เข้าสู่ระบบบรรยากาศที่สนามบินในช่วงเช้ามืดเต็มไปด้วยความคึกคักของเหล่านักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ในชุดเสื้อช็อปสีแดงประจำคณะ ปลายฟ้าสะพายเป้ใบเก่งยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เธอพยายามทำตัวให้กลมกลืนที่สุด แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือ เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหน เธอก็สัมผัสได้ถึงสายตาคมกริบของรุ่นพี่ปีสามที่ยืนคุมแถวอยู่ไม่ไกล
"เอาล่ะทุกคน! เพื่อความยุติธรรมและให้รุ่นพี่รุ่นน้องได้ทำความรู้จักกัน เราจะทำการจับฉลากเลขที่นั่งบนเครื่องบินนะจ๊ะ" เสียงของธันรุ่นพี่ปีสองดังก้อง พร้อมกับกล่องกระดาษที่ถูกส่งต่อกันมา
ปลายฟ้าภาวนาในใจ ขอให้เธอได้นั่งข้างยี่หวาหรือข้าวหอมก็ยังดี แต่เมื่อคลี่กระดาษแผ่นเล็กในมือออก เธอกลับพบหมายเลข 14A ซึ่งเป็นที่นั่งริมหน้าต่าง
"ได้เลขอะไรกันบ้างพวกแก?" นิริน ถามพลางชะโงกหน้ามาดู
"ฉันได้ 15B อ้าว... อยู่ข้างหลังฟ้านี่นา แล้วใครนั่งข้างฟ้าล่ะ?"
ยังไม่ทันที่ปลายฟ้าจะตอบ ร่างสูงโปร่งของทิวเขาก็เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขาชูแผ่นกระดาษในมือขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเพียงนิดเดียวจนแทบสังเกตไม่ได้
"14B... พี่นั่งข้างฟ้าครับ"คำพูดสั้นๆ นั้นทำเอาปลายฟ้าตัวแข็งทื่อ ขณะที่นิรินหน้าเสียไปถนัดตา
"อ้าว... พี่ทิวเขาได้นั่งข้างฟ้าเหรอคะ? นินึกว่าจะได้นั่งข้างพี่ซะอีก"
"ดวงใครดวงมันนะนิริน" ริวเดินเข้ามาตบไหล่ทิวเขาพลางชูฉลากเลข 15A ของตัวเอง
"เสียใจด้วยนะคุณหนู เพราะคนที่จะต้องทนฟังเธอบ่นตลอดสองชั่วโมงบินคือพี่ริวคนหล่อคนนี้เอง"
"พี่ริว! นิไม่ยอมนะ เปลี่ยนที่กับนิรินเดี๋ยวนี้เลย"
นิรินงอแงพลางเขย่าแขนริว แต่ริวกลับหัวเราะร่วนแล้วลากเธอไปทางเกททันที ทิ้งให้ปลายฟ้ายืนประจันหน้ากับทิวเขาเพียงลำพัง
"ไปกันเถอะ... เครื่องจะออกแล้ว" ทิวเขาเอ่ยชวนพร้อมกับถือวิสาสะคว้ากระเป๋าเป้ใบหนักจากไหล่ของเธอไปถือไว้เองอย่างเป็นธรรมชาติ
ภายในเครื่องบินปรับอากาศเย็นฉ่ำ ปลายฟ้านั่งชิดติดหน้าต่าง พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเพื่อเว้นระยะห่างจากชายหนุ่มข้างกาย ทิวเขาจัดการเก็บสัมภาระให้เธอเรียบร้อยก่อนจะนั่งลงข้างๆ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆของเขาอบอวลอยู่ในพื้นที่แคบๆ จนปลายฟ้ารู้สึกประหม่า
"ถ้าอึดอัด... ก็มองออกไปนอกหน้าต่างสิ" ทิวเขาพูดโดยไม่หันมามอง แต่เขากลับยื่นหูฟังข้างหนึ่งมาให้เธอ
"ฟังเพลงไหม? จะได้เลิกเกร็ง"
"ไม่เป็นไรค่ะพี่ทิวเขา ฟ้า... ฟ้าแค่นอนไม่ค่อยพอน่ะค่ะ" เธอตอบเบาๆ เพราะเมื่อคืนมัวแต่คิดมากจนเกือบเช้า
"งั้นก็นอนซะ อีกนานกว่าจะถึง"
เครื่องบินเริ่มทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ปลายฟ้านั่งนิ่งอยู่นานจนกระทั่งเปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง หัวเล็กๆของเธอเริ่มสัปหงกโงนเงนไปมา บางครั้งก็กระแทกเข้ากับกระจกหน้าต่างจนเธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง
"มานี่มา..." ทิวเขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับปัดที่กั้นพนักพิงขึ้น
"คะ? อะไรคะ?" ปลายฟ้าถามอย่างงงๆทั้งที่ตายังลืมไม่ขึ้น
"ซบไหล่พี่นี่... นอนกระแทกกระจกแบบนั้นเดี๋ยวก็หัวโนหรอก"
"ไม่เอาค่ะ เกรงใจ... เดี๋ยวใครมาเห็น" เธอพยายามขยับตัวหนี แต่อาการง่วงซึมทำให้แรงขัดขืนของเธอน้อยนิดเหลือเกิน
"บอกว่าอย่าดื้อไง... ตัวเล็ก"
สิ้นคำว่าตัวเล็ก ทิวเขาก็ฉวยโอกาสคว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดึงร่างบางให้เอียงมาซบที่หัวไหล่กว้างของเขา ปลายฟ้าพยายามจะประท้วงแต่เขากลับใช้มือหนากดศีรษะเธอไว้เบาๆ พลางจัดท่าทางให้เธอนอนสบายที่สุด
"หลับไปเถอะ พี่ไม่ทำอะไรหรอก... แค่อยากให้พัก" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบอยู่ใกล้หูทำให้ความระแวดระวังของปลายฟ้าทลายลง กลิ่นอายความอบอุ่นและความมั่นคงจากแผ่นอกของเขากลายเป็นยามดียามวิเศษที่กล่อมให้เธอเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด
ทิวเขาก้มมองใบหน้ายามหลับใหลของคนในอ้อมแขน ลมหายใจที่เข้าออกสม่ำเสมอของเธอทำให้เขาลอบยิ้มออกมา เขาเอนศีรษะลงพิงศีรษะเล็กของเธอไว้เบาๆ มือหนึ่งกุมมือเธอไว้ใต้ผ้าห่มผืนบางที่แอร์โฮสเตสเพิ่งเอามาให้... เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เขาไม่ต้องแบกรับภาระคู่หมั้น ไม่ต้องสนธุรกิจของพ่อ มีเพียงเขาและตัวเล็กของเขาเหนือน่านฟ้าสีครามนี้เท่านั้น
เมื่อเครื่องบินลงจอด คณะอาสาก็ต้องเดินทางต่อด้วยรถยนต์เพื่อไปยังหมู่บ้านบนดอยสูง รถกระบะสี่ประตูหลายคันถูกจัดเตรียมไว้รับนักศึกษา
"คันนี้ยังว่างนะ! ปลายฟ้า ยี่หวา มาทางนี้" คิมหันต์ตะโกนเรียกกลุ่มรุ่นน้องที่ยืนงง
ปลายฟ้ารีบเดินไปหาคิมหันต์พร้อมกับยี่หวาด้วยความดีใจ อย่างน้อยเธอก็ได้อยู่กับเพื่อนที่คุยกันรู้เรื่อง ทว่าความดีใจก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อร่างสูงที่คุ้นเคยเดินตามมาติดๆ พร้อมกับโยนสัมภาระขึ้นหลังรถ
"กูนั่งคันนี้ด้วยคนดิว่ะคิมหันต์" ทิวเขาเอ่ยเรียบๆ
"ได้ดิว่ะ เชิญเลยครับคุณทอสเขา" คิมหันต์ตอบอย่างกวนๆ
คิมหันต์ยืนขึ้นจับหลังคารถเอาไว้เพื่อสูดอากาศ โดยมียี่หวาที่ลุกขึ้นยืนตามด้วยอีกคน ส่วนปลายฟ้าและทิวเขานั่งอยู่ ปลายฟ้านั่งลงบนพื้นกระบะที่ปูด้วยสาดหนาๆ พยายามจัดข้าวของให้เข้าที่ ขณะที่ทิวเขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ขาที่ยาวของเขาแทบจะชนกับเข่าของเธอ
"ทางขึ้นดอยมันคดเคี้ยวนะ หาที่จับไว้ดีๆล่ะ" ทิวเขาเตือน
"ค่ะ ฟ้ารู้แล้ว" ปลายฟ้าตอบพลางเอื้อมมือไปจับขอบรถไว้มั่น
เส้นทางเริ่มเปลี่ยนจากถนนลาดยางเรียบๆ กลายเป็นทางลูกรังที่มีหลุมบ่อและความชัน รถกระบะเหวี่ยงไปมาตามส่วนโค้งของขุนเขา ปลายฟ้าพยายามทรงตัวอย่างสุดความสามารถ แต่ดูเหมือนสภาพถนนจะไม่ค่อยเป็นใจนัก
"โอ๊ย!" ปลายฟ้าอุทานเมื่อรถตกหลุมใหญ่จนตัวเธอแทบจะกระเด็น
"ระวังหน่อยสิ!" ทิวเขาขมวดคิ้ว พยายามจะเอื้อมมือไปคว้าเธอไว้และแล้วจังหวะวิกฤตก็มาถึง เมื่อรถเบรกกะทันหันเพราะมีฝูงวัวเดินข้ามถนนตรงทางโค้งชัน รถกระบะกระชากแรงจนพื้นรถสั่นสะเทือน ปลายฟ้าที่นั่งไม่มั่นคงอยู่แล้วพลาดท่า ร่างของเธอถูกเหวี่ยงกระเด็นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
"ว้าย!"
แทนที่จะกระแทกกับเหล็กหรือข้าวของเธอกลับพุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของใครบางคนอย่างจัง ทิวเขาปฏิกิริยาไวเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เขาอ้าแขนรับร่างเล็กไว้ได้ทันท่วงที พร้อมกับใช้แขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้แน่นเพื่อไม่ให้เธอไถลไปกับพื้นรถ
แรงกระแทกทำให้ทั้งคู่นอนราบลงไปกับพื้นกระบะ โดยที่มีสัมภาระกองโตเป็นผนังกั้นพรมแดนจากสายตา ปลายฟ้านอนทับอยู่บนตัวทิวเขา ใบหน้าของเธออยู่ห่างจากใบหน้าคมสันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ส่วนคิมหันต์ก็โอบยี่หวาไว้ตามสัญชาตญาณ
ในความเงียบที่มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงนกป่า ลมหายใจของทั้งคู่สอดประสานกันอย่างรุนแรง ปลายฟ้าเบิกตากว้าง จ้องมองลึกลงไปในดวงตาสีเข้มของชายหนุ่มที่บัดนี้เต็มไปด้วยความห่วงใยและความโหยหาที่ปิดไม่มิด
"เป็นอะไรไหม... บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" ทิวเขาถามเสียงพร่า มือหนาที่โอบเอวเธออยู่เริ่มกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ไม่... ไม่เป็นไรค่ะ" ปลายฟ้าพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่แรงเหวี่ยงของรถที่เข้าโค้งต่อเนื่องทำให้เธอกลับลงไปซบที่อกเขาอีกรอบ
"อยู่นิ่งๆ ... เดี๋ยวก็เจ็บตัวหรอก" เขาเตือนเสียงนุ่มพลางใช้มืออีกข้างประคองท้ายทอยเธอไว้ไม่ให้หัวกระแทก
"ทางมันไม่ดี... นั่งท่านี้แหละ ปลอดภัยที่สุดแล้ว"
"แต่ว่า... มันไม่เหมาะสมนะคะพี่ทิวเขา" ปลายฟ้าประท้วงเสียงแผ่ว ใบหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงลำคอ
"เหมาะสมสิ... พี่ดูแลน้องที่กำลังจะได้รับอุบัติเหตุ ใครจะว่าอะไร" เขาพูดหน้าตาย แต่แววตากลับพราวระยับ
"หรือว่า... ฟ้ากลัวหัวใจตัวเองจะเต้นแรงจนพี่ได้ยิน?"
ปลายฟ้านิ่งงันไป เพราะสิ่งที่เขาพูดคือเรื่องจริง หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก และเธอก็เชื่อว่าทิวเขาก็สัมผัสได้ เพราะอกแกร่งที่เธอซบอยู่ก็มีจังหวะการเต้นที่รุนแรงไม่แพ้กัน
"พี่ทิวเขา... ปล่อยฟ้าเถอะค่ะ"
"ไม่ปล่อย... จนกว่าทางจะเรียบ" เขาตอบอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะก้มลงกระซิบที่ข้างหูเธอ
"ที่มหาลัยพี่อาจจะขัดคำสั่งพ่อไม่ได้ แต่ที่นี่... บนยอดดอยที่มีแค่เรา พี่คือพี่ทิมของฟ้าคนเดียว... เข้าใจไหม?"
ปลายฟ้าหลับตาลงอย่างพ่ายแพ้ต่อความรู้สึก เธอเลิกขัดขืนและปล่อยให้เขาโอบกอดไว้ท่ามกลางแรงเหวี่ยงของรถกระบะที่มุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน ความหวาดกลัวต่ออนาคตที่มีนิรินขวางกั้นถูกทิ้งไว้ข้างหลังชั่วคราว เหลือเพียงไออุ่นจากอ้อมกอดนี้ที่เธอเคยโหยหามาตลอด
แสงแดดอ่อนๆ ในยามบ่ายทอแสงผ่านต้นไม้เขียวขจีภายในสวนหย่อมของมูลนิธิเด็กกำพร้าบ้านรักละมุน บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความสดใสและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันพิเศษที่ทางมูลนิธิจัดงานเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุน และแขกคนสำคัญที่เดินทางมาถึงตั้งแต่เช้าก็คือทิวเขาและปลายฟ้ารถกระบะคันใหญ่สองคันบรรทุกของเล่น อุปกรณ์การเรียน และของใช้จำเป็นมาเต็มพิกัด ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นความตั้งใจของคุณเกริกพลพ่อของทิวเขา ที่ฝากฝังให้ลูกชายและว่าที่สะใภ้เป็นตัวแทนนำมาบริจาค เพื่อเป็นการตอบแทนความดีงามที่ปลายฟ้ามอบให้กับครอบครัวของเขา"พี่ทิวเขาคะ ระวังนะ กล่องนั้นมันหนัก" ปลายฟ้าเอ่ยเตือนพลางรีบเข้าไปช่วยพยุงกล่องหนังสือที่ทิวเขากำลังยกขึ้นจากท้ายรถ"สบายมากครับฟ้า แค่นี้พี่ไหว" ทิวเขาหันมายิ้มกว้าง แผ่นหลังที่เคยดูเคร่งเครียดแบกรับภาระของตระกูล บัดนี้ดูผ่อนคลายและมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด"ดูสิ เด็กๆ วิ่งมารอรับของกันใหญ่แล้ว"หลังจากจัดการมอบของและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ เสร็จเรียบร้อย ทิวเขาจึงชวนปลายฟ้ามาเดินเล่นพักผ่อนในสวนด้านหลังมูลนิธิ ซึ่งเป็นมุมสงบที่
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องหรูบนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง แสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่ถูกโปรยไว้บนกำมะหยี่สีดำ ผ้าม่านเนื้อดีราคาแพงสะบัดไหวเพียงแผ่วเบาตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ ภายในห้องที่เคยดูอ้างว้างและเย็นชาของ ทิวเขาบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่ปลายฟ้ามักจะใช้เป็นเครื่องหอมติดตัวหลังจากผ่านมรสุมชีวิตที่เกือบจะพรากเขาและเธอออกจากกันชั่วนิรันดร์ ทุกวินาทีที่ได้อยู่ร่วมกันจึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ทิวเขายืนพิงกรอบประตูระเบียง มองดูหญิงสาวร่างบางที่กำลังยืนจัดแจกันดอกไม้อยู่ที่โต๊ะกลางห้อง เธอสวมเพียงเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของเขาที่ชายเสื้อยาวลงมาปิดถึงต้นขา เผยให้เห็นเรียวขาเนียนสวยที่ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากทุกครั้งที่มอง"ฟ้าครับ... ดึกแล้วนะ ยังไม่พักผ่อนอีกเหรอ?" ทิวเขาเดินเข้าไปหาจากด้านหลัง วงแขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้หลวมๆ พลางเกยคางลงบนไหล่เนียน ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน เธอเอนหลังพิงอกอุ่นของเขาอย่างวางใจ"ฟ้าแค่อยากจัดห้องให้เรียบร้อยค่ะ พี่ทิวเขาเรียนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปอาบน้ำก่อนไหมคะ?""พี่
สายลมเอื่อยๆ ของต้นฤดูร้อนพัดผ่านลานกิจกรรมคณะ บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความขัดแย้งและหยาดน้ำตา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขที่หวนคืนมาอีกครั้ง หลังจากพายุลูกใหญ่พัดผ่านไป ท้องฟ้าหลังฝนดูจะสดใสกว่าที่เคยเป็นมา คุณเกริกพลเริ่มเปิดใจและยอมรับในตัวของปลายฟ้ามากขึ้น แม้จะยังไม่สนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่เขายอมให้ทิวเขาพาเธอคนนี้เข้าบ้านไปทานข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง ก็ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่งดงามที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ทิวเขากำลังสวมบทบาทเป็นติวเตอร์จำเป็นให้กับสามสาว ปลายฟ้า ข้าวหอม และยี่หวา อย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมตัวสอบกลางภาคที่กำลังจะมาถึง"ข้อนี้ต้องใช้สูตรนี้สิฟ้า... ดูนะ พี่จะทำให้ดูช้าๆ" ทิวเขากระซิบพลางกุมมือเล็กให้เขียนตามอย่างอ่อนโยน"พี่ทิวเขาคะ... ฟ้าว่าฟ้าเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ" ปลายฟ้ายิ้มหวานจนตาปิด ทำเอาทิวเขาแทบไม่มีสมาธิจะติวต่อ"แหม... ติวกันหรือมาจีบกันเนี่ย มดเดินเต็มโต๊ะหมดแล้ว" ยี่หวาแสร้งแซวพลางทำหน้ามุ่ยใส่ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงก็ดังใกล้เข้ามา ร่างบางในชุดนักศึกษาที่ตัดเย็
ภายในคอนโดมิเนียมหรูของรามิลเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ข้าวหอมนั่งกุมมือยี่หวาไว้แน่นบนโซฟาตัวยาว ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเซียวและเต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งสนิท โดยมีคิมหันต์ยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ประตูห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือหนากำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น"เราสองคนรออยู่ที่นี่นะ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด ไอ้คิมมึงอยู่กับน้องนะ" รามิลเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"พี่รามิล... ระวังตัวด้วยนะ" ข้าวหอมเอ่ยเสียงสั่น"ถ้าฟ้าเป็นอะไรไป ข้าวคงไม่ให้อภัยตัวเองเลย""เชื่อใจพวกพี่นะข้าว พวกพี่จ่วยเพื่อนข้าวกลับมา" รามิลตบบ่าแฟนสาวเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้คิมหันต์"ฝากดูแลสาวๆ ด้วยนะมึง มีอะไรโทรหากูทันที" คิมหันต์พยักหน้าด้วยแววตาแน่วแน่เสียงรถพุ่งทะยานไปตามถนนสายเปลี่ยวที่มุ่งสู่ชายขอบกรุงเทพ ทิวเขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยใบหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งรูปปั้นหิน แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความแค้นปนความหวาดกลัว... กลัวว่าผู้เป็นพ่อจะทำอะไรที่ร้ายแรงไปกว่าการกักขัง ส่วนริวที่นั่งเบาะหลังกำลังเช็กอุปกรณ์สื่อสารและแผนที่ผังโกดังอย่างละเอียด"ไ
ภายในห้องพักฟื้นวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรที่ดังสม่ำเสมอ ทิวเขานอนพักผ่อนอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยไร้ที่ติบัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยรอยเขียวช้ำและพลาสเตอร์ปิดแผลหลายจุด ดวงตาคมหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดขณะทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมายแกรก... เสียงประตูเปิดออกเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของรามิลที่เดินจูงมือข้าวหอมเข้ามาในห้อง ข้าวหอมมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินตามแรงจูงของแฟนหนุ่มเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง"เป็นไงบ้างคะพี่ทิวเขา... หนักเอาการเลยนะนั่น" ข้าวหอมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ทิวเขาแค่นยิ้มฝืนๆ"แค่นี้ยังน้อยไปมั้งเทียบกับสิ่งที่พี่ทำไว้... ขอบใจนะที่มาเยี่ยม""พี่ทิมคะ... ฟ้าเป็นห่วงพี่มากเลยนะ" ข้าวหอมเอ่ยขึ้นพลางมองรอยช้ำบนตัวทิวเขาด้วยความสงสาร"แต่พวกเรายังไม่กล้าให้ฟ้ามาตอนนี้ กลัวจะสวนกับ..."ยังไม่ทันที่ข้าวหอมจะพูดจบ ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น คุณเกริกพลเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่ทรงอำนาจและใบหน้าที่ถมึงทึง สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดกึกอยู่ที่ร่างของข้าวห
แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้าที่ชายหาดหัวหิน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงดูสวยงามทว่ากลับให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่าดูเหมือนจะพยายามชะล้างความตึงเครียดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้จางหายไป แต่มันกลับไม่ระคายผิวความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจของคนกลุ่มหนึ่งได้เลยปลายฟ้านั่งกอดเข่าอยู่บนผืนทรายขาวละเอียดที่เริ่มเย็นชื้นตามอุณหภูมิที่ลดลง ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เลือนลาง น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปทิ้งรอยจางๆ ไว้บนแก้มใส ความคำรามในใจของเธอดังกว่าเสียงคลื่นเสียอีก ทุกถ้อยคำที่นิรินสาดใส่เมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหู ราวกับประกาศนียบัตรแห่งความล้มเหลวในฐานะเพื่อน"ฟ้า..." เสียงเรียกเบาๆ พร้อมสัมผัสอุ่นที่หัวไหล่ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อยข้าวหอมกับยี่หวาทรุดตัวลงนั่งลงข้างๆ เพื่อนรัก ทั้งคู่ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือรำคาญใจที่ทริปพักผ่อนครั้งนี้พังทลายลง ในทางกลับกัน แววตาของพวกเธอเต็มไปด้วยความเข้าใจและความเป็นห่วง"แกโอเคไหมฟ้า...?" ยี่หวาถามพลางลูบหลังเพื่อนเบาๆ"ฟ้า... ฟ้าขอโทษนะทุกคน เพราะฟ้าแท้ๆ เลย เรื่องราวมันถึงได้บานปลายขนาดน
เช้าวันอาทิตย์ที่อากาศสดใสชวนให้หัวใจเบิกบาน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวละมุนเข้ามาทักทายสองร่างที่ยังคงกกกอดกันอยู่ภายใต้ผ้านวมผืนหนา ทิวเขาลืมตาขึ้นมาพบกับใบหน้าหวานของปลายฟ้าที่ซบอยู่กับอกแกร่งของเขา แพขนตายาวงอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเธอคือท่วงทำนองที่เพราะที่สุดที่เขาเคยได้ย
ความวุ่นวายในงานเลี้ยงจบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนอึดอัด ทิวเขาขับรถออกจากโรงแรมหรูด้วยความเร็วที่สะท้อนถึงอารมณ์เบื้องลึก เขาปลดเนกไทที่รัดรึงลำคอออกอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งพยายามกระชากพันธะสัญญาที่พ่อบุญธรรมเพิ่งประกาศกลางงานทิ้งไป แสงไฟจากเสากิ่งข้างทางสาดส่องเข้ามาในรถเป็นระยะ สลับกับความมื
แสงเทียนเริ่มมอดดับลงภายในแต่ยังคงทิ้งกลิ่นอายอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายแห่งความรักที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ แสงแดดรำไรคืบคลานเข้ามาพาดผ่านร่างสองร่างที่นอนกอดก่ายกันอยู่เสิ่นลู่ถิงค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความอบอุ่นจากอ้อมแขนแข็งแกร่งที่โอบรัดเอวบางเอาไว้แน่นแต่ก
เช้าวันใหม่บนดอยสูงมาพร้อมกับอากาศที่หนาวเหน็บกว่าทุกวัน ไอหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณจนมองแทบไม่เห็นทางเดินระหว่างเรือนพัก เสียงไก่ป่าขันระงมรับรุ่งอรุณสลับกับเสียงฝีเท้าของเหล่านักศึกษาอาสาที่เริ่มตื่นมาทำภารกิจส่วนตัวแต่ที่หน้าเรือนพักหญิง กลับมีบรรยากาศตึงเครียดเล็กน้อย เมื่อข้าวหอมที่ได้รับบ







