Masukบทที่ 4
ความรับผิดชอบ
กัญญาวีร์น้ำตาร่วงอีกครั้งเมื่อเข้ามาในห้อง ICU แล้วเห็นลูกชายของตนนอนนิ่งอยู่บนเตียง ยังไม่รู้สึกตัว ทั้งมีสายระโยงระยางเชื่อมกับร่างกายและต้องสอดท่อเพื่อช่วยหายใจเข้าไปในลำคอ หญิงสาวในชุดปลอดเชื้อซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นยื่นมือสั่น ๆ ออกไปจับมือเล็กของเด็กชาย หัวใจแทบสลายกับภาพที่เห็น รู้สึกสงสารลูกจับจิต เพราะแกยังอายุน้อยมาก ไม่ควรต้องมาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้บาดเจ็บจนปางตายเช่นนี้เลย
ทำไมไม่เป็นเธอที่เจ็บแทนลูก แล้วทำไมต้องเป็นเธอกับลูกต้องมาเผชิญโชคชะตาอันโหดร้ายอย่างนี้
“อาการของเด็กเป็นไงบ้างครับ” สหดลที่ยืนอยู่หลังรถเข็นของกัญญาวีร์หันไปถามพยาบาลสาวที่เดินเข้ามาหา
“ตอนนี้อาการยังคงที่ค่ะ การหายใจเริ่มดีขึ้นนิดหนึ่ง เหลือแค่รอให้น้องรู้สึกตัว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดไม่วันนี้หรือพรุ่งนี้ ก็น่าจะได้ย้ายออกไปพักพื้นที่ห้องธรรมดา แต่เดี๋ยวต้องรอให้คุณหมอเข้ามาพิจารณาอาการอีกทีค่ะ”
คนฟังรู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่คนเป็นแม่ก็ยังไม่คลายความกังวล เพราะไม่รู้ว่าอวัยวะภายในจะเสียหายไปมากน้อยแค่ไหน ทำไมเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้ด้วย
“แล้วคุณหมอจะเข้ามาเมื่อไรคะ พอจะทราบไหมคะ” กัญญาวีร์ใช้หลังมือปากน้ำตาออกจากแก้มแล้วถาม เพราะช่วงสายเธอจะต้องไปพบหมอกระดูก เพื่อฟังคำวินิจฉัยอาการและเข้าเฝือกแขนข้างที่หัก จึงกลัวว่าจะคลาดกับคุณหมอเจ้าของไข้ของลูกชาย
“อืม...ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่ถ้าเข้าก็น่าจะไม่เกินเที่ยงนะคะ” พยาบาลสาวตอบกลาง ๆ ไว้ก่อน เพราะที่รู้มาก็คือวันนี้เป็นวันหยุดของหมอน้ำปิงซึ่งเป็นหมอเจ้าของไข้ของเด็กชายปกป้อง หากก็ได้ยินจากพยาบาลที่ออกเวรไปเมื่อเช้าว่าคุณหมออาจจะแวะเข้ามา เธอเลยไม่แน่ใจในข้อมูลตรงนี้สักเท่าไร ครั้นเห็นสีหน้าเป็นกังวลของคนถาม เธอจึงเอ่ยต่อ “แต่คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังไงคุณหมอก็จะเชิญคุณแม่เข้าไปคุยเกี่ยวกับอาการของน้องอยู่ดีค่ะ”
“คือฉันกลัวว่าคุณหมอจะมาตอนที่ฉันไปเข้าเฝือกน่ะค่ะ” คุณแม่ซึ่งเป็นคนป่วยบอกพร้อมก้มมองแขนตัวเองที่ถูกดามเบื้องต้นเอาไว้ เธอเองก็ต้องไปรักษาตัวเช่นกัน
“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวดิฉันแจ้งคุณหมอให้ค่ะ หรือถ้ายังไงดิฉันจะแจ้งคุณแม่อีกทีนะคะ”
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” กัญญาวีร์บอกอย่างสุภาพพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ ให้
จากนั้นพยาบาลสาวก็ผละออกไปทำงานของตนเองต่อ กัญญาวีร์หันกลับมาสนใจลูกน้อยอีกครั้ง หญิงสาวนั่งเฝ้า จับมือลูกพร้อมกับร้องไห้เงียบ ๆ เพราะไม่สามารถทำอะไรอยู่พักใหญ่ สหดลซึ่งเห็นว่าใกล้ถึงเวลาที่เธอต้องไปพบหมอกระดูกจึงชวนกลับห้องพัก เพื่อไปเตรียมตัวรอเจ้าหน้าที่ที่จะมารับไป
พอมาถึงชายหนุ่มก็ยกถาดอาหารที่ทางโรงพยาบาลจัดมาไว้ให้ขึ้นไปให้กัญญาวีร์นั่งรับประทานบนเตียง ครั้นเหลือบไปมองนาฬิกาและเห็นว่าตนต้องไปแล้ว จึงหันไปพูดกับคนป่วย
“ฟาง ฉันต้องไปแล้ว แกอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม ไม่แน่ใจว่าไอ้ยาจะมากี่โมง” ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มลองต่อสายหาสิริกันยาแล้ว ทว่าไม่ได้รับการตอบรับ เป็นไปได้ว่าเพื่อนอาจจะติดธุระกับที่บ้านอยู่ เขาจึงไม่แน่ใจว่าฝ่ายนั้นจะมาเปลี่ยนเวรเฝ้าคนป่วยตอนไหน “แต่ถ้าแกอยู่คนเดียวไม่ได้ ฉันจะได้โทร. ไปแจ้งที่บริษัทขอเลื่อนการประชุม” สหดลบอกต่อด้วยความเป็นห่วง
“ฉันอยู่ได้ ไม่ได้ลำบากอะไรขนาดนั้น” โรงพยาบาลแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการบริการที่ยอดเยี่ยม หากมีเหตุให้ต้องขอความช่วยเหลือจริง ๆ เธอเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมที่จะให้การช่วยเหลืออยู่แล้ว “แกไปประชุมเถอะ ไม่ต้องห่วงฉัน ฝากยินดีกับยายฝันด้วย”
สหดลพยักหน้ารับอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ถ้าประชุมเสร็จเร็วอาจจะแวะเข้ามาหาแกก่อน ค่อยไปงานแต่งค่ำ ๆ”
“เอาที่แกสะดวกนะ ฉันดูแลตัวเองได้จริง ๆ” เธอยังเดินเหินได้ปกติ เพียงแต่รู้สึกร้าวระบม หยิบจับอะไรไม่สะดวกเนื่องจากแขนหัก และมีบาดแผลตามร่างกายทำให้การเคลื่อนย้ายมีอุปสรรคเล็กน้อย
“โอเค งั้นฉันไปแล้วนะ มีอะไรโทร. มาได้ตลอด”
“อืม ขอบคุณนะ” กัญญาวีร์พยักหน้าพลางส่งยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อน ซาบซึ้งในความปรารถนาดีจากอีกฝ่าย แม้ไม่ได้เจอกันบ่อย ๆ แต่มิตรภาพที่ดีก็ไม่เคยจางหาย และไม่เคยเปลี่ยนแปลง
“ฟื้นยัง”
[ยัง]
“แล้วทำไมยังไม่ฟื้น” น้ำเสียงที่ส่งไปยังปลายสายเริ่มตึงเครียดขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ เมื่อสิ่งที่เฝ้ารอและใจจดใจจ่อมาทั้งวันไม่เป็นดั่งที่คาดหวัง คนที่เพิ่งรู้ตัวว่ามีลูกนั่งไม่ติดเก้าอี้ ตลอดทั้งวันเขาแทบไม่มีสมาธิทำงาน กระสับกระส่ายเพราะพะวักพะวงถึงเด็กชายตัวเล็กที่ยังไม่รู้สึกตัวในห้อง ICU
[กูจะรู้รึ]
“มึงต้องรู้ เพราะมึงเป็นคนผ่าตัด” สุดเขตเอ่ยเสียงเข้มเพื่อบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขากำลังจริงจัง ไม่ใช่เวลาที่จะมาตอบแบบกวนบาทา “มีอาการอะไรแทรกซ้อนหรือเปล่า”
ครั้นได้ยินน้ำเสียงที่จริงจังของเพื่อน นายแพทย์น้ำปิงซึ่งเชี่ยวชาญด้านทรวงอกจึงเข้าสู่โหมดวิชาการทันที [อย่างที่บอกไปเมื่อเช้า การผ่าตัดเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรแทรกซ้อน]
“แล้วทำไมยังไม่ฟื้น” สุดเขตย้อนกลับมาที่คำถามเดิมอีกครั้ง ถามทั้งที่คนเป็นหมออย่างเขารู้เหตุผลและเข้าใจดีอยู่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ตั้งแต่เป็นหมอมามีกรณีคนไข้รู้สึกตัวช้าเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากพอเป็นเคสนี้ซึ่งเป็นลูกชายของตัวเอง เขากลับรู้สึกร้อนรน เอาแต่คิดว่าอาจจะเกิดข้อผิดพลาดในการรักษา
[ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน บางคนฟื้นตัวช้า บางคนฟื้นตัวเร็ว มึงก็น่าจะรู้ดี]
“รู้...” สูตินรีแพทย์ตอบแล้วถอนหายใจอย่างหนักอก เข้าใจญาติผู้ป่วยคนอื่น ๆ อย่างถ่องแท้...การรอมันทรมานอย่างนี้สินะ
[แล้วผลตรวจ DNA นิติเวชออกยัง สรุปเด็กคนนั้นลูกมึงจริงไหม] น้ำปิงถามต่อด้วยความคาใจ เพราะเมื่อคืนนี้จู่ ๆ สุดเขตก็แจ้งความประสงค์ว่าต้องการตรวจ DNA ระหว่างตนกับเด็กที่เขากำลังทำการผ่าตัดรักษา อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้โดยพละการ ต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองของเด็ก แต่ด้วยความที่เป็นหมอ สุดเขตจึงใช้เส้นสายในทางที่มิชอบ และพร้อมจะรับผิดชอบหากมีปัญหาตามมา ศัลยแพทย์จึงยอมเก็บตัวอย่างเลือดให้เพื่อนส่งไปยังคนสนิทที่อยู่แผนกนิติเวช
“ออกแล้ว ลูกกู” คนที่มีลูกแบบไม่ทันตั้งตัวตอบ กัญญาวีร์ยอมสารภาพว่าเด็กชายปกป้องเป็นลูกของเขาตั้งแต่เมื่อเช้า หากผลตรวจ DNA ที่เพิ่งออกเมื่อช่วงบ่ายนั้นช่วยยืนยันว่าสิ่งที่เธอพูดมานั้นคือเรื่องจริง “เด็กคนนั้น...ลูกกูจริง ๆ” สุดเขตย้ำอีกครั้ง ทว่าคล้ายต้องการจะย้ำกับตัวเองเสียมากกว่า
ผมมีลูกแล้ว“ฮือ ๆ ฮือออ...”เสียงเรียกในลำคอที่มาพร้อมกับเสียงร้องไห้ผะแผ่ว คล้ายคนไม่มีแรงของเด็กชาย ทำให้กัญญาวีร์ซึ่งอยู่ในชุดปลอดเชื้อเกือบจะลุกขึ้นจากรถเข็นไปยืนข้างเตียงผู้ป่วยในห้องไอซียูอย่างไม่สนอาการเจ็บของตนเอง หากไม่มีสหดลที่ยืนอยู่ข้างหลังรั้งเอาไว้เสียก่อน เธอเดินเองได้ก็จริง แต่ร่างกายของเธอไม่แข็งแรง ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ชายหนุ่มจึงกลัวว่าเธออาจจะล้มหากไม่ระวังให้ดี“ใจเย็น ๆ” เขาบอกแล้วรีบเข็นรถเข้าไปใกล้ ๆ เตียงที่เด็กชายนอนรักษาตัวน้ำตาของคนเป็นแม่คลอหน่วยอีกครั้งเพียงแค่ได้เห็นใบหน้าของลูก ความรู้สึกแรกคือเธอดีใจที่ลูกรู้สึกตัวและปลอดภัย หากอึดใจต่อมาเธอกลับรู้สึกสงสารลูกจับจิต เพราะแกยังตัวเล็กมาก ไม่ควรต้องมาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้บาดเจ็บจนปางตายเช่นนี้เลย“…แม่อยู่นี่แล้วครับ คนเก่งไม่ร้องไห้นะ” หญิงสาวปลอบลูกเสียงสั่นเครือ ยื่นมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บออกไปลูบศีรษะและเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าให้ลูกอย่างอ่อนโยน พร้อมทั้งใช้สายตาสำรวจอาการบาดเจ็บของคนตัวเล็ก เธออยากโน้มลงไปกอดลูกเหลือเกิน หากก็ทำไม่ได้ดั่งที่ใจหวัง เนื่องจากสภาพร่างกายของตนไม่เอื้ออำนวย
ผมมีลูกแล้ว“แม่ครับ...”“ว่าไงลูก”“ผมมีลูกแล้ว เป็นผู้ชายอายุสี่ขวบ ตอนนี้กำลังนอนแอดมิตอยู่ที่โรงพยาบาล”…ไร้เสียงตอบรับจากคนฟัง แก้วมณีหันหน้าไปมองลูกชายคนเล็กอย่างขอความเห็น หล่อนได้ยินชัดเจนทว่าไม่เข้าใจว่าสุดเขตต้องการจะสื่อความหมายใด เพราะประโยคที่สุดเขตพูดออกมาเมื่อครู่แทบจะไม่มีน้ำหนักเลย จู่ ๆ ก็มาบอกทุกคนว่าตนมีลูกทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีวี่แววมาก่อนเลยเนี่ยนะ“เฮ้ย พูดอะไรของนายวะ ถ้าแม่ช็อกขึ้นมาจะทำไง” สุดโปรดเอ่ยกลั้วหัวเราะเบา ๆ เพราะเขาเองก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าพี่ชายเขามีลูกจริง แล้วทำไมถึงเพิ่งมาบอกทุกคนตอนลูกอายุสี่ขวบ ทว่าอึดใจต่อมาแววตาและสีหน้าที่จริงจังของสุดเขตทำให้สุดโปรดเริ่มขำไม่ออก “มึงพูดจริงหรือพูดเล่น” คนเป็นน้องถามน้ำเสียงจริงจัง“นั่นสิลูก แม่ไม่ตลกนะ แล้วที่บอกว่าแอดมิตนั่นอีกคืออะไร ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นนะเขต” เพราะมีหน้าลูกชายเคร่งเครียดเกินกว่าจะคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แก้วมณีเริ่มใจเสีย กังวลไปต่าง ๆ นานาว่าอาจจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับลูกชาย“ผมพูดเรื่องจริงครับแม่” สุดเขตย้ำอย่างหนักแน่นอีกครั้ง สบตากับผู้เป็นมารดาด้วยแววตา
ผมมีลูกแล้ว“สวัสดีครับ” [สวัสดีครับคุณเขต ตอนนี้ผมอยู่ที่ ส.น. ผมเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ตามที่คุณเขตสั่งแล้วนะครับ] ปลายสายเอ่ยเข้าประเด็นทันทีเมื่อแพทย์หนุ่มกดรับสาย“ครับ ได้เรื่องยังไงบ้าง” สุดเขตถามวุฒิชัยซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทนายของบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของครอบครัวตน ด้วยเมื่อคืนนี้หลังจากที่ไม่ได้คิดอะไร จู่ ๆ เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าควรช่วยเหลือกัญญาวีร์ในเรื่องนี้ด้วย เพราะเธอได้รับบาดเจ็บและมีสภาพจิตใจที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไร จึงไม่อยากให้เธอต้องมากังวลเรื่องนี้อีก เขาเลยตัดสินใจส่งข้อความไปไหว้วานให้วุฒิชัยช่วยไปติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสอบถามความคืบหน้าและขั้นตอนของการดำเนินการ ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำตามที่สั่งได้อย่างรวดเร็ว[เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องให้เจ้าตัวมาร้องทุกข์ครับ หรือทำหนังสือมอบอำนาจแล้วส่งตัวแทนมาก็ได้ครับ อีกอย่างฝั่งเรายังไม่มีใครมาลงบันทึกประจำวัน มีแต่ฝ่ายคู่กรณี และดูเหมือนว่าจะโยนความผิดมาที่ฝั่งเราครับ]“ได้ยังไงกัน วันที่เกิดเหตุทั้งเจ้าหน้าที่พยาบาล ทั้งคนของมูลนิธิพูดเป็นเสียงเดียวกับว่าอีกฝ่ายเมาแล้วขับ แถมยังขับเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แซงเบียดขึ
ผมมีลูกแล้ว“ขอบตาดูคล้ำ ๆ ช่วงนี้ทำงานหนักมากหรือลูก” แก้วมณีถามลูกชายคนโตด้วยความเป็นห่วงขณะเดินลงมาจากศาลาวัดพร้อมกัน หลังจากพิธีถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์เสร็จสิ้นแล้ว“นิดหน่อยครับแม่ มีทำวิจัย” สุดเขตตอบผู้เป็นมารดา โดยปกติช่วงที่ต้องทำงานวิจัยควบคู่ไปด้วยก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว ทว่าสองวันที่ผ่านมากลับมีเรื่องมีเรื่องมาทำให้เขาต้องคิดมากจนถึงขั้นนอนไม่หลับแม้จะบอกอีกฝ่ายไปแล้วว่าจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าตนจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะเริ่มบอกมารดาอย่างไร ด้วยกลัวว่าท่านอาจจะตกใจหรืออาจจะรับไม่ได้ และผิดหวังที่เขาทำตัวอย่างนี้“พักผ่อนบ้างสิลูก ทำงานหนักไปเดี๋ยวร่างกายก็แย่เอา เรายิ่งไม่มีใครดูแลอยู่ด้วย” ด้วยอายุที่ไม่ใช่น้อย ๆ ซึ่งใกล้จะเข้าเลขสี่เข้าทุกปีของลูกชายคนโต แก้วมณีจึงค่อนข้างเป็นกังวล หล่อนอยากให้สุดเขตเป็นฝั่งเป็นฝา มีใครสักคนอยู่เคียงข้าง คอยดูแลและคอยให้กำลังใจ อยากเห็นสุดเขตมีครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนกับน้องชายอย่างสุดโปรด“ไม่ต้องให้ใครมาดูแลหรอกครับ ผมดูแลตัวเองได้” แพทย์หนุ่มตอบเหมือนอย่างที่เคยตอบหลายครั้ง
บทที่ 5ผมมีลูกแล้ววันต่อมาสุดเขตตื่นนอนและออกมาจากห้องพักผู้ป่วยตั้งแต่เช้าตรู่ โดยไม่ลืมแวะไปฝากฝังพยาบาลประจำวอร์ดให้ช่วยสอดส่องหญิงสาวที่ต้องอยู่คนเดียว จากนั้นก็แวะไปติดตามอาการเด็กชาย ก่อนจะกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องพักส่วนตัวของตน วันนี้ชายหนุ่มลางานเฉพาะกิจหนึ่งวัน เพราะต้องไปทำบุญกับครอบครัว เพื่อระลึกถึงผู้เป็นบิดาที่จากไปเมื่อหลายปีก่อนหลังจากเตรียมตัวเสร็จและได้รับข้อความจากน้องชายอย่างสุดโปรดที่ส่งมาบอกว่าใกล้ถึงแล้ว แพทย์หนุ่มจึงลงลิฟต์มารอที่หน้าแฟลตซึ่งเป็นตึกสูงสิบห้าชั้น ใช้เป็นที่พักสำหรับบุคลากรของโรงพยาบาล รอไม่ถึงห้านาทีรถ BMW X3 สีดำขลับคันเก่งของน้องชายก็เคลื่อนเข้ามาจอดตรงหน้า สุดเขตเปิดประตูเข้าไปนั่งตอนหลังของรถ ก่อนจะยิ้มและเอ่ยทักทายหลานชายวัยแปดขวบ“สวัสดีฮะลุงเขต”“สวัสดีครับ”พอดึงประตูรถปิดเสร็จ สุดเขตก็รั้งร่างของเด็กชายปุณยวีร์เข้ามากอด พร้อมกับหอมแก้มทั้งฝั่งซ้ายและขวาจนชื่นใจให้สมกับที่ไม่ได้เจอกันนาน “สวัสดีค่ะพี่เขต” สุพรรณวดีซึ่งเป็นภรรยาของสุดโปรดเอ่ยทักทายพี่ชายสามีบ้าง“สวัสดีครับเอย” แพทย์หนุ่มทักทายกลับ พลางยื่นหน้าไปมองเจ้าตัว
ความรับผิดชอบ“แต่ผมยังยืนยันคำเดิม ผมจะให้ลูกรักษาอยู่ที่นี่จนกว่าจะหายดี เรื่องค่าใช้จ่ายผมยินดีจะรับผิดชอบเองทั้งหมด” คนที่เป็นพ่อของลูกสรุปและไม่ยอมอ่อนข้อให้ในเรื่องนี้ “แล้วในส่วนของคุณ ผมก็จะจัดการให้เหมือนกัน ถ้าคุณยืนยันว่าจะออกจากโรงพยาบาล พรุ่งนี้ผมจะให้พยาบาลดำเนินการให้ แล้วคุณมีที่พักที่ไหน ไกลจากที่นี่หรือเปล่า”กัญญาวีร์มีอาการเลิ่กลั่กเล็กน้อยเมื่อเจอคำถามนี้ เพราะเธอยังไม่ได้คิดเอาไว้“ฉะ...ฉันอยู่กับลูกได้ค่ะ” เธอตอบด้วยเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไร สมองประมวลผลไม่ทันไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้เธอคิดไม่ทันเขาสักเรื่องเลย“ไม่ได้ ICU ไม่ได้จัดที่ไว้ให้ญาติเฝ้าแบบค้างคืน”“งั้น...” หญิงสาวนิ่งคิด สมองพลันคิดหาทางออก ไม่แน่ใจว่าระหว่างรอลูกย้ายออกจากห้อง ICU จะไปขอพักกับเพื่อนคนไหนได้บ้าง หรือเธอควรจะไปเปิดโรงแรมนอนสักคืนสองคืน ทว่ายังไม่ทันจะได้ตัดสินใจ พ่อของลูกก็สรุปให้อย่างเสร็จสรรพราวกับคิดเอาไว้นานแล้ว“เดี๋ยวเรื่องนี้ผมจัดการให้ คุณพักผ่อนไปก่อนแล้วกัน” พูดจบสุดเขตก็กดรีโมตปรับเตียงให้คนไข้ที่แขนหักโดยไม่ถามความต้องการ สายตาคมเหลือบมองปริมาณน้ำเกลือในกระปุกตาม







