LOGINค่ำคืนแรกในอาณาจักรต้าฉินช่างน่าอึดอัด ฝูซินพลิกกายไปมาบนเตียงนอน หนุนแขนมองฝ่าความมืดไปยังมุมหนึ่งของห้อง ถัดไปไม่ไกลบนตั่งยาวคือเสี่ยวหลันและหว่านเอ๋อร์ นางกำนัลรับใช้คนสนิทของนางที่กำลังนอนกรนเบาๆ พลางคิดว่าช่างเป็นนางกำนัลที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ถึงกับนอนหลับก่อนนางได้อย่างไร
อากาศในฤดูหนาวของที่นี่ไม่หนาวจัดดังเช่นแคว้นเว่ย กระนั้นแล้วก็ยังถือว่าหนาวเย็นอยู่มาก เคราะห์ดีที่ห้องของนางเป็นห้องอุ่น ใต้เตียงเป็นเตียงเตาที่รักษาความอบอุ่นอย่างพอดี ยามนอนนางจึงไม่จำเป็นต้องสวมอาภรณ์มากชิ้น
ทว่าเพราะความไม่คุ้นเคยเช่นนี้ สุดท้ายนางจึงพลิกกายลงจากเตียง คว้าเสื้อคลุมขนเตียวสีขาวบริสุทธิ์ที่แขวนอยู่ไม่ไกลเข้ามาคลุมกาย สวมรองเท้า ก้าวเดินอย่างเงียบกริบออกไปด้านนอก
ปุยหิมะขาวโพลนบนพื้นคล้ายกับส่องแสงรางๆ ฝูซินเดินลัดเลาะผ่านพุ่มไม้ในตำหนัก เดินอย่างไร้จุดหมายพักหนึ่ง พลันเห็นศาลาริมน้ำอยู่ไม่ไกล วันนี้จันทร์ครึ่งดวง แสงสว่างไม่มากมายนัก แต่เพราะนางถูกฝึกฝนให้คุ้นเคยกับความมืด การเดินเท้าฝ่าความมืดตามลำพังไปยังศาลาริมน้ำจึงมิใช่เรื่องลำบากอันใด
ในศาลาคือโต๊ะหินตัวหนึ่ง เก้าอี้ไม้สี่ตัววางอย่างไม่เข้าชุด ฝูซินลากเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งออกมาให้ติดระเบียงของศาลาริมน้ำก่อนจะนั่งลง เอนตัวหนุนแขนกับพนักพิง ทอดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
ค่ำคืนฤดูหนาว ท้องฟ้ามีเมฆบางเบา ดวงดาวทอแสงพร่างพราวสอดรับกับแสงจันทร์อ่อนจาง คล้ายกับว่าไม่มีอะไรเด่นกว่ากัน ไม่มีอะไรแย่งความโดดเด่นไปจากกันและกัน
นางมองดาวดวงหนึ่งทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นดาวที่ทหารทุกคนต้องจดจำให้มั่น เพราะมันคือดาวที่ชี้ทางกลับสู่บ้าน
ดาวจื่อเวย[1]
ในความเชื่อของชาวเว่ย ดาวจักรพรรดิจะส่องสว่างเมื่อบ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น ทว่าตั้งแต่ที่อดีตเว่ยหวาง บิดาของนางสิ้นพระชนม์ ดาวจื่อเวยก็พลันอ่อนแสงลงอย่างน่าประหลาด เสด็จพี่และธิดาเทพประจำแคว้นเคยบอกว่า นี่เป็นสัญญาณแห่งสงครามและความวุ่นวาย
ฝูซินก้มหน้าลง เป่าลมร้อนใส่มือทั้งสองข้างเพื่อคลายความหนาวเย็น ชะงักอยู่ในท่านั้นเนิ่นนาน ไหล่ของนางสั่นเทาน้อยๆ ในความมืด อุ้งมือสัมผัสได้ถึงของเหลวอุ่นร้อนที่รินรด
ห่างไปไม่ไกล...
ร่างสูงของคนในอาภรณ์สีเข้มยืนกอดอกมองอย่างเงียบงัน ทุกอากัปกิริยาของนางล้วนตกอยู่ในสายตาอันคมกริบของเขา ชายหนุ่มหลุบตามองสองมือของตนในเงามืด ก่อนจะเอื้อมมือเด็ดใบไม้ใบหนึ่งออกมา เขาก้าวถอยหลัง เพียงพริบตาร่างนั้นก็หายไปในเงามืด
ฝูซินสะดุ้งน้อยๆ เสียงเป่าใบไม้อันไร้ที่มาดังกังวาน หญิงสาวรีบเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า เหลียวมองหาต้นกำเนิดเสียงทว่ากลับจับทิศทางไม่ได้
ดนตรีจากใบไม้แว่วหวานระคนเศร้าสร้อย คล้ายกับเสียงปลอบประโลมของสายลมอันหนาวเหน็บในต้าฉิน
เมื่อไม่รู้ที่มาของต้นเสียง นางจึงเลิกสนใจจะเสาะหา อารมณ์ในตอนนี้ไม่เหมาะกับการสนทนาพาทีกับใคร สุดท้ายจึงโน้มศีรษะหนุนแขนตนเอง ปล่อยให้เสียงดนตรีนั้นกล่อมเกลาอารมณ์จนผ่อนคลาย
เพราะความเหนื่อยล้าและเคร่งเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันจึงทำให้
ฝูซินเผลอคลายความระมัดระวังอันตรายโดยรอบ ครั้นถูกเสียงเป่าใบไม้นั้นสะกด นางจึงตกสู่ห้วงนิทราในเวลาไม่นานร่างสูงใหญ่กระโดดลงมาจากหลังคาด้วยฝีเท้าเบากริบ เขาเยื้องย่างอย่างเชื่องช้า อาภรณ์สีเข้มยาวลากพื้น ชายหนุ่มดึงเก้าอี้วางไว้ข้างตัวนาง ทรุดกายนั่งลง หันหน้าเข้าหานางแล้วหนุนแขนในท่าเดียวกัน
ระยะห่างระหว่างทั้งคู่แค่เอื้อมมือ ขณะเดียวกันก็คล้ายห่างไกลเป็นพันลี้
ดวงตาดำสนิทดุจท้องฟ้ายามราตรีทอประกายน้อยๆ เคลื่อนปลายนิ้วไปยังพวงแก้มเย็นเฉียบ ทว่ากลับชะงักกลางคันแล้วลดมือลง
“องค์หญิงเพคะ…ตื่นเถิดเพคะ”
“องค์หญิง พระองค์จะขี้เซาเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ”
เสียงร้องเรียกของเสี่ยวหลันและหว่านเอ๋อร์คล้ายกับเสียงยุงดังขึ้นข้างหู ฝูซินยกผ้าห่มขึ้นคลุมโปงด้วยความรำคาญ ทว่ากลับถูกนางกำนัลทั้งสองดึงลงอย่างรวดเร็ว
“องค์หญิงเพคะ ฝ่าบาทจะเสด็จกลับแล้วนะเพคะ”
“อะไรนะ! เสด็จพี่จะกลับแล้ว!”
หญิงสาวทะลึ่งตัวขึ้น ดวงตาหรี่ลงเพราะแสงสว่างที่สาดเข้ามาในห้อง นางขยี้ตาสองสามครั้ง น้ำเสียงไม่มีเค้าความงัวเงียหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย
“เหตุใดจึงรีบเดินทางเร็วขนาดนี้”
หว่านเอ๋อร์ยกน้ำมาให้นางล้างหน้าสีฟัน
ฝูซินถอดเสื้อคลุมออก ล้างหน้าอย่างลวกๆ ทว่าอาภรณ์ที่ไม่คุ้นตาทำให้นางชะงัก เหลือบมองด้วยความงุนงง
เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำมาจากไหนกัน?
แล้วเมื่อคืนใครพานางกลับมานอนที่นี่?
หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างแคลงใจ รับผ้ามาเช็ดหน้าแล้วหันไปถามสองนางกำนัล “เมื่อคืนข้ากลับมาที่นี่ได้อย่างไร”
“เมื่อคืน?” เสี่ยวหลันเอียงคอด้วยความงุนงง หันไปสบตากับหว่านเอ๋อร์
“เมื่อคืนอะไรเพคะ องค์หญิงมิได้บรรทมตั้งแต่กลับมาหรอกหรือเพคะ”
ไม่ถูกต้อง!
เสี่ยวหลันและหว่านเอ๋อร์มิใช่คนขี้เซาถึงขั้นที่มีคนเข้าออกแล้วจะไม่รู้ตัว เมื่อคืนนางคิดว่าเพราะสองคนนี้อ่อนเพลียจึงไม่ปลุก ทว่าหากมีคนพานางเข้ามานอน อย่างน้อยกลิ่นกายที่ผิดแผกไปก็ต้องทำให้สองคนนี้จับความผิดปกติได้สิ
เสี่ยวหลันและหว่านเอ๋อร์เป็นหญิงสาวสองคนสุดท้ายที่มีชีวิตรอดในเผ่าหมาป่า ยามที่ฝูซินติดตามอดีตเว่ยหวางเสด็จประพาสที่เขตแดนของชาวแมนจู เป็นนางที่เก็บเด็กหญิงเร่ร่อนสองคนซึ่งมีชีวิตรอดจากสงครามระหว่างเผ่ามาเลี้ยงดู
ในอดีตเผ่าหมาป่าช่วยเหลือต้าฉินและแคว้นเว่ยเอาไว้ไม่น้อย มิคาดว่าเพราะเหตุนี้กลับต้องถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในที่สุด
เผ่าหมาป่ามีความสามารถพิเศษ นั่นคือแยกแยะกลิ่นที่แปลกประหลาดได้ แล้วเหตุใดนางกำนัลทั้งสองจึงทำราวกับไม่รู้เรื่องเช่นนี้
ฝูซินหยิบเสื้อคลุมสีดำยื่นให้หว่านเอ๋อร์ “ลองดมดูสิ เป็นกลิ่นใคร”
หว่านเอ๋อร์รับมาอย่างงงๆ ก้มลงสูดดมกลิ่นที่ติดบนเสื้อคลุม
ทันใดนั้นดวงตาเรียวของนางกำนัลหว่านเอ๋อร์พลันกลอกไปมา ก่อนจะยื่นให้พี่น้องของตน “เสี่ยวหลัน ลองดมดู”
เสี่ยวหลันดมกลิ่น ขมวดคิ้วมองฝูซินอย่างสงสัย “องค์หญิง นี่มันกลิ่นกายของพระองค์ ไม่มีกลิ่นแปลกปลอมนะเพคะ”
“เป็นไปไม่ได้”
“แต่จมูกของหม่อมฉันสองคนไม่เคยผิดพลาดนะเพคะ”
“ช่างเถอะ รีบไปส่งเสด็จพี่ก่อน”
เว่ยหวางฝูเจี้ยนรีบกลับแคว้นเว่ยเช่นนี้ต้องมีเรื่องราวไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน ฝูซินมิอาจรั้งรอได้แม้แต่น้อย หว่านเอ๋อร์รวบผมให้นางอย่างวดเร็วแล้วรีบใส่รองเท้า จากนั้นจึงสวมอาภรณ์ของแคว้นเว่ยสีฟ้าเข้มที่ปักลวดลายผีเสื้อด้วยดิ้นเงินตรงชายกระโปรง ทับด้วยเสื้อคลุมขนเตียวสีขาว เร่งฝีเท้าเพื่อออกไปส่งเสด็จพี่ของนาง
ครั้นเดินออกไปนอกตำหนัก ก็พลันพบว่าฝูเจี้ยนและบรรดาแม่ทัพคนสนิทเตรียมตัวพร้อมพรัก องค์จักรพรรดิเสด็จมายังตำหนักเยวียนเหลียนด้วยองค์เอง โดยมีหวงโฮ่วและฟูเหรินทั้งหลายเสด็จตามอย่างเอิกเกริก รวมไปถึงเหล่าองค์หญิงและองค์ชายซึ่งต่างแต่งองค์ประโคมโฉมอย่างไม่มีใครน้อยหน้าใคร
“ถวายพระพรเพคะ” ฝูซินกล่าวรวมๆ มิได้เสียมารยาททว่าก็ไม่ถึงขั้นให้เกียรติอย่างสูงสุด
ถึงอย่างไรเสด็จพี่ของนางก็ยังเป็นเว่ยหวางที่มีศักดิ์ต่ำกว่าจักรพรรดิเพียงน้อยนิด ต้าฉินยังต้องพึ่งพาบรรณาการจากแคว้นเว่ยอยู่ไม่ขาด ทั้งยังมีข้อตกลงบางอย่างร่วมกันอยู่ แม้ว่าความแค้นเคืองจะสุมอยู่ในอกของนางจนมิอาจเก็บซ่อนเอาไว้ได้ แต่เสด็จพี่ของนางบอกเพียงว่า…ต้องรอ
นางไม่รู้ว่าต้องรออะไร ทว่าเมื่อคืนนี้ ฝูเจี้ยนได้บอกกับนางไว้ว่า หากนางไม่รั้งอยู่ที่ต้าฉิน ฉู่หวางจะต้องให้องค์ชายรองยกทัพเข้ามาหาข้ออ้างพัวพันเป็นแน่แท้ แม้ว่าสองแคว้นจะยอมสวามิภักดิ์ต่อจักรพรรดิ แต่แคว้นฉู่ที่ตอนนี้มีกองกำลังและทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์กลับสามารถงัดข้อกับอาณาจักรต้าฉินได้อย่างง่ายดาย เพื่อป้องกันข่าวลือซ้ำซ้อนจนเกิดเรื่องที่สร้างความแค้นเคืองต่อแคว้นเว่ย จักรพรรดิต้าฉินจึงออกอุบายให้แต่ละแคว้นส่งองค์หญิงหรือองค์ชายมาเป็นบรรณาการ
“ตามสบายเถอะ เว่ยหวางจะเสด็จกลับแคว้นแล้ว ช่างรวดเร็วนัก” จักรพรรดิตรัสด้วยพระสุรเสียงทุ้มต่ำ แววพระเนตรกลับมิได้อาลัยอาวรณ์อะไรนัก
“ฝ่าบาท ข้าเองก็มีงานที่ต้องสะสาง หลังจากเสด็จพ่อ…หลังจากขึ้นรับตำแหน่ง ก็ได้รู้ถึงความยากลำบากในการครองราชย์ หากไม่รีบกลับ เกรงว่าจะเกิดเรื่องราวมากมายขึ้นมาจนไม่อาจระงับ”
“หึๆ เว่ยหวางไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้ เราจะให้โอรสของเราดูแลพวกนางอย่างดี”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท ฝูเจี้ยนจะไม่มีวันลืม”
ฝูซินเดินเข้าไปหาผู้เป็นพี่ชาย สวมกอดเขาตามธรรมเนียมของแคว้นเว่ย ก่อนจะกระซิบเสียงค่อย “เหตุใดจึงไม่บอกข้าก่อน”
“อยู่ต่อไม่ได้แล้ว บ้านเมืองไร้ผู้ปกครอง ไม่รู้เหลือบไรจะมาเกาะแกะเมื่อไร อยู่ทางนี่ดูแลตัวเองด้วย” ถึงแม้จะกล่าวเช่นนั้น ทว่าทั้งสองต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ในแคว้นเว่ยยังห่างไกลจากคำพูดที่ฝูเจี้ยนกล่าวออกมามากนัก
“อืม”
ฝูซินดันตัวออก กล่าวเสียงพร่า “ฝูซินน้อมส่งเสด็จพี่”
“เราขอให้ท่านโชคดี”
หวงโฮ่วและเหล่าฟูเหรินทั้งหลายย่อกายให้กับฝูเจี้ยน
“น้อมส่งเว่ยหวางเพคะ”
แม้ว่าจะมีตำแหน่งจักรพรรดิ ทว่าตำแหน่งผู้ปกครองของแคว้นฉู่และแคว้นเว่ยกลับเป็นหอกแหลมคอยทิ่มตำต้าฉินมาโดยตลอด แท้จริงเรียกได้ว่ามีศักดิ์เทียบเคียงกันเสียด้วยซ้ำ กระนั้นแล้วเมื่อสวามิภักดิ์ ตำแหน่งผู้ปกครองแคว้นจึงถูกลดระดับลงเล็กน้อย แต่เมื่อเจ้าผู้ปกครองแคว้นใหญ่เข้าพบกับจักรพรรดิ ศักดิ์ฐานะต่ำกว่าจักรพรรดิเพียงครึ่งขั้น แม้แต่หวงโฮ่วยังต้องให้เกียรติถึงแปดส่วน ด้วยเหตุนี้ฝูเจี้ยนจึงจงใจยกกองทัพจำนวนสิบหมื่นมาประชิดตัวเมืองเฟิงหยางโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อย้ำเตือนถึงความมั่นคงทางทหารของแคว้นเว่ย และข่มขวัญผู้คนในวังหลวงมิให้ทำอะไรน้องสาวทั้งสองคนของเขา
“ข้าจะไปแล้ว” ฝูเจี้ยนพูดกับจื่อเว่ย
“อืม…รักษาตัว”
ฉากร่ำลาของทั้งสองบาดตาฝูซินจนต้องก้าวไปดึงแขนฝูเจี้ยนไว้ ขมวดคิ้วแล้วกล่าวย้ำกับเขาด้วยน้ำเสียงราวกับมารดา
“เสด็จพี่ทรงแต่งตั้งหวางเฟยเมื่อไร อย่าลืมมารับหม่อมฉันกลับแคว้นด้วยนะเพคะ”
ฝูเจี้ยนหัวเราะในลำคอ เคาะหน้าผากนางเบาๆ “ข้าจะไปแล้ว”
แม่ทัพนายกองที่รออยู่ด้านหลังคุกเข่าให้กับฝูซิน นายกองบางคนมองนางแล้วพลันดวงตาแดงเรื่อ ทว่าด้วยฐานะชายชาติทหาร ต่อหน้าคนในต้าฉินกลับมิอาจหลั่งน้ำตา ทำเพียงตะโกนอวยพรให้นางและองค์หญิงเซวียนหลินโชคดี
ฝูซินใจหายวาบเมื่อต้องจากพี่ชายที่เลี้ยงดูนางมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ข้างตัวพลันมีเสียงสะอื้นไห้ราวกับเด็กเล็ก นั่นคือองค์หญิงเซวียนหลินซึ่งเป็นน้องสาวต่างมารดาของนางนั่นเอง
“เซวียนหลิน เด็กดี…อย่าร้องนะ” ฝูซินเอ่ยปลอบอย่างประดักประเดิด นางไม่ถนัดปลอบใจใคร ทว่ายิ่งปลอบก็เหมือนอีกฝ่ายร้องไห้ดังกว่าเดิมเสียอย่างนั้น
“องค์หญิงน้อยเพคะ ไม่ร้องนะเพคะ” เสี่ยวหลันคุกเข่ากอดเอว
องค์หญิงเซวียนหลินด้วยความสงสารเวทนา นางกำนัลอีกสองคนซึ่งจนปัญญาแล้วได้แต่ฝากความหวังไว้ที่เสี่ยวหลันรอกระทั่งองค์จักรพรรดิเสด็จจากไป พลันได้ยินเสียงคนออกคำสั่ง “เก็บข้าวของ ย้ายเข้าตำหนักจื่อเยว่”
จื่อเว่ยเดินมาอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง เขาเอ่ยเสียงเรียบ เพียงปรายตา
มององค์หญิงเซวียนหลิน นางก็สะดุ้งจนตัวสั่นเทา ทว่ากลับหยุดเสียงร้องไห้อย่างน่าเวทนา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่กับน้องเก้า”
จื่อเว่ยมิได้เกรี้ยวกราด เอ่ยอย่างใจเย็น “เว่ยหวางฝากข้าดูแลเจ้า เสด็จพ่อก็ทรงอนุญาตแล้ว หากอยากให้น้องสาวของเจ้าอยู่ที่นี่อย่างสงบสุข ตำหนักจื่อเยว่มิใช่ทางเลือกที่ย่ำแย่ใช่หรือไม่”
ฝูซินเหลือบมองไปยังเหล่าองค์ชายที่ยังยืนอยู่ ครั้นเห็นแววตาของแต่ละคนแล้ว นางพลันรู้สึกว่าองค์ชายแห่งแคว้นฉู่ยังไม่แลดูหื่นกระหายเหมือนเหล่าพยัคฆ์ที่รอขย้ำกระต่ายนัก
หากเข้าตำหนักจื่อเยว่ อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าจื่อเว่ยจะไม่สนใจนาง
“ได้”
เสด็จพี่เลือกส่งนางมาที่ต้าฉิน ก็เพื่อหวังให้แคว้นฉู่หมดข้ออ้างในการเจรจาสู่ขอนาง ฝูซินแม้มิใช่หญิงสาวที่หลักจริยาครบถ้วน แต่ก็ถือว่าเป็นหยกชั้นดีที่ถูกขัดเกลาจนงดงาม ด้วยความสามารถในทางทหารและความจงรักภักดีที่เหล่าทหารมีต่อนาง หากองค์ชายรองของแคว้นฉู่ได้ตัวนางไป ก็เท่ากับสร้างโอกาสให้สองแคว้นรวมอำนาจ แย่งบัลลังก์จากอาณาจักรต้าฉินได้
ความอยุติธรรมที่เสด็จพ่อของนางได้รับ ยังไม่ได้รับการสะสาง นางไม่สามารถทำตัวให้เป็นปัญหาเพิ่มขึ้นได้อีก หากเสด็จพี่ของนางบอกว่าจื่อเว่ยคือคนที่นางควรเชื่อถือ นางก็จะทำใจเชื่อเขา
ฝูซินย่อกายปลอบประโลมองค์หญิงเซวียนหลิน ไม่ทันสังเกตแววตาของจื่อเว่ยเลยแม้แต่น้อย กลับเป็นหว่านเอ๋อร์ที่ย่นจมูก กะพริบตาถี่ๆ ด้วยความงงงัน
ด้วยความสงสัยนั้น สุดท้ายก็ต้องเอ่ยถามอย่างเสียมารยาท “ฉงเยว่ไท่จื่อเพคะ นางกำนัลในตำหนักพระองค์ใช้อะไรอบฉลองพระองค์หรือเพคะ”
[1] 紫微星 (Zǐwēixīng) จื่อเวยซิง ซึ่งเป็นดวงดาวแห่งจักรพรรดิ “ดาวจื่อเวย” นี้เป็นชื่ออีกเรียกอย่างของดาวเหนือ 北极星 (běijíxīng) เป่ยจี๋ซิง
วันเวลาผ่านไปเมืองเสียนหยางชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอิงแอบกันใต้ต้นหลิว อาภรณ์และเส้นผมพลิ้วสะบัดตามกระแสลมที่พัดความเย็นจากริมน้ำ ใบหน้าของทั้งคู่ประดับรอยยิ้มบางเบา ดวงตาทอแววสงบ ราวกับผู้บำเพ็ญที่ไม่ใส่ใจเรื่องทางโลกหลายปีมานี้เขาและนางค่อยๆ เติบโตขึ้น ค่อยๆ ทำการเรียนรู้ ระหว่างการเดินทางมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต พลันรู้สึกว่าถ้อยคำโต้เถียงกันในช่วงแรกของชีวิตคู่นั้นเป็นเรื่องที่น่าขบขันนัก เพราะเมื่ออยู่ร่วมกันนานขึ้น เรื่องเหล่านี้ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ วันใดที่ไม่ต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและโต้เถียงกัน นั่นอาจถือได้ว่าทั้งคู่ต่างเลิกที่จะสนใจกันและกันเสียแล้วชายหนุ่มและหญิงสาวได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เขาห้าวหาญขึ้น นางเข้มแข็งขึ้นราวกับทั้งคู่กำลังประคับประคองกันและกันผ่านวันคืนมากมาย ยามนี้ใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏเหลี่ยมมุมชัดเจน ร่างกายแข็งแกร่งดุจหินผา ขณะที่โฉมงามข้างกายยิ่งงดงามขึ้น เส้นสายบนร่างกายยิ่งนานยิ่งชัดเจน ความนุ่มนวลค่อยๆ เผยสู่สายตาของชายหนุ่ม และมีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้สัมผัสความอ่อนโยนของนางจื่อเว่ยกุมมือข้างหนึ่งของฝูซิน เขาสอดประสานปลายนิ้วนางก่อนกระชับแน่น มืออ
ฝูซินนำราชโองการกลับสู่ราชสำนักแคว้นเว่ย ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่วันนี้ได้รับอนุญาตให้เข้ามายังลานบวงสรวงของราชวงศ์รอบลานบวงสรวงคือเหล่าธิดาเทพ พี่น้องในราชวงศ์ ขุนนางสหายที่เคยร่วมทางกันมาและจื่อเว่ยซึ่งกำลังอุ้มทารกเพศชายหน้าตาน่ารักซึ่งคอยแต่โบกมือให้นางพร้อมกับเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่เด็กคนนี้คลอด เขาแทบไม่เคยยอมให้ผู้อื่นเลี้ยงดูบุตรแทนตนเองเลยสักครั้งเว่ยซิน...นางอมยิ้มด้วยความตื้นตัน ก่อนจะส่งราชโองการให้เว่ยหวางฝูเจี้ยนร่างสูงใหญ่ประดุจภูผาสูงของเจ้าครองแคว้นเว่ยเดินขึ้นหน้า เขาเปิดราชโองการสีทอง แม้จะคาดการไว้แล้ว ทว่าเมื่อกวาดสายตาผ่านตัวอักษรนัยน์ตาก็พลันไหววูบ เป็นราชโองการเมื่อปีที่เว่ยหวางฝูหย่งสิ้นพระชนม์เขามองหน้าน้องสาว ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน“วันนี้ข้า เว่ยหวางฝูเจี้ยน ขอประกาศราชโองการในฉินเยว่หวงตี้ ปฐมจักรพรรดิแห่งอาณาจักรต้าฉิน”วันที่สิบ เดือนห้า ปีจี๋เหม่า[1]เว่ยหวางฝูหย่งเสียสละตนเองเพื่อส่วนรวม เนื่องด้วยความสามารถอันศักดิ์สิทธิ์ จึงล่วงรู้ถึงจุดจบของชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงใช้อายุขัยที่เหลืออยู่เพื่ออุทิศให้กับความสงบสุขของแผ่นดิน
ตายแล้ว”“ยังเพคะ พระชายาเบ่งอีกนิดเพคะ ทารกกลับหัวแล้ว”“อึก! ไม่ไหวแล้ว ซินเอ๋อร์ เจ้าต้องอดทนนะ ข้าเจ็บจนหมดแรงแล้ว!”เขานอนอยู่นอกม่าน ตั้งแต่ที่นางบอกว่าจะคลอด เขาก็รู้สึกปวดร้าวไปทั่วทั้งตัว ความเจ็บปวดนี้ยิ่งกว่าการถูกก้อนหินบดทับร่างกายเสียอีก ขณะที่ก่อนหน้านี้เขาถูกหามเข้ามาในห้องเพราะอยากเข้ามาให้กำลังใจชายารัก ทว่านางกลับเป็นฝ่ายปลอบโยนเขามาตลอดทางด้วยสีหน้าตื่นตระหนกมิใช่ตื่นตระหนกเพราะนางกำลังจะคลอดแต่เป็นเพราะความเจ็บปวดทั้งหมดกลายเป็นเขารับแทนต่างหากเล่าขณะที่นางปีนขึ้นเตียง ผ้าม่านกระเพื่อมไหวเล็กน้อย ได้ยินเสียงกัดฟันของจื่อเว่ยก็รู้สึกไม่ใคร่สบายใจนัก ขณะที่มีคนช่วยนางทำคลอด จื่อเว่ยกลับถูกองครักษ์ตรึงแขนขาไว้แน่นเพื่อมิให้เขาทำร้ายตัวเองนางกำนัลที่ช่วยทำคลอดคอยสั่งให้ฝูซินค่อยๆ เบ่งทารก รู้สึกประหลาดใจมากที่เสียงของจื่อเว่ยนั้นสอดคล้องกับจังหวะการทำคลอดของพวกนางเป็นอย่างยิ่ง“ซินเอ๋อร์!” จื่อเว่ยตะโกน แม้จะเจ็บปวดแต่ก็ห่วงนางว่าจะไม่สามารถคลอดทารกได้โดยง่าย“เบ่งเพคะ!”เสียงร้องของฝูซินดังขึ้นเพราะออกแรงเล็กน้อย ขณะเดียวกันจื่อเว่ยก็แหกปากเสียงดังราวกับฟ้าผ่า เม
หลังจากนั้นจื่อเว่ยก็กลับมาอยู่จวนเซี่ยโหวฝูซินได้พบกับเซวียนหลินอีกครั้ง น้องสาวตัวน้อยของนางบัดนี้เติบโตเป็นหญิงสาวโฉมงาม เนื่องด้วยเป็นน้องเล็ก จึงแทบมิได้ฝึกปรือเพลงยุทธ์อย่างที่บรรดาพี่น้องคนอื่นต้องเรียนรู้ แต่เดิมนางก็ถูกเลี้ยงดูประดุจไข่ในหินอยู่แล้ว ครั้นมาอยู่จวนเซี่ยโหว นางจึงได้เรียนรู้งานบ้านงานเรือนจากหยวนเหล่าไท่และสวีฟูเหริน เปิดเผยความสามารถทางด้านนี้ได้อย่างโดดเด่นที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด แม้กระทั่งฝูซินที่เห็นผลงานที่น้องสาวฝึกปรือมาก็ต้องข่มความขมขื่นในใจพร้อมกับเอ่ยชมไม่หยุดปากช่วงแรกเซวียนหลินถูกเซี่ยหย่งชิงกลั่นแกล้งอยู่บ้าง แต่หลังจากที่นางเศร้าซึมไปเพราะทราบข่าวที่ฝูซินหายตัวไป ชายหนุ่มก็ทำตัวดีขึ้นเล็กน้อย ทว่าเขาปลอบสตรีไม่เป็น ดังนั้นจึงได้แต่กล่าววาจาร้ายกาจให้เซวียนหลินคิดเอง นานเข้านางก็คร้านจะพูดคุยกับเขา เรียกได้ว่าทั้งจวนเซี่ยโหว นอกจากเซี่ยหย่งชิงแล้ว นางพูดคุยกับทุกคน ทำเหมือนเขากลายเป็นอากาศธาตุหลังจากที่จื่อเว่ยและฝูซินย้ายมาอยู่ในจวนเซี่ยโหวชั่วคราว เซี่ยหย่งชิงก็หนีไปจูเหอจื่อ ทิ้งสายตาคาดโทษเซวียนหลินไว้“น้องเก้า เจ้าอยากกลับไปแคว้นเว่ยห
วันเวลาค่อยๆ ดำเนินไป จื่อเว่ยตัดสินใจคืนตำแหน่งไท่จื่อแล้วพาฝูซินไปพักที่จวนเซี่ยโหว ข้ออ้างที่ใช้ได้ดีก็คือเขาเหนื่อยล้าทั้งกายและใจองค์จักรพรรดิจนคำพูด ตามที่สัญญาไว้ กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำอีกทั้งพระองค์ทรงหมดเรี่ยวหมดแรงกับโอรสอย่างจื่อหยางเสียแล้วสิ่งที่ทำร้ายจิตใจจักรพรรดิที่สุดคือการที่โอรสมีความคิดที่เป็นพิษร้าย จื่อหยางเข้าใจว่ามารดาถูกหยินซีหวงโฮ่ววางยาพิษจนเสียชีวิต หากแต่ความจริงที่จักรพรรดิและหวงโฮ่วปิดบังไว้ นั่นคือคนที่วางยาพิษซ่างกวนเหม่ยเหรินก็คือ...ซ่างกวนเจี๋ยอวี๋เดิมทีจักรพรรดิทรงเห็นใจที่สกุลซ่างกวนตกต่ำ จึงไม่เปิดโปงเรื่องนี้ หากแต่ไม่คิดว่านางกลับปลูกฝังความคิดร้ายแรงให้กับโอรส จนเกือบทำให้พี่น้องฆ่ากันตายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวโยงกันเป็นใยแมงมุม คนที่สมควรต้องถูกลงโทษก็ต้องโดนในสายพระเนตรของฉินเยว่หวงตี้และหยินซีหวงโฮ่ว บุรุษที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้านั้นคือคนที่หลายปีมานี้ ทำให้ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นกังวลตลอดมาตั้งแต่ที่จื่อเว่ยลืมตาดูโลก เว่ยหวางฝูหย่งก็ได้เปิดคำทำนายที่เขียนทิ้งไว้ก่อนหน้านั้นหลายปี แล้วมอบมันให้กับเขา“โอรสที่มีความสามารถจะช่วยกำจัดภั
ในที่สุดสถานการณ์ก็เริ่มกลับคืนสู่ปกติองค์ชายสี่ปะทะแตกหักกับเฮ่อเอ่อร์หลาน เพราะได้รับความช่วยเหลือจากคนในเผ่าหมาป่า ท้ายที่สุดจึงอาศัยความได้เปรียบทางชัยภูมิเอาชนะได้ในที่สุด สร้างชื่อเสียงให้เขากลายเป็นจอมทัพที่โดดเด่น เลื่อนตำแหน่งจากรองแม่ทัพกลายเป็นแม่ทัพกำราบพายัพเมื่อเหล่าขุนนางถูกไท่จื่อปล้นชิงสินค้าที่กักตุนในคลังสมบัติ โดยมีมหาโจรอย่างจักรพรรดิทรงให้ท้าย พวกเขาก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงในการแข็งข้อต่อจักรพรรดิ แต่ละคนใบหน้าน่าเกลียดเสียยิ่งกว่าหัวผักกาดเหี่ยว ขณะเดียวกันเรื่องขององค์ชายห้าและซ่างกวนเจี๋ยอวี๋นั้นกำลังเป็นที่ร้อนแรงและถกเถียงกันไท่จื่อกลับคืนวังหลวงด้วยอาการบาดเจ็บเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็มีข่าวดีว่าหวงไท่จื่อเฟยเองก็ปลอดภัยดีวันนี้มิ่งจูมาเยี่ยมไท่จื่อในตำหนัก นางหอบร่างที่หน้าท้องนูนเล็กน้อยเดินเข้ามาในห้องบรรทม ใบหน้างดงามตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อมองฝูซิน ท่าทางเวทนาที่แสดงออกนั้นมาพร้อมกับวาจาอันไพเราะ “พี่หญิงหายตัวไปนาน มิ่งจูเป็นห่วงเหลือเกิน ทราบมาว่าท่านหายไปกับองครักษ์ของไท่จื่อ เกิดอะไรขึ้นหรือ”จ้าวลั่วเอินที่กำลังตรวจอาการให้จื่อเว่ยซึ่งนอนหลับสนิทมุมปากก







