LOGINค่ำคืนแรกในอาณาจักรต้าฉินช่างน่าอึดอัด ฝูซินพลิกกายไปมาบนเตียงนอน หนุนแขนมองฝ่าความมืดไปยังมุมหนึ่งของห้อง ถัดไปไม่ไกลบนตั่งยาวคือเสี่ยวหลันและหว่านเอ๋อร์ นางกำนัลรับใช้คนสนิทของนางที่กำลังนอนกรนเบาๆ พลางคิดว่าช่างเป็นนางกำนัลที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ถึงกับนอนหลับก่อนนางได้อย่างไร
อากาศในฤดูหนาวของที่นี่ไม่หนาวจัดดังเช่นแคว้นเว่ย กระนั้นแล้วก็ยังถือว่าหนาวเย็นอยู่มาก เคราะห์ดีที่ห้องของนางเป็นห้องอุ่น ใต้เตียงเป็นเตียงเตาที่รักษาความอบอุ่นอย่างพอดี ยามนอนนางจึงไม่จำเป็นต้องสวมอาภรณ์มากชิ้น
ทว่าเพราะความไม่คุ้นเคยเช่นนี้ สุดท้ายนางจึงพลิกกายลงจากเตียง คว้าเสื้อคลุมขนเตียวสีขาวบริสุทธิ์ที่แขวนอยู่ไม่ไกลเข้ามาคลุมกาย สวมรองเท้า ก้าวเดินอย่างเงียบกริบออกไปด้านนอก
ปุยหิมะขาวโพลนบนพื้นคล้ายกับส่องแสงรางๆ ฝูซินเดินลัดเลาะผ่านพุ่มไม้ในตำหนัก เดินอย่างไร้จุดหมายพักหนึ่ง พลันเห็นศาลาริมน้ำอยู่ไม่ไกล วันนี้จันทร์ครึ่งดวง แสงสว่างไม่มากมายนัก แต่เพราะนางถูกฝึกฝนให้คุ้นเคยกับความมืด การเดินเท้าฝ่าความมืดตามลำพังไปยังศาลาริมน้ำจึงมิใช่เรื่องลำบากอันใด
ในศาลาคือโต๊ะหินตัวหนึ่ง เก้าอี้ไม้สี่ตัววางอย่างไม่เข้าชุด ฝูซินลากเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งออกมาให้ติดระเบียงของศาลาริมน้ำก่อนจะนั่งลง เอนตัวหนุนแขนกับพนักพิง ทอดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
ค่ำคืนฤดูหนาว ท้องฟ้ามีเมฆบางเบา ดวงดาวทอแสงพร่างพราวสอดรับกับแสงจันทร์อ่อนจาง คล้ายกับว่าไม่มีอะไรเด่นกว่ากัน ไม่มีอะไรแย่งความโดดเด่นไปจากกันและกัน
นางมองดาวดวงหนึ่งทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นดาวที่ทหารทุกคนต้องจดจำให้มั่น เพราะมันคือดาวที่ชี้ทางกลับสู่บ้าน
ดาวจื่อเวย[1]
ในความเชื่อของชาวเว่ย ดาวจักรพรรดิจะส่องสว่างเมื่อบ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น ทว่าตั้งแต่ที่อดีตเว่ยหวาง บิดาของนางสิ้นพระชนม์ ดาวจื่อเวยก็พลันอ่อนแสงลงอย่างน่าประหลาด เสด็จพี่และธิดาเทพประจำแคว้นเคยบอกว่า นี่เป็นสัญญาณแห่งสงครามและความวุ่นวาย
ฝูซินก้มหน้าลง เป่าลมร้อนใส่มือทั้งสองข้างเพื่อคลายความหนาวเย็น ชะงักอยู่ในท่านั้นเนิ่นนาน ไหล่ของนางสั่นเทาน้อยๆ ในความมืด อุ้งมือสัมผัสได้ถึงของเหลวอุ่นร้อนที่รินรด
ห่างไปไม่ไกล...
ร่างสูงของคนในอาภรณ์สีเข้มยืนกอดอกมองอย่างเงียบงัน ทุกอากัปกิริยาของนางล้วนตกอยู่ในสายตาอันคมกริบของเขา ชายหนุ่มหลุบตามองสองมือของตนในเงามืด ก่อนจะเอื้อมมือเด็ดใบไม้ใบหนึ่งออกมา เขาก้าวถอยหลัง เพียงพริบตาร่างนั้นก็หายไปในเงามืด
ฝูซินสะดุ้งน้อยๆ เสียงเป่าใบไม้อันไร้ที่มาดังกังวาน หญิงสาวรีบเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า เหลียวมองหาต้นกำเนิดเสียงทว่ากลับจับทิศทางไม่ได้
ดนตรีจากใบไม้แว่วหวานระคนเศร้าสร้อย คล้ายกับเสียงปลอบประโลมของสายลมอันหนาวเหน็บในต้าฉิน
เมื่อไม่รู้ที่มาของต้นเสียง นางจึงเลิกสนใจจะเสาะหา อารมณ์ในตอนนี้ไม่เหมาะกับการสนทนาพาทีกับใคร สุดท้ายจึงโน้มศีรษะหนุนแขนตนเอง ปล่อยให้เสียงดนตรีนั้นกล่อมเกลาอารมณ์จนผ่อนคลาย
เพราะความเหนื่อยล้าและเคร่งเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันจึงทำให้
ฝูซินเผลอคลายความระมัดระวังอันตรายโดยรอบ ครั้นถูกเสียงเป่าใบไม้นั้นสะกด นางจึงตกสู่ห้วงนิทราในเวลาไม่นานร่างสูงใหญ่กระโดดลงมาจากหลังคาด้วยฝีเท้าเบากริบ เขาเยื้องย่างอย่างเชื่องช้า อาภรณ์สีเข้มยาวลากพื้น ชายหนุ่มดึงเก้าอี้วางไว้ข้างตัวนาง ทรุดกายนั่งลง หันหน้าเข้าหานางแล้วหนุนแขนในท่าเดียวกัน
ระยะห่างระหว่างทั้งคู่แค่เอื้อมมือ ขณะเดียวกันก็คล้ายห่างไกลเป็นพันลี้
ดวงตาดำสนิทดุจท้องฟ้ายามราตรีทอประกายน้อยๆ เคลื่อนปลายนิ้วไปยังพวงแก้มเย็นเฉียบ ทว่ากลับชะงักกลางคันแล้วลดมือลง
“องค์หญิงเพคะ…ตื่นเถิดเพคะ”
“องค์หญิง พระองค์จะขี้เซาเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ”
เสียงร้องเรียกของเสี่ยวหลันและหว่านเอ๋อร์คล้ายกับเสียงยุงดังขึ้นข้างหู ฝูซินยกผ้าห่มขึ้นคลุมโปงด้วยความรำคาญ ทว่ากลับถูกนางกำนัลทั้งสองดึงลงอย่างรวดเร็ว
“องค์หญิงเพคะ ฝ่าบาทจะเสด็จกลับแล้วนะเพคะ”
“อะไรนะ! เสด็จพี่จะกลับแล้ว!”
หญิงสาวทะลึ่งตัวขึ้น ดวงตาหรี่ลงเพราะแสงสว่างที่สาดเข้ามาในห้อง นางขยี้ตาสองสามครั้ง น้ำเสียงไม่มีเค้าความงัวเงียหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย
“เหตุใดจึงรีบเดินทางเร็วขนาดนี้”
หว่านเอ๋อร์ยกน้ำมาให้นางล้างหน้าสีฟัน
ฝูซินถอดเสื้อคลุมออก ล้างหน้าอย่างลวกๆ ทว่าอาภรณ์ที่ไม่คุ้นตาทำให้นางชะงัก เหลือบมองด้วยความงุนงง
เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำมาจากไหนกัน?
แล้วเมื่อคืนใครพานางกลับมานอนที่นี่?
หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างแคลงใจ รับผ้ามาเช็ดหน้าแล้วหันไปถามสองนางกำนัล “เมื่อคืนข้ากลับมาที่นี่ได้อย่างไร”
“เมื่อคืน?” เสี่ยวหลันเอียงคอด้วยความงุนงง หันไปสบตากับหว่านเอ๋อร์
“เมื่อคืนอะไรเพคะ องค์หญิงมิได้บรรทมตั้งแต่กลับมาหรอกหรือเพคะ”
ไม่ถูกต้อง!
เสี่ยวหลันและหว่านเอ๋อร์มิใช่คนขี้เซาถึงขั้นที่มีคนเข้าออกแล้วจะไม่รู้ตัว เมื่อคืนนางคิดว่าเพราะสองคนนี้อ่อนเพลียจึงไม่ปลุก ทว่าหากมีคนพานางเข้ามานอน อย่างน้อยกลิ่นกายที่ผิดแผกไปก็ต้องทำให้สองคนนี้จับความผิดปกติได้สิ
เสี่ยวหลันและหว่านเอ๋อร์เป็นหญิงสาวสองคนสุดท้ายที่มีชีวิตรอดในเผ่าหมาป่า ยามที่ฝูซินติดตามอดีตเว่ยหวางเสด็จประพาสที่เขตแดนของชาวแมนจู เป็นนางที่เก็บเด็กหญิงเร่ร่อนสองคนซึ่งมีชีวิตรอดจากสงครามระหว่างเผ่ามาเลี้ยงดู
ในอดีตเผ่าหมาป่าช่วยเหลือต้าฉินและแคว้นเว่ยเอาไว้ไม่น้อย มิคาดว่าเพราะเหตุนี้กลับต้องถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในที่สุด
เผ่าหมาป่ามีความสามารถพิเศษ นั่นคือแยกแยะกลิ่นที่แปลกประหลาดได้ แล้วเหตุใดนางกำนัลทั้งสองจึงทำราวกับไม่รู้เรื่องเช่นนี้
ฝูซินหยิบเสื้อคลุมสีดำยื่นให้หว่านเอ๋อร์ “ลองดมดูสิ เป็นกลิ่นใคร”
หว่านเอ๋อร์รับมาอย่างงงๆ ก้มลงสูดดมกลิ่นที่ติดบนเสื้อคลุม
ทันใดนั้นดวงตาเรียวของนางกำนัลหว่านเอ๋อร์พลันกลอกไปมา ก่อนจะยื่นให้พี่น้องของตน “เสี่ยวหลัน ลองดมดู”
เสี่ยวหลันดมกลิ่น ขมวดคิ้วมองฝูซินอย่างสงสัย “องค์หญิง นี่มันกลิ่นกายของพระองค์ ไม่มีกลิ่นแปลกปลอมนะเพคะ”
“เป็นไปไม่ได้”
“แต่จมูกของหม่อมฉันสองคนไม่เคยผิดพลาดนะเพคะ”
“ช่างเถอะ รีบไปส่งเสด็จพี่ก่อน”
เว่ยหวางฝูเจี้ยนรีบกลับแคว้นเว่ยเช่นนี้ต้องมีเรื่องราวไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน ฝูซินมิอาจรั้งรอได้แม้แต่น้อย หว่านเอ๋อร์รวบผมให้นางอย่างวดเร็วแล้วรีบใส่รองเท้า จากนั้นจึงสวมอาภรณ์ของแคว้นเว่ยสีฟ้าเข้มที่ปักลวดลายผีเสื้อด้วยดิ้นเงินตรงชายกระโปรง ทับด้วยเสื้อคลุมขนเตียวสีขาว เร่งฝีเท้าเพื่อออกไปส่งเสด็จพี่ของนาง
ครั้นเดินออกไปนอกตำหนัก ก็พลันพบว่าฝูเจี้ยนและบรรดาแม่ทัพคนสนิทเตรียมตัวพร้อมพรัก องค์จักรพรรดิเสด็จมายังตำหนักเยวียนเหลียนด้วยองค์เอง โดยมีหวงโฮ่วและฟูเหรินทั้งหลายเสด็จตามอย่างเอิกเกริก รวมไปถึงเหล่าองค์หญิงและองค์ชายซึ่งต่างแต่งองค์ประโคมโฉมอย่างไม่มีใครน้อยหน้าใคร
“ถวายพระพรเพคะ” ฝูซินกล่าวรวมๆ มิได้เสียมารยาททว่าก็ไม่ถึงขั้นให้เกียรติอย่างสูงสุด
ถึงอย่างไรเสด็จพี่ของนางก็ยังเป็นเว่ยหวางที่มีศักดิ์ต่ำกว่าจักรพรรดิเพียงน้อยนิด ต้าฉินยังต้องพึ่งพาบรรณาการจากแคว้นเว่ยอยู่ไม่ขาด ทั้งยังมีข้อตกลงบางอย่างร่วมกันอยู่ แม้ว่าความแค้นเคืองจะสุมอยู่ในอกของนางจนมิอาจเก็บซ่อนเอาไว้ได้ แต่เสด็จพี่ของนางบอกเพียงว่า…ต้องรอ
นางไม่รู้ว่าต้องรออะไร ทว่าเมื่อคืนนี้ ฝูเจี้ยนได้บอกกับนางไว้ว่า หากนางไม่รั้งอยู่ที่ต้าฉิน ฉู่หวางจะต้องให้องค์ชายรองยกทัพเข้ามาหาข้ออ้างพัวพันเป็นแน่แท้ แม้ว่าสองแคว้นจะยอมสวามิภักดิ์ต่อจักรพรรดิ แต่แคว้นฉู่ที่ตอนนี้มีกองกำลังและทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์กลับสามารถงัดข้อกับอาณาจักรต้าฉินได้อย่างง่ายดาย เพื่อป้องกันข่าวลือซ้ำซ้อนจนเกิดเรื่องที่สร้างความแค้นเคืองต่อแคว้นเว่ย จักรพรรดิต้าฉินจึงออกอุบายให้แต่ละแคว้นส่งองค์หญิงหรือองค์ชายมาเป็นบรรณาการ
“ตามสบายเถอะ เว่ยหวางจะเสด็จกลับแคว้นแล้ว ช่างรวดเร็วนัก” จักรพรรดิตรัสด้วยพระสุรเสียงทุ้มต่ำ แววพระเนตรกลับมิได้อาลัยอาวรณ์อะไรนัก
“ฝ่าบาท ข้าเองก็มีงานที่ต้องสะสาง หลังจากเสด็จพ่อ…หลังจากขึ้นรับตำแหน่ง ก็ได้รู้ถึงความยากลำบากในการครองราชย์ หากไม่รีบกลับ เกรงว่าจะเกิดเรื่องราวมากมายขึ้นมาจนไม่อาจระงับ”
“หึๆ เว่ยหวางไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้ เราจะให้โอรสของเราดูแลพวกนางอย่างดี”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท ฝูเจี้ยนจะไม่มีวันลืม”
ฝูซินเดินเข้าไปหาผู้เป็นพี่ชาย สวมกอดเขาตามธรรมเนียมของแคว้นเว่ย ก่อนจะกระซิบเสียงค่อย “เหตุใดจึงไม่บอกข้าก่อน”
“อยู่ต่อไม่ได้แล้ว บ้านเมืองไร้ผู้ปกครอง ไม่รู้เหลือบไรจะมาเกาะแกะเมื่อไร อยู่ทางนี่ดูแลตัวเองด้วย” ถึงแม้จะกล่าวเช่นนั้น ทว่าทั้งสองต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ในแคว้นเว่ยยังห่างไกลจากคำพูดที่ฝูเจี้ยนกล่าวออกมามากนัก
“อืม”
ฝูซินดันตัวออก กล่าวเสียงพร่า “ฝูซินน้อมส่งเสด็จพี่”
“เราขอให้ท่านโชคดี”
หวงโฮ่วและเหล่าฟูเหรินทั้งหลายย่อกายให้กับฝูเจี้ยน
“น้อมส่งเว่ยหวางเพคะ”
แม้ว่าจะมีตำแหน่งจักรพรรดิ ทว่าตำแหน่งผู้ปกครองของแคว้นฉู่และแคว้นเว่ยกลับเป็นหอกแหลมคอยทิ่มตำต้าฉินมาโดยตลอด แท้จริงเรียกได้ว่ามีศักดิ์เทียบเคียงกันเสียด้วยซ้ำ กระนั้นแล้วเมื่อสวามิภักดิ์ ตำแหน่งผู้ปกครองแคว้นจึงถูกลดระดับลงเล็กน้อย แต่เมื่อเจ้าผู้ปกครองแคว้นใหญ่เข้าพบกับจักรพรรดิ ศักดิ์ฐานะต่ำกว่าจักรพรรดิเพียงครึ่งขั้น แม้แต่หวงโฮ่วยังต้องให้เกียรติถึงแปดส่วน ด้วยเหตุนี้ฝูเจี้ยนจึงจงใจยกกองทัพจำนวนสิบหมื่นมาประชิดตัวเมืองเฟิงหยางโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อย้ำเตือนถึงความมั่นคงทางทหารของแคว้นเว่ย และข่มขวัญผู้คนในวังหลวงมิให้ทำอะไรน้องสาวทั้งสองคนของเขา
“ข้าจะไปแล้ว” ฝูเจี้ยนพูดกับจื่อเว่ย
“อืม…รักษาตัว”
ฉากร่ำลาของทั้งสองบาดตาฝูซินจนต้องก้าวไปดึงแขนฝูเจี้ยนไว้ ขมวดคิ้วแล้วกล่าวย้ำกับเขาด้วยน้ำเสียงราวกับมารดา
“เสด็จพี่ทรงแต่งตั้งหวางเฟยเมื่อไร อย่าลืมมารับหม่อมฉันกลับแคว้นด้วยนะเพคะ”
ฝูเจี้ยนหัวเราะในลำคอ เคาะหน้าผากนางเบาๆ “ข้าจะไปแล้ว”
แม่ทัพนายกองที่รออยู่ด้านหลังคุกเข่าให้กับฝูซิน นายกองบางคนมองนางแล้วพลันดวงตาแดงเรื่อ ทว่าด้วยฐานะชายชาติทหาร ต่อหน้าคนในต้าฉินกลับมิอาจหลั่งน้ำตา ทำเพียงตะโกนอวยพรให้นางและองค์หญิงเซวียนหลินโชคดี
ฝูซินใจหายวาบเมื่อต้องจากพี่ชายที่เลี้ยงดูนางมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ข้างตัวพลันมีเสียงสะอื้นไห้ราวกับเด็กเล็ก นั่นคือองค์หญิงเซวียนหลินซึ่งเป็นน้องสาวต่างมารดาของนางนั่นเอง
“เซวียนหลิน เด็กดี…อย่าร้องนะ” ฝูซินเอ่ยปลอบอย่างประดักประเดิด นางไม่ถนัดปลอบใจใคร ทว่ายิ่งปลอบก็เหมือนอีกฝ่ายร้องไห้ดังกว่าเดิมเสียอย่างนั้น
“องค์หญิงน้อยเพคะ ไม่ร้องนะเพคะ” เสี่ยวหลันคุกเข่ากอดเอว
องค์หญิงเซวียนหลินด้วยความสงสารเวทนา นางกำนัลอีกสองคนซึ่งจนปัญญาแล้วได้แต่ฝากความหวังไว้ที่เสี่ยวหลันรอกระทั่งองค์จักรพรรดิเสด็จจากไป พลันได้ยินเสียงคนออกคำสั่ง “เก็บข้าวของ ย้ายเข้าตำหนักจื่อเยว่”
จื่อเว่ยเดินมาอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง เขาเอ่ยเสียงเรียบ เพียงปรายตา
มององค์หญิงเซวียนหลิน นางก็สะดุ้งจนตัวสั่นเทา ทว่ากลับหยุดเสียงร้องไห้อย่างน่าเวทนา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่กับน้องเก้า”
จื่อเว่ยมิได้เกรี้ยวกราด เอ่ยอย่างใจเย็น “เว่ยหวางฝากข้าดูแลเจ้า เสด็จพ่อก็ทรงอนุญาตแล้ว หากอยากให้น้องสาวของเจ้าอยู่ที่นี่อย่างสงบสุข ตำหนักจื่อเยว่มิใช่ทางเลือกที่ย่ำแย่ใช่หรือไม่”
ฝูซินเหลือบมองไปยังเหล่าองค์ชายที่ยังยืนอยู่ ครั้นเห็นแววตาของแต่ละคนแล้ว นางพลันรู้สึกว่าองค์ชายแห่งแคว้นฉู่ยังไม่แลดูหื่นกระหายเหมือนเหล่าพยัคฆ์ที่รอขย้ำกระต่ายนัก
หากเข้าตำหนักจื่อเยว่ อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าจื่อเว่ยจะไม่สนใจนาง
“ได้”
เสด็จพี่เลือกส่งนางมาที่ต้าฉิน ก็เพื่อหวังให้แคว้นฉู่หมดข้ออ้างในการเจรจาสู่ขอนาง ฝูซินแม้มิใช่หญิงสาวที่หลักจริยาครบถ้วน แต่ก็ถือว่าเป็นหยกชั้นดีที่ถูกขัดเกลาจนงดงาม ด้วยความสามารถในทางทหารและความจงรักภักดีที่เหล่าทหารมีต่อนาง หากองค์ชายรองของแคว้นฉู่ได้ตัวนางไป ก็เท่ากับสร้างโอกาสให้สองแคว้นรวมอำนาจ แย่งบัลลังก์จากอาณาจักรต้าฉินได้
ความอยุติธรรมที่เสด็จพ่อของนางได้รับ ยังไม่ได้รับการสะสาง นางไม่สามารถทำตัวให้เป็นปัญหาเพิ่มขึ้นได้อีก หากเสด็จพี่ของนางบอกว่าจื่อเว่ยคือคนที่นางควรเชื่อถือ นางก็จะทำใจเชื่อเขา
ฝูซินย่อกายปลอบประโลมองค์หญิงเซวียนหลิน ไม่ทันสังเกตแววตาของจื่อเว่ยเลยแม้แต่น้อย กลับเป็นหว่านเอ๋อร์ที่ย่นจมูก กะพริบตาถี่ๆ ด้วยความงงงัน
ด้วยความสงสัยนั้น สุดท้ายก็ต้องเอ่ยถามอย่างเสียมารยาท “ฉงเยว่ไท่จื่อเพคะ นางกำนัลในตำหนักพระองค์ใช้อะไรอบฉลองพระองค์หรือเพคะ”
[1] 紫微星 (Zǐwēixīng) จื่อเวยซิง ซึ่งเป็นดวงดาวแห่งจักรพรรดิ “ดาวจื่อเวย” นี้เป็นชื่ออีกเรียกอย่างของดาวเหนือ 北极星 (běijíxīng) เป่ยจี๋ซิง
แท้จริงแล้วเถ้าแก่โรงเตี๊ยมริมทะเลสาบก็คือผู้คุมกฎของสำนักคุ้มภัยที่จื่อเว่ยเปิดไว้อย่างลับๆ เนื่องด้วยต้าฉินแม้จะสถาปนาเป็นอาณาจักรใหญ่ รวมทั้งสามารถทำให้สองแคว้นใหญ่อย่างแคว้นเว่ยและแคว้นฉู่สวามิภักดิ์ได้ แต่กระนั้นแคว้นลำดับรองลงมาทั้งหลายก็ยังมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ฉินเยว่หวงตี้จึงไม่สามารถบีบคั้นเพื่อสืบสาวราวเรื่องได้จื่อเว่ยอาศัยที่มีอาจารย์เป็นเพียงผู้อาวุโสที่ไม่ได้รับราชการในสำนัก มิใช่มหาราชครูดังเช่นอาจารย์ของพี่น้องคนอื่น หลังจากรับรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นภายใต้ฉากหน้าที่สงบสุขของแผ่นดิน อาจารย์ของเขาจึงเสนอให้จัดตั้งหน่วยข่าวกรองขึ้นมาเสียเอง ภายนอกผู้คนต่างก็คิดว่าสำนักคุ้มภัยเฟิงอวิ๋นคือสำนักคุ้มภัยที่เฟิงเสียนจีรับช่วงต่อมาจากบิดา แต่มีคนน้อยนักที่รู้ว่าสกุลเฟิงของเฟิงเสียนจี เป็นคนละสาขากับสกุลเฟิงของสำนักคุ้มภัยเฟิงอวิ๋น ซึ่งจื่อเว่ยใช้หยาดเหงื่อต่างน้ำ ทำงานให้กับองค์จักรพรรดิเพื่อแลกกับทองจำนวนหนึ่งมาซื้อกิจการสำนักคุ้มภัยไว้ โดยที่ได้เฉินเจิ้งหานอดีตแม่ทัพในฉินหวางพระองค์ก่อนและลูกน้องอีกจำนวนหนึ่งมาช่วยดูแลภายใน ห
“มีอะไรจะรายงานข้า”น้ำเสียงนั้นดังทุ้มกังวาน แฝงกลิ่นอายอันตรายสามสี่ส่วน เปลวไฟจากคบเพลิงในห้องสี่เหลี่ยมไหววูบ ก่อเกิดเป็นเส้นสายแปลกตาบนใบหน้าทะมึนของชายหนุ่มที่นั่งตรงหัวโต๊ะ“มีคนกว้านซื้อแร่เหล็กจากพ่อค้าในเมืองเล็กๆ มากักตุนไว้จนหมดตลาด รวมไปถึงดินประสิวและมูลค้างคาวจำนวนมาก ป่าไม้ทางแถบทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นสู่ถูกตัดโค่นไปกินอาณาบริเวณรัศมีหลายสิบลี้ แต่ยังมิได้ขนย้าย คาดว่าเมื่อถึงคราวหน้าน้ำ ลำน้ำสวินเหอจะเป็นกุญแจสำคัญพ่ะย่ะค่ะ”“ทางแคว้นสู่ว่าอย่างไร ตัดไม้มากมายขนาดนี้ มิได้แจ้งทางการหรอกรึ”“คนของเราแจ้งว่า เป็นคหบดีคนหนึ่งจะสร้างบ้านพ่ะย่ะค่ะ แต่ก็มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในพื้นที่อื่นบ้างประปราย”“สั่งคนของเราจับตาดูไปก่อน ไม้เป็นของชิ้นใหญ่ หากจะเคลื่อนย้ายย่อมเป็นที่จับตามอง ทว่าพ่อค้าที่สามารถกว้านซื้อแร่เหล็กได้ หากไม่ได้รับหนังสืออนุญาตจากทางการ ก็เป็นไปได้ว่าซื้อในนามของพ่อค้าจำนวนมาก” เขานิ่งคิด “ทางจูเหอจื่อเป็นอย่างไร”“คุณชายรองบอกว่าหลังจากที่ข่าวลือแพร่ออกไป คนต่างถิ่นก็มากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”“มีอะไรอีกหรือไม่”“ทางสำนักคุ้มภัยเตรียมที่พักให้พร้อมแล้ว ทว่าช่วง
ปลายยามซวี[1]จื่อเว่ยสั่งให้ซีจื่อหลางหยุดขบวนรถม้าใกล้หมู่บ้านริมทะเลสาบซีเจ๋อ ขบวนรถม้าจอดเทียบหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผู้สัญจรมากมาย องครักษ์หนุ่มสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมมา ครั้นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมสบตากับซีจื่อหลางก็จดจำได้ในทันทีเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ไม่คล้ายกับวาณิชทั่วไปนัก เขาสั่งการให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตระเตรียมห้องพักและอาหารครั้นสั่งการเสร็จ เถ้าแก่จึงเดินเข้ามาใกล้กับประตูรถม้า พูดขึ้นว่า “นายท่าน เชิญขอรับ”“อืม…” จื่อเว่ยตอบรับคำหนึ่งแล้วกันมาพูดกับฝูซิน “ลงไปกันเถอะ”ฝูซินพยักหน้า รอให้จื่อเว่ยลงจากรถม้า จากนั้นจึงตามไปภาพที่ชายหนุ่มประคองหญิงสาวลงจากรถม้า ได้ติดตรึงตราในใจเหล่าบริวารของจื่อเว่ยนับแต่นั้นมา“พวกเขาตกใจอะไรกันหรือ” ฝูซินเห็นแต่ละคนอ้าปากค้างก็เกิดความสงสัย ทว่าเพียงพริบตาเดียวคนเหล่านั้นก็มองนกมองไม้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่ล่ะ…ไท่จื่อเล่นปรายตามองขนาดนั้น ผู้ใดจะขวัญกล้าเทียมฟ้าได้เล่า“คารวะนายท่าน…”“ฟูเหริน” จื่อเว่ยบอก“คารวะฟูเหริน” ดวงตาของเถ้าแก่เป็นประกาย ก้มศีรษะประสานมือคารวะ ด้านหลังเขาคือชายฉกร
หลังจากข้ามสะพานไม้ไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำก็พบว่ามีรถม้าจอดรออยู่ก่อนแล้ว ถูฟางและถูฟงแตกตื่นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีองครักษ์ที่รออยู่ไม่ต่ำกว่าสิบนาย“ซ่านจื่อ…เจ้าเป็นแค่ใต้เท้าธรรมดาจริงหรือ” ถูฟงถามขึ้น สีหน้าหวาดระแวงอย่างถึงที่สุด“กลัวรึ” จื่อเว่ยถามกลับ แววตาเย็นชาวาบผ่าน ภายใต้แสงคบเพลิงแลดูน่ากลัวอย่างยิ่งถูฟงสะดุ้ง “ใครบอก!”“รถม้าสำหรับนายท่านและฟูเหริน เจ้าสองคนควรจะขี่ม้าเป็นกระมัง” ซีจื่อหลางกล่าวขึ้น จูงม้าสองตัวมาใกล้คนทั้งสองถูฟงเห็นม้าก็ตาวาว รีบเข้ามาลูบคลำแล้วพูดน้ำเสียงอ่อนลง “ม้าดี…ม้าดี ขอบใจเจ้ามาก”“อาฟาง มาสิ”ถูฟางมองรถม้าตาละห้อย แม้นางจะเติบโตในชนเผ่าที่ย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยเปื่อย แม้จะคุ้นเคยกับการขี่ม้า ทว่านางเองก็อยากนั่งรถม้านี่นา“อาฟาง เจ้าขี่ม้าไม่เป็นรึ”ครั้นจื่อเว่ยถามขึ้น ถูฟางก็มีเสีหน้าเลิ่กลั่ก บิดแขนไปมาแล้วกล่าวอย่างขัดเขินว่า “เป็นสิ ข้าย่อมขี่ม้าเป็นอยู่แล้ว พี่ซ่านจื่อไม่ต้องเป็นห่วง ข้าถูฟางร่างกายแข็งแรง ขี่ม้าเรื่องเล็ก เรื่องอุ้มท้องยิ่ง…แค่ก!”ถูฟงเอามืออุดปากน้องสาว “หุบปาก เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหลอะไร”จื่อเว่ยเลิกสนใจคนทั้งสอง เขาพยุงฝ
“ฟูจวิน…เหตุใดท่านจึงเดินเปลือยอกไปมาในบ้านเช่นนี้” ฝูซินเอ่ยขึ้น นางยกสำรับเข้ามาในบ้าน อาหารสองสามอย่างที่นางทำส่งกลิ่นหอมกรุ่นจนตัวโง่งมในท้องของจื่อเว่ยร้องครวญครางไม่หยุด จื่อเว่ยไหวไหล่น้อยๆ คว้าเพียงเสื้อตัวนอกสวมคลุมเรือนกายอย่างลวกๆ แล้วนั่งลงรอให้นางปรนนิบัติอย่างเคยชิน ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เผื่อว่าเจ้าจะติดใจแผงอกกำยำของข้าจนไม่อยากทำงานบ้านบ้าง”มือที่ตักข้าวของนางชะงัก ฝูซินปรายตามองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกสะดุดใจกับรอยแผลบนผิวกายของเขาจึงอดถามไม่ได้ “ท่านเคยยกทัพจับศึกมาก่อนหรือ เหตุใดนอกจากรอยแผลจากธนูแล้วยังมีรอยแผลแปลกๆ อีกสองสามรอย”จื่อเว่ยใช้มือแหวกอกเสื้อ ชี้รอยแผลให้นางดู “สองรอยนี้หรือ”“อืม” นางพยักหน้า เก็บถาดอาหารไว้บนชั้นวางแล้วนั่งลงตรงข้ามกับเขา ท่าทางการจับตะเกียบเรียบง่ายเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง “เห็นทีว่ารอยแผลนี้คงสำคัญมาก เพราะที่จริงด้วยสภาพร่างกายของท่าน เพียงรักษาอย่างถูกวิธี บาดแผลก็คงจางลงไม่ต่างกับรอยธนู”จื่อเว่ยคีบเนื้อให้นาง ท่าทางยามกินอยู่ร่วมกันของทั้งสองมิได้ประดักประเดิดแต่อย่างใด ชายหนุ่มหญิงสาวผลัดกั
อากาศช่วงปลายวสันต์ยังไม่คลายความหนาวเย็นเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีฝนโปรยปรายเป็นระยะเสียจนผู้คนตระเตรียมการเพาะปลูกไม่ทัน ทิวทัศน์รอบหมู่บ้านของชนเผ่าหมาป่าแดงเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง พลอยทำให้ความเงียบเหงาจากช่วงฤดูหนาวบรรเทาเบาบางลงบ้าง“หูเตี๋ย ซ่านจื่อ มีใครอยู่หรือไม่” ถูฟงตะโกนเรียกแข่งกับเสียงของฝนที่เทกระหน่ำลงมา ชายหนุ่มชะเง้อคอมองหาคนทั้งสอง เตาไฟยังมีควันอยู่ แต่ประตูบ้านเรือนกลับปิดสนิทไม่คล้ายมีคนอยู่ถูฟงวางห่อผ้าในมือไว้บนแคร่ไม้ไผ่ ครั้นจะเปิดประตูเพื่อเข้าไป พลันเห็นว่าจื่อเว่ยกำลังแง้มประตูมองเขาอยู่ด้วยแววตาเย็นชา จื่อเว่ยสวมแต่เพียงกางเกงตัวเดียว เผยมัดกล้ามแน่นตึงและร่องรอยแดงจ้ำที่เกิดจากศึกอันดุเดือดในยามค่ำคืน ซึ่งทำให้ถูฟงเองก็อดกลืนน้ำลายด้วยความริษยาในใจไม่ได้ “มีอะไร”เพียงเห็นสภาพของจื่อเว่ย ผู้มาเยือนก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าข้างในมีอะไรเกิดขึ้น ด้วยความกระอักกระอ่วนจึงรีบคว้าห่อผ้าโยนให้เจ้าของบ้าน กล่าวด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นแฝงความขุ่นข้องอยู่ในทีถูฟงจอมริษยามีหรือจะรู้เท่าทันจอมเจ้าเล่ห์อย่างจื่อเว่ย เขาจงใจแสดงออกขนาดนี้ ที่ไม่ยอมสวมใส่เสื้อก็เพ







