LOGINเหตุการณ์ลอบสังหารไท่จื่อแห่งต้าฉินย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ทุกตำหนักถูกคุมเข้มด้วยหน่วยองครักษ์หลวงและทหารยาม องค์จักรพรรดิเองก็ทรงคลางแคลงพระทัยในเรื่องที่เกิดขึ้นกับไท่จื่อไม่น้อย ทั้งยังสงสัยในตัวเว่ยหวางฝูเจี้ยนกว่าใคร แต่เป็นเพราะหน่วยซุ่มโจมตีที่มุ่งหมายทำร้ายจื่อเว่ยกลับใช้ศรลับที่ผลิตโดยต้าฉิน การกล่าวหาเว่ยหวางที่เคลื่อนกำลังพลจำนวนมากเข้ามาประชิดเมืองโดยอาศัยข้ออ้างว่าใช้มาเพื่อคุ้มครององค์หญิงทั้งสองจึงตกไป
ความมืดโรยตัวปกคลุมทั่วเขตพระราชฐานแห่งต้าฉิน ฝูเจี้ยนถูกรับรองในตำหนักถัดไปไม่ไกลจากตำหนักจื่อเยว่ของจื่อเว่ย ขณะเดียวกันนั้นองค์จักรพรรดิก็ส่งหมอหลวงมาสองคน คนหนึ่งมาดูอาการของฝูซิน อีกคนส่งไปยังท้ายตำหนักจื่อเยว่
ตำหนักที่มีกฎเกณฑ์เข้มงวดที่สุดก็คือตำหนักจื่อเยว่ องค์หญิงปาเซียนกลายเป็นผู้มาเยือนที่มักถูกลงโทษอยู่เสมอ โดยปกติจะเป็นการลงโทษให้นั่งสำนึกผิดครึ่งชั่วยาม ทว่าครั้งนี้จื่อเว่ยถึงขั้นสั่งโบยตามกฎ ซึ่งก็คือโบยด้วยไม้บุผ้านวมจำนวนยี่สิบไม้ กับข้ารับใช้ถือว่าเป็นเรื่องที่ปรานีอย่างสุดซึ้ง แต่เทียบกันแล้ว ก็ไม่ต่างกับการฉีกหน้าองค์หญิงปาเซียนต่อหน้าธารกำนัลแม้แต่น้อย
หลังจากเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ จื่อเว่ยจึงอ้างน้ำใจกับแขกเมืองอย่าง
ฝูเจี้ยนด้วยการต้อนรับขับสู้อย่างดีหิมะรอบระเบียงตำหนักที่ใช้รับรองโปรยปรายอย่างเงียบงัน ชายหนุ่มสองคนดวลสุรากันอย่างออกรสคล้ายกับสหายสนิทที่ไม่ได้พบเจอกันนาน ทว่าในสายตาของคนนอก ความคิดที่มีต่อไท่จื่อของตนกับเว่ยหวางผู้นี้กลับเต็มไปด้วยความพิสดาร
“นางเป็นอย่างไรบ้าง”
“หมอตรวจอาการแล้ว ยังถือว่าไม่เป็นอะไรมากกระมัง แผลแค่นั้นเล็กน้อยนัก”
ฝูเจี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ดวงตาสีน้ำตาลยามต้องแสงไฟเป็นประกายงดงามราวกับสามารถดูดดึงจิตวิญญาณของผู้คนให้ออกจากร่างได้ ใบหน้าที่ถอดแบบจากอดีตเว่ยหวางที่สิ้นพระชนม์ไปหล่อเหลาคมเข้ม ทว่าด้วยเพราะผิวเนื้อที่ต้องแสงแดดเป็นประจำ จึงคล้ำกว่าชาวเว่ยทั่วไปมากนัก เมื่ออยู่กับจื่อเว่ย จึงดูดุดันห้าวหาญอย่างยิ่ง
“ยกพลมาอย่างเอิกเกริก สิ้นเปลืองกำลังทรัพย์ไปไม่น้อย”
มุมปากของฝูเจี้ยนกระตุกน้อยๆ วางจอกสุราลงกับโต๊ะจนเกิดเสียงดังเบาๆ “จะขุดบ่อล่อปลาใหญ่ทั้งที ไม่เอิกเกริกได้อย่างไร”
“หึ…กลับไม่ทันขึ้นมา จะหาว่าข้าไม่เตือน”
“พูดเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเจ้าดูถูกพี่น้องของข้ามากไปแล้ว”
จื่อเว่ยซดสุราหมดจอก เรียวลิ้นเลียริมฝีปากตนเองชุ่มฉ่ำ “เรื่องนี้ข้าคงเถียงไม่ออก เจอฤทธิ์นางเข้าไป ทำให้สิ้นเปลืองแรงไปไม่น้อย”
“เช่นนี้ยังคิดจะรั้งนางให้อยู่อีกหรือ”
จื่อเว่ยซัดสุราร้อนแรงลงคอ เพียงแต่กระตุกยิ้มบางเบา แสงเงาที่ตกกระทบบนใบหน้าพลันทำให้บังเกิดเค้าโครงที่ผิดแผกไปจากทุกที ทั้งดูลึกลับ หล่อเหลา และน่าหวั่นเกรงในเวลาเดียวกัน
ฝูเจี้ยนแค่นเสียงหัวเราะแห้งแล้ง ก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน “อยากได้อะไรก็ต้องลงทุนลงแรง อย่าลืมคำพูดที่บอกกับข้าเสียล่ะ”
“หึ…อย่ารีบร้อนก็พอ”
“จักรพรรดิสร้างบุพเพให้ ไม่ง่ายดายเลยจริงๆ”
“ขึ้นอยู่กับว่าผู้พูดเป็นใคร”
“อา…ข้าเถียงไม่ออก องค์ชายวิปลาสอย่างเจ้า คงทำให้พระองค์ยามนอนไม่อาจข่มพระเนตรได้สนิทกระมัง”
“หึๆ เท่านี้ยังน้อยไป”
“เอาเถอะ น้องสาวข้าเอง นางปักใจเชื่อว่าเจ้าเป็นเช่นนั้น ทั้งยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ต้องลำบากเจ้าแล้ว”
“ข้ามีเวลาเท่าไร”
“อย่างมากสามปี”
จื่อเว่ยเท้าคางบนโต๊ะ สาบเสื้อแบะออกเผยให้เห็นแผงอกวับแวม เขาหรี่ตามองฝูเจี้ยน ก่อนจะขบเม้มริมฝีปากล่างอย่างยั่วเย้า อากัปกิริยาไร้ยางอายเช่นนี้ ฝูเจี้ยนกลับมองด้วยสายตาเย็นชา ทว่าคนที่เดือดร้อนกลับเป็นผู้มาใหม่ที่พุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างคนสองคน
“เสด็จพี่ ดึกดื่นค่อนคืนหิมะโปรยปราย อากาศเย็นจัดเช่นนี้ อาจทำให้ท่านไม่สบายได้ กลับห้องเถิดเพคะ”
ผู้มาใหม่คือฝูซิน นางอาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดของสตรีสีฟ้าอ่อน ศีรษะมวยขึ้นอย่างลวกๆ ดูก็รู้ว่ารีบออกมาเพียงไหน ที่รอคอยอย่างเงียบสงบอยู่ไม่ไกลก็คือนางกำนัลที่ตามมารับใช้จากแคว้นเว่ย
กลิ่นของกายสาวหอมกรุ่น อาภรณ์พอดีตัวรัดรึงจนเผยเค้าโครงบนร่างกายเด่นชัด ทว่าฝูซินเป็นห่วงความปลอดภัยของฝูเจี้ยนมากกว่าความเรียบร้อยของตนเอง นางจึงจงใจผลักไสให้จื่อเว่ยขยับออกไปให้ไกลที่สุด
แววตาของฝูเจี้ยนมีประกายขบขันวาบผ่าน เขาหันมาสำรวจฝูซิน มือสากสัมผัสพวงแก้มของนางด้วยความเอ็นดู
“วันนี้เป็นอย่างไร ตื่นเต้นมากหรือไม่”
ฝูซินชะงัก เมื่อคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมาแววตาของนางก็พลันขุ่นมัว กดเสียงต่ำเอ่ยกับฝูเจี้ยน “บอกข้าดีๆ ก็ได้ ไยต้องคิดอุบายเช่นนี้ หากเกิดข้าพลาดสังหารเขาขึ้นมา แล้วจะทำอย่างไร”
จื่อเว่ยแทบจะหัวร่องอหงาย เขาอมยิ้มบางๆ มิได้ขยับหนีตามแรงเบียดของฝูซิน ทั้งยังถือโอกาสนี้ขยับเข้าแนบชิดกับแผ่นหลังของนางอย่างแนบเนียน “พลาดสังหารข้าหรือ…หากข้าไม่ปล่อยโอกาส แม้แต่เส้นผม เจ้าก็จะไม่ได้สัมผัส”
“หึ…แต่งเรื่องว่าข้ามีใจให้เจ้า ไร้ยางอายสิ้นดี”
“ซินเอ๋อร์” ฝูเจี้ยนเรียกนางเสียงเข้ม “อย่างไรเขาก็เป็นถึงไท่จื่อของต้าฉิน จะทำอะไรให้เกียรติเขาสักนิด จะได้ไม่ถูกผู้อื่นก่นด่าถึงบิดามารดาว่าไม่สั่งสอนธรรมเนียมอันพึงปฏิบัติ”
ฝูซินเม้มปาก แววตาของนางไม่ยินยอม ทว่าคำพูดที่เปล่งออกมาราวกับถูกบังคับให้กลืนยาขมนั้นกลับทำให้จื่อเว่ยกระตุกยิ้ม “ไท่จื่อพูดจาไม่ระมัดระวังเช่นนี้ ฝูซินมีแต่เสียหาย”
“แต่หากบอกทุกคนว่าเจ้าบุกห้องข้าเพราะคิดสังหาร เจ้าว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป”
นางหันขวับ ประกายตาวาววับราวกับแม่เสือ “เพราะอุบายต่ำช้าของท่าน ทำให้ข้าจับพลัดจับผลูมาต่างหากเล่า”
“หึ…อุบายนี้พี่ชายเจ้าเป็นคนคิด”
ฝูซินชะงัก ขมวดคิ้วมองฝูเจี้ยนอย่างไม่เชื่อสายตา “เสด็จพี่”
ฝูเจี้ยนยิ้มแห้ง บีบแก้มของฝูซินอย่างเอ็นดู “พี่ชายทำไปเพื่อให้น้องสาวปลอดภัย อีกอย่างจื่อเว่ยคิดตกลงปลงใจกับเจ้า เช่นนี้ก็ถือว่าข้าทำหน้าที่แทนเสด็จพ่อได้ลุล่วงแล้ว”
“อะไรนะ…เสด็จพี่ล้อเล่นแรงเกินไปแล้ว ฝูซินมิอาจอยู่ร่วมโลกกับบุรุษใจ…ได้อย่างแน่นอน”
นางนิ่วหน้า แค่คิดก็ขนลุกขนพองแล้ว
จื่อเว่ยยิ้มร้ายกาจ ซัดสุราร้อนแรงลงลำคอประหนึ่งน้ำเปล่า
“ถั่วในมือหนึ่งกำเจ้ารู้แค่ว่ามันคือถั่ว ทว่ากลับมิอาจล่วงรู้ว่าในมือข้ามีถั่วกี่เม็ด องค์หญิง…เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”
วันเวลาผ่านไปเมืองเสียนหยางชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอิงแอบกันใต้ต้นหลิว อาภรณ์และเส้นผมพลิ้วสะบัดตามกระแสลมที่พัดความเย็นจากริมน้ำ ใบหน้าของทั้งคู่ประดับรอยยิ้มบางเบา ดวงตาทอแววสงบ ราวกับผู้บำเพ็ญที่ไม่ใส่ใจเรื่องทางโลกหลายปีมานี้เขาและนางค่อยๆ เติบโตขึ้น ค่อยๆ ทำการเรียนรู้ ระหว่างการเดินทางมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต พลันรู้สึกว่าถ้อยคำโต้เถียงกันในช่วงแรกของชีวิตคู่นั้นเป็นเรื่องที่น่าขบขันนัก เพราะเมื่ออยู่ร่วมกันนานขึ้น เรื่องเหล่านี้ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ วันใดที่ไม่ต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและโต้เถียงกัน นั่นอาจถือได้ว่าทั้งคู่ต่างเลิกที่จะสนใจกันและกันเสียแล้วชายหนุ่มและหญิงสาวได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เขาห้าวหาญขึ้น นางเข้มแข็งขึ้นราวกับทั้งคู่กำลังประคับประคองกันและกันผ่านวันคืนมากมาย ยามนี้ใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏเหลี่ยมมุมชัดเจน ร่างกายแข็งแกร่งดุจหินผา ขณะที่โฉมงามข้างกายยิ่งงดงามขึ้น เส้นสายบนร่างกายยิ่งนานยิ่งชัดเจน ความนุ่มนวลค่อยๆ เผยสู่สายตาของชายหนุ่ม และมีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้สัมผัสความอ่อนโยนของนางจื่อเว่ยกุมมือข้างหนึ่งของฝูซิน เขาสอดประสานปลายนิ้วนางก่อนกระชับแน่น มืออ
ฝูซินนำราชโองการกลับสู่ราชสำนักแคว้นเว่ย ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่วันนี้ได้รับอนุญาตให้เข้ามายังลานบวงสรวงของราชวงศ์รอบลานบวงสรวงคือเหล่าธิดาเทพ พี่น้องในราชวงศ์ ขุนนางสหายที่เคยร่วมทางกันมาและจื่อเว่ยซึ่งกำลังอุ้มทารกเพศชายหน้าตาน่ารักซึ่งคอยแต่โบกมือให้นางพร้อมกับเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่เด็กคนนี้คลอด เขาแทบไม่เคยยอมให้ผู้อื่นเลี้ยงดูบุตรแทนตนเองเลยสักครั้งเว่ยซิน...นางอมยิ้มด้วยความตื้นตัน ก่อนจะส่งราชโองการให้เว่ยหวางฝูเจี้ยนร่างสูงใหญ่ประดุจภูผาสูงของเจ้าครองแคว้นเว่ยเดินขึ้นหน้า เขาเปิดราชโองการสีทอง แม้จะคาดการไว้แล้ว ทว่าเมื่อกวาดสายตาผ่านตัวอักษรนัยน์ตาก็พลันไหววูบ เป็นราชโองการเมื่อปีที่เว่ยหวางฝูหย่งสิ้นพระชนม์เขามองหน้าน้องสาว ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน“วันนี้ข้า เว่ยหวางฝูเจี้ยน ขอประกาศราชโองการในฉินเยว่หวงตี้ ปฐมจักรพรรดิแห่งอาณาจักรต้าฉิน”วันที่สิบ เดือนห้า ปีจี๋เหม่า[1]เว่ยหวางฝูหย่งเสียสละตนเองเพื่อส่วนรวม เนื่องด้วยความสามารถอันศักดิ์สิทธิ์ จึงล่วงรู้ถึงจุดจบของชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงใช้อายุขัยที่เหลืออยู่เพื่ออุทิศให้กับความสงบสุขของแผ่นดิน
ตายแล้ว”“ยังเพคะ พระชายาเบ่งอีกนิดเพคะ ทารกกลับหัวแล้ว”“อึก! ไม่ไหวแล้ว ซินเอ๋อร์ เจ้าต้องอดทนนะ ข้าเจ็บจนหมดแรงแล้ว!”เขานอนอยู่นอกม่าน ตั้งแต่ที่นางบอกว่าจะคลอด เขาก็รู้สึกปวดร้าวไปทั่วทั้งตัว ความเจ็บปวดนี้ยิ่งกว่าการถูกก้อนหินบดทับร่างกายเสียอีก ขณะที่ก่อนหน้านี้เขาถูกหามเข้ามาในห้องเพราะอยากเข้ามาให้กำลังใจชายารัก ทว่านางกลับเป็นฝ่ายปลอบโยนเขามาตลอดทางด้วยสีหน้าตื่นตระหนกมิใช่ตื่นตระหนกเพราะนางกำลังจะคลอดแต่เป็นเพราะความเจ็บปวดทั้งหมดกลายเป็นเขารับแทนต่างหากเล่าขณะที่นางปีนขึ้นเตียง ผ้าม่านกระเพื่อมไหวเล็กน้อย ได้ยินเสียงกัดฟันของจื่อเว่ยก็รู้สึกไม่ใคร่สบายใจนัก ขณะที่มีคนช่วยนางทำคลอด จื่อเว่ยกลับถูกองครักษ์ตรึงแขนขาไว้แน่นเพื่อมิให้เขาทำร้ายตัวเองนางกำนัลที่ช่วยทำคลอดคอยสั่งให้ฝูซินค่อยๆ เบ่งทารก รู้สึกประหลาดใจมากที่เสียงของจื่อเว่ยนั้นสอดคล้องกับจังหวะการทำคลอดของพวกนางเป็นอย่างยิ่ง“ซินเอ๋อร์!” จื่อเว่ยตะโกน แม้จะเจ็บปวดแต่ก็ห่วงนางว่าจะไม่สามารถคลอดทารกได้โดยง่าย“เบ่งเพคะ!”เสียงร้องของฝูซินดังขึ้นเพราะออกแรงเล็กน้อย ขณะเดียวกันจื่อเว่ยก็แหกปากเสียงดังราวกับฟ้าผ่า เม
หลังจากนั้นจื่อเว่ยก็กลับมาอยู่จวนเซี่ยโหวฝูซินได้พบกับเซวียนหลินอีกครั้ง น้องสาวตัวน้อยของนางบัดนี้เติบโตเป็นหญิงสาวโฉมงาม เนื่องด้วยเป็นน้องเล็ก จึงแทบมิได้ฝึกปรือเพลงยุทธ์อย่างที่บรรดาพี่น้องคนอื่นต้องเรียนรู้ แต่เดิมนางก็ถูกเลี้ยงดูประดุจไข่ในหินอยู่แล้ว ครั้นมาอยู่จวนเซี่ยโหว นางจึงได้เรียนรู้งานบ้านงานเรือนจากหยวนเหล่าไท่และสวีฟูเหริน เปิดเผยความสามารถทางด้านนี้ได้อย่างโดดเด่นที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด แม้กระทั่งฝูซินที่เห็นผลงานที่น้องสาวฝึกปรือมาก็ต้องข่มความขมขื่นในใจพร้อมกับเอ่ยชมไม่หยุดปากช่วงแรกเซวียนหลินถูกเซี่ยหย่งชิงกลั่นแกล้งอยู่บ้าง แต่หลังจากที่นางเศร้าซึมไปเพราะทราบข่าวที่ฝูซินหายตัวไป ชายหนุ่มก็ทำตัวดีขึ้นเล็กน้อย ทว่าเขาปลอบสตรีไม่เป็น ดังนั้นจึงได้แต่กล่าววาจาร้ายกาจให้เซวียนหลินคิดเอง นานเข้านางก็คร้านจะพูดคุยกับเขา เรียกได้ว่าทั้งจวนเซี่ยโหว นอกจากเซี่ยหย่งชิงแล้ว นางพูดคุยกับทุกคน ทำเหมือนเขากลายเป็นอากาศธาตุหลังจากที่จื่อเว่ยและฝูซินย้ายมาอยู่ในจวนเซี่ยโหวชั่วคราว เซี่ยหย่งชิงก็หนีไปจูเหอจื่อ ทิ้งสายตาคาดโทษเซวียนหลินไว้“น้องเก้า เจ้าอยากกลับไปแคว้นเว่ยห
วันเวลาค่อยๆ ดำเนินไป จื่อเว่ยตัดสินใจคืนตำแหน่งไท่จื่อแล้วพาฝูซินไปพักที่จวนเซี่ยโหว ข้ออ้างที่ใช้ได้ดีก็คือเขาเหนื่อยล้าทั้งกายและใจองค์จักรพรรดิจนคำพูด ตามที่สัญญาไว้ กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำอีกทั้งพระองค์ทรงหมดเรี่ยวหมดแรงกับโอรสอย่างจื่อหยางเสียแล้วสิ่งที่ทำร้ายจิตใจจักรพรรดิที่สุดคือการที่โอรสมีความคิดที่เป็นพิษร้าย จื่อหยางเข้าใจว่ามารดาถูกหยินซีหวงโฮ่ววางยาพิษจนเสียชีวิต หากแต่ความจริงที่จักรพรรดิและหวงโฮ่วปิดบังไว้ นั่นคือคนที่วางยาพิษซ่างกวนเหม่ยเหรินก็คือ...ซ่างกวนเจี๋ยอวี๋เดิมทีจักรพรรดิทรงเห็นใจที่สกุลซ่างกวนตกต่ำ จึงไม่เปิดโปงเรื่องนี้ หากแต่ไม่คิดว่านางกลับปลูกฝังความคิดร้ายแรงให้กับโอรส จนเกือบทำให้พี่น้องฆ่ากันตายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวโยงกันเป็นใยแมงมุม คนที่สมควรต้องถูกลงโทษก็ต้องโดนในสายพระเนตรของฉินเยว่หวงตี้และหยินซีหวงโฮ่ว บุรุษที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้านั้นคือคนที่หลายปีมานี้ ทำให้ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นกังวลตลอดมาตั้งแต่ที่จื่อเว่ยลืมตาดูโลก เว่ยหวางฝูหย่งก็ได้เปิดคำทำนายที่เขียนทิ้งไว้ก่อนหน้านั้นหลายปี แล้วมอบมันให้กับเขา“โอรสที่มีความสามารถจะช่วยกำจัดภั
ในที่สุดสถานการณ์ก็เริ่มกลับคืนสู่ปกติองค์ชายสี่ปะทะแตกหักกับเฮ่อเอ่อร์หลาน เพราะได้รับความช่วยเหลือจากคนในเผ่าหมาป่า ท้ายที่สุดจึงอาศัยความได้เปรียบทางชัยภูมิเอาชนะได้ในที่สุด สร้างชื่อเสียงให้เขากลายเป็นจอมทัพที่โดดเด่น เลื่อนตำแหน่งจากรองแม่ทัพกลายเป็นแม่ทัพกำราบพายัพเมื่อเหล่าขุนนางถูกไท่จื่อปล้นชิงสินค้าที่กักตุนในคลังสมบัติ โดยมีมหาโจรอย่างจักรพรรดิทรงให้ท้าย พวกเขาก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงในการแข็งข้อต่อจักรพรรดิ แต่ละคนใบหน้าน่าเกลียดเสียยิ่งกว่าหัวผักกาดเหี่ยว ขณะเดียวกันเรื่องขององค์ชายห้าและซ่างกวนเจี๋ยอวี๋นั้นกำลังเป็นที่ร้อนแรงและถกเถียงกันไท่จื่อกลับคืนวังหลวงด้วยอาการบาดเจ็บเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็มีข่าวดีว่าหวงไท่จื่อเฟยเองก็ปลอดภัยดีวันนี้มิ่งจูมาเยี่ยมไท่จื่อในตำหนัก นางหอบร่างที่หน้าท้องนูนเล็กน้อยเดินเข้ามาในห้องบรรทม ใบหน้างดงามตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อมองฝูซิน ท่าทางเวทนาที่แสดงออกนั้นมาพร้อมกับวาจาอันไพเราะ “พี่หญิงหายตัวไปนาน มิ่งจูเป็นห่วงเหลือเกิน ทราบมาว่าท่านหายไปกับองครักษ์ของไท่จื่อ เกิดอะไรขึ้นหรือ”จ้าวลั่วเอินที่กำลังตรวจอาการให้จื่อเว่ยซึ่งนอนหลับสนิทมุมปากก







