคุณชายเซี่ยและคุณหนูฉินด้วยนะ” ฟู่เจิ้งหมิงยิ้มกว้างออกมาเมื่อมองดูสองหนุ่มสาวตรงหน้าที่ดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก“ขอบคุณพี่ชายฟู่มากค่ะ” เพ่ยหยูยิ้มรับคำของฟู่เจิ้งหมิง เธอรู้ดีว่าเซี่ยเยี่ยนคุยไม่เก่ง“วันนี้น้องเพ่ยหยูสวยมากจริง ๆ เลยนะคะ” อ้ายอวี่เอ่ยชมพร้อมรอยยิ้ม เธอเองก็เรียนจบพร้อมกับเพ่ยหยูเช่นเดียวกัน เพียงแต่ยังไม่พบผู้ชายที่ดีพอจะให้ลองคบหาเท่านั้น“พี่อ้ายชมเกินไปแล้วค่ะ วันนี้พี่อ้ายก็น่ารักมากนะคะ” เพ่ยหยูเอ่ยชมจากใจจริง อ้ายอวี่เป็นผู้หญิงตัวเล็กน่ารักและวันนี้ยังแต่งตัวราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบตัวน้อยเสียอีก ทำให้เพ่ยหยูรู้สึกชอบอ้ายอวี่มากขึ้นไม่น้อย ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยได้พบทั้งสามคนนอกจากเวลาเข้าร่วมงานเลี้ยงใหญ่ ๆ แต่ความสัมพันธ์ของพวกเธอนั้นก็ถือว่าสนิทม
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ตระกูลหลงก็มาถึงก่อนเป็นกลุ่มแรก พวกเขาได้รับการต้อนรับจากฉินจ้วงและฉินเหวินที่พ่อบ้านเข้าไปตามพร้อมรอยยิ้มกว้าง หลงซวี่กับฟ่งชิงชิงต่างพากันทักทายญาติสนิทตระกูลฉินด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส“เข้าไปนั่งกันด้านในก่อนครับ อีกสักพักเพ่ยหยู เสวี่ยเวยกับเวยฉิงก็น่าจะลงมา” ฉินจ้วงบอกหลังจากยืนคุยกันอยู่หน้าประตูบ้านพักใหญ่“ได้ ได้ ไม่คิดเลยว่าเสี่ยวหยูจะได้หมั้นหมายก่อนเจ้าหนูไป๋” หลงซวี่บอกขำ ๆ หลานชายเขาเองก็เพิ่งเรียนจบเช่นเดียวกัน แต่เรื่องผู้หญิงกลับไม่มีวี่แววเลยแม้สักนิด“โธ่ปู่ครับ เกี่ยวอะไรกับผมล่ะเนี่ย” หลงไป๋โอดครวญ อีกไม่นานเขาก็ต้องเข้ากรมไปฝึกฝนก่อนประจำหน้าที่ทหารสื่อสารต่อไปตามที่ครอบครัววางแผนเอาไว้ให้ หลงไป๋จึงฝึกฝนร่างกายเอาไว้ล่วงหน้าหลังเก็บของออกจากหอพักในมหาวิทยาลัยเมื่อหล
“ได้ครับ พรุ่งนี้ช่วงเย็นพี่ถึงจะได้เข้าไปดูความเรียบร้อยของงานนะครับ” เซี่ยเยี่ยนบอกเอาไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะเขายังมีเรื่องต้องจัดการในวันพรุ่งนี้อยู่เกี่ยวกับของหมั้น“ไม่มีปัญหาค่ะ ฉันจะช่วยดูแทนเองนะคะ พี่ไม่ต้องกังวล” เพ่ยหยูยิ้มบางบอกอีกครั้ง เธออยู่บ้านกับพี่สะใภ้ก็ไม่มีอะไรทำนอกจากเล่นกับฉินซ่งอยู่แล้ว และงานหมั้นก็เป็นของเธอเอง เพ่ยหยูเลยอยากช่วยแบ่งเบาภาระให้กับเซี่ยเยี่ยนอีกแรงหนึ่ง“ขอบคุณมากนะครับ ลำบากน้องเพ่ยหยูแล้ว” เซี่ยเยี่ยนหันไปจ้องสายตาหวานของเพ่ยหยูอยู่พักใหญ่ ก่อนเขาจะยอมละสายตาจากความงามตรงหน้าไปอย่างเสียดายเพ่ยหยูเห็นสายตาของเซี่ยเยี่ยนก็อดเขินไม่ได้เช่นกัน เธอได้แต่เสมองไปข้างหน้าต่างกระจกรถแต่ก็ยังแอบมองเซี่ยเยี่ยนผ่านกระจกตรงหน้าอยู่ เพ่ยหยูคิดว่าคนเย็นชาอย่างเขาเวลาที่จ้องตาเธอแ
คืนนั้นกว่าเพ่ยหยูจะนอนก็กินเวลาเกือบเที่ยงคืน เพราะเธอมัวแต่จัดการสิ่งของที่นำกลับมาจากหอพักให้เป็นระเบียบอยู่ ถึงแม้ว่าเสื้อผ้าจะมีคนรับใช้นำไปทำความสะอาดและจัดให้บางส่วนแล้วก็ตามที แต่เพ่ยหยูก็ยังคงตรวจสอบซ้ำด้วยตัวเองสามวันต่อมาขบวนรถของเซี่ยเยี่ยนมาถึงบ้านตระกูลฉินตอนเก้าโมงเช้า เขาเข้าไปด้านในเพื่อทักทายเวยฉิงซึ่งเลี้ยงฉินซ่งอยู่ที่บ้านตามปกติ ก่อนที่เซี่ยเยี่ยนจะพาเพ่ยหยูออกจากบ้านเพื่อไปลองชุดหมั้นที่เลือกร้านเอาไว้ล่วงหน้าตามที่ฉินจ้วงแนะนำมา พิธีในครั้งนี้ทั้งคู่จะสวมชุดแบบจีนโบราณตามที่เพ่ยหยูเสนอ เธออยากให้พิธีการในครั้งนี้ดูเป็นทางการมากกว่าตอนพี่ชายได้หมั้นกับพี่สะใภ้ซึ่งดูจะเป็นสากลไปสักหน่อยกว่ารถจะไปถึงร้านได้ก็ใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมง เพราะการจราจรยังคงติดขัดอยู่ถึงแม้เวลาจะสายมากแล้วก็ตาม เมื่อพนักงานเห็น
“รอให้เสี่ยวซ่งโตกว่านี้ก่อน พี่สะใภ้ค่อยพาเขาไปเที่ยวหาหนูที่โน่นก็ได้ค่ะ” เพ่ยหยูเห็นสีหน้าของพี่สะใภ้แล้วก็อดสงสารไม่ได้ พี่สะใภ้เธออายุยังน้อยก็ต้องเป็นแม่คนแล้ว เพ่ยหยูคิดว่าเวยฉิงเองก็คงยังไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศมาก่อนถึงได้แสดงสีหน้าแบบนี้“ตกลงจ๊ะ รอเขาโตกว่านี้แล้วพี่จะให้พี่กวงพาไปเยี่ยมเพ่ยหยูนะ” เวยฉิงยิ้มบางตอบเพ่ยหยูนั่งคุยกับเวยฉิงและเล่นกับฉินซ่งจนกระทั่งถึงเวลากินมื้อเที่ยง จากนั้นเธอก็ให้คนมาช่วยดูหลานและชวนเวยฉิงไปกินข้าวเสียก่อน ระหว่างกินข้าว เวยฉิงก็ถามเพ่ยหยูเรื่องที่ตัดสินใจหมั้นกับเซี่ยเยี่ยนอีกครั้ง พอเวยฉิงรู้ว่าเพ่ยหยูตัดสินใจมาดีแล้ว เธอก็ได้แต่ให้กำลังใจและยืนยันว่าเพื่อนสนิทเธออย่างเซี่ยเยี่ยนเป็นคนที่พึ่งพาได้หลังมื้ออาหาร เวยฉิงพาฉินซ่งขึ้นไปกินนมบนห้อง ส่วนเพ่ยหยูก็เข้าห้องสมุดไปเก็บเอ
“ทราบแล้วค่ะคุณป้า ขอบคุณนะคะ” เพ่ยหยูยิ้มหวานตอบ เธอไม่ได้รู้สึกกลัว ผอ.จู เหมือนกับคนอื่น เพราะเพ่ยหยูเคยเข้าสังคมกับครอบครัวบ่อย ๆ จึงคุ้นเคยกับผู้ใหญ่อย่าง ผอ
“เพ่ยหยู ต่อไปหนูต้องไปอยู่กับพวกเขานะจ๊ะ” เค่ออวี๋ที่วันนี้ออกมาส่งเพ่ยหยูเอ่ยบอกด้วยสีหน้าสงสาร เธอเสียดายที่ไม่พบครอบครัวของเด็กคนนี้มาก ทั้งที่จริงแล้วเค่ออวี๋คิดว่าครอบครัวของเพ่ยหยูน่าจะรวยมากแท้ ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ได้รับเงินช
“อยู่ที่นี่อาหยูต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ ลุงจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ” ตำรวจที่พามาอดสงสารเพ่ยหยูขึ้นมาไม่ได้ เพราะสภาพความเป็นอยู่ที่นี่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ยังดีที่เขากับเพื่อนเก็บสิ่งของมีค่าของเพ่ยหยูซ่อนไว้ในกระเป๋าให้เธอแล้ว
เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ปี 1975 สภาพผู้คนในเมืองที่เงียบเหงาแห่งนี้ไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา เมืองริมคลองที่มีสภาพทรุดโทรมยังคงอยู่ ผู้คนในเมืองต่างไม่สนใจชีวิตของคนอื่น พวกเขาต้องการเพียงเอาตัวรอดไปวัน ๆ ในยุคข้าวยากหมากแพงและการถูกควบคุมจากทางการอย่างเข้มงวดก็ไม่อาจทำให้พวกเขามีชีวิตอย่างอิสระได้







