Se connecter“อยู่ที่นี่อาหยูต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ ลุงจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ” ตำรวจที่พามาอดสงสารเพ่ยหยูขึ้นมาไม่ได้ เพราะสภาพความเป็นอยู่ที่นี่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ยังดีที่เขากับเพื่อนเก็บสิ่งของมีค่าของเพ่ยหยูซ่อนไว้ในกระเป๋าให้เธอแล้ว
“หนูจะดูแลตัวเองดี ๆ ค่ะคุณลุง” เพ่ยหยูพยักหน้ารับคำอย่างน่ารัก เธอไม่รู้หรอกว่าต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหนจนกว่าพ่อแม่จะมารับกลับ เพราะตอนที่เธอหลงมานั้นเป็นช่วงที่คนลงรถไฟพร้อมกันจำนวนมาก เพ่ยหยูที่เพิ่งออกจากห้องน้ำจึงพลัดหลงกับแม่ที่พามาเข้าห้องน้ำไปโดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เธอจำไม่ได้ว่าพ่อแม่จะพาไปที่ไหน เพ่ยหยูรู้แค่ว่าการมาครั้งนี้พี่ชายของเธอไม่ได้ตามมาด้วย มีแค่เธอที่ยังเล็กอยู่ พ่อแม่จึงไม่อยากทิ้งไว้ที่บ้านคุณปู่เหมือนพี่ชาย
“ผมฝากดูแลเธอด้วยนะครับ นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อย คุณรับเอาไว้เถอะ” ตำรวจอีกนายรวบรวมเงินจากเพื่อนที่เคยดูแลเพ่ยหยูมาได้เกือบห้าสิบหยวน เขาจึงแอบมอบให้คนดูแลเพื่อที่เพ่ยหยูจะได้ไม่ลำบากตอนพักอยู่ที่นี่ระหว่างรอตามหาครอบครัว
“โอ้ ไม่มีปัญหาค่ะ ฉันจะดูแลเธออย่างดี” เจ้าหน้าที่อย่างเค่ออวี๋มีหรือจะไม่รับเงินนี้ไว้ เธอไม่รู้หรอกว่าเด็กหญิงที่มาใหม่เป็นลูกเต้าเหล่าใครพลัดหลงมา หน้าที่เธอมีแค่คอยดูแลไม่ให้คนที่นี่ก่อความวุ่นวายก็เท่านั้น การช่วยดูแลเด็กคนหนึ่งก็ไม่ได้ยากอะไรด้วย แค่หาของกินและจัดที่นอนให้ก็น่าจะพอแล้ว เธอไม่คิดที่จะสนใจหรอกว่าคนอื่นในสถานพักพิงจะคิดอย่างไรกับเธอ ขอแค่เงินถึง เธอก็ยินดีดูแลเด็กคนนี้ให้ดีขึ้นมาหน่อยก็พอแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตัวกลับก่อนนะครับ ว่าง ๆ เราจะมาเยี่ยมเพ่ยหยูใหม่” ตำรวจเห็นว่าเจ้าหน้าที่รับปากแล้วก็ค่อยสบายใจขึ้นมาบ้าง พวกเขายังมีงานต้องทำจึงอยู่นานไม่ได้
“บ๊าย บายค่ะคุณลุง” เพ่ยหยูโบกมือเล็กเมื่อได้ยินว่าคุณลุงใจดีที่ดูแลเธอมาหลายวันจะกลับกันแล้ว ก่อนหน้านี้เธอกลัวมากที่ไม่พบพ่อแม่ แต่พอได้ยินหลายคนคอยปลอบโยน เพ่ยหยูจึงมีจิตใจเข้มแข็งและรอคอยอย่างอดทนมาได้จนถึงตอนนี้ เธอคิดว่าถึงจะไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่เธอก็จะต้องใช้ชีวิตให้ดีจนกว่าพวกท่านจะตามหาเธอพบในสักวันหนึ่ง
เค่ออวี๋ที่ช่วยถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กของเพ่ยหยูให้ก็โบกมือลาตำรวจทั้งสองนายเช่นเดียวกัน เมื่อเห็นพวกเขาหายลับตาไป เค่ออวี๋ก็มองเพ่ยหยูขึ้น ๆ ลง ๆ พักใหญ่
“เพ่ยหยู ฉันจะพาไปดูเตียงนอนนะ หนูตามฉันมาดี ๆ ล่ะ” เค่ออวี๋รู้ดีว่าคนในสถานพักพิงแห่งนี้มีร้อยพ่อพันแม่ แถมยังมีพวกผู้อพยพที่ไม่รู้ที่มาอีกไม่น้อย เค่ออวี๋รับเงินมาแล้วก็ต้องดูแลเด็กอย่างเพ่ยหยูให้ดีจนกว่าครอบครัวเธอจะมารับกลับไป เพราะเค่ออวี๋ดู ๆ แล้วก็พบว่าเพ่ยหยูรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนเด็กที่ถูกพ่อแม่ทิ้งขว้างซึ่งเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ ปกติแล้วเด็กที่ถูกครอบครัวนำมาทิ้งมักจะสวมเสื้อผ้าเก่าขาด ร่างกายผ่ายผอมและยังสกปรกมากด้วย ต่างจากเพ่ยหยูที่ร่างกายอวบอ้วนสมวัย ผิวพรรณขาวนวลเปล่งปลั่งและร่างกายสะอาดลิบลับ เค่ออวี๋จึงต้องดูแลเพ่ยหยูให้ดี เผื่อว่าครอบครัวเด็กคนนี้จะร่ำรวยและให้เงินเธอเพิ่ม
“ค่ะพี่สาวคนสวย” เพ่ยหยูยิ้มหวานตอบกลับไป เธอเห็นคนมากมายในสถานพักพิงนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ภายในก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้พวกเขา เพ่ยหยูจึงรีบเดินเร็ว ๆ ตามติดเค่ออวี๋ไปทันที
เค่ออวี๋พอได้ยินเพ่ยหยูเรียกตัวเองแบบนี้ก็ยิ่งพอใจ เธออยู่แต่กับพวกคนเร่ร่อนในนี้ซึ่งมีนิสัยหยาบกระด้างมานานจึงไม่คิดว่าจะได้พบเด็กน้อยปากหวานอย่างเพ่ยหยู เค่ออวี๋ชอบให้คนชมเธอมากกว่าเอาแต่ตะโกนเรียกหาเธอเหมือนคนรับใช้ เค่ออวี๋จึงคิดจะดูแลเพ่ยหยูให้ดีกว่าที่คิดเอาไว้ก่อนหน้านี้สักหน่อย
เค่ออวี๋พาเพ่ยหยูเดินลัดเลาะไปยังอาคารเก่าหลังหนึ่ง ในนั้นมีเตียงเรียงรายกันอยู่ประมาณห้าสิบเตียง ที่นั่นมีเด็กอายุมากกว่าเพ่ยหยูพักอยู่หลายคน แต่สภาพของแต่ละคนล้วนแล้วแต่สกปรกมอมแมมทั้งนั้น เค่ออวี๋เห็นเด็กเหล่านี้นั่งเล่นนอนเล่นกันก็เบะปากอย่างรังเกียจ เธอดูแลเด็กพวกนี้ก็แค่หาอาหารมาให้ได้กินกันวันละมื้อพออิ่มท้องเท่านั้น
“เพ่ยหยู หนูอยู่เตียงนี้นะจ๊ะ เดี๋ยวพี่สาวจะทำความสะอาดให้” เค่ออวี๋เห็นว่าเตียงนี้ห่างจากเตียงของเด็กคนอื่นอยู่พอสมควร เธอจึงอยากให้เพ่ยหยูอยู่คนเดียวตรงนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กพวกนั้นมายุ่งเกี่ยวกับลูกค้ารายใหญ่ของเธออย่างเพ่ยหยู
“ขอบคุณมากค่ะพี่สาว” เพ่ยหยูเห็นเตียงและตู้เก่าที่อยู่ติดกันก็ไม่ได้เรื่องมากอะไร ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนเธอจะเป็นคุณหนูของบ้านก็ตามที แต่ตอนนี้เพ่ยหยูคิดเพียงอยากเอาชีวิตให้รอดจนกว่าครอบครัวของเธอจะตามหาพบก็เท่านั้น
เค่ออวี๋เห็นเพ่ยหยูเชื่อฟังก็พอใจไม่น้อย เธอนำกระเป๋าเสื้อผ้าใส่ไว้ในตู้ข้างเตียงให้กับเพ่ยหยู จากนั้นก็ปัดฝุ่นและไปหาผ้ามาเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ ไม่นาน ก่อนที่เค่ออวี๋จะบอกให้เพ่ยหยูรอเธออยู่ที่นี่แล้วแยกไปหาที่นอน หมอนและมุ้งซึ่งสะอาด ๆ มากกว่าอันเก่าที่อยู่เตียงนี้ ปกติแล้วเค่ออวี๋จะทำเพียงแค่พาเด็กมาอยู่ที่นี่แล้วเลือกเตียงให้พวกเขาก็เท่านั้น เค่ออวี๋ไม่คิดสนใจเด็กที่ถูกทิ้งแต่แรก เพราะอย่างไรเสียครอบครัวพวกเขาก็คงไม่กลับมารับเด็กพวกนี้อยู่แล้ว พวกเขาแค่รอเวลาที่จะย้ายไปอยู่สถาบันสวัสดิการสังคมของเมืองซูโจวซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองก็เท่านั้น ต่างจากเพ่ยหยูที่น่าจะมีคนมาตามหามากกว่า
“เอาล่ะ เพ่ยหยูอยู่ที่นี่ดี ๆ นะ พี่สาวจะมาส่งอาหารให้พร้อมอาหารคนอื่น พี่สาวต้องไปทำงานด้านนอกต่อแล้ว” เค่ออวี๋ยังมีงานต้องทำอีกมาก เธอไม่สามารถอยู่เฝ้าเพ่ยหยูตลอดเวลาได้อยู่แล้ว แต่อย่างน้อยเค่ออวี๋ก็สามารถมาคอยดูแลเพ่ยหยูบ่อย ๆ ได้ตามที่ตำรวจทั้งสองนายไหว้วานเอาไว้ก่อนหน้านี้
“ได้ค่ะ เพ่ยหยูจะรอพี่สาวมาหานะคะ” เพ่ยหยูยิ้มแป้นบอก เธอปีนขึ้นไปนั่งหย่อนขาเล่นที่เตียงแล้วมองโรงนอนไปมาอย่างสนอกสนใจ
เค่ออวี๋เห็นว่าเพ่ยหยูไม่งอแงเหมือนเด็กในวัยเดียวกันก็ค่อยเบาใจขึ้นมาบ้าง ที่นี่มีเด็กอายุมากกว่าเพ่ยหยูสองสามปีถูกทิ้งไม่น้อย เด็กพวกนั้นเมื่อมาที่นี่ครั้งแรกต่างก็ร้องไห้งอแงจะกลับบ้านท่าเดียว ทำเอาเค่ออวี๋อดโมโหจนลงมือกับเด็กพวกนั้นไม่ได้
สามเดือนต่อมา
การประกาศตามหาครอบครัวเพ่ยหยูไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขาคิดว่าเพ่ยหยูนั้นแซ่เพ่ยจึงไม่มีใครคิดว่าคนในครอบครัวเพ่ยหยูที่กำลังออกตามหาอย่างบ้าคลั่งนั้นเป็นครอบครัวของเธอจนเวลาล่วงเลยครบกำหนดที่ต้องส่งเพ่ยหยูไปอยู่สถาบันสวัสดิการสังคมของเมืองซูโจวในวันนี้มาถึง ทำให้เค่ออวี๋ทำได้แค่ต้องจัดการเรื่องให้เพ่ยหยูตามระเบียบได้เท่านั้น
ระหว่างที่เพ่ยหยูอยู่ในสถานพักพิงชั่วคราว บรรดาตำรวจที่เคยดูแลเพ่ยหยูก็มาเยี่ยมกันสัปดาห์ละครั้งสองครั้งและคอยมอบเงินให้เค่ออวี๋เพื่อดูแลเพ่ยหยูแทนพวกเขา ซึ่งเพ่ยหยูที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ไม่ได้คิดมากอะไร เธอยังรู้จักเด็กหลายคนที่อายุมากกว่าที่นี่ด้วย ยังดีที่ไม่มึใครมารังแกเพ่ยหยู เพ่ยหยูยังรู้ว่าเด็กพวกนี้ต่างถูกครอบครัวนำมาทิ้งกันทั้งนั้น ต่างจากตัวเธอที่พลัดหลงมาเอง ถึงแม้ว่าจะนานมากแล้วที่ไม่ได้พบพ่อแม่ แต่เพ่ยหยูก็ยังคงรักษาจิตใจที่มั่นคงเอาไว้ได้ เธอไม่คิดยอมแพ้ง่าย ๆ เพราะรู้ดีว่าพ่อแม่ต้องตามหาเธอแน่
“รอให้เสี่ยวซ่งโตกว่านี้ก่อน พี่สะใภ้ค่อยพาเขาไปเที่ยวหาหนูที่โน่นก็ได้ค่ะ” เพ่ยหยูเห็นสีหน้าของพี่สะใภ้แล้วก็อดสงสารไม่ได้ พี่สะใภ้เธออายุยังน้อยก็ต้องเป็นแม่คนแล้ว เพ่ยหยูคิดว่าเวยฉิงเองก็คงยังไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศมาก่อนถึงได้แสดงสีหน้าแบบนี้“ตกลงจ๊ะ รอเขาโตกว่านี้แล้วพี่จะให้พี่กวงพาไปเยี่ยมเพ่ยหยูนะ” เวยฉิงยิ้มบางตอบเพ่ยหยูนั่งคุยกับเวยฉิงและเล่นกับฉินซ่งจนกระทั่งถึงเวลากินมื้อเที่ยง จากนั้นเธอก็ให้คนมาช่วยดูหลานและชวนเวยฉิงไปกินข้าวเสียก่อน ระหว่างกินข้าว เวยฉิงก็ถามเพ่ยหยูเรื่องที่ตัดสินใจหมั้นกับเซี่ยเยี่ยนอีกครั้ง พอเวยฉิงรู้ว่าเพ่ยหยูตัดสินใจมาดีแล้ว เธอก็ได้แต่ให้กำลังใจและยืนยันว่าเพื่อนสนิทเธออย่างเซี่ยเยี่ยนเป็นคนที่พึ่งพาได้หลังมื้ออาหาร เวยฉิงพาฉินซ่งขึ้นไปกินนมบนห้อง ส่วนเพ่ยหยูก็เข้าห้องสมุดไปเก็บเอ
เมื่อถึงเวลารวมตัวทานมื้อเย็น ฉินกวงถึงจะยังตะขิดตะขวงใจกับเซี่ยเยี่ยนอยู่ แต่เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรไม่ดีออกไปอีก เพราะฉินจ้วงเอ่ยบอกทุกคนเรื่องกำหนดการงานหมั้นของเพ่ยหยูหลังจากสัปดาห์หน้าออกมาแล้ว ฉินกวงจึงทำได้แค่รอเข้าร่วมงานของน้องสาวเท่านั้นเซี่ยเยี่ยนยังคงคอยดูแลอาหารให้เพ่ยหยูเหมือนกับทุกครั้ง จนกระทั่งพวกเขาทานมื้อเย็นกันเสร็จในเวลาต่อมา เซี่ยเยี่ยนก็ขอตัวกลับบ้านและนัดกับเพ่ยหยูว่าจะมารับในสัปดาห์หน้าเพื่อไปขนของออกจากหอพักของเธอ เขาอยากปล่อยให้เพ่ยหยูได้พักผ่อนดี ๆ หลังจากเรียนจบมาหมาด ๆ เซี่ยเยี่ยนยังมีเวลาอีกมากที่จะได้พาเพ่ยหยูออกไปข้างนอกสายวันต่อมา เพ่ยหยูถือโน้ตบุ๊คลงมาที่ห้องสมุดก่อน จากนั้นจึงไปนั่งกินข้าวเช้ากับคนในครอบครัว วันนี้เธอกับพี่สะใภ้ต่างอยู่บ้านด้วยกัน ส่วนคนอื่น ๆ ต้องออกไปทำงานตามหน้าที่ของพวกเขาเหมือนกับทุกวัน“
“เฮ้อ เอาล่ะ ๆ อย่าทะเลาะกันเลย พวกหลานไปดูเสี่ยวซ่งเถอะ เรื่องหมั้นให้ปู่กับพ่อของหลานคุยกับคุณชายเซี่ยเอง” ฉินจ้วงถอนหายใจยาวอย่างระอากับนิสัยหลานชาย ยังดีที่หลานสะใภ้ของเขาไม่ได้อ่อนแอจนถูกฉินกวงข่มได้“ทราบแล้วครับคุณปู่ ที่รัก เราไปดูลูกกันนะครับ” ฉินกวงโอบร่างบางของเวยฉิงที่น้ำหนักลดลงมากหลังจากคลอดลูกชายตัวอ้วนออกมาเมื่อครึ่งปีก่อน“คุณชายเซี่ยมั่นใจแล้วนะครับว่าจะหมั้นหมายกับลูกสาวผม” ฉินเหวินถามเซี่ยเยี่ยนอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจัง เขามีลูกสาวคนเดียว แน่นอนว่าลูกเขยที่จะเข้าบ้านจะต้องสามารถดูแลลูกของเขาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง“ผมมั่นใจและตั้งใจจะหมั้นกับน้องจริงครับ หลังจากน้องเรียนจบ ถ้ายังไม่อยากแต่งงาน ผมก็จะไม่บังคับน้องครับ ผมจะรอจนกว่าน้องจะพร้อมครับ” เซี่ยเยี่ยนตอบกลับด้วยสีหน้าจร
“อืม...ฉันขอปรึกษาครอบครัวก่อนได้หรือเปล่าคะ” เพ่ยหยูรู้สึกว่าตั้งแต่บ้านเธอตกลงให้โอกาสเซี่ยเยี่ยนเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาก็ทำหน้าที่ดูแลเธอได้ดีกว่าที่คิดเสียอีก เพ่ยหยูจึงไม่อยากปฏิเสธคนดี ๆ แบบเซี่ยเยี่ยนเร็วเกินไปนัก ถึงแม้ว่าเพ่ยหยูจะยังไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ว่าการรักใครสักคนเพื่อเป้าหมายในการเป็นคู่ชีวิตต้องทำยังไง แต่เพ่ยหยูรู้สึกว่าตัวเองสามารถพูดคุยและสอบถามหลายอย่างจากเซี่ยเยี่ยนได้อย่างสบายใจมากกว่าคุยกับผู้ชายคนอื่น“ตกลงครับ ถ้าอย่างนั้นพี่จะไปคุยกับครอบครัวน้องเพ่ยหยูเลยนะครับ” เซี่ยเยี่ยนไม่อยากให้ปล่อยเวลาล่วงเลยผ่านไปมากกว่านี้ เขาอยากจับจองสาวน้อยที่ตอนนี้สวยสะพรั่งมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าเร็ว ๆ เซี่ยเยี่ยนไม่วางใจหากต้องปล่อยเพ่ยหยูไปเรียนต่อโดยเขายังไม่มีสถานะที่มั่นคงกับเธอ จากประสบการณ์ของเขาตอนเรียนต่างประเทศที่ผ่านมา คนต่างชาติมักจะเข้าหาผู้หญิงอย่างตรงไปตรงมาและมีความสัมพันธ์
เมื่อถึงวันเปิดเทอมหลังปีใหม่ เพ่ยหยูกับเพื่อน ๆ ที่กำลังจะขึ้นปีสี่ก็เริ่มยุ่งกับเรื่องการทำวิทยานิพนธ์ของตัวเอง หวังหมิงทงที่กลับมามหาวิทยาลัยก่อนเพื่อนทั้งสองเองก็ไม่ได้ทิ้งเวลาให้เสียเปล่า เขาเขียนโค้ดใส่กระดาษเอาไว้ในเวลาว่างเพื่อรอขอยืมโน้ตบุ๊คเพ่ยหยูเพื่อทดสอบโปรแกรมที่เขียนขึ้นว่ายังมีตรงไหนต้องแก้ไขและเขียนเพิ่มอีกบ้างหนึ่งปีต่อมาในที่สุดพวกเพ่ยหยูก็สอบเสร็จเสียทีหลังจากวิทยานิพนธ์ของพวกเขาได้รับเกรดระดับดีเยี่ยมอย่างคาดไม่ถึง โปรแกรมของหวังหมิงทงยังถูกเซียวจิงหรานพี่ชายของเซียวอวี้ตงซื้อไปอีกครั้งด้วย ทำให้หวังหมิงทงที่เคยกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการไปเรียนต่อเมืองนอกถึงกับดีใจมากจริง ๆ ตอนแรกเขายังคุยกับเพื่อน ๆ อยู่ว่าอาจไม่ได้ไปเพราะเงินเก็บไม่เพียงพอ“เฮ้อ ในที่สุดก็เรียนจบสักที ว่าแต่หนังสือตอบรับการเข้าสอบข
“อืม...ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ นายมาถ่ายรูปให้ฉันหน่อย” เซี่ยเยี่ยนหันไปเรียกผานฟง“ครับคุณชาย” ผานฟงพยักหน้ารับคำและรับกล้องมาถือเอาไว้ จากนั้นเขาก็บอกให้เซี่ยเยี่ยนกับเพ่ยหยูยืนชิด ๆ กันหน่อยเพื่อจะได้ถ่ายภาพ ซึ่งผานฟงเคยเรียนรู้การใช้กล้องจากเซี่ยเยี่ยนมานานแล้ว เขารู้ดีว่าคุณชายชอบถ่ายรูปตั้งแต่ตอนเรียนต่างประเทศเพ่ยหยูชวนเซี่ยเยี่ยนไปถ่ายรูปภายในพื้นที่วัดหลายมุมอย่างสนุกสนาน เธอยังแอบแกล้งเซี่ยเยี่ยนที่ยังทำหน้าตาเย็นชาอยู่เพื่อจะให้เขายิ้ม และผานฟงก็ไม่พลาดช็อตเด็ดที่คุณชายของเขายิ้มเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี“ว้าว พี่เซี่ยยิ้มแล้วดูดีมากเลยนะคะ วันหลังก็ยิ้มให้ฉันบ่อย ๆ หน่อยนะคะ” เพ่ยหยูยิ้มกว้างบอกอย่างสนุกสนาน เธอดีใจที่สามารถทำให้เซี่ยเยี่ยนยิ้มได้เป็
“หนูจะตั้งใจเรียนค่ะอาจารย์ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวกลับหอพักก่อนนะคะ” เพ่ยหยูที่หอบหนังสือหลายเล่มเอาไว้รีบบอก เธอไม่คิดว่าหนังสือจะหนามากขนาดนี้“ไปเถอะ มีอะไรสง
จูข่ายหนิงคุยกับเพ่ยหยูไม่นานก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปกิินมื้อเที่ยงให้เสร็จ เธอเองก็เดินหายลับไปเพื่อกินข้าวที่เจ้าหน้าที่เตรียมเอาไว้ให้ในห้องทำงานเหมือนกับทุกวันไป่หลิวกับซู่ฟางช
“ครับ/ค่ะ” เสียงเด็กที่อยู่ในห้องต่างรับคำพร้อมกันทันที พวกเขาไม่เหมือนเด็กสามคนนั้นที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่วันก็เอาแต่ก่อเรื่องแล้ว
“ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องซักนะ พวกพี่จะมาซักตอนพักเที่ยง” ไป่หลิวกระซิบบอกเสียงเบาเช่นกัน“ใช่ ใช่ ของพี่ก็เหมือนกันนะ น้องสาวอย่าทำให้ตัวเองลำบากล่ะ” ซู่ฟางรู้ดีว่าเพ่ยห







