Masukเหตุการณ์ลอบสังหารไท่จื่อแห่งต้าฉินย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ทุกตำหนักถูกคุมเข้มด้วยหน่วยองครักษ์หลวงและทหารยาม องค์จักรพรรดิเองก็ทรงคลางแคลงพระทัยในเรื่องที่เกิดขึ้นกับไท่จื่อไม่น้อย ทั้งยังสงสัยในตัวเว่ยหวางฝูเจี้ยนกว่าใคร แต่เป็นเพราะหน่วยซุ่มโจมตีที่มุ่งหมายทำร้ายจื่อเว่ยกลับใช้ศรลับที่ผลิตโดยต้าฉิน การกล่าวหาเว่ยหวางที่เคลื่อนกำลังพลจำนวนมากเข้ามาประชิดเมืองโดยอาศัยข้ออ้างว่าใช้มาเพื่อคุ้มครององค์หญิงทั้งสองจึงตกไป
ความมืดโรยตัวปกคลุมทั่วเขตพระราชฐานแห่งต้าฉิน ฝูเจี้ยนถูกรับรองในตำหนักถัดไปไม่ไกลจากตำหนักจื่อเยว่ของจื่อเว่ย ขณะเดียวกันนั้นองค์จักรพรรดิก็ส่งหมอหลวงมาสองคน คนหนึ่งมาดูอาการของฝูซิน อีกคนส่งไปยังท้ายตำหนักจื่อเยว่
ตำหนักที่มีกฎเกณฑ์เข้มงวดที่สุดก็คือตำหนักจื่อเยว่ องค์หญิงปาเซียนกลายเป็นผู้มาเยือนที่มักถูกลงโทษอยู่เสมอ โดยปกติจะเป็นการลงโทษให้นั่งสำนึกผิดครึ่งชั่วยาม ทว่าครั้งนี้จื่อเว่ยถึงขั้นสั่งโบยตามกฎ ซึ่งก็คือโบยด้วยไม้บุผ้านวมจำนวนยี่สิบไม้ กับข้ารับใช้ถือว่าเป็นเรื่องที่ปรานีอย่างสุดซึ้ง แต่เทียบกันแล้ว ก็ไม่ต่างกับการฉีกหน้าองค์หญิงปาเซียนต่อหน้าธารกำนัลแม้แต่น้อย
หลังจากเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ จื่อเว่ยจึงอ้างน้ำใจกับแขกเมืองอย่าง
ฝูเจี้ยนด้วยการต้อนรับขับสู้อย่างดีหิมะรอบระเบียงตำหนักที่ใช้รับรองโปรยปรายอย่างเงียบงัน ชายหนุ่มสองคนดวลสุรากันอย่างออกรสคล้ายกับสหายสนิทที่ไม่ได้พบเจอกันนาน ทว่าในสายตาของคนนอก ความคิดที่มีต่อไท่จื่อของตนกับเว่ยหวางผู้นี้กลับเต็มไปด้วยความพิสดาร
“นางเป็นอย่างไรบ้าง”
“หมอตรวจอาการแล้ว ยังถือว่าไม่เป็นอะไรมากกระมัง แผลแค่นั้นเล็กน้อยนัก”
ฝูเจี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ดวงตาสีน้ำตาลยามต้องแสงไฟเป็นประกายงดงามราวกับสามารถดูดดึงจิตวิญญาณของผู้คนให้ออกจากร่างได้ ใบหน้าที่ถอดแบบจากอดีตเว่ยหวางที่สิ้นพระชนม์ไปหล่อเหลาคมเข้ม ทว่าด้วยเพราะผิวเนื้อที่ต้องแสงแดดเป็นประจำ จึงคล้ำกว่าชาวเว่ยทั่วไปมากนัก เมื่ออยู่กับจื่อเว่ย จึงดูดุดันห้าวหาญอย่างยิ่ง
“ยกพลมาอย่างเอิกเกริก สิ้นเปลืองกำลังทรัพย์ไปไม่น้อย”
มุมปากของฝูเจี้ยนกระตุกน้อยๆ วางจอกสุราลงกับโต๊ะจนเกิดเสียงดังเบาๆ “จะขุดบ่อล่อปลาใหญ่ทั้งที ไม่เอิกเกริกได้อย่างไร”
“หึ…กลับไม่ทันขึ้นมา จะหาว่าข้าไม่เตือน”
“พูดเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเจ้าดูถูกพี่น้องของข้ามากไปแล้ว”
จื่อเว่ยซดสุราหมดจอก เรียวลิ้นเลียริมฝีปากตนเองชุ่มฉ่ำ “เรื่องนี้ข้าคงเถียงไม่ออก เจอฤทธิ์นางเข้าไป ทำให้สิ้นเปลืองแรงไปไม่น้อย”
“เช่นนี้ยังคิดจะรั้งนางให้อยู่อีกหรือ”
จื่อเว่ยซัดสุราร้อนแรงลงคอ เพียงแต่กระตุกยิ้มบางเบา แสงเงาที่ตกกระทบบนใบหน้าพลันทำให้บังเกิดเค้าโครงที่ผิดแผกไปจากทุกที ทั้งดูลึกลับ หล่อเหลา และน่าหวั่นเกรงในเวลาเดียวกัน
ฝูเจี้ยนแค่นเสียงหัวเราะแห้งแล้ง ก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน “อยากได้อะไรก็ต้องลงทุนลงแรง อย่าลืมคำพูดที่บอกกับข้าเสียล่ะ”
“หึ…อย่ารีบร้อนก็พอ”
“จักรพรรดิสร้างบุพเพให้ ไม่ง่ายดายเลยจริงๆ”
“ขึ้นอยู่กับว่าผู้พูดเป็นใคร”
“อา…ข้าเถียงไม่ออก องค์ชายวิปลาสอย่างเจ้า คงทำให้พระองค์ยามนอนไม่อาจข่มพระเนตรได้สนิทกระมัง”
“หึๆ เท่านี้ยังน้อยไป”
“เอาเถอะ น้องสาวข้าเอง นางปักใจเชื่อว่าเจ้าเป็นเช่นนั้น ทั้งยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ต้องลำบากเจ้าแล้ว”
“ข้ามีเวลาเท่าไร”
“อย่างมากสามปี”
จื่อเว่ยเท้าคางบนโต๊ะ สาบเสื้อแบะออกเผยให้เห็นแผงอกวับแวม เขาหรี่ตามองฝูเจี้ยน ก่อนจะขบเม้มริมฝีปากล่างอย่างยั่วเย้า อากัปกิริยาไร้ยางอายเช่นนี้ ฝูเจี้ยนกลับมองด้วยสายตาเย็นชา ทว่าคนที่เดือดร้อนกลับเป็นผู้มาใหม่ที่พุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างคนสองคน
“เสด็จพี่ ดึกดื่นค่อนคืนหิมะโปรยปราย อากาศเย็นจัดเช่นนี้ อาจทำให้ท่านไม่สบายได้ กลับห้องเถิดเพคะ”
ผู้มาใหม่คือฝูซิน นางอาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดของสตรีสีฟ้าอ่อน ศีรษะมวยขึ้นอย่างลวกๆ ดูก็รู้ว่ารีบออกมาเพียงไหน ที่รอคอยอย่างเงียบสงบอยู่ไม่ไกลก็คือนางกำนัลที่ตามมารับใช้จากแคว้นเว่ย
กลิ่นของกายสาวหอมกรุ่น อาภรณ์พอดีตัวรัดรึงจนเผยเค้าโครงบนร่างกายเด่นชัด ทว่าฝูซินเป็นห่วงความปลอดภัยของฝูเจี้ยนมากกว่าความเรียบร้อยของตนเอง นางจึงจงใจผลักไสให้จื่อเว่ยขยับออกไปให้ไกลที่สุด
แววตาของฝูเจี้ยนมีประกายขบขันวาบผ่าน เขาหันมาสำรวจฝูซิน มือสากสัมผัสพวงแก้มของนางด้วยความเอ็นดู
“วันนี้เป็นอย่างไร ตื่นเต้นมากหรือไม่”
ฝูซินชะงัก เมื่อคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมาแววตาของนางก็พลันขุ่นมัว กดเสียงต่ำเอ่ยกับฝูเจี้ยน “บอกข้าดีๆ ก็ได้ ไยต้องคิดอุบายเช่นนี้ หากเกิดข้าพลาดสังหารเขาขึ้นมา แล้วจะทำอย่างไร”
จื่อเว่ยแทบจะหัวร่องอหงาย เขาอมยิ้มบางๆ มิได้ขยับหนีตามแรงเบียดของฝูซิน ทั้งยังถือโอกาสนี้ขยับเข้าแนบชิดกับแผ่นหลังของนางอย่างแนบเนียน “พลาดสังหารข้าหรือ…หากข้าไม่ปล่อยโอกาส แม้แต่เส้นผม เจ้าก็จะไม่ได้สัมผัส”
“หึ…แต่งเรื่องว่าข้ามีใจให้เจ้า ไร้ยางอายสิ้นดี”
“ซินเอ๋อร์” ฝูเจี้ยนเรียกนางเสียงเข้ม “อย่างไรเขาก็เป็นถึงไท่จื่อของต้าฉิน จะทำอะไรให้เกียรติเขาสักนิด จะได้ไม่ถูกผู้อื่นก่นด่าถึงบิดามารดาว่าไม่สั่งสอนธรรมเนียมอันพึงปฏิบัติ”
ฝูซินเม้มปาก แววตาของนางไม่ยินยอม ทว่าคำพูดที่เปล่งออกมาราวกับถูกบังคับให้กลืนยาขมนั้นกลับทำให้จื่อเว่ยกระตุกยิ้ม “ไท่จื่อพูดจาไม่ระมัดระวังเช่นนี้ ฝูซินมีแต่เสียหาย”
“แต่หากบอกทุกคนว่าเจ้าบุกห้องข้าเพราะคิดสังหาร เจ้าว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป”
นางหันขวับ ประกายตาวาววับราวกับแม่เสือ “เพราะอุบายต่ำช้าของท่าน ทำให้ข้าจับพลัดจับผลูมาต่างหากเล่า”
“หึ…อุบายนี้พี่ชายเจ้าเป็นคนคิด”
ฝูซินชะงัก ขมวดคิ้วมองฝูเจี้ยนอย่างไม่เชื่อสายตา “เสด็จพี่”
ฝูเจี้ยนยิ้มแห้ง บีบแก้มของฝูซินอย่างเอ็นดู “พี่ชายทำไปเพื่อให้น้องสาวปลอดภัย อีกอย่างจื่อเว่ยคิดตกลงปลงใจกับเจ้า เช่นนี้ก็ถือว่าข้าทำหน้าที่แทนเสด็จพ่อได้ลุล่วงแล้ว”
“อะไรนะ…เสด็จพี่ล้อเล่นแรงเกินไปแล้ว ฝูซินมิอาจอยู่ร่วมโลกกับบุรุษใจ…ได้อย่างแน่นอน”
นางนิ่วหน้า แค่คิดก็ขนลุกขนพองแล้ว
จื่อเว่ยยิ้มร้ายกาจ ซัดสุราร้อนแรงลงลำคอประหนึ่งน้ำเปล่า
“ถั่วในมือหนึ่งกำเจ้ารู้แค่ว่ามันคือถั่ว ทว่ากลับมิอาจล่วงรู้ว่าในมือข้ามีถั่วกี่เม็ด องค์หญิง…เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”
แท้จริงแล้วเถ้าแก่โรงเตี๊ยมริมทะเลสาบก็คือผู้คุมกฎของสำนักคุ้มภัยที่จื่อเว่ยเปิดไว้อย่างลับๆ เนื่องด้วยต้าฉินแม้จะสถาปนาเป็นอาณาจักรใหญ่ รวมทั้งสามารถทำให้สองแคว้นใหญ่อย่างแคว้นเว่ยและแคว้นฉู่สวามิภักดิ์ได้ แต่กระนั้นแคว้นลำดับรองลงมาทั้งหลายก็ยังมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ฉินเยว่หวงตี้จึงไม่สามารถบีบคั้นเพื่อสืบสาวราวเรื่องได้จื่อเว่ยอาศัยที่มีอาจารย์เป็นเพียงผู้อาวุโสที่ไม่ได้รับราชการในสำนัก มิใช่มหาราชครูดังเช่นอาจารย์ของพี่น้องคนอื่น หลังจากรับรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นภายใต้ฉากหน้าที่สงบสุขของแผ่นดิน อาจารย์ของเขาจึงเสนอให้จัดตั้งหน่วยข่าวกรองขึ้นมาเสียเอง ภายนอกผู้คนต่างก็คิดว่าสำนักคุ้มภัยเฟิงอวิ๋นคือสำนักคุ้มภัยที่เฟิงเสียนจีรับช่วงต่อมาจากบิดา แต่มีคนน้อยนักที่รู้ว่าสกุลเฟิงของเฟิงเสียนจี เป็นคนละสาขากับสกุลเฟิงของสำนักคุ้มภัยเฟิงอวิ๋น ซึ่งจื่อเว่ยใช้หยาดเหงื่อต่างน้ำ ทำงานให้กับองค์จักรพรรดิเพื่อแลกกับทองจำนวนหนึ่งมาซื้อกิจการสำนักคุ้มภัยไว้ โดยที่ได้เฉินเจิ้งหานอดีตแม่ทัพในฉินหวางพระองค์ก่อนและลูกน้องอีกจำนวนหนึ่งมาช่วยดูแลภายใน ห
“มีอะไรจะรายงานข้า”น้ำเสียงนั้นดังทุ้มกังวาน แฝงกลิ่นอายอันตรายสามสี่ส่วน เปลวไฟจากคบเพลิงในห้องสี่เหลี่ยมไหววูบ ก่อเกิดเป็นเส้นสายแปลกตาบนใบหน้าทะมึนของชายหนุ่มที่นั่งตรงหัวโต๊ะ“มีคนกว้านซื้อแร่เหล็กจากพ่อค้าในเมืองเล็กๆ มากักตุนไว้จนหมดตลาด รวมไปถึงดินประสิวและมูลค้างคาวจำนวนมาก ป่าไม้ทางแถบทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นสู่ถูกตัดโค่นไปกินอาณาบริเวณรัศมีหลายสิบลี้ แต่ยังมิได้ขนย้าย คาดว่าเมื่อถึงคราวหน้าน้ำ ลำน้ำสวินเหอจะเป็นกุญแจสำคัญพ่ะย่ะค่ะ”“ทางแคว้นสู่ว่าอย่างไร ตัดไม้มากมายขนาดนี้ มิได้แจ้งทางการหรอกรึ”“คนของเราแจ้งว่า เป็นคหบดีคนหนึ่งจะสร้างบ้านพ่ะย่ะค่ะ แต่ก็มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในพื้นที่อื่นบ้างประปราย”“สั่งคนของเราจับตาดูไปก่อน ไม้เป็นของชิ้นใหญ่ หากจะเคลื่อนย้ายย่อมเป็นที่จับตามอง ทว่าพ่อค้าที่สามารถกว้านซื้อแร่เหล็กได้ หากไม่ได้รับหนังสืออนุญาตจากทางการ ก็เป็นไปได้ว่าซื้อในนามของพ่อค้าจำนวนมาก” เขานิ่งคิด “ทางจูเหอจื่อเป็นอย่างไร”“คุณชายรองบอกว่าหลังจากที่ข่าวลือแพร่ออกไป คนต่างถิ่นก็มากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”“มีอะไรอีกหรือไม่”“ทางสำนักคุ้มภัยเตรียมที่พักให้พร้อมแล้ว ทว่าช่วง
ปลายยามซวี[1]จื่อเว่ยสั่งให้ซีจื่อหลางหยุดขบวนรถม้าใกล้หมู่บ้านริมทะเลสาบซีเจ๋อ ขบวนรถม้าจอดเทียบหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผู้สัญจรมากมาย องครักษ์หนุ่มสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมมา ครั้นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมสบตากับซีจื่อหลางก็จดจำได้ในทันทีเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ไม่คล้ายกับวาณิชทั่วไปนัก เขาสั่งการให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตระเตรียมห้องพักและอาหารครั้นสั่งการเสร็จ เถ้าแก่จึงเดินเข้ามาใกล้กับประตูรถม้า พูดขึ้นว่า “นายท่าน เชิญขอรับ”“อืม…” จื่อเว่ยตอบรับคำหนึ่งแล้วกันมาพูดกับฝูซิน “ลงไปกันเถอะ”ฝูซินพยักหน้า รอให้จื่อเว่ยลงจากรถม้า จากนั้นจึงตามไปภาพที่ชายหนุ่มประคองหญิงสาวลงจากรถม้า ได้ติดตรึงตราในใจเหล่าบริวารของจื่อเว่ยนับแต่นั้นมา“พวกเขาตกใจอะไรกันหรือ” ฝูซินเห็นแต่ละคนอ้าปากค้างก็เกิดความสงสัย ทว่าเพียงพริบตาเดียวคนเหล่านั้นก็มองนกมองไม้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่ล่ะ…ไท่จื่อเล่นปรายตามองขนาดนั้น ผู้ใดจะขวัญกล้าเทียมฟ้าได้เล่า“คารวะนายท่าน…”“ฟูเหริน” จื่อเว่ยบอก“คารวะฟูเหริน” ดวงตาของเถ้าแก่เป็นประกาย ก้มศีรษะประสานมือคารวะ ด้านหลังเขาคือชายฉกร
หลังจากข้ามสะพานไม้ไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำก็พบว่ามีรถม้าจอดรออยู่ก่อนแล้ว ถูฟางและถูฟงแตกตื่นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีองครักษ์ที่รออยู่ไม่ต่ำกว่าสิบนาย“ซ่านจื่อ…เจ้าเป็นแค่ใต้เท้าธรรมดาจริงหรือ” ถูฟงถามขึ้น สีหน้าหวาดระแวงอย่างถึงที่สุด“กลัวรึ” จื่อเว่ยถามกลับ แววตาเย็นชาวาบผ่าน ภายใต้แสงคบเพลิงแลดูน่ากลัวอย่างยิ่งถูฟงสะดุ้ง “ใครบอก!”“รถม้าสำหรับนายท่านและฟูเหริน เจ้าสองคนควรจะขี่ม้าเป็นกระมัง” ซีจื่อหลางกล่าวขึ้น จูงม้าสองตัวมาใกล้คนทั้งสองถูฟงเห็นม้าก็ตาวาว รีบเข้ามาลูบคลำแล้วพูดน้ำเสียงอ่อนลง “ม้าดี…ม้าดี ขอบใจเจ้ามาก”“อาฟาง มาสิ”ถูฟางมองรถม้าตาละห้อย แม้นางจะเติบโตในชนเผ่าที่ย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยเปื่อย แม้จะคุ้นเคยกับการขี่ม้า ทว่านางเองก็อยากนั่งรถม้านี่นา“อาฟาง เจ้าขี่ม้าไม่เป็นรึ”ครั้นจื่อเว่ยถามขึ้น ถูฟางก็มีเสีหน้าเลิ่กลั่ก บิดแขนไปมาแล้วกล่าวอย่างขัดเขินว่า “เป็นสิ ข้าย่อมขี่ม้าเป็นอยู่แล้ว พี่ซ่านจื่อไม่ต้องเป็นห่วง ข้าถูฟางร่างกายแข็งแรง ขี่ม้าเรื่องเล็ก เรื่องอุ้มท้องยิ่ง…แค่ก!”ถูฟงเอามืออุดปากน้องสาว “หุบปาก เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหลอะไร”จื่อเว่ยเลิกสนใจคนทั้งสอง เขาพยุงฝ
“ฟูจวิน…เหตุใดท่านจึงเดินเปลือยอกไปมาในบ้านเช่นนี้” ฝูซินเอ่ยขึ้น นางยกสำรับเข้ามาในบ้าน อาหารสองสามอย่างที่นางทำส่งกลิ่นหอมกรุ่นจนตัวโง่งมในท้องของจื่อเว่ยร้องครวญครางไม่หยุด จื่อเว่ยไหวไหล่น้อยๆ คว้าเพียงเสื้อตัวนอกสวมคลุมเรือนกายอย่างลวกๆ แล้วนั่งลงรอให้นางปรนนิบัติอย่างเคยชิน ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เผื่อว่าเจ้าจะติดใจแผงอกกำยำของข้าจนไม่อยากทำงานบ้านบ้าง”มือที่ตักข้าวของนางชะงัก ฝูซินปรายตามองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกสะดุดใจกับรอยแผลบนผิวกายของเขาจึงอดถามไม่ได้ “ท่านเคยยกทัพจับศึกมาก่อนหรือ เหตุใดนอกจากรอยแผลจากธนูแล้วยังมีรอยแผลแปลกๆ อีกสองสามรอย”จื่อเว่ยใช้มือแหวกอกเสื้อ ชี้รอยแผลให้นางดู “สองรอยนี้หรือ”“อืม” นางพยักหน้า เก็บถาดอาหารไว้บนชั้นวางแล้วนั่งลงตรงข้ามกับเขา ท่าทางการจับตะเกียบเรียบง่ายเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง “เห็นทีว่ารอยแผลนี้คงสำคัญมาก เพราะที่จริงด้วยสภาพร่างกายของท่าน เพียงรักษาอย่างถูกวิธี บาดแผลก็คงจางลงไม่ต่างกับรอยธนู”จื่อเว่ยคีบเนื้อให้นาง ท่าทางยามกินอยู่ร่วมกันของทั้งสองมิได้ประดักประเดิดแต่อย่างใด ชายหนุ่มหญิงสาวผลัดกั
อากาศช่วงปลายวสันต์ยังไม่คลายความหนาวเย็นเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีฝนโปรยปรายเป็นระยะเสียจนผู้คนตระเตรียมการเพาะปลูกไม่ทัน ทิวทัศน์รอบหมู่บ้านของชนเผ่าหมาป่าแดงเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง พลอยทำให้ความเงียบเหงาจากช่วงฤดูหนาวบรรเทาเบาบางลงบ้าง“หูเตี๋ย ซ่านจื่อ มีใครอยู่หรือไม่” ถูฟงตะโกนเรียกแข่งกับเสียงของฝนที่เทกระหน่ำลงมา ชายหนุ่มชะเง้อคอมองหาคนทั้งสอง เตาไฟยังมีควันอยู่ แต่ประตูบ้านเรือนกลับปิดสนิทไม่คล้ายมีคนอยู่ถูฟงวางห่อผ้าในมือไว้บนแคร่ไม้ไผ่ ครั้นจะเปิดประตูเพื่อเข้าไป พลันเห็นว่าจื่อเว่ยกำลังแง้มประตูมองเขาอยู่ด้วยแววตาเย็นชา จื่อเว่ยสวมแต่เพียงกางเกงตัวเดียว เผยมัดกล้ามแน่นตึงและร่องรอยแดงจ้ำที่เกิดจากศึกอันดุเดือดในยามค่ำคืน ซึ่งทำให้ถูฟงเองก็อดกลืนน้ำลายด้วยความริษยาในใจไม่ได้ “มีอะไร”เพียงเห็นสภาพของจื่อเว่ย ผู้มาเยือนก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าข้างในมีอะไรเกิดขึ้น ด้วยความกระอักกระอ่วนจึงรีบคว้าห่อผ้าโยนให้เจ้าของบ้าน กล่าวด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นแฝงความขุ่นข้องอยู่ในทีถูฟงจอมริษยามีหรือจะรู้เท่าทันจอมเจ้าเล่ห์อย่างจื่อเว่ย เขาจงใจแสดงออกขนาดนี้ ที่ไม่ยอมสวมใส่เสื้อก็เพ







