LOGINสงครามขนาดย่อมระหว่างฝูซินและจื่อเว่ยสงบลงชั่วคราว นางหลบหลังเสา ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์บุรุษอย่างช่ำชอง ไม่ถึงครึ่งก้านธูป[1] หญิงสาวก็ก้าวออกมาเผชิญหน้ากับเขา
จื่อเว่ยเอนกายบนเตียง อาภรณ์ที่สวมอยู่อย่างหลวมๆ แบะออกเผยให้เห็นแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลซึ่งเลือดหยุดไหลแล้ว มือข้างหนึ่งโยนกระปุกยาในมือเล่น มองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาที่ไม่บ่งบอกอารมณ์
เส้นผมดำขลับราวกับม่านไหมถูกรวบม้วนขึ้นจนหมด ไรผมกลุ่มเล็กๆ คลอเคลียข้างพวงแก้ม ผิวกายที่โผล่พ้นคอเสื้อคล้ำกว่าใต้ร่มผ้าเล็กน้อย กระนั้นแล้วเครื่องหน้าของนางก็เหมาะเจาะและเด่นชัดเกินกว่าจะปฏิเสธว่านางไม่งาม อาจเป็นเพราะขนคิ้วสีอ่อนที่หนากว่าสตรีในต้าฉิน จึงทำให้ใบหน้าของนางแลดูคมเข้มกว่าสตรีทั่วไป
สตรีต้าฉินนิยมโกนขนคิ้วแล้ววาดใหม่ ทว่าฝูซินมิได้ใส่ใจในเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะนางต้องฝึกฝนร่างกายตลอดเวลา มิมีเวลาใส่ใจความงามดังเช่นสตรีทั่วไป กระนั้นแล้วหากมองเผินๆ ดวงตาของนางก็ใสกระจ่างราวกับห้วงธารลึก คล้ายว่าใครๆ ก็สามารถอ่านได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่กลับไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่นางจงใจเปิดเผยนั้น แท้จริงแล้วลึกล้ำถึงขั้นใด
ดวงตาของนางเป็นสีน้ำตาลเข้ม แปลกแตกต่างจากสตรีทางตะวันตก บางครั้งก็กระจ่างใส บางคราวก็ขุ่นมัว ราวกับสภาพอากาศในทะเลที่แปรปรวนยากคาดเดา
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มอ่อนตามสภาพอารมณ์ พบเห็นได้เพียงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของแคว้นเว่ยเท่านั้น เชื้อสายของเว่ยหวางไหลเวียนอย่างเข้มข้นในตัวนาง กอปรกับรอยสักรูปผีเสื้อตรงกกหูด้านขวา บ่งบอกว่านางถือกำเนิดจากหวางเฟย บรรดาศักดิ์ของแคว้นเว่ยถูกจัดลำดับตั้งแต่เกิดจนตายไม่เปลี่ยนแปลง ลวดลายผีเสื้อสยายปีกอันเป็นเอกลักษณ์จะสืบทอดเฉพาะทายาทลำดับห้าของเว่ยหวาง หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่สืบทอดความสามารถพิเศษของตระกูลเว่ยเท่านั้น
“มองพอหรือยัง” ฝูซินกล่าวเสียงเรียบ มิได้ขัดเขินกับแววตาที่ประเดี๋ยวร้อนแรงประเดี๋ยวเย็นเยียบของเขา นางยืนตัวตรง เชิดหน้าอย่างทระนง ระเบียบที่ฝึกในกองทัพทำให้นางยืนเช่นนี้จนติดเป็นนิสัย ยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าศัตรูด้วยแล้ว อย่าหวังว่านางจะยอมอ่อนข้อให้โดยง่าย
จื่อเว่ยแค่นเสียงในลำคอ มองนางราวกับมุสิกที่ไม่รู้จักกลัวแมว พลันโยนขวดยาให้นาง “มาใส่ยาให้ข้า”
ปฏิกิริยาตอบสนองของนางว่องไว มือเอื้อมรับโดยสัญชาตญาณ
ฝูซินนิ่งชะงัก เปิดจุกขวดยาแล้วใช้มือพัดให้กลิ่นโชยเข้าจมูกอย่างระมัดระวัง จื่อเว่ยเลิกคิ้วข้างหนึ่ง กล่าวสำทับ “ไม่ต้องกลัวไป ยาสมานแผล มาใส่ยาให้ข้า”
“จำเป็นต้องช่วยเจ้าด้วยหรือ มือเจ้าก็มี”
ทันใดนั้นเขาก็หรี่ตาลงอย่างมาดร้าย กล่าวเสียงเย็น “หากข้าประกาศว่าองค์หญิงห้าแห่งแคว้นเว่ยบุกเข้าห้องข้า คิดดูสิว่าผลร้ายจะตกอยู่ที่ใคร แม้เจ้าจะมีหกเศียรแปดกร ก็อย่าหวังว่าจะหนีรอดจากกององครักษ์ของข้าไปได้ อ้อ…อย่าลืมว่าหญิงสาวบุกเข้ามาในห้องบุรุษ รู้ถึงไหนก็เสื่อมเสียถึงนั่น โดยเฉพาะหากคนจับได้ว่าเจ้าคือใคร”
ฝูซินถลึงตาใส่เขา นางข่มกลั้นโทสะไว้ในใจ ย่างสามขุมเข้าหาชายหนุ่มที่แต่งตัวรุ่มร่ามโดยไม่มีอาการเขินอายแม้แต่น้อย
มือที่สากเล็กน้อยของฝูซินแหวกสาบเสื้อของจื่อเว่ย ครั้นเห็นว่าเขาเกร็งแขนก็กระตุกยิ้มมุมปาก “ทำไม หรือกลัวข้าแล้ว”
จื่อเว่ยหลุบตามองริมฝีปากนาง เอ่ยเสียงพร่า “ระยะห่างเพียงเท่านี้ ข้าสามารถใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจฉีกกระชากอาภรณ์ของเจ้า จากนั้น…”
“หุบปากถ้ายังอยากให้ข้าใส่ยาให้เจ้าอยู่”
“หึ องค์หญิงผู้บ้าดีเดือด คิดไม่ถึงว่าเรื่องระหว่างชายหญิงกลับอ่อนด้อยถึงเพียงนี้ อึก!”
ฝูซินจงใจกดแผลของเขาจนเลือดซึม จื่อเว่ยจึงหุบปากลงได้ จากนั้นจึงเทผงยาจนหมดขวดอย่างประชดประชัน
“เสร็จแล้ว”
จื่อเว่ยคว้าแขนของฝูซินไว้ก่อนที่นางจะลุกขึ้น พลันกระชากนางให้ขึ้นมาบนเตียงอย่างรวดเร็ว ครั้นนางกำลังจะต่อต้าน เขาก็พลิกกายคร่อมร่างนางไว้ เกศาดำขลับแผ่สยายปกคลุมใบหน้าของหญิงสาว จมูกพลันได้กลิ่นหอมอ่อนๆ แผ่กำจายออกมาจากร่างกายเขา ผงยาที่ใส่เมื่อครู่ฟุ้งกระจายจนเกือบจะทำให้ฝูซินจาม จื่อเว่ยเอามือปิดปากนางแล้วเขม่นตาให้เงียบ
เพียงชั่วอึดใจประตูห้องของเขาก็เปิดออก ผู้มาเยือนชะงักเท้าเล็กน้อย โบกมือให้คนยกสำรับอาหารเข้ามา
“อา…มิคาดว่าไท่จื่อกำลังเล่นสนุกอยู่ โอ๊ะโอ…เป็นหนุ่มน้อยจากที่ใดกันเพคะ”
ผู้มาเยือนคือองค์หญิงแปด...ปาเซียน
จื่อเว่ยหลับตาครู่หนึ่งเพื่อข่มกลั้นโทสะในอก คนขององค์หญิงรองยังไม่ทันโดนจัดการ องค์หญิงแปดก็เข้ามารับโทษถึงที่
เรือนร่างหอมกรุ่นของปาเซียนก้าวเข้ามาในห้องอย่างถือวิสาสะ สองมือสอดประสานไว้ใต้แขนเสื้อ ดวงตาหวานซึ้งจ้องมองจื่อเว่ยโดยที่ไม่ปิดกั้นอารมณ์ส่วนลึก อาภรณ์สีชมพูหวานรัดรึงเนินเนื้ออวบอิ่มจนล้นปรี่ เอวบางคอดกิ่วแขวนถุงหอมสีเดียวกัน เครื่องหน้างดงามตรึงตรา อากัปกิริยาอ่อนหวาน
ทว่าจื่อเว่ยเพียงปรายมองนางแวบหนึ่ง กล่าวเสียงเย็นชา “ขอบคุณน้องแปดที่มีใจเป็นห่วงข้า”
ปาเซียนยกยิ้ม เคลื่อนกายเข้าใกล้ชายหนุ่มราวกับว่าท่าทางล่อแหลมของเขามิได้ทำให้นางกระดากอายเท่าใดนัก ทั้งยังทำท่าทีราวกับว่ามันน่าสนใจเสียเหลือเกิน
“วันนี้หนุ่มน้อยที่ท่านพามาเป็นใคร”
นางถามราวกับว่าตนเองเป็นเจ้าของตัวเขา จื่อเว่ยหลับตาข่มกลั้นโทสะ “ไม่เกี่ยวกับเจ้า…”
“จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร…หากเสด็จพี่ไม่รังเกียจ”
จื่อเว่ยรวบเส้นผมของตนขึ้น ผินหน้ามององค์หญิงปาเซียนผู้ไร้ยางอายพลันยิ้มเยาะนาง “หากน้องแปดต้องการ องครักษ์ของข้าที่อยู่ข้างนอกนั้นก็เพียงพอให้เจ้าหายอยากไปหลายวันแล้ว ทว่าน่าเสียดายที่นางผู้นี้มิใช่บุรุษ”
องค์หญิงปาเซียนขมวดคิ้ว สีหน้าโกรธขึ้งผุดวาบขึ้นมา นางกล่าวเสียงแข็ง “นาง? ท่านมิได้…”
จื่อเว่ยหัวเราะเสียงเย็น “มิใช่ว่าน้องแปดต้องการบุรุษจนทนไม่ไหว ให้คนมารับองครักษ์ข้าไปปรนนิบัติทุกวันหรือ ข้ามิได้สนใจบุรุษอยู่แล้ว ไยน้องแปดทำสีหน้าเช่นนั้นเล่า?”
ฝูซินขมวดคิ้ว เหตุใดจึงรู้สึกเหมือนพี่ชายกับน้องสาวกำลังทะเลาะแย่งบุรุษกันนะ
“แต่ท่านนอนกับบุรุษ…”
“หืม? องครักษ์ก็ต้องนอนเฝ้าข้าอยู่แล้ว มีอะไรผิดปกติหรือ?”
“ท่านมิเคยให้สตรีขึ้นเตียงกลางวันแสกๆ มาก่อน”
“ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว”
“ไม่ได้! ข้าไม่ยอม” นางพูดอย่างร้อนรน ที่ตรงนั้นต้องเป็นของนาง
“หยุด! ก่อนที่เหล่านางกำนัลจะหมดความนับถือเจ้าปาเซียน!”
จื่อเว่ยกล่าวเสียงแข็ง“ท่านมิได้ชอบสตรี ท่านรังเกียจสตรีมิใช่หรือ”
“หึ ข้ารังเกียจเจ้าต่างหาก”
น้ำเสียงไร้เยื่อใยของจื่อเว่ยทำให้องค์หญิงปาเซียนทรุดเข่าลงอย่างหมดแรง จนนางกำนัลที่อยู่ด้านนอกต้องวุ่นวายเข้ามาประคองด้วยความตกใจ ดวงตาหวานซึ้งพลันมีน้ำตาเอ่อ พร้อมกับเสียงสะอื้นอย่างน่าเวทนา
“ไม่จริง…เสด็จพี่โกหก”
จื่อเว่ยแค่นเสียงในลำคอ เขาเลื่อนฝ่ามือออกจากปากของฝูซิน ก้มลงดูดกลืนริมฝีปากนางต่อหน้าองค์หญิงแปดและนางกำนัลทั้งหมด
ฝูซินตัวแข็งทื่อ ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง ริมฝีปากถูกเขาดูดดึงอย่างหยาบคาย กลีบปากพลันเจ็บแปลบราวกับว่าถูกเขากัดกินอย่างไรอย่างนั้น หญิงสาวกลั้นหายใจ กำหมัดแน่นด้วยความตกตะลึง
จื่อเว่ยถอนริมฝีปากออก หันไปคลี่ยิ้มให้กับองค์หญิงปาเซียน “นางเป็นว่าที่ไท่จื่อเฟยของข้า…เช่นนี้น้องแปดพอจะรับได้หรือไม่”
“ไม่!” ฝูซินปฏิเสธเสียงแข็ง ยกเท้าทั้งสองข้างถีบจื่อเว่ยเต็มแรงจนตกเตียง
พลั่ก!
“กรี๊ด!!! บังอาจ” องค์หญิงปาเซียนกรีดร้องเสียงดังราวกับคนวิปลาส นางเพิ่งถูกเสด็จพี่ที่นางคลั่งไคล้ไล่ออกจากห้อง ทว่าสตรีน่ารังเกียจนางนี้กลับทำร้ายร่างกายเขา ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
หลังจากเสียงหวีดร้องขององค์หญิงแปด องครักษ์นับสิบพลันกรูกันเข้ามาในทันใด
ครั้นเหล่าองครักษ์เข้ามาถึง ก็พลันเห็นว่าองค์หญิงปาเซียนร่ำไห้ปิ่ม
จะขาดใจ ไท่จื่อของพวกเขากลับนั่งแผ่หลาบนพื้นแล้วหัวเราะเสียงเย็น อาภรณ์รุ่ยร่ายจนเห็นบาดแผลบนอกที่มีเลือดซึมออกมา ส่วนคนบนเตียง บัดนี้นางยืนเท้าสะเอว ถลึงตาดุร้ายราวกับแม่เสือและตั้งท่าจะลงมากระทืบไท่จื่อของพวกเขาซ้ำองครักษ์นายหนึ่งตั้งสติได้ ปราดเข้าไปขวางหน้าไท่จื่อของเขาด้วยความภักดี
“เจ้าบังอาจทำร้ายไท่จื่อ!”
จื่อเว่ยยิ้มเย็น เอียงคอมองฝูซินด้วยสายตาของผู้ชนะ พลางส่งเสียงด้วยความตกใจ “โอ๊ะ…ความแตกซะแล้ว”
[1] 1 ก้านธูปเท่ากับ 15 นาที ครึ่งก้านธูปประมาณ 7-8 นาที อ้างอิงก่อนการเปลี่ยนแปลงในยุค หมิง-ชิง
แท้จริงแล้วเถ้าแก่โรงเตี๊ยมริมทะเลสาบก็คือผู้คุมกฎของสำนักคุ้มภัยที่จื่อเว่ยเปิดไว้อย่างลับๆ เนื่องด้วยต้าฉินแม้จะสถาปนาเป็นอาณาจักรใหญ่ รวมทั้งสามารถทำให้สองแคว้นใหญ่อย่างแคว้นเว่ยและแคว้นฉู่สวามิภักดิ์ได้ แต่กระนั้นแคว้นลำดับรองลงมาทั้งหลายก็ยังมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ฉินเยว่หวงตี้จึงไม่สามารถบีบคั้นเพื่อสืบสาวราวเรื่องได้จื่อเว่ยอาศัยที่มีอาจารย์เป็นเพียงผู้อาวุโสที่ไม่ได้รับราชการในสำนัก มิใช่มหาราชครูดังเช่นอาจารย์ของพี่น้องคนอื่น หลังจากรับรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นภายใต้ฉากหน้าที่สงบสุขของแผ่นดิน อาจารย์ของเขาจึงเสนอให้จัดตั้งหน่วยข่าวกรองขึ้นมาเสียเอง ภายนอกผู้คนต่างก็คิดว่าสำนักคุ้มภัยเฟิงอวิ๋นคือสำนักคุ้มภัยที่เฟิงเสียนจีรับช่วงต่อมาจากบิดา แต่มีคนน้อยนักที่รู้ว่าสกุลเฟิงของเฟิงเสียนจี เป็นคนละสาขากับสกุลเฟิงของสำนักคุ้มภัยเฟิงอวิ๋น ซึ่งจื่อเว่ยใช้หยาดเหงื่อต่างน้ำ ทำงานให้กับองค์จักรพรรดิเพื่อแลกกับทองจำนวนหนึ่งมาซื้อกิจการสำนักคุ้มภัยไว้ โดยที่ได้เฉินเจิ้งหานอดีตแม่ทัพในฉินหวางพระองค์ก่อนและลูกน้องอีกจำนวนหนึ่งมาช่วยดูแลภายใน ห
“มีอะไรจะรายงานข้า”น้ำเสียงนั้นดังทุ้มกังวาน แฝงกลิ่นอายอันตรายสามสี่ส่วน เปลวไฟจากคบเพลิงในห้องสี่เหลี่ยมไหววูบ ก่อเกิดเป็นเส้นสายแปลกตาบนใบหน้าทะมึนของชายหนุ่มที่นั่งตรงหัวโต๊ะ“มีคนกว้านซื้อแร่เหล็กจากพ่อค้าในเมืองเล็กๆ มากักตุนไว้จนหมดตลาด รวมไปถึงดินประสิวและมูลค้างคาวจำนวนมาก ป่าไม้ทางแถบทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นสู่ถูกตัดโค่นไปกินอาณาบริเวณรัศมีหลายสิบลี้ แต่ยังมิได้ขนย้าย คาดว่าเมื่อถึงคราวหน้าน้ำ ลำน้ำสวินเหอจะเป็นกุญแจสำคัญพ่ะย่ะค่ะ”“ทางแคว้นสู่ว่าอย่างไร ตัดไม้มากมายขนาดนี้ มิได้แจ้งทางการหรอกรึ”“คนของเราแจ้งว่า เป็นคหบดีคนหนึ่งจะสร้างบ้านพ่ะย่ะค่ะ แต่ก็มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในพื้นที่อื่นบ้างประปราย”“สั่งคนของเราจับตาดูไปก่อน ไม้เป็นของชิ้นใหญ่ หากจะเคลื่อนย้ายย่อมเป็นที่จับตามอง ทว่าพ่อค้าที่สามารถกว้านซื้อแร่เหล็กได้ หากไม่ได้รับหนังสืออนุญาตจากทางการ ก็เป็นไปได้ว่าซื้อในนามของพ่อค้าจำนวนมาก” เขานิ่งคิด “ทางจูเหอจื่อเป็นอย่างไร”“คุณชายรองบอกว่าหลังจากที่ข่าวลือแพร่ออกไป คนต่างถิ่นก็มากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”“มีอะไรอีกหรือไม่”“ทางสำนักคุ้มภัยเตรียมที่พักให้พร้อมแล้ว ทว่าช่วง
ปลายยามซวี[1]จื่อเว่ยสั่งให้ซีจื่อหลางหยุดขบวนรถม้าใกล้หมู่บ้านริมทะเลสาบซีเจ๋อ ขบวนรถม้าจอดเทียบหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผู้สัญจรมากมาย องครักษ์หนุ่มสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมมา ครั้นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมสบตากับซีจื่อหลางก็จดจำได้ในทันทีเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ไม่คล้ายกับวาณิชทั่วไปนัก เขาสั่งการให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตระเตรียมห้องพักและอาหารครั้นสั่งการเสร็จ เถ้าแก่จึงเดินเข้ามาใกล้กับประตูรถม้า พูดขึ้นว่า “นายท่าน เชิญขอรับ”“อืม…” จื่อเว่ยตอบรับคำหนึ่งแล้วกันมาพูดกับฝูซิน “ลงไปกันเถอะ”ฝูซินพยักหน้า รอให้จื่อเว่ยลงจากรถม้า จากนั้นจึงตามไปภาพที่ชายหนุ่มประคองหญิงสาวลงจากรถม้า ได้ติดตรึงตราในใจเหล่าบริวารของจื่อเว่ยนับแต่นั้นมา“พวกเขาตกใจอะไรกันหรือ” ฝูซินเห็นแต่ละคนอ้าปากค้างก็เกิดความสงสัย ทว่าเพียงพริบตาเดียวคนเหล่านั้นก็มองนกมองไม้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่ล่ะ…ไท่จื่อเล่นปรายตามองขนาดนั้น ผู้ใดจะขวัญกล้าเทียมฟ้าได้เล่า“คารวะนายท่าน…”“ฟูเหริน” จื่อเว่ยบอก“คารวะฟูเหริน” ดวงตาของเถ้าแก่เป็นประกาย ก้มศีรษะประสานมือคารวะ ด้านหลังเขาคือชายฉกร
หลังจากข้ามสะพานไม้ไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำก็พบว่ามีรถม้าจอดรออยู่ก่อนแล้ว ถูฟางและถูฟงแตกตื่นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีองครักษ์ที่รออยู่ไม่ต่ำกว่าสิบนาย“ซ่านจื่อ…เจ้าเป็นแค่ใต้เท้าธรรมดาจริงหรือ” ถูฟงถามขึ้น สีหน้าหวาดระแวงอย่างถึงที่สุด“กลัวรึ” จื่อเว่ยถามกลับ แววตาเย็นชาวาบผ่าน ภายใต้แสงคบเพลิงแลดูน่ากลัวอย่างยิ่งถูฟงสะดุ้ง “ใครบอก!”“รถม้าสำหรับนายท่านและฟูเหริน เจ้าสองคนควรจะขี่ม้าเป็นกระมัง” ซีจื่อหลางกล่าวขึ้น จูงม้าสองตัวมาใกล้คนทั้งสองถูฟงเห็นม้าก็ตาวาว รีบเข้ามาลูบคลำแล้วพูดน้ำเสียงอ่อนลง “ม้าดี…ม้าดี ขอบใจเจ้ามาก”“อาฟาง มาสิ”ถูฟางมองรถม้าตาละห้อย แม้นางจะเติบโตในชนเผ่าที่ย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยเปื่อย แม้จะคุ้นเคยกับการขี่ม้า ทว่านางเองก็อยากนั่งรถม้านี่นา“อาฟาง เจ้าขี่ม้าไม่เป็นรึ”ครั้นจื่อเว่ยถามขึ้น ถูฟางก็มีเสีหน้าเลิ่กลั่ก บิดแขนไปมาแล้วกล่าวอย่างขัดเขินว่า “เป็นสิ ข้าย่อมขี่ม้าเป็นอยู่แล้ว พี่ซ่านจื่อไม่ต้องเป็นห่วง ข้าถูฟางร่างกายแข็งแรง ขี่ม้าเรื่องเล็ก เรื่องอุ้มท้องยิ่ง…แค่ก!”ถูฟงเอามืออุดปากน้องสาว “หุบปาก เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหลอะไร”จื่อเว่ยเลิกสนใจคนทั้งสอง เขาพยุงฝ
“ฟูจวิน…เหตุใดท่านจึงเดินเปลือยอกไปมาในบ้านเช่นนี้” ฝูซินเอ่ยขึ้น นางยกสำรับเข้ามาในบ้าน อาหารสองสามอย่างที่นางทำส่งกลิ่นหอมกรุ่นจนตัวโง่งมในท้องของจื่อเว่ยร้องครวญครางไม่หยุด จื่อเว่ยไหวไหล่น้อยๆ คว้าเพียงเสื้อตัวนอกสวมคลุมเรือนกายอย่างลวกๆ แล้วนั่งลงรอให้นางปรนนิบัติอย่างเคยชิน ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เผื่อว่าเจ้าจะติดใจแผงอกกำยำของข้าจนไม่อยากทำงานบ้านบ้าง”มือที่ตักข้าวของนางชะงัก ฝูซินปรายตามองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกสะดุดใจกับรอยแผลบนผิวกายของเขาจึงอดถามไม่ได้ “ท่านเคยยกทัพจับศึกมาก่อนหรือ เหตุใดนอกจากรอยแผลจากธนูแล้วยังมีรอยแผลแปลกๆ อีกสองสามรอย”จื่อเว่ยใช้มือแหวกอกเสื้อ ชี้รอยแผลให้นางดู “สองรอยนี้หรือ”“อืม” นางพยักหน้า เก็บถาดอาหารไว้บนชั้นวางแล้วนั่งลงตรงข้ามกับเขา ท่าทางการจับตะเกียบเรียบง่ายเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง “เห็นทีว่ารอยแผลนี้คงสำคัญมาก เพราะที่จริงด้วยสภาพร่างกายของท่าน เพียงรักษาอย่างถูกวิธี บาดแผลก็คงจางลงไม่ต่างกับรอยธนู”จื่อเว่ยคีบเนื้อให้นาง ท่าทางยามกินอยู่ร่วมกันของทั้งสองมิได้ประดักประเดิดแต่อย่างใด ชายหนุ่มหญิงสาวผลัดกั
อากาศช่วงปลายวสันต์ยังไม่คลายความหนาวเย็นเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีฝนโปรยปรายเป็นระยะเสียจนผู้คนตระเตรียมการเพาะปลูกไม่ทัน ทิวทัศน์รอบหมู่บ้านของชนเผ่าหมาป่าแดงเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง พลอยทำให้ความเงียบเหงาจากช่วงฤดูหนาวบรรเทาเบาบางลงบ้าง“หูเตี๋ย ซ่านจื่อ มีใครอยู่หรือไม่” ถูฟงตะโกนเรียกแข่งกับเสียงของฝนที่เทกระหน่ำลงมา ชายหนุ่มชะเง้อคอมองหาคนทั้งสอง เตาไฟยังมีควันอยู่ แต่ประตูบ้านเรือนกลับปิดสนิทไม่คล้ายมีคนอยู่ถูฟงวางห่อผ้าในมือไว้บนแคร่ไม้ไผ่ ครั้นจะเปิดประตูเพื่อเข้าไป พลันเห็นว่าจื่อเว่ยกำลังแง้มประตูมองเขาอยู่ด้วยแววตาเย็นชา จื่อเว่ยสวมแต่เพียงกางเกงตัวเดียว เผยมัดกล้ามแน่นตึงและร่องรอยแดงจ้ำที่เกิดจากศึกอันดุเดือดในยามค่ำคืน ซึ่งทำให้ถูฟงเองก็อดกลืนน้ำลายด้วยความริษยาในใจไม่ได้ “มีอะไร”เพียงเห็นสภาพของจื่อเว่ย ผู้มาเยือนก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าข้างในมีอะไรเกิดขึ้น ด้วยความกระอักกระอ่วนจึงรีบคว้าห่อผ้าโยนให้เจ้าของบ้าน กล่าวด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นแฝงความขุ่นข้องอยู่ในทีถูฟงจอมริษยามีหรือจะรู้เท่าทันจอมเจ้าเล่ห์อย่างจื่อเว่ย เขาจงใจแสดงออกขนาดนี้ ที่ไม่ยอมสวมใส่เสื้อก็เพ







