LOGINฝูซินคิดว่าตัวนางเองนั้นขวัญกล้าเทียมฟ้า แม้ว่าจะยืนอยู่ต่อหน้าศัตรูก็ไม่มีหวั่นเกรง ทว่าหลังจากที่ขันทีนำทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งรายล้อมด้วยดอกเหมยสีแดงบานสะพรั่ง แต่บริเวณโดยรอบสิ่งก่อสร้างแห่งนี้กลับมิได้มีพื้นหิมะหนาเป็นชั้นดังเช่นจุดอื่นๆ ในเขตพระราชฐานของต้าฉิน
ขันทีนำทางหยุดชะงักหน้าประตู ขันทีและนางกำนัลที่เฝ้าตำหนักต่างก็ย่อกายก้มศีรษะให้กับจื่อเว่ย
“ฉงเยว่ไท่จื่อเสด็จ…” ขันทีหน้าพระตำหนักเอ่ยขาน บานประตูพลันเปิดออก
จื่อเว่ยก้าวนำเข้าไปด้านใน ฝูซินเดินตามด้วยอากัปกิริยาสำรวมเรียบร้อย แม้ว่านางจะไม่ชอบใจที่ต้องเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ แม้จะหวาดระแวงว่านางอาจไม่รอดกลับไปยังแคว้นเว่ย กระนั้นแล้วก็ทำได้เพียงปลุกปั่นขวัญกำลังใจให้ลุกโชนพร้อมรับมือ
ด้านในมิได้มีเพียงจักรพรรดิและเว่ยหวางฝูเจี้ยน แต่มีขุนนางคนสนิทขององค์จักรพรรดิราวสองสามคน ถัดจากฝูเจี้ยนก็คือองค์หญิงเซวียนหลิน องค์หญิงเก้าแห่งแคว้นเว่ย
“ถวายพระพรเสด็จพ่อ”
“ถวายพระพรฉินเยว่หวงตี้ ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่น หมื่น ปี”
“ตามสบาย” สุรเสียงของจักรพรรดิแห่งต้าฉินทุ้มต่ำ ตรัสออกมาอย่างไม่ใคร่สนใจธรรมเนียมนัก
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
ฝูซินก้มหน้าให้ต่ำที่สุด ไม่อาจเงยหน้าสบพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิได้ มิใช่เพราะนางเกรงกลัว แต่เป็นเพราะความเกลียดชังที่ท่วมท้นในอก เกรงว่าหากนางเงยหน้าขึ้นมา จักรพรรดิแห่งต้าฉินคงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกในใจเป็นแน่แท้
“นี่น่ะหรืออู่กงจู่แห่งแคว้นเว่ย” จักรพรรดิทรงตรัสถาม พระสุรเสียงเรียบเรื่อย
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ”
“ว่ากันว่าธิดาของเว่ยหวางมีดวงตาที่งดงามยิ่งกว่าสตรีใดในใต้หล้า แต่ก็กล่าวขานกันว่าคนที่มีดวงตาที่งดงามที่สุดก็คือองค์หญิงห้า ฝูซิน เราได้เห็นหน้าองค์หญิงเก้าแล้ว ไหนเจ้าลองเงยหน้าขึ้นมาให้เราดู”
“เสด็จพ่อบอกให้เจ้าเงยหน้า” จื่อเว่ยกระซิบ
ฝูซินสูดลมหายใจลึก กลั้นใจเงยหน้าขึ้น
จักรพรรดิแห่งต้าฉินทอดพระเนตรดวงหน้าของฝูซิน สบกับดวงตาสีน้ำตาลที่บัดเดี๋ยวเข้มข้น บัดเดี๋ยวอ่อนจางของนางด้วยความสนพระทัย พระเนตรคมกริบพิศมองผิวกายเนียนละเอียดที่เข้มกว่าสตรีทั่วไปอยู่บ้าง กระนั้นแล้วก็ไม่อาจละสายตาไปจากเรียวคิ้วเรียงตัวสวยที่รับกับดวงตาของนางได้เลย
สายพระเนตรพลันสะดุดกับกลีบปากแดงระเรื่อที่มีจ้ำเลือดน้อยๆ ก่อนจะเบนไปยังโอรสของพระองค์ที่ยืนเคียงข้างนางราวกับว่าสนิทสนมกันมานาน
“ไม่ผิดหวัง องค์หญิงฝูซินมีดวงตางดงาม อีกทั้งเรียวคิ้วของเจ้ากลับทำให้เราตระหนักได้ว่าความงามตามธรรมชาติคืออะไร สตรีต้าฉินของเราต่างก็พากันโกนขนคิ้วกันจนเกลี้ยงเกลา จนเราไม่กล้ามองใบหน้าของพวกนางยามที่ปราศจากเครื่องประทินโฉมเสียแล้ว องค์หญิงเซวียนหลินงดงามบอบบาง กิริยางดงามเย้ายวน ทว่าดวงตากลับมิได้ตรึงตราจิตใจผู้คนเท่าเจ้า เว่ยหวางฝูเจี้ยน แน่ใจหรือว่าจะให้ทั้งสองคนนี้มาพักอยู่ที่ต้าฉิน”
“ทูลฝ่าบาท น้องสาวของกระหม่อมทั้งสองยังมิได้ออกเรือน หากปล่อยให้อยู่แคว้นเว่ย เกรงว่าพวกนางจะอยู่โยงเฝ้าตำหนัก ฝ่าบาทน่าจะทรงเข้าพระทัยดีว่าการปล่อยให้บุปผาเบ่งบานโดยไร้คนชื่นชมน่าเสียดายเพียงใด อย่างน้อยครั้งนี้ ฝูซินก็มิได้มาเสียเที่ยวพ่ะย่ะค่ะ”
ถ้อยคำคล้ายแทงถูกจุดทำให้องค์จักรพรรดิแย้มพระสรวลบางเบา มิได้ถือสาหาความคนพูดแต่อย่างใด
“หืม…นางมีคนดูแลแล้วหรือ”
ฝูเจี้ยนหันไปสบตากับจื่อเว่ย กิริยาของทั้งสองตกอยู่ภายใต้สายพระเนตรขององค์จักรพรรดิทั้งหมด
ทันใดนั้นโอรสสวรรค์ก็ทรงพระสรวลเสียงกังวาน
“ฮ่าๆ ตอนแรกเราคิดว่าจะส่งฝูซินไปอยู่กับองค์ชายใหญ่ ส่วนเซวียนหลินให้ไปอยู่กับองค์หญิงรอง มิคาดว่าไท่จื่อของเรากลับมีบุพเพกับนาง”
จื่อเว่ยหัวเราะตาม ตอบรับด้วยเสียงรื่นเริง “ทูลเสด็จพ่อ องค์หญิง
ฝูซินมีใจปฏิพัทธ์ต่อลูกจนทนไม่ไหว ถึงขนาดที่มาเยือนถึงประตูตำหนักจื่อเยว่ของลูก ทว่ากลับบังเอิญพบเจอกับน้องแปดจนเกิดความเข้าใจผิด สุดท้ายถูกนางทำร้ายจนได้รอยแผล ลูกในฐานะเจ้าของตำหนัก จึงถือโอกาสสั่งโบยนางเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่สตรีฝ่ายในนางอื่น“ส่วนเรื่ององค์หญิงฝูซินมีใจให้ลูกนั้น ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบรับน้ำใจของนางได้ ลูกทราบว่าเสด็จพ่อมีน้ำพระทัยกว้างขวางดุจมหาสมุทร ทรงโปรดพระราชทานอนุญาตให้ลูกกับนางได้ศึกษานิสัยใจคอกันด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าอยากศึกษาดูใจนางรึ”
“พ่ะย่ะค่ะ…สตรีต้าฉินล้วนมีรสชาติจืดชืด สู้ชายหนุ่มฉกรรจ์ในสังกัดองครักษ์หลวงมิได้สักคน หากให้ลูกได้มีโอกาสศึกษาดูใจสตรีที่เคยอยู่ในสังกัดกองทัพ มิคาดว่าอาจจะเป็นการช่วยส่งเสริมบุพเพและวาสนาให้ลูกกับนางพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดจาเลื่อนเปื้อนของจื่อเว่ยทำให้พระพักตร์ขององค์จักรพรรดิเผือดสีเล็กน้อยอับอายเกินกว่าจะขัดคำขอพระราชทานสตรีนางหนึ่งได้ ยิ่งเมื่อจื่อเว่ยประกาศถึงรสนิยมอันวิปริต พระองค์เองก็ทรงจนพระทัยที่จะแก้ไขแล้ว
“ตามใจเจ้าก็แล้วกัน”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
จื่อเว่ยหันมาคลี่ยิ้มอบอุ่นให้ฝูซิน กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนนางสั่นสะท้านไปทั้งกาย
“ต่อไปนี้เจ้าคือคนของตำหนักจื่อเยว่ ในฐานะแขกของข้า หลังจากนี้เราสองคนจะได้ใช้เวลาศึกษาดูใจกันเสียที เห็นแก่ที่องค์หญิงมีใจต่อจื่อเว่ย องค์หญิงมิต้องกังวลว่าจะถูกรังแกดังเช่นที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อีก ข้าจะดีกับเจ้าให้มากๆ”
ใบหน้าของฝูซินคล้ายเป็นตะคริว นางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ครั้นหันไปขอความช่วยเหลือจากเสด็จพี่ ก็เห็นเขาส่งสัญญาณเป็นเชิงให้นางตอบรับ
ฝูซินกลืนน้ำลาย เรื่องนี้ต้องไล่เลียงกับเสด็จพี่ของนางให้ได้ ทว่าตอนนี้ทำได้เพียงฉีกยิ้มอัปลักษณ์ที่สุดในความคิดของนาง กล่าวด้วยถ้อยคำซาบซึ้งสุดประมาณ
“ขอบพระทัยฝ่าบาท บุพเพที่พระองค์สร้างให้ ฝูซินจะไม่มีวันลืมเพคะ”
แท้จริงแล้วเถ้าแก่โรงเตี๊ยมริมทะเลสาบก็คือผู้คุมกฎของสำนักคุ้มภัยที่จื่อเว่ยเปิดไว้อย่างลับๆ เนื่องด้วยต้าฉินแม้จะสถาปนาเป็นอาณาจักรใหญ่ รวมทั้งสามารถทำให้สองแคว้นใหญ่อย่างแคว้นเว่ยและแคว้นฉู่สวามิภักดิ์ได้ แต่กระนั้นแคว้นลำดับรองลงมาทั้งหลายก็ยังมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ฉินเยว่หวงตี้จึงไม่สามารถบีบคั้นเพื่อสืบสาวราวเรื่องได้จื่อเว่ยอาศัยที่มีอาจารย์เป็นเพียงผู้อาวุโสที่ไม่ได้รับราชการในสำนัก มิใช่มหาราชครูดังเช่นอาจารย์ของพี่น้องคนอื่น หลังจากรับรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นภายใต้ฉากหน้าที่สงบสุขของแผ่นดิน อาจารย์ของเขาจึงเสนอให้จัดตั้งหน่วยข่าวกรองขึ้นมาเสียเอง ภายนอกผู้คนต่างก็คิดว่าสำนักคุ้มภัยเฟิงอวิ๋นคือสำนักคุ้มภัยที่เฟิงเสียนจีรับช่วงต่อมาจากบิดา แต่มีคนน้อยนักที่รู้ว่าสกุลเฟิงของเฟิงเสียนจี เป็นคนละสาขากับสกุลเฟิงของสำนักคุ้มภัยเฟิงอวิ๋น ซึ่งจื่อเว่ยใช้หยาดเหงื่อต่างน้ำ ทำงานให้กับองค์จักรพรรดิเพื่อแลกกับทองจำนวนหนึ่งมาซื้อกิจการสำนักคุ้มภัยไว้ โดยที่ได้เฉินเจิ้งหานอดีตแม่ทัพในฉินหวางพระองค์ก่อนและลูกน้องอีกจำนวนหนึ่งมาช่วยดูแลภายใน ห
“มีอะไรจะรายงานข้า”น้ำเสียงนั้นดังทุ้มกังวาน แฝงกลิ่นอายอันตรายสามสี่ส่วน เปลวไฟจากคบเพลิงในห้องสี่เหลี่ยมไหววูบ ก่อเกิดเป็นเส้นสายแปลกตาบนใบหน้าทะมึนของชายหนุ่มที่นั่งตรงหัวโต๊ะ“มีคนกว้านซื้อแร่เหล็กจากพ่อค้าในเมืองเล็กๆ มากักตุนไว้จนหมดตลาด รวมไปถึงดินประสิวและมูลค้างคาวจำนวนมาก ป่าไม้ทางแถบทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นสู่ถูกตัดโค่นไปกินอาณาบริเวณรัศมีหลายสิบลี้ แต่ยังมิได้ขนย้าย คาดว่าเมื่อถึงคราวหน้าน้ำ ลำน้ำสวินเหอจะเป็นกุญแจสำคัญพ่ะย่ะค่ะ”“ทางแคว้นสู่ว่าอย่างไร ตัดไม้มากมายขนาดนี้ มิได้แจ้งทางการหรอกรึ”“คนของเราแจ้งว่า เป็นคหบดีคนหนึ่งจะสร้างบ้านพ่ะย่ะค่ะ แต่ก็มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในพื้นที่อื่นบ้างประปราย”“สั่งคนของเราจับตาดูไปก่อน ไม้เป็นของชิ้นใหญ่ หากจะเคลื่อนย้ายย่อมเป็นที่จับตามอง ทว่าพ่อค้าที่สามารถกว้านซื้อแร่เหล็กได้ หากไม่ได้รับหนังสืออนุญาตจากทางการ ก็เป็นไปได้ว่าซื้อในนามของพ่อค้าจำนวนมาก” เขานิ่งคิด “ทางจูเหอจื่อเป็นอย่างไร”“คุณชายรองบอกว่าหลังจากที่ข่าวลือแพร่ออกไป คนต่างถิ่นก็มากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”“มีอะไรอีกหรือไม่”“ทางสำนักคุ้มภัยเตรียมที่พักให้พร้อมแล้ว ทว่าช่วง
ปลายยามซวี[1]จื่อเว่ยสั่งให้ซีจื่อหลางหยุดขบวนรถม้าใกล้หมู่บ้านริมทะเลสาบซีเจ๋อ ขบวนรถม้าจอดเทียบหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผู้สัญจรมากมาย องครักษ์หนุ่มสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมมา ครั้นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมสบตากับซีจื่อหลางก็จดจำได้ในทันทีเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ไม่คล้ายกับวาณิชทั่วไปนัก เขาสั่งการให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตระเตรียมห้องพักและอาหารครั้นสั่งการเสร็จ เถ้าแก่จึงเดินเข้ามาใกล้กับประตูรถม้า พูดขึ้นว่า “นายท่าน เชิญขอรับ”“อืม…” จื่อเว่ยตอบรับคำหนึ่งแล้วกันมาพูดกับฝูซิน “ลงไปกันเถอะ”ฝูซินพยักหน้า รอให้จื่อเว่ยลงจากรถม้า จากนั้นจึงตามไปภาพที่ชายหนุ่มประคองหญิงสาวลงจากรถม้า ได้ติดตรึงตราในใจเหล่าบริวารของจื่อเว่ยนับแต่นั้นมา“พวกเขาตกใจอะไรกันหรือ” ฝูซินเห็นแต่ละคนอ้าปากค้างก็เกิดความสงสัย ทว่าเพียงพริบตาเดียวคนเหล่านั้นก็มองนกมองไม้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่ล่ะ…ไท่จื่อเล่นปรายตามองขนาดนั้น ผู้ใดจะขวัญกล้าเทียมฟ้าได้เล่า“คารวะนายท่าน…”“ฟูเหริน” จื่อเว่ยบอก“คารวะฟูเหริน” ดวงตาของเถ้าแก่เป็นประกาย ก้มศีรษะประสานมือคารวะ ด้านหลังเขาคือชายฉกร
หลังจากข้ามสะพานไม้ไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำก็พบว่ามีรถม้าจอดรออยู่ก่อนแล้ว ถูฟางและถูฟงแตกตื่นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีองครักษ์ที่รออยู่ไม่ต่ำกว่าสิบนาย“ซ่านจื่อ…เจ้าเป็นแค่ใต้เท้าธรรมดาจริงหรือ” ถูฟงถามขึ้น สีหน้าหวาดระแวงอย่างถึงที่สุด“กลัวรึ” จื่อเว่ยถามกลับ แววตาเย็นชาวาบผ่าน ภายใต้แสงคบเพลิงแลดูน่ากลัวอย่างยิ่งถูฟงสะดุ้ง “ใครบอก!”“รถม้าสำหรับนายท่านและฟูเหริน เจ้าสองคนควรจะขี่ม้าเป็นกระมัง” ซีจื่อหลางกล่าวขึ้น จูงม้าสองตัวมาใกล้คนทั้งสองถูฟงเห็นม้าก็ตาวาว รีบเข้ามาลูบคลำแล้วพูดน้ำเสียงอ่อนลง “ม้าดี…ม้าดี ขอบใจเจ้ามาก”“อาฟาง มาสิ”ถูฟางมองรถม้าตาละห้อย แม้นางจะเติบโตในชนเผ่าที่ย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยเปื่อย แม้จะคุ้นเคยกับการขี่ม้า ทว่านางเองก็อยากนั่งรถม้านี่นา“อาฟาง เจ้าขี่ม้าไม่เป็นรึ”ครั้นจื่อเว่ยถามขึ้น ถูฟางก็มีเสีหน้าเลิ่กลั่ก บิดแขนไปมาแล้วกล่าวอย่างขัดเขินว่า “เป็นสิ ข้าย่อมขี่ม้าเป็นอยู่แล้ว พี่ซ่านจื่อไม่ต้องเป็นห่วง ข้าถูฟางร่างกายแข็งแรง ขี่ม้าเรื่องเล็ก เรื่องอุ้มท้องยิ่ง…แค่ก!”ถูฟงเอามืออุดปากน้องสาว “หุบปาก เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหลอะไร”จื่อเว่ยเลิกสนใจคนทั้งสอง เขาพยุงฝ
“ฟูจวิน…เหตุใดท่านจึงเดินเปลือยอกไปมาในบ้านเช่นนี้” ฝูซินเอ่ยขึ้น นางยกสำรับเข้ามาในบ้าน อาหารสองสามอย่างที่นางทำส่งกลิ่นหอมกรุ่นจนตัวโง่งมในท้องของจื่อเว่ยร้องครวญครางไม่หยุด จื่อเว่ยไหวไหล่น้อยๆ คว้าเพียงเสื้อตัวนอกสวมคลุมเรือนกายอย่างลวกๆ แล้วนั่งลงรอให้นางปรนนิบัติอย่างเคยชิน ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เผื่อว่าเจ้าจะติดใจแผงอกกำยำของข้าจนไม่อยากทำงานบ้านบ้าง”มือที่ตักข้าวของนางชะงัก ฝูซินปรายตามองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกสะดุดใจกับรอยแผลบนผิวกายของเขาจึงอดถามไม่ได้ “ท่านเคยยกทัพจับศึกมาก่อนหรือ เหตุใดนอกจากรอยแผลจากธนูแล้วยังมีรอยแผลแปลกๆ อีกสองสามรอย”จื่อเว่ยใช้มือแหวกอกเสื้อ ชี้รอยแผลให้นางดู “สองรอยนี้หรือ”“อืม” นางพยักหน้า เก็บถาดอาหารไว้บนชั้นวางแล้วนั่งลงตรงข้ามกับเขา ท่าทางการจับตะเกียบเรียบง่ายเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง “เห็นทีว่ารอยแผลนี้คงสำคัญมาก เพราะที่จริงด้วยสภาพร่างกายของท่าน เพียงรักษาอย่างถูกวิธี บาดแผลก็คงจางลงไม่ต่างกับรอยธนู”จื่อเว่ยคีบเนื้อให้นาง ท่าทางยามกินอยู่ร่วมกันของทั้งสองมิได้ประดักประเดิดแต่อย่างใด ชายหนุ่มหญิงสาวผลัดกั
อากาศช่วงปลายวสันต์ยังไม่คลายความหนาวเย็นเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีฝนโปรยปรายเป็นระยะเสียจนผู้คนตระเตรียมการเพาะปลูกไม่ทัน ทิวทัศน์รอบหมู่บ้านของชนเผ่าหมาป่าแดงเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง พลอยทำให้ความเงียบเหงาจากช่วงฤดูหนาวบรรเทาเบาบางลงบ้าง“หูเตี๋ย ซ่านจื่อ มีใครอยู่หรือไม่” ถูฟงตะโกนเรียกแข่งกับเสียงของฝนที่เทกระหน่ำลงมา ชายหนุ่มชะเง้อคอมองหาคนทั้งสอง เตาไฟยังมีควันอยู่ แต่ประตูบ้านเรือนกลับปิดสนิทไม่คล้ายมีคนอยู่ถูฟงวางห่อผ้าในมือไว้บนแคร่ไม้ไผ่ ครั้นจะเปิดประตูเพื่อเข้าไป พลันเห็นว่าจื่อเว่ยกำลังแง้มประตูมองเขาอยู่ด้วยแววตาเย็นชา จื่อเว่ยสวมแต่เพียงกางเกงตัวเดียว เผยมัดกล้ามแน่นตึงและร่องรอยแดงจ้ำที่เกิดจากศึกอันดุเดือดในยามค่ำคืน ซึ่งทำให้ถูฟงเองก็อดกลืนน้ำลายด้วยความริษยาในใจไม่ได้ “มีอะไร”เพียงเห็นสภาพของจื่อเว่ย ผู้มาเยือนก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าข้างในมีอะไรเกิดขึ้น ด้วยความกระอักกระอ่วนจึงรีบคว้าห่อผ้าโยนให้เจ้าของบ้าน กล่าวด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นแฝงความขุ่นข้องอยู่ในทีถูฟงจอมริษยามีหรือจะรู้เท่าทันจอมเจ้าเล่ห์อย่างจื่อเว่ย เขาจงใจแสดงออกขนาดนี้ ที่ไม่ยอมสวมใส่เสื้อก็เพ







