LOGINหากเปรียบสายตาขององค์หญิงแปดผู้ไม่สมประกอบแห่งต้าฉินเป็นกระบี่อันแหลมคม ฝูซินมั่นใจว่านางอาจสิ้นใจตายได้ในทันที องค์หญิงแห่งต้าฉินผู้นี้ แม้จะมีใบหน้าหวานซึ้ง ทว่าเพลิงริษยากลับรุนแรงยิ่งกว่าเปลวเพลิงจากโลกันตร์เสียอีกกระมัง นางทั้งเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ ไร้ความยับยั้งชั่งใจ ทั้งไม่เคยเกรงกลัวต่ออำนาจใด ราวกับว่าจิตใจพิกลพิการมาตั้งแต่ต้น สายตาขององค์หญิงปาเซียนที่มีต่อจื่อเว่ยเต็มไปด้วยความหลงใหลไม่มีที่สิ้นสุด หลงใหลจนฝูซินขนลุกเยือกนับครั้งไม่ถ้วน
องครักษ์ที่เหลือกรูเข้ามาจับแขนขาฝูซินไว้แน่น ก่อนจะลากนางแล้วดันให้นางคุกเข่าลงต่อหน้าจื่อเว่ยซึ่งเสแสร้งทำเป็นปัดฝุ่นผงบนอาภรณ์อย่างเชื่องช้า
เกศาดำขลับแผ่สยายปิดบังใบหน้าของไท่จื่อแห่งต้าฉินเล็กน้อย ดวงตาเรียวเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวนของบุรุษเพศเจือรอยยิ้มขบขัน ด้วยใบหน้าที่งามเกินชายของเขา หากไม่มองรูปร่างที่สูงโปร่งและโดดเด่นกว่าบุรุษทั่วไป เกรงว่าผู้คนอาจพานเข้าใจผิดว่าคนผู้นี้เป็นอิสตรีปลอมตัวมาเสียแล้ว
จื่อเว่ยถอนหายใจราวกับเหนื่อยล้าเต็มทน เขาโบกมือไล่องครักษ์ให้ถอยห่างจากฝูซิน ตัวเขามิได้สนใจองค์หญิงปาเซียนที่ร่ำไห้อย่างน่ารำคาญใกล้ๆ ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเขาเชยคางฝูซินขึ้น มุมปากกระตุกรอยยิ้มอันชวนประหวั่นพรั่นพรึง
“จะทำอย่างไรกับเจ้าดีนะ…หึๆ องค์หญิงผู้คลั่งรักถึงขั้นบุกเข้ามาในตำหนักของข้าเช่นนี้ เห็นทีมิได้มีเพียงจิตปฏิพัทธ์ธรรมดา หากทูลเสด็จพ่อให้ทรงทราบว่าเรามีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกันแล้ว ไม่แน่ว่าอีกไม่นานอาจมีงานมงคลเกิดขึ้นระหว่างต้าฉินและแคว้นเว่ย”
ฝูซินกรุ่นโกรธจนแทบอยากถ่มน้ำลายใส่หน้าจื่อเว่ย
ปึ้ก!
ทว่าความปวดหนึบที่หางคิ้วทำให้นางนิ่วหน้าโดยไม่รู้ตัว
“ไม่จริง! พวกท่านโกหกข้า”
ฝูซินสะท้านน้อยๆ ยกปลายนิ้วสัมผัสตรงจุดที่ปวดหนึบ ครั้นสัมผัสได้ถึงของเหลวอุ่นร้อนที่ไหลอาบ มือของนางพลันสั่นเทาอย่างไม่อาจอดกลั้น เป็นเขาที่ก่อกวนนางจนเสียสมาธิจนหลบไม่ทัน สุดท้ายผลจึงเป็นเช่นนี้
เพราะระยะที่ใกล้เพียงสามก้าว จื่อเว่ยจึงไม่คาดคิดว่าองค์หญิงปาเซียนจะบังอาจถึงขั้นนี้ ชายหนุ่มลุกขึ้น เคลื่อนร่างสูงใหญ่ค้ำตระหง่าน เงาดำพาดทับร่างเล็กขององค์หญิงแห่งต้าฉิน
ปาเซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตามีประกายความหวัง
“เสด็จพี่”
นางเอื้อมมืออันสั่นเทาจับชายอาภรณ์ของจื่อเว่ย ทว่าเขากลับเคลื่อนหลบได้ทัน ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ตวาดด้วยความกราดเกรี้ยวไปยังองครักษ์ที่อยู่หน้าประตู
“บังอาจทำร้ายร่างกายแขกคนสำคัญของข้า ลากตัวนางไปโบย!”
ดวงตาขององค์หญิงปาเซียนเบิกกว้างจนแทบถลน นางคลานเข่าไปหาจื่อเว่ย ส่ายศีรษะไม่ยอมรับ ร่ำร้องอย่างน่าเวทนา
“ไม่นะเพคะเสด็จพี่ ปาเซียนผิดไปแล้ว ไม่นะเพคะ! ฮือๆ ปาเซียนไม่ทำอีกแล้ว”
จื่อเว่ยหัวเราะในลำคอ ชายตามองฝูซินปราดหนึ่ง เห็นหญิงสาวนางนั้นนั่งนิ่งโดยไม่มีสีหน้าหวาดกลัวหรืออ่อนแอก็พลันกล่าวเสียงเย็น
“บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง ตำหนักจื่อเยว่ก็มีกฎเกณฑ์ที่ต้องบังคับใช้ ในเมื่อองค์หญิงปาเซียนบุกเข้ามาในเขตแดนของผู้อื่น ซ้ำยังทำผิด หากแม้แต่พี่น้องกระทำผิดข้ายังไม่กล้าลงทัณฑ์ แล้วเช่นนี้หากข้าครองบัลลังก์ขึ้นมา จะไม่มีผู้กังขาต่อความยุติธรรมในตัวข้าหรือ พาตัวนางไป!”
“ไม่นะเพคะ! ฮือๆ นางแพศยา เจ้ามันตัวซวย เจ้ามันนางปีศาจจิ้งจอก”
องค์หญิงปาเซียนแหกปากร้องจนเสียจริต องครักษ์กลุ่มหนึ่ง
เข้ามารับคำสั่งจากจื่อเว่ยแล้วลากตัวนางออกไป ราวกับว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เหล่าองค์รักษ์จึงมีสีหน้าเฉยชาอย่างยิ่ง นางกำนัลประจำตัวขององค์หญิงปาเซียนรีบถลันตามด้วยความร้อนอกร้อนใจ กระทั่งคิดกลับมาอ้อนวอนขอความเมตตากับไท่จื่อก็ไม่กล้า หนึ่งในนั้นเมื่อถึงทางออก คล้ายกับว่าแยกไปอีกทางจื่อเว่ยสูดลมหายใจลึก ย่อกายใช้ปลายนิ้วแตะสัมผัสโลหิตที่ไหลจากศีรษะของฝูซินเบาๆ
นางนิ่วหน้าเล็กน้อย ทว่านอกจากใบหน้าเผือดสีของนาง หญิงสาวกลับมิได้ร้องไห้โวยวายเป็นเต่าเผาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม
ความยุติธรรมในเขตแดนของศัตรู จะเรียกว่าความยุติธรรมได้อย่างไร นางไม่คิดว่าจื่อเว่ยจะลงโทษองค์หญิงแปดเพื่อเอาใจนาง
“อา…” ใบหน้าของฝูซินแสดงอารมณ์ขึ้นมาในทันที เมื่อจื่อเว่ยใช้ผ้าเช็ดหน้าสีดำซับบาดแผลของนาง
ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ทว่าสัมผัสตรงแผลกลับมิได้เจ็บปวดมากนัก ฝูซินมิได้คาดการณ์การกระทำของจื่อเว่ยไว้ล่วงหน้า ครั้นเขาทำเช่นนี้ นางจึงได้แต่นิ่งอึ้ง
“น่าเสียดายที่ยาสมานแผลของข้าถูกเจ้าทิ้งขว้างจนหมด หากจะใช้
ก็ต้องรอเบิกออกมาจากสำนักหมอหลวง...”ฝูซินดันมือของเขาออก ตั้งใจจะดึงผ้าเช็ดหน้ามาซับเอง ทว่าชายหนุ่มกลับยกแขนขึ้นสูง มองนางด้วยสายตาเยาะหยัน
“ผ้าเช็ดหน้าข้า มีเพียงข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้ หากเจ้าคิดจะขโมยมันไปเป็นของแทนใจแล้วล่ะก็…”
“หากคิดจะบั่นคอข้าก็รีบกระทำเสีย ตั้งแต่เล็กจนโตบิดาข้าพร่ำสอนเสมอว่า เกิดเป็นคนเพื่อสืบสานปณิธานในใจ เรื่องความเป็นความตายนับเป็นอะไรได้ ทว่าหากเจ้าคิดเหยียดหยามผู้อื่น ข้าก็จะไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นเกิดขึ้น”
จื่อเว่ยบีบคางฝูซินจนเรียวคิ้วของนางขมวดมุ่น ได้ยินนางกล่าววาจาสามหาว ดวงตาของชายหนุ่มพลันเต็มไปด้วยโทสะ
เขาแค่นเสียงลอดไรฟัน “องค์หญิงห้าตกอยู่ในมือข้า ไม่คิดหรือว่าตายไปก็เสียเปล่า ชีวิตเจ้ายังมีค่าให้ใช้งานอยู่ มิต้องกังวลไปหรอก ตราบใดที่ยังอยู่ใต้ปีกของข้าจื่อเว่ย รับรองได้ว่านอกจากข้าแล้วใครก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้”
“ถุย!”
“บังอาจ!” องครักษ์เงื้อดาบขึ้นสูง จื่อเว่ยจึงรีบยกมือห้าม
ผ้าเช็ดหน้าสีดำซับน้ำลายที่ติดอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา จื่อเว่ยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่จ้องกลับอย่างท้าทายของนาง ทันใดนั้นก็หลุดหัวเราะเสียงเย็น
“หึๆ ในที่สุดสวรรค์ก็ส่งขนมสอดไส้[1]มาให้ข้าจนได้”
“วิปริตผิดเพศ เจ้ามันวิปลาสไปแล้ว” ฝูซินมิอาจข่มกลั้นโทสะในอกได้ นางตัวสั่นเทาด้วยความกรุ่นโกรธ แปลงความเจ็บปวดในใจเป็นถ้อยคำร้ายกาจ “มิน่าเล่า…ที่สุดแล้วเจ้าก็เป็นได้เพียงไท่จื่อที่เป็นเป้าสังหารให้ผู้อื่น ที่สุดแล้วเจ้าก็เป็นแค่คนที่ถูกหลอกใช้ หึๆ”
จื่อเว่ยยื่นหน้าเข้าใกล้นาง รอยยิ้มเยาะหยันมิได้จางหายจากริมฝีปาก เขาหลุบตามอง ปลายจมูกโด่งกดลงบนแก้มใสเบาๆ ปล่อยลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มจนไรขนอ่อนของนางลุกชัน
“เจ้าแน่ใจหรือว่าข้าเป็นคนที่ถูกหลอกใช้จริงๆ”
คำพูดส่อนัยของจื่อเว่ยทำให้นางชะงัก หญิงสาวสะบัดหน้าออกจากการเกาะกุม เขม้นมองจื่อเว่ยด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์เข้ากระดูกดำ
“ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร ก็อย่าหวังว่าข้าจะเชื่อ”
จื่อเว่ยกระตุกยิ้ม “เช่นนั้นมาดูกันว่าอีกสักครู่…จะมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าหรือไม่”
“รับสั่ง?”
“หึ…”
ทันใดนั้นก็มีขันทีคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา คุกเข่าลงกล่าวละล่ำละลักด้วยลมหายใจแทบจะขาดห้วง
“ทูลไท่จื่อ ฝ่าบาททรงรับสั่งให้เข้าเฝ้า พ่ะย่ะค่ะ”
“เข้าเฝ้าอะไร” จื่อเว่ยลุกขึ้น เคลื่อนกายออกห่างจากฝูซินราวกับเมื่อครู่มิได้พูดคุยอันใดกัน
ขันทีผู้นั้นเก็บซ่อนสายตาสอดรู้สอดเห็นแล้วเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กหนุ่ม ฝูซินปรายมองเพียงหางตาก็พลันคิดไปไกลแล้วว่านี่คงเป็นหนึ่งในชายบำเรอของไท่จื่อกระมัง
ดวงตาหลุกหลิกของขันทีน้อยปราดมองฝูซิน ดวงตาฉายแววสงสัยชั่วครู่ ก่อนจะก้มศีรษะแล้วกล่าวต่อว่า “เว่ยหวางพระองค์ใหม่เสด็จมาเยือน บอกว่ามาตามคำสัญญาพ่ะย่ะค่ะ”
แววตาของจื่อเว่ยที่มองฝูซินเปลี่ยนไปเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวคล้ายเพิ่มความกดดันให้กับนางขนานใหญ่
“เจ้ากลับไปได้แล้ว กราบทูลเสด็จพ่อว่าข้าจะรีบตามไป”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีน้อยคลานเข่าออกไปจากห้องบรรทมของจื่อเว่ยอย่างรวดเร็ว
“พวกเจ้าออกไปก่อน”
“แต่ไท่จื่อ”
เหล่าองครักษ์ยังห่วงความปลอดภัยของจื่อเว่ย มิอาจละสายตาให้เขากับนางผู้นี้อยู่กันตามลำพังได้
จื่อเว่ยใช้ความเงียบแทนคำสั่ง สุดท้ายองครักษ์เหล่านั้นก็ต้องเผ่นออกไปแทบไม่ทัน นางพลันนึกอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งที่คนอย่างจื่อเว่ยจอมวิปลาสสามารถให้ผู้คนหวาดกลัวจนถุงน้ำดีหดหายเช่นนี้
หรือที่จริงความวิปลาสของเขาต่างหากเล่าที่น่ากลัว
ฝูซินกลืนน้ำลาย ถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรี อารมณ์ของจื่อเว่ยแปรปรวนยิ่งกว่าคลื่นลมในทะเลเสียอีก แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้ว หรือนางควรหาทางกำจัดเขาเสีย…
“แต่งกายให้เรียบร้อย ข้าจะออกไปขอบคุณสำหรับบรรณาการจากแคว้นเว่ย”
“บรรณาการ?” นางขมวดคิ้ว รู้สึกไม่ชอบมาพากล
“หึ…ถูกพี่ชายใช้เพื่อยุติสงครามระหว่างต้าฉินและแคว้นเว่ย เจ้าควรจะภาคภูมิใจหรือเสียใจดีล่ะ หืม?”
คล้ายกับแผ่นดินถล่มเบื้องหน้า นางกะพริบตาถี่ๆ ราวกับต้องการจะเรียกสติให้อยู่กับตัว ทว่าสิ่งที่ได้ยินกลับทำให้นางปวดหนึบหน่วงจนร้อนวาบ
ที่หัวตา มือทั้งสองข้างกำแน่นจนไร้ความรู้สึกจื่อเว่ยหันไปจัดการกับเส้นผมของตน ทิ้งท้ายคำพูดที่ทำให้นางจุกจนแทบกระอัก “แต่เดิมเสด็จพ่อยื่นข้อแลกเปลี่ยนให้องค์หญิงทั้งหมดมาอยู่ที่ต้าฉินชั่วคราว น่าเสียดายที่บางคนออกเรือนแล้ว บางคนก็เด็กเกินไป เหลือเพียงเจ้ากับองค์หญิงเซวียนหลินที่ต้องมาอยู่ที่ต้าฉิน แต่เห็นแก่ที่ฝูเจี้ยนเป็นสหายข้ามาก่อน สุดท้ายหลังจากจับไม่สั้นไม้ยาว ภาระดูแลเจ้าจึงตกเป็นของข้า”
“โกหก!” นางไม่เชื่อ เสด็จพี่บอกเองว่าการมาครั้งนี้เพื่อแก้แค้นให้กับเสด็จพ่อ ไม่มีทาง…
หรือว่า…
จื่อเว่ยทำเป็นไม่เห็นแววตาของนาง เปล่งเสียงที่เสแสร้งระคนรื่นเริงออกมา “เจ้าควรดีใจที่อาจจะได้เป็นไท่จื่อเฟยของต้าฉินสิ”
ต้าฉินเป็นสาเหตุให้เว่ยหวางฝูหย่งต้องถูกประทานยาพิษ นางในฐานะของธิดากบฏมีหรือจะถูกแต่งตั้งให้เป็นไท่จื่อเฟย หากนางเชื่อเขาย่อมต้องมีลูกเป็นสุกรแน่แล้ว
อำนาจของปฐมจักรพรรดิมองภายนอกว่าแข็งแกร่งเกรียงไกร ทุกแคว้นต่างก็ยอมสวามิภักดิ์ ทว่าแท้จริงแล้วอำนาจทั้งหมดกลับมิได้ถูกรวบเข้าสู่ศูนย์กลาง บรรดาขุนนางยังคงมีความคลางแคลงใจต่อการบริหารราชกิจ เหตุการณ์ที่พระราชทานยาพิษแก่เว่ยหวางฝูหย่งนั่นก็เพื่อเตือนเหล่าขั้วอำนาจมิให้เหิมเกริมมากนัก ทั้งยังสยบกองทัพของแคว้นเว่ยก่อนที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น การรับธิดาและหลานสาวของขุนนางใหญ่เข้ามาเป็นพระธิดาบุญธรรมก็เพื่อมิให้คนเหล่านั้นมีใจออกห่าง
หากแต่คนน้อยนักจะทราบว่าอำนาจกำลังทหารของแคว้นเว่ยมิได้มีดีที่จำนวน และพระบิดาของฝูซินได้ถ่ายอำนาจมาสู่ฝูเจี้ยนพี่ชายของนางนานแล้ว
ราวกับรู้ล่วงหน้า...
ฝูซินยิ้มอย่างขมขื่น...สายเลือดของเว่ยหวางฝูหย่งไหลเวียนอยู่ในตัวนาง สายเลือดแห่งการทำนายเหตุการณ์ใหญ่ยังคงไหลเวียนอย่างเงียบเชียบ รอวันที่ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
เหมือนยี่สิบกว่าปีก่อน
ฝูซินแค่นเสียงอย่างดูแคลน “มิใช่ว่าเป็นเพราะเจ้าไม่มีทางเลือก จึงดึงข้าเข้ามาขวางทางพวกนางหรอกหรือ” ถึงแม้มิใช่พี่น้องในสายเลือด แต่ฝูซินก็คิดว่าเขาไม่สามารถทำใจสมรสกับคนที่เติบโตมาด้วยกันได้ ใครๆ ต่างก็รู้ จักรพรรดิแห่งต้าฉินหวาดระแวงผู้คนจึงรับบุตรีบุญธรรมมากมาย หวังเพื่อสามารถชักจูงได้โดยง่าย
ใบหน้าของจื่อเว่ยแข็งค้าง ประกายตาเย็นชาวาบผ่าน เขาหัวเราะน้อยๆ มิได้เถียงกับนาง ทันใดนั้นก็ท่องประโยคเก่าแก่ประโยคหนึ่ง
“ปลาตัวน้อยแหวกว่ายเข้ามาในแห อาศัยอยู่ในนั้นอย่างสงบสุข กว่าจะรู้ตัวว่าที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่ของมัน ก็ตอนที่มันโตเกินไปเสียแล้ว”
[1] มาจากคำกล่าวที่ว่าขนมสอดไส้หล่นลงมาจากฟ้า ความหมาย อยู่ๆ ก็ได้รับโชคโดยมิได้คาดหมาย
วันเวลาผ่านไปเมืองเสียนหยางชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอิงแอบกันใต้ต้นหลิว อาภรณ์และเส้นผมพลิ้วสะบัดตามกระแสลมที่พัดความเย็นจากริมน้ำ ใบหน้าของทั้งคู่ประดับรอยยิ้มบางเบา ดวงตาทอแววสงบ ราวกับผู้บำเพ็ญที่ไม่ใส่ใจเรื่องทางโลกหลายปีมานี้เขาและนางค่อยๆ เติบโตขึ้น ค่อยๆ ทำการเรียนรู้ ระหว่างการเดินทางมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต พลันรู้สึกว่าถ้อยคำโต้เถียงกันในช่วงแรกของชีวิตคู่นั้นเป็นเรื่องที่น่าขบขันนัก เพราะเมื่ออยู่ร่วมกันนานขึ้น เรื่องเหล่านี้ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ วันใดที่ไม่ต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและโต้เถียงกัน นั่นอาจถือได้ว่าทั้งคู่ต่างเลิกที่จะสนใจกันและกันเสียแล้วชายหนุ่มและหญิงสาวได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เขาห้าวหาญขึ้น นางเข้มแข็งขึ้นราวกับทั้งคู่กำลังประคับประคองกันและกันผ่านวันคืนมากมาย ยามนี้ใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏเหลี่ยมมุมชัดเจน ร่างกายแข็งแกร่งดุจหินผา ขณะที่โฉมงามข้างกายยิ่งงดงามขึ้น เส้นสายบนร่างกายยิ่งนานยิ่งชัดเจน ความนุ่มนวลค่อยๆ เผยสู่สายตาของชายหนุ่ม และมีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้สัมผัสความอ่อนโยนของนางจื่อเว่ยกุมมือข้างหนึ่งของฝูซิน เขาสอดประสานปลายนิ้วนางก่อนกระชับแน่น มืออ
ฝูซินนำราชโองการกลับสู่ราชสำนักแคว้นเว่ย ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่วันนี้ได้รับอนุญาตให้เข้ามายังลานบวงสรวงของราชวงศ์รอบลานบวงสรวงคือเหล่าธิดาเทพ พี่น้องในราชวงศ์ ขุนนางสหายที่เคยร่วมทางกันมาและจื่อเว่ยซึ่งกำลังอุ้มทารกเพศชายหน้าตาน่ารักซึ่งคอยแต่โบกมือให้นางพร้อมกับเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่เด็กคนนี้คลอด เขาแทบไม่เคยยอมให้ผู้อื่นเลี้ยงดูบุตรแทนตนเองเลยสักครั้งเว่ยซิน...นางอมยิ้มด้วยความตื้นตัน ก่อนจะส่งราชโองการให้เว่ยหวางฝูเจี้ยนร่างสูงใหญ่ประดุจภูผาสูงของเจ้าครองแคว้นเว่ยเดินขึ้นหน้า เขาเปิดราชโองการสีทอง แม้จะคาดการไว้แล้ว ทว่าเมื่อกวาดสายตาผ่านตัวอักษรนัยน์ตาก็พลันไหววูบ เป็นราชโองการเมื่อปีที่เว่ยหวางฝูหย่งสิ้นพระชนม์เขามองหน้าน้องสาว ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน“วันนี้ข้า เว่ยหวางฝูเจี้ยน ขอประกาศราชโองการในฉินเยว่หวงตี้ ปฐมจักรพรรดิแห่งอาณาจักรต้าฉิน”วันที่สิบ เดือนห้า ปีจี๋เหม่า[1]เว่ยหวางฝูหย่งเสียสละตนเองเพื่อส่วนรวม เนื่องด้วยความสามารถอันศักดิ์สิทธิ์ จึงล่วงรู้ถึงจุดจบของชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงใช้อายุขัยที่เหลืออยู่เพื่ออุทิศให้กับความสงบสุขของแผ่นดิน
ตายแล้ว”“ยังเพคะ พระชายาเบ่งอีกนิดเพคะ ทารกกลับหัวแล้ว”“อึก! ไม่ไหวแล้ว ซินเอ๋อร์ เจ้าต้องอดทนนะ ข้าเจ็บจนหมดแรงแล้ว!”เขานอนอยู่นอกม่าน ตั้งแต่ที่นางบอกว่าจะคลอด เขาก็รู้สึกปวดร้าวไปทั่วทั้งตัว ความเจ็บปวดนี้ยิ่งกว่าการถูกก้อนหินบดทับร่างกายเสียอีก ขณะที่ก่อนหน้านี้เขาถูกหามเข้ามาในห้องเพราะอยากเข้ามาให้กำลังใจชายารัก ทว่านางกลับเป็นฝ่ายปลอบโยนเขามาตลอดทางด้วยสีหน้าตื่นตระหนกมิใช่ตื่นตระหนกเพราะนางกำลังจะคลอดแต่เป็นเพราะความเจ็บปวดทั้งหมดกลายเป็นเขารับแทนต่างหากเล่าขณะที่นางปีนขึ้นเตียง ผ้าม่านกระเพื่อมไหวเล็กน้อย ได้ยินเสียงกัดฟันของจื่อเว่ยก็รู้สึกไม่ใคร่สบายใจนัก ขณะที่มีคนช่วยนางทำคลอด จื่อเว่ยกลับถูกองครักษ์ตรึงแขนขาไว้แน่นเพื่อมิให้เขาทำร้ายตัวเองนางกำนัลที่ช่วยทำคลอดคอยสั่งให้ฝูซินค่อยๆ เบ่งทารก รู้สึกประหลาดใจมากที่เสียงของจื่อเว่ยนั้นสอดคล้องกับจังหวะการทำคลอดของพวกนางเป็นอย่างยิ่ง“ซินเอ๋อร์!” จื่อเว่ยตะโกน แม้จะเจ็บปวดแต่ก็ห่วงนางว่าจะไม่สามารถคลอดทารกได้โดยง่าย“เบ่งเพคะ!”เสียงร้องของฝูซินดังขึ้นเพราะออกแรงเล็กน้อย ขณะเดียวกันจื่อเว่ยก็แหกปากเสียงดังราวกับฟ้าผ่า เม
หลังจากนั้นจื่อเว่ยก็กลับมาอยู่จวนเซี่ยโหวฝูซินได้พบกับเซวียนหลินอีกครั้ง น้องสาวตัวน้อยของนางบัดนี้เติบโตเป็นหญิงสาวโฉมงาม เนื่องด้วยเป็นน้องเล็ก จึงแทบมิได้ฝึกปรือเพลงยุทธ์อย่างที่บรรดาพี่น้องคนอื่นต้องเรียนรู้ แต่เดิมนางก็ถูกเลี้ยงดูประดุจไข่ในหินอยู่แล้ว ครั้นมาอยู่จวนเซี่ยโหว นางจึงได้เรียนรู้งานบ้านงานเรือนจากหยวนเหล่าไท่และสวีฟูเหริน เปิดเผยความสามารถทางด้านนี้ได้อย่างโดดเด่นที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด แม้กระทั่งฝูซินที่เห็นผลงานที่น้องสาวฝึกปรือมาก็ต้องข่มความขมขื่นในใจพร้อมกับเอ่ยชมไม่หยุดปากช่วงแรกเซวียนหลินถูกเซี่ยหย่งชิงกลั่นแกล้งอยู่บ้าง แต่หลังจากที่นางเศร้าซึมไปเพราะทราบข่าวที่ฝูซินหายตัวไป ชายหนุ่มก็ทำตัวดีขึ้นเล็กน้อย ทว่าเขาปลอบสตรีไม่เป็น ดังนั้นจึงได้แต่กล่าววาจาร้ายกาจให้เซวียนหลินคิดเอง นานเข้านางก็คร้านจะพูดคุยกับเขา เรียกได้ว่าทั้งจวนเซี่ยโหว นอกจากเซี่ยหย่งชิงแล้ว นางพูดคุยกับทุกคน ทำเหมือนเขากลายเป็นอากาศธาตุหลังจากที่จื่อเว่ยและฝูซินย้ายมาอยู่ในจวนเซี่ยโหวชั่วคราว เซี่ยหย่งชิงก็หนีไปจูเหอจื่อ ทิ้งสายตาคาดโทษเซวียนหลินไว้“น้องเก้า เจ้าอยากกลับไปแคว้นเว่ยห
วันเวลาค่อยๆ ดำเนินไป จื่อเว่ยตัดสินใจคืนตำแหน่งไท่จื่อแล้วพาฝูซินไปพักที่จวนเซี่ยโหว ข้ออ้างที่ใช้ได้ดีก็คือเขาเหนื่อยล้าทั้งกายและใจองค์จักรพรรดิจนคำพูด ตามที่สัญญาไว้ กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำอีกทั้งพระองค์ทรงหมดเรี่ยวหมดแรงกับโอรสอย่างจื่อหยางเสียแล้วสิ่งที่ทำร้ายจิตใจจักรพรรดิที่สุดคือการที่โอรสมีความคิดที่เป็นพิษร้าย จื่อหยางเข้าใจว่ามารดาถูกหยินซีหวงโฮ่ววางยาพิษจนเสียชีวิต หากแต่ความจริงที่จักรพรรดิและหวงโฮ่วปิดบังไว้ นั่นคือคนที่วางยาพิษซ่างกวนเหม่ยเหรินก็คือ...ซ่างกวนเจี๋ยอวี๋เดิมทีจักรพรรดิทรงเห็นใจที่สกุลซ่างกวนตกต่ำ จึงไม่เปิดโปงเรื่องนี้ หากแต่ไม่คิดว่านางกลับปลูกฝังความคิดร้ายแรงให้กับโอรส จนเกือบทำให้พี่น้องฆ่ากันตายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวโยงกันเป็นใยแมงมุม คนที่สมควรต้องถูกลงโทษก็ต้องโดนในสายพระเนตรของฉินเยว่หวงตี้และหยินซีหวงโฮ่ว บุรุษที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้านั้นคือคนที่หลายปีมานี้ ทำให้ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นกังวลตลอดมาตั้งแต่ที่จื่อเว่ยลืมตาดูโลก เว่ยหวางฝูหย่งก็ได้เปิดคำทำนายที่เขียนทิ้งไว้ก่อนหน้านั้นหลายปี แล้วมอบมันให้กับเขา“โอรสที่มีความสามารถจะช่วยกำจัดภั
ในที่สุดสถานการณ์ก็เริ่มกลับคืนสู่ปกติองค์ชายสี่ปะทะแตกหักกับเฮ่อเอ่อร์หลาน เพราะได้รับความช่วยเหลือจากคนในเผ่าหมาป่า ท้ายที่สุดจึงอาศัยความได้เปรียบทางชัยภูมิเอาชนะได้ในที่สุด สร้างชื่อเสียงให้เขากลายเป็นจอมทัพที่โดดเด่น เลื่อนตำแหน่งจากรองแม่ทัพกลายเป็นแม่ทัพกำราบพายัพเมื่อเหล่าขุนนางถูกไท่จื่อปล้นชิงสินค้าที่กักตุนในคลังสมบัติ โดยมีมหาโจรอย่างจักรพรรดิทรงให้ท้าย พวกเขาก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงในการแข็งข้อต่อจักรพรรดิ แต่ละคนใบหน้าน่าเกลียดเสียยิ่งกว่าหัวผักกาดเหี่ยว ขณะเดียวกันเรื่องขององค์ชายห้าและซ่างกวนเจี๋ยอวี๋นั้นกำลังเป็นที่ร้อนแรงและถกเถียงกันไท่จื่อกลับคืนวังหลวงด้วยอาการบาดเจ็บเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็มีข่าวดีว่าหวงไท่จื่อเฟยเองก็ปลอดภัยดีวันนี้มิ่งจูมาเยี่ยมไท่จื่อในตำหนัก นางหอบร่างที่หน้าท้องนูนเล็กน้อยเดินเข้ามาในห้องบรรทม ใบหน้างดงามตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อมองฝูซิน ท่าทางเวทนาที่แสดงออกนั้นมาพร้อมกับวาจาอันไพเราะ “พี่หญิงหายตัวไปนาน มิ่งจูเป็นห่วงเหลือเกิน ทราบมาว่าท่านหายไปกับองครักษ์ของไท่จื่อ เกิดอะไรขึ้นหรือ”จ้าวลั่วเอินที่กำลังตรวจอาการให้จื่อเว่ยซึ่งนอนหลับสนิทมุมปากก







