Home / รักโบราณ / เฟิ่งหวง [鳳凰] / ตอนที่ 5 ปลาใหญ่กินปลาเล็ก 1

Share

ตอนที่ 5 ปลาใหญ่กินปลาเล็ก 1

last update Last Updated: 2025-11-11 17:03:42

หากเปรียบสายตาขององค์หญิงแปดผู้ไม่สมประกอบแห่งต้าฉินเป็นกระบี่อันแหลมคม ฝูซินมั่นใจว่านางอาจสิ้นใจตายได้ในทันที องค์หญิงแห่งต้าฉินผู้นี้ แม้จะมีใบหน้าหวานซึ้ง ทว่าเพลิงริษยากลับรุนแรงยิ่งกว่าเปลวเพลิงจากโลกันตร์เสียอีกกระมัง นางทั้งเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ ไร้ความยับยั้งชั่งใจ ทั้งไม่เคยเกรงกลัวต่ออำนาจใด ราวกับว่าจิตใจพิกลพิการมาตั้งแต่ต้น สายตาขององค์หญิงปาเซียนที่มีต่อจื่อเว่ยเต็มไปด้วยความหลงใหลไม่มีที่สิ้นสุด หลงใหลจนฝูซินขนลุกเยือกนับครั้งไม่ถ้วน

องครักษ์ที่เหลือกรูเข้ามาจับแขนขาฝูซินไว้แน่น ก่อนจะลากนางแล้วดันให้นางคุกเข่าลงต่อหน้าจื่อเว่ยซึ่งเสแสร้งทำเป็นปัดฝุ่นผงบนอาภรณ์อย่างเชื่องช้า

เกศาดำขลับแผ่สยายปิดบังใบหน้าของไท่จื่อแห่งต้าฉินเล็กน้อย ดวงตาเรียวเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวนของบุรุษเพศเจือรอยยิ้มขบขัน ด้วยใบหน้าที่งามเกินชายของเขา หากไม่มองรูปร่างที่สูงโปร่งและโดดเด่นกว่าบุรุษทั่วไป เกรงว่าผู้คนอาจพานเข้าใจผิดว่าคนผู้นี้เป็นอิสตรีปลอมตัวมาเสียแล้ว

จื่อเว่ยถอนหายใจราวกับเหนื่อยล้าเต็มทน เขาโบกมือไล่องครักษ์ให้ถอยห่างจากฝูซิน ตัวเขามิได้สนใจองค์หญิงปาเซียนที่ร่ำไห้อย่างน่ารำคาญใกล้ๆ ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเขาเชยคางฝูซินขึ้น มุมปากกระตุกรอยยิ้มอันชวนประหวั่นพรั่นพรึง

“จะทำอย่างไรกับเจ้าดีนะ…หึๆ องค์หญิงผู้คลั่งรักถึงขั้นบุกเข้ามาในตำหนักของข้าเช่นนี้ เห็นทีมิได้มีเพียงจิตปฏิพัทธ์ธรรมดา หากทูลเสด็จพ่อให้ทรงทราบว่าเรามีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกันแล้ว ไม่แน่ว่าอีกไม่นานอาจมีงานมงคลเกิดขึ้นระหว่างต้าฉินและแคว้นเว่ย”

ฝูซินกรุ่นโกรธจนแทบอยากถ่มน้ำลายใส่หน้าจื่อเว่ย

ปึ้ก!

ทว่าความปวดหนึบที่หางคิ้วทำให้นางนิ่วหน้าโดยไม่รู้ตัว

“ไม่จริง! พวกท่านโกหกข้า”

ฝูซินสะท้านน้อยๆ ยกปลายนิ้วสัมผัสตรงจุดที่ปวดหนึบ ครั้นสัมผัสได้ถึงของเหลวอุ่นร้อนที่ไหลอาบ มือของนางพลันสั่นเทาอย่างไม่อาจอดกลั้น เป็นเขาที่ก่อกวนนางจนเสียสมาธิจนหลบไม่ทัน สุดท้ายผลจึงเป็นเช่นนี้

เพราะระยะที่ใกล้เพียงสามก้าว จื่อเว่ยจึงไม่คาดคิดว่าองค์หญิงปาเซียนจะบังอาจถึงขั้นนี้ ชายหนุ่มลุกขึ้น เคลื่อนร่างสูงใหญ่ค้ำตระหง่าน เงาดำพาดทับร่างเล็กขององค์หญิงแห่งต้าฉิน

ปาเซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตามีประกายความหวัง

“เสด็จพี่”

นางเอื้อมมืออันสั่นเทาจับชายอาภรณ์ของจื่อเว่ย ทว่าเขากลับเคลื่อนหลบได้ทัน ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ตวาดด้วยความกราดเกรี้ยวไปยังองครักษ์ที่อยู่หน้าประตู

“บังอาจทำร้ายร่างกายแขกคนสำคัญของข้า ลากตัวนางไปโบย!”

ดวงตาขององค์หญิงปาเซียนเบิกกว้างจนแทบถลน นางคลานเข่าไปหาจื่อเว่ย ส่ายศีรษะไม่ยอมรับ ร่ำร้องอย่างน่าเวทนา

“ไม่นะเพคะเสด็จพี่ ปาเซียนผิดไปแล้ว ไม่นะเพคะ! ฮือๆ ปาเซียนไม่ทำอีกแล้ว”

จื่อเว่ยหัวเราะในลำคอ ชายตามองฝูซินปราดหนึ่ง เห็นหญิงสาวนางนั้นนั่งนิ่งโดยไม่มีสีหน้าหวาดกลัวหรืออ่อนแอก็พลันกล่าวเสียงเย็น

“บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง ตำหนักจื่อเยว่ก็มีกฎเกณฑ์ที่ต้องบังคับใช้ ในเมื่อองค์หญิงปาเซียนบุกเข้ามาในเขตแดนของผู้อื่น ซ้ำยังทำผิด หากแม้แต่พี่น้องกระทำผิดข้ายังไม่กล้าลงทัณฑ์ แล้วเช่นนี้หากข้าครองบัลลังก์ขึ้นมา จะไม่มีผู้กังขาต่อความยุติธรรมในตัวข้าหรือ พาตัวนางไป!”

“ไม่นะเพคะ! ฮือๆ นางแพศยา เจ้ามันตัวซวย เจ้ามันนางปีศาจจิ้งจอก”

องค์หญิงปาเซียนแหกปากร้องจนเสียจริต องครักษ์กลุ่มหนึ่ง

เข้ามารับคำสั่งจากจื่อเว่ยแล้วลากตัวนางออกไป ราวกับว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เหล่าองค์รักษ์จึงมีสีหน้าเฉยชาอย่างยิ่ง นางกำนัลประจำตัวขององค์หญิงปาเซียนรีบถลันตามด้วยความร้อนอกร้อนใจ กระทั่งคิดกลับมาอ้อนวอนขอความเมตตากับไท่จื่อก็ไม่กล้า หนึ่งในนั้นเมื่อถึงทางออก คล้ายกับว่าแยกไปอีกทาง

จื่อเว่ยสูดลมหายใจลึก ย่อกายใช้ปลายนิ้วแตะสัมผัสโลหิตที่ไหลจากศีรษะของฝูซินเบาๆ

นางนิ่วหน้าเล็กน้อย ทว่านอกจากใบหน้าเผือดสีของนาง หญิงสาวกลับมิได้ร้องไห้โวยวายเป็นเต่าเผาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม

ความยุติธรรมในเขตแดนของศัตรู จะเรียกว่าความยุติธรรมได้อย่างไร นางไม่คิดว่าจื่อเว่ยจะลงโทษองค์หญิงแปดเพื่อเอาใจนาง

“อา…” ใบหน้าของฝูซินแสดงอารมณ์ขึ้นมาในทันที เมื่อจื่อเว่ยใช้ผ้าเช็ดหน้าสีดำซับบาดแผลของนาง

ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ทว่าสัมผัสตรงแผลกลับมิได้เจ็บปวดมากนัก ฝูซินมิได้คาดการณ์การกระทำของจื่อเว่ยไว้ล่วงหน้า ครั้นเขาทำเช่นนี้ นางจึงได้แต่นิ่งอึ้ง

“น่าเสียดายที่ยาสมานแผลของข้าถูกเจ้าทิ้งขว้างจนหมด หากจะใช้

ก็ต้องรอเบิกออกมาจากสำนักหมอหลวง...”

ฝูซินดันมือของเขาออก ตั้งใจจะดึงผ้าเช็ดหน้ามาซับเอง ทว่าชายหนุ่มกลับยกแขนขึ้นสูง มองนางด้วยสายตาเยาะหยัน

“ผ้าเช็ดหน้าข้า มีเพียงข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้ หากเจ้าคิดจะขโมยมันไปเป็นของแทนใจแล้วล่ะก็…”

“หากคิดจะบั่นคอข้าก็รีบกระทำเสีย ตั้งแต่เล็กจนโตบิดาข้าพร่ำสอนเสมอว่า เกิดเป็นคนเพื่อสืบสานปณิธานในใจ เรื่องความเป็นความตายนับเป็นอะไรได้ ทว่าหากเจ้าคิดเหยียดหยามผู้อื่น ข้าก็จะไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นเกิดขึ้น”

จื่อเว่ยบีบคางฝูซินจนเรียวคิ้วของนางขมวดมุ่น ได้ยินนางกล่าววาจาสามหาว ดวงตาของชายหนุ่มพลันเต็มไปด้วยโทสะ

เขาแค่นเสียงลอดไรฟัน “องค์หญิงห้าตกอยู่ในมือข้า ไม่คิดหรือว่าตายไปก็เสียเปล่า ชีวิตเจ้ายังมีค่าให้ใช้งานอยู่ มิต้องกังวลไปหรอก ตราบใดที่ยังอยู่ใต้ปีกของข้าจื่อเว่ย รับรองได้ว่านอกจากข้าแล้วใครก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้”

“ถุย!”

“บังอาจ!” องครักษ์เงื้อดาบขึ้นสูง จื่อเว่ยจึงรีบยกมือห้าม

ผ้าเช็ดหน้าสีดำซับน้ำลายที่ติดอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา จื่อเว่ยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่จ้องกลับอย่างท้าทายของนาง ทันใดนั้นก็หลุดหัวเราะเสียงเย็น

“หึๆ ในที่สุดสวรรค์ก็ส่งขนมสอดไส้[1]มาให้ข้าจนได้”

“วิปริตผิดเพศ เจ้ามันวิปลาสไปแล้ว” ฝูซินมิอาจข่มกลั้นโทสะในอกได้ นางตัวสั่นเทาด้วยความกรุ่นโกรธ แปลงความเจ็บปวดในใจเป็นถ้อยคำร้ายกาจ “มิน่าเล่า…ที่สุดแล้วเจ้าก็เป็นได้เพียงไท่จื่อที่เป็นเป้าสังหารให้ผู้อื่น ที่สุดแล้วเจ้าก็เป็นแค่คนที่ถูกหลอกใช้ หึๆ”

จื่อเว่ยยื่นหน้าเข้าใกล้นาง รอยยิ้มเยาะหยันมิได้จางหายจากริมฝีปาก เขาหลุบตามอง ปลายจมูกโด่งกดลงบนแก้มใสเบาๆ ปล่อยลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มจนไรขนอ่อนของนางลุกชัน

“เจ้าแน่ใจหรือว่าข้าเป็นคนที่ถูกหลอกใช้จริงๆ”

คำพูดส่อนัยของจื่อเว่ยทำให้นางชะงัก หญิงสาวสะบัดหน้าออกจากการเกาะกุม เขม้นมองจื่อเว่ยด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์เข้ากระดูกดำ

“ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร ก็อย่าหวังว่าข้าจะเชื่อ”

จื่อเว่ยกระตุกยิ้ม “เช่นนั้นมาดูกันว่าอีกสักครู่…จะมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าหรือไม่”

“รับสั่ง?”

“หึ…”

ทันใดนั้นก็มีขันทีคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา คุกเข่าลงกล่าวละล่ำละลักด้วยลมหายใจแทบจะขาดห้วง

“ทูลไท่จื่อ ฝ่าบาททรงรับสั่งให้เข้าเฝ้า พ่ะย่ะค่ะ”

“เข้าเฝ้าอะไร” จื่อเว่ยลุกขึ้น เคลื่อนกายออกห่างจากฝูซินราวกับเมื่อครู่มิได้พูดคุยอันใดกัน

ขันทีผู้นั้นเก็บซ่อนสายตาสอดรู้สอดเห็นแล้วเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กหนุ่ม ฝูซินปรายมองเพียงหางตาก็พลันคิดไปไกลแล้วว่านี่คงเป็นหนึ่งในชายบำเรอของไท่จื่อกระมัง

ดวงตาหลุกหลิกของขันทีน้อยปราดมองฝูซิน ดวงตาฉายแววสงสัยชั่วครู่ ก่อนจะก้มศีรษะแล้วกล่าวต่อว่า “เว่ยหวางพระองค์ใหม่เสด็จมาเยือน บอกว่ามาตามคำสัญญาพ่ะย่ะค่ะ”

แววตาของจื่อเว่ยที่มองฝูซินเปลี่ยนไปเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวคล้ายเพิ่มความกดดันให้กับนางขนานใหญ่

“เจ้ากลับไปได้แล้ว กราบทูลเสด็จพ่อว่าข้าจะรีบตามไป”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ขันทีน้อยคลานเข่าออกไปจากห้องบรรทมของจื่อเว่ยอย่างรวดเร็ว

“พวกเจ้าออกไปก่อน”

“แต่ไท่จื่อ”

เหล่าองครักษ์ยังห่วงความปลอดภัยของจื่อเว่ย มิอาจละสายตาให้เขากับนางผู้นี้อยู่กันตามลำพังได้

จื่อเว่ยใช้ความเงียบแทนคำสั่ง สุดท้ายองครักษ์เหล่านั้นก็ต้องเผ่นออกไปแทบไม่ทัน นางพลันนึกอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งที่คนอย่างจื่อเว่ยจอมวิปลาสสามารถให้ผู้คนหวาดกลัวจนถุงน้ำดีหดหายเช่นนี้

หรือที่จริงความวิปลาสของเขาต่างหากเล่าที่น่ากลัว

ฝูซินกลืนน้ำลาย ถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรี อารมณ์ของจื่อเว่ยแปรปรวนยิ่งกว่าคลื่นลมในทะเลเสียอีก แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้ว หรือนางควรหาทางกำจัดเขาเสีย…

“แต่งกายให้เรียบร้อย ข้าจะออกไปขอบคุณสำหรับบรรณาการจากแคว้นเว่ย”

“บรรณาการ?” นางขมวดคิ้ว รู้สึกไม่ชอบมาพากล

“หึ…ถูกพี่ชายใช้เพื่อยุติสงครามระหว่างต้าฉินและแคว้นเว่ย เจ้าควรจะภาคภูมิใจหรือเสียใจดีล่ะ หืม?”

คล้ายกับแผ่นดินถล่มเบื้องหน้า นางกะพริบตาถี่ๆ ราวกับต้องการจะเรียกสติให้อยู่กับตัว ทว่าสิ่งที่ได้ยินกลับทำให้นางปวดหนึบหน่วงจนร้อนวาบ

ที่หัวตา มือทั้งสองข้างกำแน่นจนไร้ความรู้สึก

จื่อเว่ยหันไปจัดการกับเส้นผมของตน ทิ้งท้ายคำพูดที่ทำให้นางจุกจนแทบกระอัก “แต่เดิมเสด็จพ่อยื่นข้อแลกเปลี่ยนให้องค์หญิงทั้งหมดมาอยู่ที่ต้าฉินชั่วคราว น่าเสียดายที่บางคนออกเรือนแล้ว บางคนก็เด็กเกินไป เหลือเพียงเจ้ากับองค์หญิงเซวียนหลินที่ต้องมาอยู่ที่ต้าฉิน แต่เห็นแก่ที่ฝูเจี้ยนเป็นสหายข้ามาก่อน สุดท้ายหลังจากจับไม่สั้นไม้ยาว ภาระดูแลเจ้าจึงตกเป็นของข้า”

“โกหก!” นางไม่เชื่อ เสด็จพี่บอกเองว่าการมาครั้งนี้เพื่อแก้แค้นให้กับเสด็จพ่อ ไม่มีทาง…

หรือว่า…

จื่อเว่ยทำเป็นไม่เห็นแววตาของนาง เปล่งเสียงที่เสแสร้งระคนรื่นเริงออกมา “เจ้าควรดีใจที่อาจจะได้เป็นไท่จื่อเฟยของต้าฉินสิ”

ต้าฉินเป็นสาเหตุให้เว่ยหวางฝูหย่งต้องถูกประทานยาพิษ นางในฐานะของธิดากบฏมีหรือจะถูกแต่งตั้งให้เป็นไท่จื่อเฟย หากนางเชื่อเขาย่อมต้องมีลูกเป็นสุกรแน่แล้ว

อำนาจของปฐมจักรพรรดิมองภายนอกว่าแข็งแกร่งเกรียงไกร ทุกแคว้นต่างก็ยอมสวามิภักดิ์ ทว่าแท้จริงแล้วอำนาจทั้งหมดกลับมิได้ถูกรวบเข้าสู่ศูนย์กลาง บรรดาขุนนางยังคงมีความคลางแคลงใจต่อการบริหารราชกิจ เหตุการณ์ที่พระราชทานยาพิษแก่เว่ยหวางฝูหย่งนั่นก็เพื่อเตือนเหล่าขั้วอำนาจมิให้เหิมเกริมมากนัก ทั้งยังสยบกองทัพของแคว้นเว่ยก่อนที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น การรับธิดาและหลานสาวของขุนนางใหญ่เข้ามาเป็นพระธิดาบุญธรรมก็เพื่อมิให้คนเหล่านั้นมีใจออกห่าง

หากแต่คนน้อยนักจะทราบว่าอำนาจกำลังทหารของแคว้นเว่ยมิได้มีดีที่จำนวน และพระบิดาของฝูซินได้ถ่ายอำนาจมาสู่ฝูเจี้ยนพี่ชายของนางนานแล้ว

ราวกับรู้ล่วงหน้า...

ฝูซินยิ้มอย่างขมขื่น...สายเลือดของเว่ยหวางฝูหย่งไหลเวียนอยู่ในตัวนาง สายเลือดแห่งการทำนายเหตุการณ์ใหญ่ยังคงไหลเวียนอย่างเงียบเชียบ รอวันที่ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง

เหมือนยี่สิบกว่าปีก่อน

ฝูซินแค่นเสียงอย่างดูแคลน “มิใช่ว่าเป็นเพราะเจ้าไม่มีทางเลือก จึงดึงข้าเข้ามาขวางทางพวกนางหรอกหรือ” ถึงแม้มิใช่พี่น้องในสายเลือด แต่ฝูซินก็คิดว่าเขาไม่สามารถทำใจสมรสกับคนที่เติบโตมาด้วยกันได้ ใครๆ ต่างก็รู้ จักรพรรดิแห่งต้าฉินหวาดระแวงผู้คนจึงรับบุตรีบุญธรรมมากมาย หวังเพื่อสามารถชักจูงได้โดยง่าย

ใบหน้าของจื่อเว่ยแข็งค้าง ประกายตาเย็นชาวาบผ่าน เขาหัวเราะน้อยๆ มิได้เถียงกับนาง ทันใดนั้นก็ท่องประโยคเก่าแก่ประโยคหนึ่ง

“ปลาตัวน้อยแหวกว่ายเข้ามาในแห อาศัยอยู่ในนั้นอย่างสงบสุข กว่าจะรู้ตัวว่าที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่ของมัน ก็ตอนที่มันโตเกินไปเสียแล้ว”

[1]        มาจากคำกล่าวที่ว่าขนมสอดไส้หล่นลงมาจากฟ้า ความหมาย อยู่ๆ ก็ได้รับโชคโดยมิได้คาดหมาย

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เฟิ่งหวง [鳳凰]   ตอนที่ 31 โปรดผลักภาระบนบ่าทิ้งไปสักครั้งเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 4

    แท้จริงแล้วเถ้าแก่โรงเตี๊ยมริมทะเลสาบก็คือผู้คุมกฎของสำนักคุ้มภัยที่จื่อเว่ยเปิดไว้อย่างลับๆ เนื่องด้วยต้าฉินแม้จะสถาปนาเป็นอาณาจักรใหญ่ รวมทั้งสามารถทำให้สองแคว้นใหญ่อย่างแคว้นเว่ยและแคว้นฉู่สวามิภักดิ์ได้ แต่กระนั้นแคว้นลำดับรองลงมาทั้งหลายก็ยังมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ฉินเยว่หวงตี้จึงไม่สามารถบีบคั้นเพื่อสืบสาวราวเรื่องได้จื่อเว่ยอาศัยที่มีอาจารย์เป็นเพียงผู้อาวุโสที่ไม่ได้รับราชการในสำนัก มิใช่มหาราชครูดังเช่นอาจารย์ของพี่น้องคนอื่น หลังจากรับรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นภายใต้ฉากหน้าที่สงบสุขของแผ่นดิน อาจารย์ของเขาจึงเสนอให้จัดตั้งหน่วยข่าวกรองขึ้นมาเสียเอง ภายนอกผู้คนต่างก็คิดว่าสำนักคุ้มภัยเฟิงอวิ๋นคือสำนักคุ้มภัยที่เฟิงเสียนจีรับช่วงต่อมาจากบิดา แต่มีคนน้อยนักที่รู้ว่าสกุลเฟิงของเฟิงเสียนจี เป็นคนละสาขากับสกุลเฟิงของสำนักคุ้มภัยเฟิงอวิ๋น ซึ่งจื่อเว่ยใช้หยาดเหงื่อต่างน้ำ ทำงานให้กับองค์จักรพรรดิเพื่อแลกกับทองจำนวนหนึ่งมาซื้อกิจการสำนักคุ้มภัยไว้ โดยที่ได้เฉินเจิ้งหานอดีตแม่ทัพในฉินหวางพระองค์ก่อนและลูกน้องอีกจำนวนหนึ่งมาช่วยดูแลภายใน ห

  • เฟิ่งหวง [鳳凰]   ตอนที่ 30 โปรดผลักภาระบนบ่าทิ้งไปสักครั้งเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 3

    “มีอะไรจะรายงานข้า”น้ำเสียงนั้นดังทุ้มกังวาน แฝงกลิ่นอายอันตรายสามสี่ส่วน เปลวไฟจากคบเพลิงในห้องสี่เหลี่ยมไหววูบ ก่อเกิดเป็นเส้นสายแปลกตาบนใบหน้าทะมึนของชายหนุ่มที่นั่งตรงหัวโต๊ะ“มีคนกว้านซื้อแร่เหล็กจากพ่อค้าในเมืองเล็กๆ มากักตุนไว้จนหมดตลาด รวมไปถึงดินประสิวและมูลค้างคาวจำนวนมาก ป่าไม้ทางแถบทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นสู่ถูกตัดโค่นไปกินอาณาบริเวณรัศมีหลายสิบลี้ แต่ยังมิได้ขนย้าย คาดว่าเมื่อถึงคราวหน้าน้ำ ลำน้ำสวินเหอจะเป็นกุญแจสำคัญพ่ะย่ะค่ะ”“ทางแคว้นสู่ว่าอย่างไร ตัดไม้มากมายขนาดนี้ มิได้แจ้งทางการหรอกรึ”“คนของเราแจ้งว่า เป็นคหบดีคนหนึ่งจะสร้างบ้านพ่ะย่ะค่ะ แต่ก็มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในพื้นที่อื่นบ้างประปราย”“สั่งคนของเราจับตาดูไปก่อน ไม้เป็นของชิ้นใหญ่ หากจะเคลื่อนย้ายย่อมเป็นที่จับตามอง ทว่าพ่อค้าที่สามารถกว้านซื้อแร่เหล็กได้ หากไม่ได้รับหนังสืออนุญาตจากทางการ ก็เป็นไปได้ว่าซื้อในนามของพ่อค้าจำนวนมาก” เขานิ่งคิด “ทางจูเหอจื่อเป็นอย่างไร”“คุณชายรองบอกว่าหลังจากที่ข่าวลือแพร่ออกไป คนต่างถิ่นก็มากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”“มีอะไรอีกหรือไม่”“ทางสำนักคุ้มภัยเตรียมที่พักให้พร้อมแล้ว ทว่าช่วง

  • เฟิ่งหวง [鳳凰]   ตอนที่ 30 โปรดผลักภาระบนบ่าทิ้งไปสักครั้งเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 3

    ปลายยามซวี[1]จื่อเว่ยสั่งให้ซีจื่อหลางหยุดขบวนรถม้าใกล้หมู่บ้านริมทะเลสาบซีเจ๋อ ขบวนรถม้าจอดเทียบหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผู้สัญจรมากมาย องครักษ์หนุ่มสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมมา ครั้นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมสบตากับซีจื่อหลางก็จดจำได้ในทันทีเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ไม่คล้ายกับวาณิชทั่วไปนัก เขาสั่งการให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตระเตรียมห้องพักและอาหารครั้นสั่งการเสร็จ เถ้าแก่จึงเดินเข้ามาใกล้กับประตูรถม้า พูดขึ้นว่า “นายท่าน เชิญขอรับ”“อืม…” จื่อเว่ยตอบรับคำหนึ่งแล้วกันมาพูดกับฝูซิน “ลงไปกันเถอะ”ฝูซินพยักหน้า รอให้จื่อเว่ยลงจากรถม้า จากนั้นจึงตามไปภาพที่ชายหนุ่มประคองหญิงสาวลงจากรถม้า ได้ติดตรึงตราในใจเหล่าบริวารของจื่อเว่ยนับแต่นั้นมา“พวกเขาตกใจอะไรกันหรือ” ฝูซินเห็นแต่ละคนอ้าปากค้างก็เกิดความสงสัย ทว่าเพียงพริบตาเดียวคนเหล่านั้นก็มองนกมองไม้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่ล่ะ…ไท่จื่อเล่นปรายตามองขนาดนั้น ผู้ใดจะขวัญกล้าเทียมฟ้าได้เล่า“คารวะนายท่าน…”“ฟูเหริน” จื่อเว่ยบอก“คารวะฟูเหริน” ดวงตาของเถ้าแก่เป็นประกาย ก้มศีรษะประสานมือคารวะ ด้านหลังเขาคือชายฉกร

  • เฟิ่งหวง [鳳凰]   ตอนที่ 29 โปรดผลักภาระบนบ่าทิ้งไปสักครั้งเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 2.2

    หลังจากข้ามสะพานไม้ไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำก็พบว่ามีรถม้าจอดรออยู่ก่อนแล้ว ถูฟางและถูฟงแตกตื่นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีองครักษ์ที่รออยู่ไม่ต่ำกว่าสิบนาย“ซ่านจื่อ…เจ้าเป็นแค่ใต้เท้าธรรมดาจริงหรือ” ถูฟงถามขึ้น สีหน้าหวาดระแวงอย่างถึงที่สุด“กลัวรึ” จื่อเว่ยถามกลับ แววตาเย็นชาวาบผ่าน ภายใต้แสงคบเพลิงแลดูน่ากลัวอย่างยิ่งถูฟงสะดุ้ง “ใครบอก!”“รถม้าสำหรับนายท่านและฟูเหริน เจ้าสองคนควรจะขี่ม้าเป็นกระมัง” ซีจื่อหลางกล่าวขึ้น จูงม้าสองตัวมาใกล้คนทั้งสองถูฟงเห็นม้าก็ตาวาว รีบเข้ามาลูบคลำแล้วพูดน้ำเสียงอ่อนลง “ม้าดี…ม้าดี ขอบใจเจ้ามาก”“อาฟาง มาสิ”ถูฟางมองรถม้าตาละห้อย แม้นางจะเติบโตในชนเผ่าที่ย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยเปื่อย แม้จะคุ้นเคยกับการขี่ม้า ทว่านางเองก็อยากนั่งรถม้านี่นา“อาฟาง เจ้าขี่ม้าไม่เป็นรึ”ครั้นจื่อเว่ยถามขึ้น ถูฟางก็มีเสีหน้าเลิ่กลั่ก บิดแขนไปมาแล้วกล่าวอย่างขัดเขินว่า “เป็นสิ ข้าย่อมขี่ม้าเป็นอยู่แล้ว พี่ซ่านจื่อไม่ต้องเป็นห่วง ข้าถูฟางร่างกายแข็งแรง ขี่ม้าเรื่องเล็ก เรื่องอุ้มท้องยิ่ง…แค่ก!”ถูฟงเอามืออุดปากน้องสาว “หุบปาก เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหลอะไร”จื่อเว่ยเลิกสนใจคนทั้งสอง เขาพยุงฝ

  • เฟิ่งหวง [鳳凰]   ตอนที่ 29 โปรดผลักภาระบนบ่าทิ้งไปสักครั้งเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 2

    “ฟูจวิน…เหตุใดท่านจึงเดินเปลือยอกไปมาในบ้านเช่นนี้” ฝูซินเอ่ยขึ้น นางยกสำรับเข้ามาในบ้าน อาหารสองสามอย่างที่นางทำส่งกลิ่นหอมกรุ่นจนตัวโง่งมในท้องของจื่อเว่ยร้องครวญครางไม่หยุด จื่อเว่ยไหวไหล่น้อยๆ คว้าเพียงเสื้อตัวนอกสวมคลุมเรือนกายอย่างลวกๆ แล้วนั่งลงรอให้นางปรนนิบัติอย่างเคยชิน ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เผื่อว่าเจ้าจะติดใจแผงอกกำยำของข้าจนไม่อยากทำงานบ้านบ้าง”มือที่ตักข้าวของนางชะงัก ฝูซินปรายตามองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกสะดุดใจกับรอยแผลบนผิวกายของเขาจึงอดถามไม่ได้ “ท่านเคยยกทัพจับศึกมาก่อนหรือ เหตุใดนอกจากรอยแผลจากธนูแล้วยังมีรอยแผลแปลกๆ อีกสองสามรอย”จื่อเว่ยใช้มือแหวกอกเสื้อ ชี้รอยแผลให้นางดู “สองรอยนี้หรือ”“อืม” นางพยักหน้า เก็บถาดอาหารไว้บนชั้นวางแล้วนั่งลงตรงข้ามกับเขา ท่าทางการจับตะเกียบเรียบง่ายเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง “เห็นทีว่ารอยแผลนี้คงสำคัญมาก เพราะที่จริงด้วยสภาพร่างกายของท่าน เพียงรักษาอย่างถูกวิธี บาดแผลก็คงจางลงไม่ต่างกับรอยธนู”จื่อเว่ยคีบเนื้อให้นาง ท่าทางยามกินอยู่ร่วมกันของทั้งสองมิได้ประดักประเดิดแต่อย่างใด ชายหนุ่มหญิงสาวผลัดกั

  • เฟิ่งหวง [鳳凰]   ตอนที่ 28 โปรดผลักภาระบนบ่าทิ้งไปสักครั้งเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน 1

    อากาศช่วงปลายวสันต์ยังไม่คลายความหนาวเย็นเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีฝนโปรยปรายเป็นระยะเสียจนผู้คนตระเตรียมการเพาะปลูกไม่ทัน ทิวทัศน์รอบหมู่บ้านของชนเผ่าหมาป่าแดงเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง พลอยทำให้ความเงียบเหงาจากช่วงฤดูหนาวบรรเทาเบาบางลงบ้าง“หูเตี๋ย ซ่านจื่อ มีใครอยู่หรือไม่” ถูฟงตะโกนเรียกแข่งกับเสียงของฝนที่เทกระหน่ำลงมา ชายหนุ่มชะเง้อคอมองหาคนทั้งสอง เตาไฟยังมีควันอยู่ แต่ประตูบ้านเรือนกลับปิดสนิทไม่คล้ายมีคนอยู่ถูฟงวางห่อผ้าในมือไว้บนแคร่ไม้ไผ่ ครั้นจะเปิดประตูเพื่อเข้าไป พลันเห็นว่าจื่อเว่ยกำลังแง้มประตูมองเขาอยู่ด้วยแววตาเย็นชา จื่อเว่ยสวมแต่เพียงกางเกงตัวเดียว เผยมัดกล้ามแน่นตึงและร่องรอยแดงจ้ำที่เกิดจากศึกอันดุเดือดในยามค่ำคืน ซึ่งทำให้ถูฟงเองก็อดกลืนน้ำลายด้วยความริษยาในใจไม่ได้ “มีอะไร”เพียงเห็นสภาพของจื่อเว่ย ผู้มาเยือนก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าข้างในมีอะไรเกิดขึ้น ด้วยความกระอักกระอ่วนจึงรีบคว้าห่อผ้าโยนให้เจ้าของบ้าน กล่าวด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นแฝงความขุ่นข้องอยู่ในทีถูฟงจอมริษยามีหรือจะรู้เท่าทันจอมเจ้าเล่ห์อย่างจื่อเว่ย เขาจงใจแสดงออกขนาดนี้ ที่ไม่ยอมสวมใส่เสื้อก็เพ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status