Masukอีกหนึ่งชีวิต
“หมอเคยบอกฉันว่าไม่อยากมีลูกเพราะยังไม่พร้อม แต่ถ้าพลาดมีขึ้นมาจริง ๆ ก็จะให้ทำแท้ง!!”
ก่อนที่เธอจะแน่ใจว่าตัวเองท้อง เธอรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกาย หากก็ไม่แน่ใจและคิดว่าคงไม่ใช่ แต่กระนั้นในคืนวันหนึ่งเธอก็ได้เลียบเคียงถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยความอยากรู้ ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมามันทำให้เธอรู้สึกผิดหวังในตัวเขามาก ๆ
‘หมอเคยคิดจะมีลูกไหม’
‘ไม่เคยและยังไม่คิดจะมีตอนนี้’
‘แล้ว...ถ้าเกิดวันหนึ่งเราพลาดกันขึ้นมาล่ะ หมอจะทำยังไง’ ครั้นเห็นว่าเขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เธอจึงรีบเอ่ยขึ้น ‘…แค่สมมุติเฉย ๆ นะ ตอนนี้ไม่มีอะไร’ ไม่มีอะไร…เพราะว่าเธอยังไม่ได้ตรวจให้แน่ใจ
‘ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว แล้วก็อย่าพลาดเลย ผมยังไม่พร้อมจริง ๆ คุณก็เห็นว่าทุกวันนี้ผมแทบจะไม่มีเวลานอน หรือถ้าเกิดว่าพลาดขึ้นมาจริง ๆ ก็ต้องดูสถานการณ์ก่อน ยังไงผมก็คงต้องเลือกทางออกที่ดีที่สุด’
กัญญาวีร์นิ่งไปครู่หนึ่ง สมองพยายามตีความหมายคำว่าทางออกที่ดีที่สุดของเขา ‘...หมายถึงทำแท้ง ?’
‘ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้ามันเป็นทางที่ดีที่สุด’
‘...’
‘คุณคงไม่อยากให้ลูกเกิดมาในสภาวะที่ไม่พร้อมหรอกใช่ไหม’
นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้กัญญาวีร์รู้สึกผิดหวังมาจนถึงทุกวันนี้ หญิงสาวคิดว่าตัวเองทำถูกแล้วที่ไม่บอกเขา เพราะถ้าบอก เธอก็คงไม่ได้เห็นความน่ารักของเด็กชายปกป้อง ไม่ได้เห็นพัฒนาการของลูกที่ทำให้คนเป็นแม่อิ่มเอิบหัวใจ
เพราะเหตุผลนี้ทำให้เธอเลือกที่จะไม่บอก และตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องเมื่อห้าปีที่แล้ว
“แต่ผม...” กลายเป็นสุดเขตที่อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะโต้แย้งกลับไปด้วยคำใด เพราะที่เธอพูดมานั้นเป็นเรื่องจริง แม้จะไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง แต่ปัญหาชีวิตบวกกับปัญหาภายในครอบครัวที่รุมเร้าในช่วงเวลานั้น และยังมีเรื่องคาราคาซังที่ต้องจัดการมากมาย ทำให้เขาไม่พร้อมมีลูก และไม่คิดว่าจะสร้างครอบครัวกับใคร “แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องปิดบังผมไม่ใช่เหรอ”
เสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิม หากยังคงมีความตึงเครียดเจืออยู่มากทีเดียว
“แล้วจะให้ฉันบอก เพื่อให้หมอไล่ฉันไปทำแท้งงั้นเหรอ” เธอย้อนถามด้วยใจที่เจ็บปวด หยาดน้ำใสคลอรอบดวงตา เพียงแค่คิดว่าหากต้องทำแท้งในตอนนั้น ทุกวันนี้คงไม่มีเด็กชายปกป้องที่เปรียบเสมือนหัวใจอีกดวงของเธอ
“ผมไม่เคยบอกให้คุณไปทำแท้ง” สุดเขตยืนยันหนักแน่น เขาเคยพูดเรื่องนี้ก็จริง แต่เขาไม่เคยไล่ให้เธอไปทำแท้ง
“ใช่ หมอไม่ได้บอกให้ฉันทำแท้ง เพราะฉันไม่ได้บอกหมอว่าท้องไง ลองให้ฉันบอกสิ หมอก็คงจะไล่ให้ฉันไปทำแท้งจริง ๆ” ตอนนั้นเขาเคยบอกกับเธอว่าไม่พร้อมที่จะมีลูก แต่ถ้าเกิด ‘พลาด’ ขึ้นมา ก็คงต้องหาทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งอาจจะถึงขั้นต้อง ‘ทำแท้ง’
แล้วจะให้เธอทำอย่างไร ในเมื่อเขามีความคิดที่สวนทางเช่นนั้น เธอก็ต้องหาทางออกของตัวเองเช่นกัน!
ซึ่งทางที่เธอเลือกก็คือการออกมาจากชีวิตเขา และไม่ให้เขารับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกหนึ่งชีวิตน้อย ๆ ที่เขาไม่ต้องการ...
“แต่คุณก็ไม่น่าปิดบังผมแบบนี้ไง คุณน่าจะบอกผม ปัญหาทุกอย่างมันมีทางแก้…”
“แก้ด้วยการให้ฉันไปทำแท้งน่ะเหรอ” กัญญาวีร์สวนขึ้นก่อนที่เขาจะพูดจบ พร้อมยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่หยดลงมาอาบแก้ม
“ฟาง…” สุดเขตไม่รู้จะพูดอย่างไร ชายหนุ่มแหงนหน้าขึ้นแล้วใช้นิ้วกดระหว่างหัวตาอย่างใช้ความคิดพร้อมทั้งควบคุมสติ ยอมรับว่าตอนนี้สมองของเขามันตื้อไปหมด ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดที่เธอพูดมามันคือเรื่องจริง เขาเคยพูดแบบนั้น ด้วยช่วงนั้นตัวเขามีงานที่ต้องทำหลายอย่าง อีกทั้งยังมีปัญหาภายในบริษัทของครอบครัว ทำให้เขาต้องคิดหาทางแก้ไขไม่เว้นแต่ละวัน เขาจึงไม่คิดจะมีลูกเพราะไม่รู้ว่าถ้ามีแล้วจะเลี้ยงเขาได้ดีหรือไม่ เมื่อไม่มีความพร้อม จึงเลือกที่จะไม่มีเสียดีกว่า
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นยุติการพูดคุยของหนุ่มสาวทั้งสอง กัญญาวีร์รีบซับน้ำตา สูดน้ำมูก แล้วปรับสีหน้าให้เป็นปกติ หากก็ไม่รอดพ้นจากสายตาของสหดลที่เปิดประตูเข้ามาเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนคุยกันนานเกินไป และถึงเวลาที่จะไปเยี่ยมเด็กชายปกป้องแล้ว
“เป็นอะไรฟาง มันทำอะไรแก!” หนุ่มหน้าตี๋รีบก้าวเข้าไปหาเพื่อน หันไปมองหน้าสุดเขตอย่างพร้อมจะมีเรื่อง ก่อนจะหันมองสำรวจเนื้อตัวเพื่อนสาวว่ามีบาดแผลเพิ่มจากเดิมหรือไม่ ครั้นไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติจึงเงยหน้าขึ้นไปสบตาเพื่อขอคำตอบ
ใบหน้าสวยซึ่งมีรอยบอบช้ำส่ายไปมา ก่อนจะตอบ “ไม่ได้เป็นอะไร เขาไม่ได้ทำอะไร”
“แล้วแกร้องไห้ทำไม” สหดลถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่มีอะไร” กัญญาวีร์ปฏิเสธ เหลือบไปมองนาฬิกาที่แขวนไว้บนฝาผนัง พอเห็นว่าถึงเวลาเยี่ยมลูก ก็เข้าใจเหตุผลที่สหดลเข้ามาทันที หญิงสาวหันหน้าไปพูดกับคุณหมอที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม “ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับหมอแล้ว กลับไปทำงานเถอะค่ะ และฉันหวังว่าเรื่องที่เราคุยกันมันจะจบ”
ไม่รอคำตอบจากอีกฝ่าย พูดจบกัญญาวีร์ก็ค่อย ๆ กระเถิบก้นลงจากเตียงเพื่อไปเข้าห้องน้ำอย่างระมัดระวัง โดยมีสหดลคอยช่วยประคองระวังความปลอดภัย ท่ามกลางสายตาคู่คมที่จ้องมองการกระทำของทั้งสองคน
กระทั่งหญิงสาวถูกส่งเข้าห้องน้ำและดึงประตูปิด สุดเขตจึงตัดใจและหมุนตัวเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป พลางนึกถึงประโยคสุดท้ายที่เธอพูด
‘ฉันหวังว่าเรื่องที่เราคุยกันมันจะจบ’
แล้วมันจะจบได้อย่างไร ในเมื่อเด็กชายคนนั้นเป็นลูกของเขาทั้งคน
มันไม่จบหรอก!
ผมมีลูกแล้ว“ฮือ ๆ ฮือออ...”เสียงเรียกในลำคอที่มาพร้อมกับเสียงร้องไห้ผะแผ่ว คล้ายคนไม่มีแรงของเด็กชาย ทำให้กัญญาวีร์ซึ่งอยู่ในชุดปลอดเชื้อเกือบจะลุกขึ้นจากรถเข็นไปยืนข้างเตียงผู้ป่วยในห้องไอซียูอย่างไม่สนอาการเจ็บของตนเอง หากไม่มีสหดลที่ยืนอยู่ข้างหลังรั้งเอาไว้เสียก่อน เธอเดินเองได้ก็จริง แต่ร่างกายของเธอไม่แข็งแรง ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ชายหนุ่มจึงกลัวว่าเธออาจจะล้มหากไม่ระวังให้ดี“ใจเย็น ๆ” เขาบอกแล้วรีบเข็นรถเข้าไปใกล้ ๆ เตียงที่เด็กชายนอนรักษาตัวน้ำตาของคนเป็นแม่คลอหน่วยอีกครั้งเพียงแค่ได้เห็นใบหน้าของลูก ความรู้สึกแรกคือเธอดีใจที่ลูกรู้สึกตัวและปลอดภัย หากอึดใจต่อมาเธอกลับรู้สึกสงสารลูกจับจิต เพราะแกยังตัวเล็กมาก ไม่ควรต้องมาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้บาดเจ็บจนปางตายเช่นนี้เลย“…แม่อยู่นี่แล้วครับ คนเก่งไม่ร้องไห้นะ” หญิงสาวปลอบลูกเสียงสั่นเครือ ยื่นมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บออกไปลูบศีรษะและเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าให้ลูกอย่างอ่อนโยน พร้อมทั้งใช้สายตาสำรวจอาการบาดเจ็บของคนตัวเล็ก เธออยากโน้มลงไปกอดลูกเหลือเกิน หากก็ทำไม่ได้ดั่งที่ใจหวัง เนื่องจากสภาพร่างกายของตนไม่เอื้ออำนวย
ผมมีลูกแล้ว“แม่ครับ...”“ว่าไงลูก”“ผมมีลูกแล้ว เป็นผู้ชายอายุสี่ขวบ ตอนนี้กำลังนอนแอดมิตอยู่ที่โรงพยาบาล”…ไร้เสียงตอบรับจากคนฟัง แก้วมณีหันหน้าไปมองลูกชายคนเล็กอย่างขอความเห็น หล่อนได้ยินชัดเจนทว่าไม่เข้าใจว่าสุดเขตต้องการจะสื่อความหมายใด เพราะประโยคที่สุดเขตพูดออกมาเมื่อครู่แทบจะไม่มีน้ำหนักเลย จู่ ๆ ก็มาบอกทุกคนว่าตนมีลูกทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีวี่แววมาก่อนเลยเนี่ยนะ“เฮ้ย พูดอะไรของนายวะ ถ้าแม่ช็อกขึ้นมาจะทำไง” สุดโปรดเอ่ยกลั้วหัวเราะเบา ๆ เพราะเขาเองก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าพี่ชายเขามีลูกจริง แล้วทำไมถึงเพิ่งมาบอกทุกคนตอนลูกอายุสี่ขวบ ทว่าอึดใจต่อมาแววตาและสีหน้าที่จริงจังของสุดเขตทำให้สุดโปรดเริ่มขำไม่ออก “มึงพูดจริงหรือพูดเล่น” คนเป็นน้องถามน้ำเสียงจริงจัง“นั่นสิลูก แม่ไม่ตลกนะ แล้วที่บอกว่าแอดมิตนั่นอีกคืออะไร ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นนะเขต” เพราะมีหน้าลูกชายเคร่งเครียดเกินกว่าจะคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แก้วมณีเริ่มใจเสีย กังวลไปต่าง ๆ นานาว่าอาจจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับลูกชาย“ผมพูดเรื่องจริงครับแม่” สุดเขตย้ำอย่างหนักแน่นอีกครั้ง สบตากับผู้เป็นมารดาด้วยแววตา
ผมมีลูกแล้ว“สวัสดีครับ” [สวัสดีครับคุณเขต ตอนนี้ผมอยู่ที่ ส.น. ผมเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ตามที่คุณเขตสั่งแล้วนะครับ] ปลายสายเอ่ยเข้าประเด็นทันทีเมื่อแพทย์หนุ่มกดรับสาย“ครับ ได้เรื่องยังไงบ้าง” สุดเขตถามวุฒิชัยซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทนายของบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของครอบครัวตน ด้วยเมื่อคืนนี้หลังจากที่ไม่ได้คิดอะไร จู่ ๆ เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าควรช่วยเหลือกัญญาวีร์ในเรื่องนี้ด้วย เพราะเธอได้รับบาดเจ็บและมีสภาพจิตใจที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไร จึงไม่อยากให้เธอต้องมากังวลเรื่องนี้อีก เขาเลยตัดสินใจส่งข้อความไปไหว้วานให้วุฒิชัยช่วยไปติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสอบถามความคืบหน้าและขั้นตอนของการดำเนินการ ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำตามที่สั่งได้อย่างรวดเร็ว[เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องให้เจ้าตัวมาร้องทุกข์ครับ หรือทำหนังสือมอบอำนาจแล้วส่งตัวแทนมาก็ได้ครับ อีกอย่างฝั่งเรายังไม่มีใครมาลงบันทึกประจำวัน มีแต่ฝ่ายคู่กรณี และดูเหมือนว่าจะโยนความผิดมาที่ฝั่งเราครับ]“ได้ยังไงกัน วันที่เกิดเหตุทั้งเจ้าหน้าที่พยาบาล ทั้งคนของมูลนิธิพูดเป็นเสียงเดียวกับว่าอีกฝ่ายเมาแล้วขับ แถมยังขับเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แซงเบียดขึ
ผมมีลูกแล้ว“ขอบตาดูคล้ำ ๆ ช่วงนี้ทำงานหนักมากหรือลูก” แก้วมณีถามลูกชายคนโตด้วยความเป็นห่วงขณะเดินลงมาจากศาลาวัดพร้อมกัน หลังจากพิธีถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์เสร็จสิ้นแล้ว“นิดหน่อยครับแม่ มีทำวิจัย” สุดเขตตอบผู้เป็นมารดา โดยปกติช่วงที่ต้องทำงานวิจัยควบคู่ไปด้วยก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว ทว่าสองวันที่ผ่านมากลับมีเรื่องมีเรื่องมาทำให้เขาต้องคิดมากจนถึงขั้นนอนไม่หลับแม้จะบอกอีกฝ่ายไปแล้วว่าจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าตนจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะเริ่มบอกมารดาอย่างไร ด้วยกลัวว่าท่านอาจจะตกใจหรืออาจจะรับไม่ได้ และผิดหวังที่เขาทำตัวอย่างนี้“พักผ่อนบ้างสิลูก ทำงานหนักไปเดี๋ยวร่างกายก็แย่เอา เรายิ่งไม่มีใครดูแลอยู่ด้วย” ด้วยอายุที่ไม่ใช่น้อย ๆ ซึ่งใกล้จะเข้าเลขสี่เข้าทุกปีของลูกชายคนโต แก้วมณีจึงค่อนข้างเป็นกังวล หล่อนอยากให้สุดเขตเป็นฝั่งเป็นฝา มีใครสักคนอยู่เคียงข้าง คอยดูแลและคอยให้กำลังใจ อยากเห็นสุดเขตมีครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนกับน้องชายอย่างสุดโปรด“ไม่ต้องให้ใครมาดูแลหรอกครับ ผมดูแลตัวเองได้” แพทย์หนุ่มตอบเหมือนอย่างที่เคยตอบหลายครั้ง
บทที่ 5ผมมีลูกแล้ววันต่อมาสุดเขตตื่นนอนและออกมาจากห้องพักผู้ป่วยตั้งแต่เช้าตรู่ โดยไม่ลืมแวะไปฝากฝังพยาบาลประจำวอร์ดให้ช่วยสอดส่องหญิงสาวที่ต้องอยู่คนเดียว จากนั้นก็แวะไปติดตามอาการเด็กชาย ก่อนจะกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องพักส่วนตัวของตน วันนี้ชายหนุ่มลางานเฉพาะกิจหนึ่งวัน เพราะต้องไปทำบุญกับครอบครัว เพื่อระลึกถึงผู้เป็นบิดาที่จากไปเมื่อหลายปีก่อนหลังจากเตรียมตัวเสร็จและได้รับข้อความจากน้องชายอย่างสุดโปรดที่ส่งมาบอกว่าใกล้ถึงแล้ว แพทย์หนุ่มจึงลงลิฟต์มารอที่หน้าแฟลตซึ่งเป็นตึกสูงสิบห้าชั้น ใช้เป็นที่พักสำหรับบุคลากรของโรงพยาบาล รอไม่ถึงห้านาทีรถ BMW X3 สีดำขลับคันเก่งของน้องชายก็เคลื่อนเข้ามาจอดตรงหน้า สุดเขตเปิดประตูเข้าไปนั่งตอนหลังของรถ ก่อนจะยิ้มและเอ่ยทักทายหลานชายวัยแปดขวบ“สวัสดีฮะลุงเขต”“สวัสดีครับ”พอดึงประตูรถปิดเสร็จ สุดเขตก็รั้งร่างของเด็กชายปุณยวีร์เข้ามากอด พร้อมกับหอมแก้มทั้งฝั่งซ้ายและขวาจนชื่นใจให้สมกับที่ไม่ได้เจอกันนาน “สวัสดีค่ะพี่เขต” สุพรรณวดีซึ่งเป็นภรรยาของสุดโปรดเอ่ยทักทายพี่ชายสามีบ้าง“สวัสดีครับเอย” แพทย์หนุ่มทักทายกลับ พลางยื่นหน้าไปมองเจ้าตัว
ความรับผิดชอบ“แต่ผมยังยืนยันคำเดิม ผมจะให้ลูกรักษาอยู่ที่นี่จนกว่าจะหายดี เรื่องค่าใช้จ่ายผมยินดีจะรับผิดชอบเองทั้งหมด” คนที่เป็นพ่อของลูกสรุปและไม่ยอมอ่อนข้อให้ในเรื่องนี้ “แล้วในส่วนของคุณ ผมก็จะจัดการให้เหมือนกัน ถ้าคุณยืนยันว่าจะออกจากโรงพยาบาล พรุ่งนี้ผมจะให้พยาบาลดำเนินการให้ แล้วคุณมีที่พักที่ไหน ไกลจากที่นี่หรือเปล่า”กัญญาวีร์มีอาการเลิ่กลั่กเล็กน้อยเมื่อเจอคำถามนี้ เพราะเธอยังไม่ได้คิดเอาไว้“ฉะ...ฉันอยู่กับลูกได้ค่ะ” เธอตอบด้วยเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไร สมองประมวลผลไม่ทันไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้เธอคิดไม่ทันเขาสักเรื่องเลย“ไม่ได้ ICU ไม่ได้จัดที่ไว้ให้ญาติเฝ้าแบบค้างคืน”“งั้น...” หญิงสาวนิ่งคิด สมองพลันคิดหาทางออก ไม่แน่ใจว่าระหว่างรอลูกย้ายออกจากห้อง ICU จะไปขอพักกับเพื่อนคนไหนได้บ้าง หรือเธอควรจะไปเปิดโรงแรมนอนสักคืนสองคืน ทว่ายังไม่ทันจะได้ตัดสินใจ พ่อของลูกก็สรุปให้อย่างเสร็จสรรพราวกับคิดเอาไว้นานแล้ว“เดี๋ยวเรื่องนี้ผมจัดการให้ คุณพักผ่อนไปก่อนแล้วกัน” พูดจบสุดเขตก็กดรีโมตปรับเตียงให้คนไข้ที่แขนหักโดยไม่ถามความต้องการ สายตาคมเหลือบมองปริมาณน้ำเกลือในกระปุกตาม







