登入“ทราบแล้วค่ะคุณป้า ขอบคุณนะคะ” เพ่ยหยูยิ้มหวานตอบ เธอไม่ได้รู้สึกกลัว ผอ.จู เหมือนกับคนอื่น เพราะเพ่ยหยูเคยเข้าสังคมกับครอบครัวบ่อย ๆ จึงคุ้นเคยกับผู้ใหญ่อย่าง ผอ.จู ดี
“อืม… เดี๋ยวฉันจะพาไปที่โรงนอนนะ แต่ก่อนไปฉันจะพาไปเอาเสื้อผ้าก่อน พวกเธอจะได้รับคนละสองชุดเหมือนกันหมด เอาล่ะ ไปกันเถอะ” ผอ.จู ลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานแล้วเดินนำเด็กทั้งสี่คนออกไป เธอไม่ได้สนใจว่าเพ่ยหยูจะยกกระเป๋าไหวหรือเปล่า เพราะเด็กที่นี่จะต้องช่วยเหลือตัวเองเป็น ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม
เพ่ยหยูตัวน้อยใช้สองมืออุ้มกระเป๋าที่ใบใหญ่แทบจะเท่าตัวเธอตามหลังไปอย่างทุลักทุเลพอสมควร เพ่ยหยูไม่ได้คิดมากเมื่อไม่มีใครยื่นมือช่วยเหลือเธอในเรื่องนี้ ตัวเธอถูกสั่งสอนมาตั้งแต่สองขวบให้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง เพ่ยหยูยังจำได้ว่าพ่อแม่เคยสอนอ่านหนังสือให้เธอมาก่อนด้วย เพียงแต่ตัวเธอจำได้แค่ตัวหนังสือในนิทานที่พวกท่านนำมาให้อ่านเท่านั้น
จูข่ายหนิงพาทุกคนมายังห้องด้านข้างซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เธอสั่งการให้เขาจัดชุดให้เด็กใหม่ที่พามาเหล่านี้อย่างรวดเร็ว
“ผอ.ครับ เด็กคนนี้ตัวเล็กเกินไป คงต้องให้เธอพับแขนเสื้อกับขากางเกงเอานะครับ เข็มขัดนี่ก็น่าจะหลวมอยู่พอสมควร ไม่ทราบจะให้ผมเปลี่ยนเป็นเชือกเอาไว้ให้เธอมัดกางเกงหรือเปล่าครับ ผมจะได้เตรียมเพิ่มให้” เจ้าหน้าที่จัดชุดให้เด็กที่โตกว่าเพ่ยหยูเสร็จก็หันไปบอก ผอ.จู ที่ยืนนิ่งรออยู่อย่างเงียบ ๆ
“อืม… จัดไปเถอะ อย่าลืมของใช้ส่วนตัวของพวกเขาด้วยล่ะ” ผอ.จู กำชับอีกครั้ง
“ทราบแล้วครับ” เจ้าหน้าที่พยักหน้ารับคำและหันกลับไปหยิบของต่อ
เด็กในสถาบันนี้จะมีของจำเป็นส่วนตัวของใครของมัน กฎระเบียบของที่นี่ทุกคนต้องทำตามโดยดี ไม่เช่นนั้นก็จะมีการลงโทษตามกฎ ยังดีที่สถาบันนี้แยกสัดส่วนเอาไว้แต่แรก เด็ก ๆ จะมีพื้นที่ของตัวเองแยกออกมาจากกลุ่มคนชราและคนป่วย เด็กที่ถึงวัยเข้าเรียนก็จะถูกส่งให้เรียนเรื่องการเมือง ภาษาจีนและคณิตศาสตร์เป็นหลัก ส่วนอาหารแต่ละมื้อ เด็ก ๆ จะต้องไปกินร่วมกันที่โรงอาหารตามระเบียบ ยังดีที่สถาบันนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ พวกเขาจึงไม่ต้องอดอยากเหมือนตอนอยู่ที่สถานพักพิงชั่วคราว
หลังจากทุกคนนำเสื้อผ้า รองเท้าและของใช้ส่วนตัวเก็บใส่กระเป๋าของตัวเองเสร็จ ผอ.จูก็พาทุกคนเดินไปยังอาคารด้านหลังต่อทันที เธอไม่สนใจว่าใครจะถือสิ่งของที่ได้รับมาไหวหรือไม่ เด็กทุกคนในนี้จะต้องดูแลตัวเองตามกฎระเบียบไม่ต่างกัน
อาคารอิฐสีเทาหม่นสองชั้นที่เพ่ยหยูเห็นนั้นดูน่ากลัวเล็กน้อย ยิ่งความเงียบภายในสถาบันแห่งนี้ที่เงียบราวกับป่าช้าผสมเข้าไปก็ยิ่งทำให้เพ่ยหยูรู้สึกขนลุกแปลก ๆ ระหว่างทางนั้นไม่มีคนผ่านไปมาเลยแม้แต่คนเดียว และ ผอ.จูก็ไม่ได้แนะนำอะไรให้พวกเธอเลย
เด็กทั้งสี่เดินตามทางคดเคี้ยวภายในอาคารที่ ผอ.จูพาเข้ามาเงียบ ๆ ไม่นานพวกเขาก็รีบหยุดนิ่งหลังจาก ผอ.จู หันหลังกลับมาหาด้วยสีหน้าเฉยชา
“เวลาเข้านอนสองทุ่ม ตื่นนอนหกโมง หกโมงครึ่งไปออกกำลังกาย ทานมื้อเช้าตอนเจ็ดโมงครึ่ง พวกเธอสามคนต้องเข้าเรียนพร้อมเด็กคนอื่น เที่ยงตรงพักกลางวัน ห้าโมงเย็นกินข้าว ฟังเสียงประกาศให้ดีและห้ามชักช้าเด็ดขาด เอาล่ะ ตามฉันเข้าไปด้านใน ฉันจะพาพวกเธอไปดูที่นอน”
“ครับ/ค่ะ” เด็กทั้งสี่ไม่กล้าพูดอย่างอื่นนอกจากรับคำพร้อมกัน
แอ๊ด… เสียงประตูไม้เก่าคร่ำคร่าดังขึ้น ด้านในห้องมีเตียงนอนเรียงติดกันสองแถว เพ่ยหยูมองดูและคิดว่าที่นี่ก็ไม่ได้แออัดอย่างที่กังวลนัก อย่างน้อยห้องนี้ก็มีเพียงยี่สิบเตียงเท่านั้น ไม่เหมือนตอนอยู่ที่สถานพักพิงซึ่งต้องอยู่ร่วมกันหลายสิบคน
“พวกเธอเลือกเตียงด้านในที่ว่างอยู่ได้เลย เด็กคนอื่นจะกลับมาอีกครั้งหลังเลิกเรียน อยากรู้อะไรค่อยถามพวกเขาเอาก็แล้วกัน” ผอ.จูยังมีงานต้องรับผิดชอบอีกมาก เธอจึงไม่อยากเสียเวลาคอยดูแลเด็กพวกนี้ทำความสะอาดเตียงและตู้ของพวกเขา
“ทราบแล้วครับ/ค่ะ” เด็ก ๆ ยังคงรับคำด้วยสีหน้าแปลก ๆ พวกเขาไม่คุ้นเคยกับคนเย็นชาอย่างจูข่ายหนิงนัก
จูข่ายหนิงออกจากห้องไปหลังพยักหน้าให้เด็ก ๆ เธอไม่ได้ปิดประตูห้องเพราะอากาศในห้องอับชื้นไม่น้อย จูข่ายหนิงกลัวว่าเด็กใหม่พวกนี้จะไม่คุ้นชินจนป่วยเอาได้ ถึงแม้ว่าในห้องจะมีหน้าต่างบานหนึ่ง แต่กฎระเบียบของที่นี่ทำให้ต้องปิดประตูหน้าต่างหลังจากเด็กทุกคนออกไปทำกิจกรรมของตน มีเพียงยามค่ำคืนเท่านั้นที่ในห้องสามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้ แต่ละคืนยังมีทหารบ้านคอยเดินตรวจเด็กในห้องด้วยว่ามีใครฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของสถาบันหรือไม่ด้วย ซึ่งปกติแล้วเด็ก ๆ ไม่มีใครกล้าสร้างปัญหา นอกจากมีการกลั่นแกล้งกันบ้างตามประสาเด็กไม่กี่ครั้งก็เท่านั้น
“รีบทำความสะอาดกันเถอะ พวกเรายัังต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากันอีกนะ” ซู่ฟาง เด็กสาวอายุเจ็ดขวบเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นว่าจูข่ายหนิงเดินหายลับไปแล้ว
“เฮ้อ ไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ จะนิสัยเป็นยังไงบ้างนะ” จางเจี้ยนถอนหายใจบอก เขาถูกครอบครัวทิ้งเพราะความอดอยาก ซึ่งตอนแรกจางเจี้ยนก็เหมือนเด็กคนอื่นที่ร้องไห้ใจจะขาด แต่พอเขาอยู่ร่วมกับเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันในสถานพักพิงก็ทำให้จางเจี้ยนเลิกคาดหวังกับคนในครอบครัวว่าพวกเขาจะมารับตนเอง
“รีบทำกันก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกเรายังต้องไปเปลี่ยนชุดกับเดินดูสถานที่กันอีกนะ” ไป่หลิวกลัวว่าหากพวกเธอเอาแต่คุยกันก็คงทำความสะอาดเตียงตู้พวกนี้ไม่เสร็จเสียที
เพ่ยหยูฟังพวกพี่ชายพี่สาวคุยกันโดยไม่ได้เอ่ยอะไรขึ้นมา เธอทำเพียงแค่หาชุดเก่าที่ได้รับจากลุงตำรวจออกมาปัดที่นอนเหมือนกับตอนที่เค่ออวี๋ช่วยทำความสะอาดเตียงให้เธอก่อนหน้านี้เท่านั้น เพ่ยหยูไม่กล้าคุยกับพวกเขาเพราะตนเองอายุน้อยกว่าพวกเขามาก เธอกลัวว่าพี่ชายพี่สาวพวกนี้จะรำคาญเธอขึ้นมา ทั้งที่จริงแล้วเพ่ยหยูชอบคุยมาก
เด็กโตสามคนไม่มีใครคิดจะช่วยเพ่ยหยูแต่แรก พวกเขาเองก็หาเสื้อผ้าเก่าขาดของตัวเองมาใช้ปัดฝุ่นทำความสะอาดเตียงกับตู้ของตนเองไม่ต่างจากเพ่ยหยู พวกเขาใช่ว่าจะไม่อยากคุยกับเพ่ยหยู เพียงแต่พอเห็นหน้าตาท่าทางและความสะอาดของเพ่ยหยูที่ดูดีกว่าพวกเขามาก ทั้งสามจึงไม่มีใครกล้าชวนเด็กอย่างเพ่ยหยูคุยก็เท่านั้น
หลังจากทุกคนทำความสะอาดเตียงตู้ของตัวเองเสร็จ เพ่ยหยูก็หยิบเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวที่ได้รับมาวางเอาไว้บนเตียง ส่วนของอื่นนั้นเธอยังคงเก็บไว้ในกระเป๋าที่ลุงตำรวจให้มาและล็อกเอาไว้ด้วยลูกกุญแจดอกเล็กที่ผูกเอาไว้ที่คอ ลุงตำรวจกำชับเพ่ยหยูเอาไว้ว่าทุกครั้งที่อยู่ห่างจากกระเป๋าจะต้องล็อกกุญแจก่อนเพื่อไม่ให้สิ่งของสำคัญในนั้นหายไป ซึ่งเพ่ยหยูเองก็รู้แค่ว่าในนั้นมีชุดสวยกับสร้อยคอของเธอตอนพลัดหลงกับพ่อแม่อยู่เท่านั้น แต่ความจริงแล้วตำรวจเหล่านั้นยังรวบรวมเงินใส่ซองซ่อนเอาไว้ใต้เสื้อผ้าพวกนั้นให้เพ่ยหยูด้วย พวกเขามั่นใจว่าในอนาคตเพ่ยหยูจะต้องได้ใช้เงินเหล่านี้เพื่อตามหาพ่อแม่อย่างแน่นอน
“อืม...ฉันขอปรึกษาครอบครัวก่อนได้หรือเปล่าคะ” เพ่ยหยูรู้สึกว่าตั้งแต่บ้านเธอตกลงให้โอกาสเซี่ยเยี่ยนเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาก็ทำหน้าที่ดูแลเธอได้ดีกว่าที่คิดเสียอีก เพ่ยหยูจึงไม่อยากปฏิเสธคนดี ๆ แบบเซี่ยเยี่ยนเร็วเกินไปนัก ถึงแม้ว่าเพ่ยหยูจะยังไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ว่าการรักใครสักคนเพื่อเป้าหมายในการเป็นคู่ชีวิตต้องทำยังไง แต่เพ่ยหยูรู้สึกว่าตัวเองสามารถพูดคุยและสอบถามหลายอย่างจากเซี่ยเยี่ยนได้อย่างสบายใจมากกว่าคุยกับผู้ชายคนอื่น“ตกลงครับ ถ้าอย่างนั้นพี่จะไปคุยกับครอบครัวน้องเพ่ยหยูเลยนะครับ” เซี่ยเยี่ยนไม่อยากให้ปล่อยเวลาล่วงเลยผ่านไปมากกว่านี้ เขาอยากจับจองสาวน้อยที่ตอนนี้สวยสะพรั่งมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าเร็ว ๆ เซี่ยเยี่ยนไม่วางใจหากต้องปล่อยเพ่ยหยูไปเรียนต่อโดยเขายังไม่มีสถานะที่มั่นคงกับเธอ จากประสบการณ์ของเขาตอนเรียนต่างประเทศที่ผ่านมา คนต่างชาติมักจะเข้าหาผู้หญิงอย่างตรงไปตรงมาและมีความสัมพันธ์
เมื่อถึงวันเปิดเทอมหลังปีใหม่ เพ่ยหยูกับเพื่อน ๆ ที่กำลังจะขึ้นปีสี่ก็เริ่มยุ่งกับเรื่องการทำวิทยานิพนธ์ของตัวเอง หวังหมิงทงที่กลับมามหาวิทยาลัยก่อนเพื่อนทั้งสองเองก็ไม่ได้ทิ้งเวลาให้เสียเปล่า เขาเขียนโค้ดใส่กระดาษเอาไว้ในเวลาว่างเพื่อรอขอยืมโน้ตบุ๊คเพ่ยหยูเพื่อทดสอบโปรแกรมที่เขียนขึ้นว่ายังมีตรงไหนต้องแก้ไขและเขียนเพิ่มอีกบ้างหนึ่งปีต่อมาในที่สุดพวกเพ่ยหยูก็สอบเสร็จเสียทีหลังจากวิทยานิพนธ์ของพวกเขาได้รับเกรดระดับดีเยี่ยมอย่างคาดไม่ถึง โปรแกรมของหวังหมิงทงยังถูกเซียวจิงหรานพี่ชายของเซียวอวี้ตงซื้อไปอีกครั้งด้วย ทำให้หวังหมิงทงที่เคยกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการไปเรียนต่อเมืองนอกถึงกับดีใจมากจริง ๆ ตอนแรกเขายังคุยกับเพื่อน ๆ อยู่ว่าอาจไม่ได้ไปเพราะเงินเก็บไม่เพียงพอ“เฮ้อ ในที่สุดก็เรียนจบสักที ว่าแต่หนังสือตอบรับการเข้าสอบข
“อืม...ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ นายมาถ่ายรูปให้ฉันหน่อย” เซี่ยเยี่ยนหันไปเรียกผานฟง“ครับคุณชาย” ผานฟงพยักหน้ารับคำและรับกล้องมาถือเอาไว้ จากนั้นเขาก็บอกให้เซี่ยเยี่ยนกับเพ่ยหยูยืนชิด ๆ กันหน่อยเพื่อจะได้ถ่ายภาพ ซึ่งผานฟงเคยเรียนรู้การใช้กล้องจากเซี่ยเยี่ยนมานานแล้ว เขารู้ดีว่าคุณชายชอบถ่ายรูปตั้งแต่ตอนเรียนต่างประเทศเพ่ยหยูชวนเซี่ยเยี่ยนไปถ่ายรูปภายในพื้นที่วัดหลายมุมอย่างสนุกสนาน เธอยังแอบแกล้งเซี่ยเยี่ยนที่ยังทำหน้าตาเย็นชาอยู่เพื่อจะให้เขายิ้ม และผานฟงก็ไม่พลาดช็อตเด็ดที่คุณชายของเขายิ้มเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี“ว้าว พี่เซี่ยยิ้มแล้วดูดีมากเลยนะคะ วันหลังก็ยิ้มให้ฉันบ่อย ๆ หน่อยนะคะ” เพ่ยหยูยิ้มกว้างบอกอย่างสนุกสนาน เธอดีใจที่สามารถทำให้เซี่ยเยี่ยนยิ้มได้เป็
“ผมจะดูแลน้องเพ่ยหยูให้ดีครับ คุณลุงไม่ต้องเป็นห่วง” เซี่ยเยี่ยนรับปากด้วยสีหน้าจริงจังฉินกวงพอได้ยินเซี่ยเยี่ยนเข้าก็อดเบะปากอย่างหมั่นไส้ไม่ได้ เวยฉิงที่เห็นสีหน้าสามีก็ตีเพี๊ยะเข้าไปที่แขนล่ำพร้อมรอยยิ้มขำ สามีเธอปกติไม่เคยทำสีหน้าแบบนี้มาก่อน เวยฉิงเลยอดขำฉินกวงขึ้นมาไม่ได้ ฉินกวงพอถูกภรรยาตีเข้าให้ก็ทำทีออดอ้อนเวยฉิงเสียอย่างนั้น บรรยากาศในห้องรับแขกเลยกลายเป็นความขบขันสองสามีภรรยาที่เล่นกันเป็นเด็กไปแล้วเซี่ยเยี่ยนนั่งคุยอยู่ที่บ้านตระกูลฉินต่ออีกกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนที่เขาจะขอตัวกลับและนัดเวลากับเพ่ยหยูตอนเก้าโมงเช้าพรุ่งนี้ แต่ก่อนที่เซี่ยเยี่ยนจะได้เดินทางกลับ ฉินจ้วงก็โบกมือเรียกให้พ่อบ้านนำของขวัญที่พวกเขาเลือกเอาไว้มาส่งให้เซี่ยเยี่ยนก่อน ซึ่งเซี่ยเยี่ยนก็แปลกใจไม่น้อยที่อยู่ ๆ ฉินจ้วงก็มอบของขวัญให้เขาแบบนี้“รับไปเ
“หนูขอตัวก่อนนะคะ” เพ่ยหยูลุกขึ้นเดินนำเซี่ยเยี่ยนไปยังห้องสมุดซึ่งเธอเอาโน้ตบุ๊คไปวางรอไว้ก่อนหน้านี้นานแล้ว เพราะมัวแต่คุยกับคนในครอบครัว ทำให้วันนี้เพ่ยหยูเริ่มเรียนช้ากว่าทุกวันที่ผ่านมา เธอไม่รู้ว่ายังเหลือเนื้อหาอีกมากแค่ไหนถึงจะเรียนจบ“อืม...พวกหลานรีบไปเถอะ” ฉินจ้วงโบกมือให้พวกเขารีบไปฉินกวงที่คิดว่าจะขึ้นไปส่งเวยฉิงนอนพักผ่อนแล้วรีบลงมาหาเพ่ยหยู พอเขาได้เข้าห้องนอนไปแล้วก็กลับถูกเวยฉิงลากตัวให้มานอนกอดอยู่บนเตียง ก่อนที่เธอจะหลับไปโดยกอดฉินกวงเอาไว้แน่นจนเขาไม่กล้าขยับสุ่มสี่สุ่มห้าจนทำให้เวยฉิงตื่น หลังจากนอนคิดอยู่พักใหญ่ ฉินกวงก็ทำได้แค่ต้องหลับตาลงนอนพักผ่อนพร้อมกับภรรยาเมื่อถึงมื้อเที่ยง พ่อบ้านก็ให้คนไปตามทุกคนมาทานข้าวร่วมกัน เซี่ยเยี่ยนยังคงสอนเพ่ยหยู
สองพ่อลูกนั่งคุยกันต่อจนกระทั่งถึงสามทุ่ม ทั้งสองจึงแยกย้ายกันขึ้นห้องไปพักผ่อน พรุ่งนี้เซี่ยเยี่ยนยังต้องเดินทางไปบ้านตระกูลฉินอีกด้านเซียวอวี้ตงที่ได้รับของขวัญจากเซี่ยเยี่ยนตั้งแต่เช้าดีใจมาก เขาคิดไม่ถึงว่าพี่ชายเซี่ยที่แสนจะเย็นชาคนนั้นกล้าซื้อเครื่องเล่นเกมส์รุ่นใหม่ล่าสุดราคาแพงให้เขา เซียวอวี้ตงยังฝากบอดี้การ์ดที่นำของขวัญมาส่งขอบคุณเซี่ยเยี่ยนด้วย เขารีบนำเครื่องเล่นเกมส์ไปอวดคนทั้งบ้านอย่างอารมณ์ดีและให้คนช่วยยกขึ้นห้องไปเล่นตั้งแต่เช้ายันค่ำเลยทีเดียวเก้าโมงเช้าวันต่อมา เซี่ยเยี่ยนเดินทางมาถึงบ้านตระกูลฉินตรงเวลา ในห้องรับแขกตอนนี้ฉินกวงกับเวยฉิงกลับมาจากบ้านตระกูลเวยแล้วเช่นเดียวกัน พวกเขาเลยนำของฝากจากบ้านตระกูลเวยกลับมาให้ทุกคนด้วย เพ่ยหยูเองก็กำลังมอบของขวัญปีใหม่ให้ทุกคนในบ้านอย่างร่าเริง เธอดีใจมากที่แม่กับพี่สะใภ้ชอบของขวัญที่เธอเลือกให้&ld
“หนูจะตั้งใจเรียนค่ะอาจารย์ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวกลับหอพักก่อนนะคะ” เพ่ยหยูที่หอบหนังสือหลายเล่มเอาไว้รีบบอก เธอไม่คิดว่าหนังสือจะหนามากขนาดนี้“ไปเถอะ มีอะไรสง
“เพ่ยหยู ต่อไปหนูต้องไปอยู่กับพวกเขานะจ๊ะ” เค่ออวี๋ที่วันนี้ออกมาส่งเพ่ยหยูเอ่ยบอกด้วยสีหน้าสงสาร เธอเสียดายที่ไม่พบครอบครัวของเด็กคนนี้มาก ทั้งที่จริงแล้วเค่ออวี๋คิดว่าครอบครัวของเพ่ยหยูน่าจะรวยมากแท้ ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ได้รับเงินช
“อยู่ที่นี่อาหยูต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ ลุงจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ” ตำรวจที่พามาอดสงสารเพ่ยหยูขึ้นมาไม่ได้ เพราะสภาพความเป็นอยู่ที่นี่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ยังดีที่เขากับเพื่อนเก็บสิ่งของมีค่าของเพ่ยหยูซ่อนไว้ในกระเป๋าให้เธอแล้ว
เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ปี 1975 สภาพผู้คนในเมืองที่เงียบเหงาแห่งนี้ไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา เมืองริมคลองที่มีสภาพทรุดโทรมยังคงอยู่ ผู้คนในเมืองต่างไม่สนใจชีวิตของคนอื่น พวกเขาต้องการเพียงเอาตัวรอดไปวัน ๆ ในยุคข้าวยากหมากแพงและการถูกควบคุมจากทางการอย่างเข้มงวดก็ไม่อาจทำให้พวกเขามีชีวิตอย่างอิสระได้







