Masuk“ไอ้ไวท์…”วินเชนต์เอ่ยเรียกเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะหันไปสบตาอีกฝ่าย“มึงอย่าให้ลูกพีชรู้เรื่องนี้นะ.. เดี๋ยวกูจะหาทางบอกเขาเอง”ไวท์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอนหลังพิงโซฟาอย่างเหนื่อยหน่าย“เออ… กูไม่พูดก็ได้ แต่กูถามมึงหน่อยเถอะ”ไวท์หันกลับมามองเพื่อนสนิทด้วยแววตาจริงจัง“มึงคิดว่าจะปิดเรื่องนี้ไปได้นานแค่ไหนวะ.. ข่าวใหญ่ขนาดนั้นนะเว้ย ไม่ใช่เรื่องที่มึงจะเอาเงินไปปิดปากใครแล้วจบ”วินเชนต์ขบกรามแน่นเขารู้… รู้ดีเสียยิ่งกว่าใครว่าต่อให้ไวท์ไม่พูด ลูกพีชก็มีโอกาสรู้เรื่องนี้จากที่อื่นอยู่ดีเพียงแค่เธอเปิดโทรศัพท์ขึ้นมา… หรือบังเอิญเห็นข่าวจากโทรทัศน์… ความลับที่เขาพยายามปิดบังเอาไว้ก็อาจถูกเปิดเผยในพริบตา“กูรู้!” เขาตอบอย่างหงุดหงิด“กูก็แค่ขอเวลาคิดหน่อยไม่ได้หรือไงวะ!”“แล้วมึงจะคิดอะไรอีก” ไวท์สวนกลับทันที“คิดว่าจะบอกน้องเขายังไง หรือคิดว่าจะทำยังไงให้น้องเขายอมเป็นเมียน้อยมึงต่อไป”“ไอ้ไวท์!”“กูพูดผิดตรงไหน!.. มึงกำลังจะแต่งงานนะเว้ย!”ไวท์จ้องหน้าเพื่อนสนิทอย่างไม่ลดละ“แล้วมึงจะเอาน้องลูกพีชไปไว้ตรงไหน”คำถามนั้นทำให้วินเชนต์เงียบสนิท ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าทุกอ
ไวท์มองหน้าเพื่อนสนิทนิ่งๆ ส่วนวินเชนต์กลับหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น “มึงว่ากูเป็นเหี้ยอะไรวะ.. กูไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครเลยนะเว้ย” ความเงียบปกคลุมห้องนอนไปชั่วขณะ ก่อนวินเชนต์จะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กูรู้ว่าถึงกูจะแต่งงาน… กูก็มีวิธีทำให้ลูกพีชอยู่ข้างๆ กูต่อไปได้ กูให้เขาได้ทุกอย่าง บ้าน รถ เงิน หรืออะไรก็ตามที่เขาต้องการ” เขาหยุดหายใจไปชั่วอึดใจ ก่อนจะพูดประโยคถัดมาอย่างยากลำบาก “แต่กูไม่อยากให้เขามองกูด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปว่ะ.. มึงเข้าใจไหม” วินเชนต์หันไปสบตาเพื่อนสนิท แววตาคมที่เคยเย็นชา บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน “กูไม่อยากให้เขาเกลียดกู.. ไม่อยากให้เขาร้องไห้เพราะกู” น้ำเสียงทุ้มเริ่มแหบพร่าเล็กน้อย “แล้วกูก็ไม่อยากให้วันหนึ่ง…” เขาหยุดพูด ก่อนจะก้มหน้าลง “เขาต้องฝืนยิ้มให้กู ทั้งที่ในใจไม่ได้รู้สึกเหมือนเดิมแล้ว” ไวท์เงียบไปนาน นานเสียจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศภายในห้อ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “ไอ้วิน…” “อะไร” “มึงรู้ตัวไหมว่าที่มึงพูดมาทั้งหมด…” ไวท์จ้องหน้าเพื่อนสนิทอย่างจริงจัง “มันคือความรัก.. มึงไม่ได้แค่
“ไอ้วิน…” ไวท์เรียกเสียงต่ำ “กูถามจริง.. มึงไม่ได้อยากแต่งงานแล้วใช่ไหม” คำถามนั้นทำให้วินเชนต์นิ่งไปทันที ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันแน่น เขาไม่ได้ตอบ ไม่ใช่เพราะไม่รู้คำตอบ… แต่เพราะไม่อยากยอมรับมันออกมาต่างหาก หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องนี้ จะแต่งเดือนหน้า อีกสองเดือน หรือแม้แต่สัปดาห์หน้า… ก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก เพราะสำหรับเขา มันเป็นเพียงการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพียงนึกถึงคำว่า แต่งงาน… ใบหน้าของลูกพีชก็ปรากฏขึ้นมาในความคิดทันที ยัยตัวแสบที่เมื่อครู่ยังตั้งใจทำอาหารให้เขา ผู้หญิงที่คอยถามด้วยความเป็นห่วงว่าเขาไม่สบายตรงไหน คนที่ยอมวุ่นวายอยู่ข้างเตียงทั้งคืน เพียงเพราะกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป และที่สำคัญ… เธอยังไม่รู้เลยว่าเขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว วินเชนต์ค่อยๆ หลับตาลง ความหนักอึ้งบางอย่างก่อตัวขึ้นภายในอกอีกครั้ง ถ้าลูกพีชเห็นข่าว… เธอจะคิดยังไงวะ เขาเคยคิดว่าตัวเองยังมีเวลา.. มีเวลาเตรียมใจ มีเวลาหาวิธีอธิบาย มีเวลาเลือกคำพูดที่จะทำให้เธอเสียใจน้อยที่สุด แต่ตอนนี้… แม้แต่โอกาสที่จะเป็นคนบอกความจริงกับเธอด้วยตัวเอง ก็อาจถูกผ
เพียงได้ยินคำว่า คู่หมั้น วินเชนต์ก็ขมวดคิ้วแน่นทันที “ทำไม” “กูก็แค่งง…” ไวท์พูดพลางกดหน้าจอโทรศัพท์ “ทำไมป๊ามึงถึงเป็นคนออกมาประกาศเปิดตัวคู่หมั้นลูกชายคนโตเองวะ ไหนตอนแรกบอกว่ามึงจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้เองไม่ใช่หรือไง “ วินเชนต์นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ หันหน้ากลับมามองเพื่อนสนิท “อะไรนะ…” ไวท์เงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ “หืม?” “เมื่อกี้มึงว่าอะไรนะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำลงอย่างผิดปกติจนไวท์ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ก็เรื่องที่ป๊ามึงออกมาประกาศว่ามึงกำลังจะแต่งงานไง… นี่มึงยังไม่รู้เหรอ” วินเชนต์นั่งตัวตรงขึ้นทันที อาการเวียนหัวที่รบกวนมาตลอดทั้งเช้าราวกับถูกลืมไปชั่วขณะ “มึงพูดให้ชัดๆ.. ป๊ากูประกาศอะไร” ไวท์มองสีหน้าจริงจังของเพื่อน ก่อนจะเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล “ ก็ป๊ามึงประกาศเรื่องงานแต่งงานของมึงแล้ว ” สิ้นเสียงของไวท์ วินเชนต์ก็นิ่งงันไปชั่วขณะ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวันก่อนผู้เป็นพ่อได้กำชับให้เขาจัดการแถลงข่าวเรื่องงานแต่งงานด้วยตัวเอง แต่หลังจากนั้นกลับมีเรื่องมากมายถาโถมเข้ามาจนแทบตั้งตัวไม่ทัน ทั้งข่าวร้ายเกี่ยวกับอาการ
แต่ก่อนที่ไวท์จะเดินผ่านไป ลูกพีชกลับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “เอ่อ… คุณไวท์คะ” “ครับ “ ชายหนุ่มหันกลับมามอง ลูกพีชเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าคุณวินเชนต์ยังไม่ดีขึ้น…คุณไวท์ช่วยพาเขาไปโรงพยาบาลหน่อยได้ไหมคะ” ไวท์ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างเอ็นดู “ทำไมไม่บอกมันเองล่ะ” “พีชบอกแล้วค่ะ.. แต่เขาไม่ค่อยฟังพีชเลย” “หึๆ” ไวท์หัวเราะในลำคอ ” แล้วทำไมน้องถึงคิดว่ามันจะฟังพี่ล่ะ.. ไอ้วินเชนต์มันฟังใครที่ไหน “ ลูกพีชเม้มปากแน่น พลางก้มมองถ้วยข้าวต้มด้วยความอ่อนใจ ” พีชแค่คิดว่าคุณทั้งสองเป็นเพื่อนกัน คงจะคุยกันกันง่ายกว่า “ “ โอเค.. ได้ครับ เดี๋ยวพี่จะลองบอกมันให้” “ขอบคุณนะคะ” ลูกพีชฉีกยิ้มอย่างโล่งใจ ไวท์มองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะเหลือบสายตาไปยังประตูห้องนอนของเพื่อนสนิทอีกครั้ง ‘ ไอ้วินเอ๊ย…มีคนเป็นห่วงขนาดนี้ ยังจะทำตัวดื้ออีก‘ เขาส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอนทันที ภายในห้องนอน… วินเชนต์กำลังนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ มือหนายกขึ้นนวดขมับเบาๆ ด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมที่เคย
85 เขาก้มมองสาวน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความกังวลอย่างไม่คิดจะปิดบัง วินเชนต์ถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะเธออย่างทะนุถนอม “รู้แล้ว…ฉันรู้แล้วว่าเธอเป็นห่วง” ลูกพีชเงยหน้ามองเขา ก่อนจะพึมพำเบาๆ “งั้นถ้ายังไม่ดีขึ้น… คุณต้องยอมไปหาหมอนะคะ” วินเชนต์มองสีหน้าจริงจังของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างยอมจำนน ทั้งทีตัวเองไม่เคยยอมใครแบบนี้มาก่อน “อืม…ก็ได้ ถ้าไม่ดีขึ้นฉันจะไปหาหมอ! แต่เธอต้องไปกับฉันนะ ตัวแสบ “ “สัญญานะคะ” “อืม.. สัญญา” คำตอบนั้นทำให้เธอยิ้มกว้างออกมาด้วยความโล่งใจ ทว่าในขณะที่เธอกำลังประคองแขนเขาเดินกลับมายังห้องนอนนั้น… วินเชนต์กลับเหลือบมองถ้วยข้าวต้มปลาที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกอีกครั้ง และเพียงนึกถึงกลิ่นอาหารเมื่อครู่… ความรู้สึกพะอืดพะอมก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาอีกหน ‘ เป็นเหี้ยอะไรวะเนี่ย…‘ วินเชนต์ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยมีอาการผิดปกติกับกลิ่นอาหารรุนแรงถึงขนาดนี้มาก่อนเลย แม้ตอนนี้จะอาเจียนจนแทบไม่มีอะไรเหลืออยู่ในท้อง แล้ว แต่เพียงได้กลิ่นข้าวต้มปลาที่ลอยมาแตะจมูก ความรู้สึกพะอืดพะอมก็ยังไม่ย







