ログイン“ทราบแล้วค่ะคุณป้า ขอบคุณนะคะ” เพ่ยหยูยิ้มหวานตอบ เธอไม่ได้รู้สึกกลัว ผอ.จู เหมือนกับคนอื่น เพราะเพ่ยหยูเคยเข้าสังคมกับครอบครัวบ่อย ๆ จึงคุ้นเคยกับผู้ใหญ่อย่าง ผอ.จู ดี
“อืม… เดี๋ยวฉันจะพาไปที่โรงนอนนะ แต่ก่อนไปฉันจะพาไปเอาเสื้อผ้าก่อน พวกเธอจะได้รับคนละสองชุดเหมือนกันหมด เอาล่ะ ไปกันเถอะ” ผอ.จู ลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานแล้วเดินนำเด็กทั้งสี่คนออกไป เธอไม่ได้สนใจว่าเพ่ยหยูจะยกกระเป๋าไหวหรือเปล่า เพราะเด็กที่นี่จะต้องช่วยเหลือตัวเองเป็น ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม
เพ่ยหยูตัวน้อยใช้สองมืออุ้มกระเป๋าที่ใบใหญ่แทบจะเท่าตัวเธอตามหลังไปอย่างทุลักทุเลพอสมควร เพ่ยหยูไม่ได้คิดมากเมื่อไม่มีใครยื่นมือช่วยเหลือเธอในเรื่องนี้ ตัวเธอถูกสั่งสอนมาตั้งแต่สองขวบให้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง เพ่ยหยูยังจำได้ว่าพ่อแม่เคยสอนอ่านหนังสือให้เธอมาก่อนด้วย เพียงแต่ตัวเธอจำได้แค่ตัวหนังสือในนิทานที่พวกท่านนำมาให้อ่านเท่านั้น
จูข่ายหนิงพาทุกคนมายังห้องด้านข้างซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เธอสั่งการให้เขาจัดชุดให้เด็กใหม่ที่พามาเหล่านี้อย่างรวดเร็ว
“ผอ.ครับ เด็กคนนี้ตัวเล็กเกินไป คงต้องให้เธอพับแขนเสื้อกับขากางเกงเอานะครับ เข็มขัดนี่ก็น่าจะหลวมอยู่พอสมควร ไม่ทราบจะให้ผมเปลี่ยนเป็นเชือกเอาไว้ให้เธอมัดกางเกงหรือเปล่าครับ ผมจะได้เตรียมเพิ่มให้” เจ้าหน้าที่จัดชุดให้เด็กที่โตกว่าเพ่ยหยูเสร็จก็หันไปบอก ผอ.จู ที่ยืนนิ่งรออยู่อย่างเงียบ ๆ
“อืม… จัดไปเถอะ อย่าลืมของใช้ส่วนตัวของพวกเขาด้วยล่ะ” ผอ.จู กำชับอีกครั้ง
“ทราบแล้วครับ” เจ้าหน้าที่พยักหน้ารับคำและหันกลับไปหยิบของต่อ
เด็กในสถาบันนี้จะมีของจำเป็นส่วนตัวของใครของมัน กฎระเบียบของที่นี่ทุกคนต้องทำตามโดยดี ไม่เช่นนั้นก็จะมีการลงโทษตามกฎ ยังดีที่สถาบันนี้แยกสัดส่วนเอาไว้แต่แรก เด็ก ๆ จะมีพื้นที่ของตัวเองแยกออกมาจากกลุ่มคนชราและคนป่วย เด็กที่ถึงวัยเข้าเรียนก็จะถูกส่งให้เรียนเรื่องการเมือง ภาษาจีนและคณิตศาสตร์เป็นหลัก ส่วนอาหารแต่ละมื้อ เด็ก ๆ จะต้องไปกินร่วมกันที่โรงอาหารตามระเบียบ ยังดีที่สถาบันนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ พวกเขาจึงไม่ต้องอดอยากเหมือนตอนอยู่ที่สถานพักพิงชั่วคราว
หลังจากทุกคนนำเสื้อผ้า รองเท้าและของใช้ส่วนตัวเก็บใส่กระเป๋าของตัวเองเสร็จ ผอ.จูก็พาทุกคนเดินไปยังอาคารด้านหลังต่อทันที เธอไม่สนใจว่าใครจะถือสิ่งของที่ได้รับมาไหวหรือไม่ เด็กทุกคนในนี้จะต้องดูแลตัวเองตามกฎระเบียบไม่ต่างกัน
อาคารอิฐสีเทาหม่นสองชั้นที่เพ่ยหยูเห็นนั้นดูน่ากลัวเล็กน้อย ยิ่งความเงียบภายในสถาบันแห่งนี้ที่เงียบราวกับป่าช้าผสมเข้าไปก็ยิ่งทำให้เพ่ยหยูรู้สึกขนลุกแปลก ๆ ระหว่างทางนั้นไม่มีคนผ่านไปมาเลยแม้แต่คนเดียว และ ผอ.จูก็ไม่ได้แนะนำอะไรให้พวกเธอเลย
เด็กทั้งสี่เดินตามทางคดเคี้ยวภายในอาคารที่ ผอ.จูพาเข้ามาเงียบ ๆ ไม่นานพวกเขาก็รีบหยุดนิ่งหลังจาก ผอ.จู หันหลังกลับมาหาด้วยสีหน้าเฉยชา
“เวลาเข้านอนสองทุ่ม ตื่นนอนหกโมง หกโมงครึ่งไปออกกำลังกาย ทานมื้อเช้าตอนเจ็ดโมงครึ่ง พวกเธอสามคนต้องเข้าเรียนพร้อมเด็กคนอื่น เที่ยงตรงพักกลางวัน ห้าโมงเย็นกินข้าว ฟังเสียงประกาศให้ดีและห้ามชักช้าเด็ดขาด เอาล่ะ ตามฉันเข้าไปด้านใน ฉันจะพาพวกเธอไปดูที่นอน”
“ครับ/ค่ะ” เด็กทั้งสี่ไม่กล้าพูดอย่างอื่นนอกจากรับคำพร้อมกัน
แอ๊ด… เสียงประตูไม้เก่าคร่ำคร่าดังขึ้น ด้านในห้องมีเตียงนอนเรียงติดกันสองแถว เพ่ยหยูมองดูและคิดว่าที่นี่ก็ไม่ได้แออัดอย่างที่กังวลนัก อย่างน้อยห้องนี้ก็มีเพียงยี่สิบเตียงเท่านั้น ไม่เหมือนตอนอยู่ที่สถานพักพิงซึ่งต้องอยู่ร่วมกันหลายสิบคน
“พวกเธอเลือกเตียงด้านในที่ว่างอยู่ได้เลย เด็กคนอื่นจะกลับมาอีกครั้งหลังเลิกเรียน อยากรู้อะไรค่อยถามพวกเขาเอาก็แล้วกัน” ผอ.จูยังมีงานต้องรับผิดชอบอีกมาก เธอจึงไม่อยากเสียเวลาคอยดูแลเด็กพวกนี้ทำความสะอาดเตียงและตู้ของพวกเขา
“ทราบแล้วครับ/ค่ะ” เด็ก ๆ ยังคงรับคำด้วยสีหน้าแปลก ๆ พวกเขาไม่คุ้นเคยกับคนเย็นชาอย่างจูข่ายหนิงนัก
จูข่ายหนิงออกจากห้องไปหลังพยักหน้าให้เด็ก ๆ เธอไม่ได้ปิดประตูห้องเพราะอากาศในห้องอับชื้นไม่น้อย จูข่ายหนิงกลัวว่าเด็กใหม่พวกนี้จะไม่คุ้นชินจนป่วยเอาได้ ถึงแม้ว่าในห้องจะมีหน้าต่างบานหนึ่ง แต่กฎระเบียบของที่นี่ทำให้ต้องปิดประตูหน้าต่างหลังจากเด็กทุกคนออกไปทำกิจกรรมของตน มีเพียงยามค่ำคืนเท่านั้นที่ในห้องสามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้ แต่ละคืนยังมีทหารบ้านคอยเดินตรวจเด็กในห้องด้วยว่ามีใครฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของสถาบันหรือไม่ด้วย ซึ่งปกติแล้วเด็ก ๆ ไม่มีใครกล้าสร้างปัญหา นอกจากมีการกลั่นแกล้งกันบ้างตามประสาเด็กไม่กี่ครั้งก็เท่านั้น
“รีบทำความสะอาดกันเถอะ พวกเรายัังต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากันอีกนะ” ซู่ฟาง เด็กสาวอายุเจ็ดขวบเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นว่าจูข่ายหนิงเดินหายลับไปแล้ว
“เฮ้อ ไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ จะนิสัยเป็นยังไงบ้างนะ” จางเจี้ยนถอนหายใจบอก เขาถูกครอบครัวทิ้งเพราะความอดอยาก ซึ่งตอนแรกจางเจี้ยนก็เหมือนเด็กคนอื่นที่ร้องไห้ใจจะขาด แต่พอเขาอยู่ร่วมกับเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันในสถานพักพิงก็ทำให้จางเจี้ยนเลิกคาดหวังกับคนในครอบครัวว่าพวกเขาจะมารับตนเอง
“รีบทำกันก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกเรายังต้องไปเปลี่ยนชุดกับเดินดูสถานที่กันอีกนะ” ไป่หลิวกลัวว่าหากพวกเธอเอาแต่คุยกันก็คงทำความสะอาดเตียงตู้พวกนี้ไม่เสร็จเสียที
เพ่ยหยูฟังพวกพี่ชายพี่สาวคุยกันโดยไม่ได้เอ่ยอะไรขึ้นมา เธอทำเพียงแค่หาชุดเก่าที่ได้รับจากลุงตำรวจออกมาปัดที่นอนเหมือนกับตอนที่เค่ออวี๋ช่วยทำความสะอาดเตียงให้เธอก่อนหน้านี้เท่านั้น เพ่ยหยูไม่กล้าคุยกับพวกเขาเพราะตนเองอายุน้อยกว่าพวกเขามาก เธอกลัวว่าพี่ชายพี่สาวพวกนี้จะรำคาญเธอขึ้นมา ทั้งที่จริงแล้วเพ่ยหยูชอบคุยมาก
เด็กโตสามคนไม่มีใครคิดจะช่วยเพ่ยหยูแต่แรก พวกเขาเองก็หาเสื้อผ้าเก่าขาดของตัวเองมาใช้ปัดฝุ่นทำความสะอาดเตียงกับตู้ของตนเองไม่ต่างจากเพ่ยหยู พวกเขาใช่ว่าจะไม่อยากคุยกับเพ่ยหยู เพียงแต่พอเห็นหน้าตาท่าทางและความสะอาดของเพ่ยหยูที่ดูดีกว่าพวกเขามาก ทั้งสามจึงไม่มีใครกล้าชวนเด็กอย่างเพ่ยหยูคุยก็เท่านั้น
หลังจากทุกคนทำความสะอาดเตียงตู้ของตัวเองเสร็จ เพ่ยหยูก็หยิบเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวที่ได้รับมาวางเอาไว้บนเตียง ส่วนของอื่นนั้นเธอยังคงเก็บไว้ในกระเป๋าที่ลุงตำรวจให้มาและล็อกเอาไว้ด้วยลูกกุญแจดอกเล็กที่ผูกเอาไว้ที่คอ ลุงตำรวจกำชับเพ่ยหยูเอาไว้ว่าทุกครั้งที่อยู่ห่างจากกระเป๋าจะต้องล็อกกุญแจก่อนเพื่อไม่ให้สิ่งของสำคัญในนั้นหายไป ซึ่งเพ่ยหยูเองก็รู้แค่ว่าในนั้นมีชุดสวยกับสร้อยคอของเธอตอนพลัดหลงกับพ่อแม่อยู่เท่านั้น แต่ความจริงแล้วตำรวจเหล่านั้นยังรวบรวมเงินใส่ซองซ่อนเอาไว้ใต้เสื้อผ้าพวกนั้นให้เพ่ยหยูด้วย พวกเขามั่นใจว่าในอนาคตเพ่ยหยูจะต้องได้ใช้เงินเหล่านี้เพื่อตามหาพ่อแม่อย่างแน่นอน
“หนูขอตัวก่อนนะคะ” เพ่ยหยูลุกขึ้นเดินนำเซี่ยเยี่ยนไปยังห้องสมุดซึ่งเธอเอาโน้ตบุ๊คไปวางรอไว้ก่อนหน้านี้นานแล้ว เพราะมัวแต่คุยกับคนในครอบครัว ทำให้วันนี้เพ่ยหยูเริ่มเรียนช้ากว่าทุกวันที่ผ่านมา เธอไม่รู้ว่ายังเหลือเนื้อหาอีกมากแค่ไหนถึงจะเรียนจบ“อืม...พวกหลานรีบไปเถอะ” ฉินจ้วงโบกมือให้พวกเขารีบไปฉินกวงที่คิดว่าจะขึ้นไปส่งเวยฉิงนอนพักผ่อนแล้วรีบลงมาหาเพ่ยหยู พอเขาได้เข้าห้องนอนไปแล้วก็กลับถูกเวยฉิงลากตัวให้มานอนกอดอยู่บนเตียง ก่อนที่เธอจะหลับไปโดยกอดฉินกวงเอาไว้แน่นจนเขาไม่กล้าขยับสุ่มสี่สุ่มห้าจนทำให้เวยฉิงตื่น หลังจากนอนคิดอยู่พักใหญ่ ฉินกวงก็ทำได้แค่ต้องหลับตาลงนอนพักผ่อนพร้อมกับภรรยาเมื่อถึงมื้อเที่ยง พ่อบ้านก็ให้คนไปตามทุกคนมาทานข้าวร่วมกัน เซี่ยเยี่ยนยังคงสอนเพ่ยหยู
สองพ่อลูกนั่งคุยกันต่อจนกระทั่งถึงสามทุ่ม ทั้งสองจึงแยกย้ายกันขึ้นห้องไปพักผ่อน พรุ่งนี้เซี่ยเยี่ยนยังต้องเดินทางไปบ้านตระกูลฉินอีกด้านเซียวอวี้ตงที่ได้รับของขวัญจากเซี่ยเยี่ยนตั้งแต่เช้าดีใจมาก เขาคิดไม่ถึงว่าพี่ชายเซี่ยที่แสนจะเย็นชาคนนั้นกล้าซื้อเครื่องเล่นเกมส์รุ่นใหม่ล่าสุดราคาแพงให้เขา เซียวอวี้ตงยังฝากบอดี้การ์ดที่นำของขวัญมาส่งขอบคุณเซี่ยเยี่ยนด้วย เขารีบนำเครื่องเล่นเกมส์ไปอวดคนทั้งบ้านอย่างอารมณ์ดีและให้คนช่วยยกขึ้นห้องไปเล่นตั้งแต่เช้ายันค่ำเลยทีเดียวเก้าโมงเช้าวันต่อมา เซี่ยเยี่ยนเดินทางมาถึงบ้านตระกูลฉินตรงเวลา ในห้องรับแขกตอนนี้ฉินกวงกับเวยฉิงกลับมาจากบ้านตระกูลเวยแล้วเช่นเดียวกัน พวกเขาเลยนำของฝากจากบ้านตระกูลเวยกลับมาให้ทุกคนด้วย เพ่ยหยูเองก็กำลังมอบของขวัญปีใหม่ให้ทุกคนในบ้านอย่างร่าเริง เธอดีใจมากที่แม่กับพี่สะใภ้ชอบของขวัญที่เธอเลือกให้&ld
“พี่อยากหมั้นกับน้องเพ่ยหยูจริง ๆ ครับ แล้วพี่ก็ไม่มีทางมองผู้หญิงคนอื่นแน่นอนครับ เรื่องนี้น้องเพ่ยหยูไว้ใจพี่ได้ ระหว่างที่น้องเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ พี่ก็สามารถเดินทางไปเยี่ยมน้องได้ทุกเดือนนะครับถ้าเราเป็นคู่หมั้นกัน” เซี่ยเยี่ยนบอกด้วยสีหน้าจริงจัง หากเขามีสถานะกับเพ่ยหยูจริง ๆ เซี่ยเยี่ยนจะต้องหาเวลาไปดูแลเธอที่ต่างประเทศให้ได้แน่นอน“อืม...ทำไมพี่เซี่ยถึงไม่คิดจะมองผู้หญิงคนอื่นบ้างล่ะคะ บางทีพวกเธออาจจะดีกว่าฉันมากก็ได้นะคะ” เพ่ยหยูยังคงไม่อยากเชื่อสักเท่าไหร่นัก เพราะเซี่ยเยี่ยนเป็นคนหนุ่มที่ทั้งหน้าตาดีและมากความสามารถทางด้านธุรกิจ เขาย่อมจะมีผู้หญิงมากมายอยากเข้าใกล้“เรื่องนั้นไม่มีทางเป็นไปได้หรอกนะครับน้องเพ่ยหยู เพราะถ้าพี่ปักใจกับใครแล้ว พี่ก็จะไม่มีวันทำให้เธอเสียใจเด็ดขาดครับ” เซี่ยเยี่ยนกล่าวด้วยสีหน้
“แบบนั้นคงดูไม่เหมาะหรือเปล่าคะคุณชายเซี่ย หากใครรู้เข้าคงหาว่าบ้านเราปล่อยให้ลูกสาวไปอยู่บ้านผู้ชายโดยไม่มีสถานะอะไรกัน” หลงเสวี่ยเวยส่ายหน้าไม่เห็นด้วยทันที เธอแค่ให้โอกาสเซี่ยเยี่ยนคอยดูแลลูกสาวเธอเท่านั้น แต่การจะให้เพ่ยหยูไปอยู่บ้านเขาที่ต่างประเทศนั้นยังไงก็ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเธอ“นั่นสิคุณชายเซี่ย ผมเห็นด้วยกับภรรยานะครับ” ฉินเหวินเองก็หวงลูกสาวเช่นกัน เขากลัวว่าถ้าปล่อยเพ่ยหยูไปอยู่บ้านของเซี่ยเยี่ยนที่ต่างประเทศ เซี่ยเยี่ยนก็มีโอกาสเข้าหาลูกสาวเขาได้มากขึ้นน่ะสิ ถึงเขาจะเห็นด้วยกับพ่อเรื่องลองให้โอกาสคุณชายเซี่ยก็เถอะ แต่นี่มันเกินไป“พวกลูกอย่าเพิ่งใจร้อนสิ ยังเหลือเวลาอีกเป็นปี กว่าที่เสี่ยวหยูจะต้องเดินทางไปสอบเรียนต่อที่นั่นน่ะ” ฉินจ้วงเห็นท่าทางลูกชายกับลูกสะใภ้เข้าก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา เขากลับคิดว่าการที่เซี่ยเยี่ยนยอมให้เพ่ยหยูไปอยู่ที่บ้านโดยไม่
“สะดวกตอนไหนก็มาได้เลย พวกเราไม่ได้ไปไหนกันหรอก” ฉินจ้วงบอกพร้อมรอยยิ้มเซี่ยเยี่ยนค้อมหัวคำนับทุกคนก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับเพ่ยหยู เขายังบอกเธอให้เตรียมข้อมูลโค้ดเอาไว้ล่วงหน้าก่อนเขาจะมาถึงด้วย เพื่อที่เซี่ยเยี่ยนจะได้ตรวจสอบให้เร็วขึ้นและมีเวลาว่างมากพอจะชวนเพ่ยหยูคุยเรื่องอื่นบ้างหลังกลับจากส่งเซี่ยเยี่ยน เพ่ยหยูกลับมานั่งคุยกับทุกคนในห้องรับแขกอีกครั้ง เธอยังถามทุกคนด้วยความกังวลว่าการที่ให้โอกาสเซี่ยเยี่ยนนั้นเธอเลือกถูกต้องไหม“หลานไม่ต้องคิดมากขนาดนั้นเสี่ยวหยู ถ้าคุณชายเซี่ยดีกับหลานและดูแลหลานได้จริง ปู่เองก็จะได้วางใจด้วย ตอนนี้เสี่ยวกวงเองก็มีครอบครัวแล้ว เขาคงไม่มีเวลาดูแลหลานหรอก พวกปู่เองก็มีเรื่องที่ยังต้องทำกันอยู่ พวกเธอว่าจริงไหม” ฉินจ้วงหันไปขอความเห็นลูกชายกับลูกสะใภ้ที่ยังคงนั่งฟังอยู่ด้วยกันมาตลอดตั
“นั่นสิคะคุณพ่อ ฉันกลัวว่าเสี่ยวหยูจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้แล้วทำให้คุณชายเซี่ยต้องเสียเวลากับเธอน่ะค่ะ” หลงเสวี่ยเวยเองก็คิดไม่ถึงว่าผู้ชายเย็นชาอย่างเซี่ยเยี่ยนจะมาชอบลูกสาวเธอ“เอาล่ะ ๆ พ่อรู้แล้ว รอเสี่ยวหยูลงมาก่อน พ่อจะถามเธอดูว่าคิดยังไง” ฉินจ้วงเห็นลูกชายกับลูกสะใภ้ทำท่าทีแบบนี้ก็อดนึกขำขึ้นมาไม่ได้ ตอนแรกเขาคิดว่าลูก ๆ พอจะรู้ใจเซี่ยเยี่ยนอยู่บ้างถึงได้ปล่อยให้เพ่ยหยูออกไปกับเขา แต่ความจริงทั้งสองคนกลับมองไม่ออกเลยสักนิดสิบนาทีต่อมา เพ่ยหยูที่เปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านเดินลงบันไดมาอย่างอารมณ์ดี เธอรีบเดินไปนั่งข้างหลงเสวี่ยเวยและเล่าเรื่องไปเดินเล่นวันนี้อย่างออกรสอยู่พักใหญ่ ก่อนที่พ่อบ้านจะมาตามทุกคนให้ไปทานมื้อค่ำที่โต๊ะอาหารซึ่งตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว“พวกเราไปกินข้าวกันก่อนเถอะ เชิญคุณชายเซี่ยด้วยนะครับ&rd
“หนูจะตั้งใจเรียนค่ะอาจารย์ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวกลับหอพักก่อนนะคะ” เพ่ยหยูที่หอบหนังสือหลายเล่มเอาไว้รีบบอก เธอไม่คิดว่าหนังสือจะหนามากขนาดนี้“ไปเถอะ มีอะไรสง
จูข่ายหนิงคุยกับเพ่ยหยูไม่นานก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปกิินมื้อเที่ยงให้เสร็จ เธอเองก็เดินหายลับไปเพื่อกินข้าวที่เจ้าหน้าที่เตรียมเอาไว้ให้ในห้องทำงานเหมือนกับทุกวันไป่หลิวกับซู่ฟางช
“ครับ/ค่ะ” เสียงเด็กที่อยู่ในห้องต่างรับคำพร้อมกันทันที พวกเขาไม่เหมือนเด็กสามคนนั้นที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่วันก็เอาแต่ก่อเรื่องแล้ว
“ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องซักนะ พวกพี่จะมาซักตอนพักเที่ยง” ไป่หลิวกระซิบบอกเสียงเบาเช่นกัน“ใช่ ใช่ ของพี่ก็เหมือนกันนะ น้องสาวอย่าทำให้ตัวเองลำบากล่ะ” ซู่ฟางรู้ดีว่าเพ่ยห







