LOGINผมมีลูกแล้ว
“สวัสดีครับ”
[สวัสดีครับคุณเขต ตอนนี้ผมอยู่ที่ ส.น. ผมเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ตามที่คุณเขตสั่งแล้วนะครับ] ปลายสายเอ่ยเข้าประเด็นทันทีเมื่อแพทย์หนุ่มกดรับสาย
“ครับ ได้เรื่องยังไงบ้าง” สุดเขตถามวุฒิชัยซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทนายของบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของครอบครัวตน ด้วยเมื่อคืนนี้หลังจากที่ไม่ได้คิดอะไร จู่ ๆ เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าควรช่วยเหลือกัญญาวีร์ในเรื่องนี้ด้วย เพราะเธอได้รับบาดเจ็บและมีสภาพจิตใจที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไร จึงไม่อยากให้เธอต้องมากังวลเรื่องนี้อีก เขาเลยตัดสินใจส่งข้อความไปไหว้วานให้วุฒิชัยช่วยไปติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสอบถามความคืบหน้าและขั้นตอนของการดำเนินการ ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำตามที่สั่งได้อย่างรวดเร็ว
[เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องให้เจ้าตัวมาร้องทุกข์ครับ หรือทำหนังสือมอบอำนาจแล้วส่งตัวแทนมาก็ได้ครับ อีกอย่างฝั่งเรายังไม่มีใครมาลงบันทึกประจำวัน มีแต่ฝ่ายคู่กรณี และดูเหมือนว่าจะโยนความผิดมาที่ฝั่งเราครับ]
“ได้ยังไงกัน วันที่เกิดเหตุทั้งเจ้าหน้าที่พยาบาล ทั้งคนของมูลนิธิพูดเป็นเสียงเดียวกับว่าอีกฝ่ายเมาแล้วขับ แถมยังขับเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แซงเบียดขึ้นมาจนเกิดอุบัติเหตุ”
[เราไม่ชัวร์ข้อมูลตรงนี้ครับ จำเป็นต้องถามหรือไม่ก็ให้เจ้าตัวเดินทางมาร้องทุกข์ด้วยตัวเอง]
“อืม” สุดเขตตอบรับเสียงเครียด รู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่ไม่ชอบมาพากล “ถ้าผมได้ยินมาไม่ผิด คนที่ขับรถคันนั้นเป็นดาราด้วยใช่ไหมครับ”
[ใช่ครับ คนขับคือคุณธนินธ์ ลูกชายของคุณเอกธนัช นักการเมืองและเป็นคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันด้วยครับ”
แพทย์หนุ่มพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะถามต่อ “แล้วพอจะรู้ไหมครับว่าอีกฝ่ายลงบันทึกประจำวันว่ายังไง”
“สรุปใจความสั้น ๆ นะครับ ฝ่ายนั้นบอกว่าเขาขับรถมาดี ๆ และกำลังจะแซงรถอีกคัน แต่อยู่ ๆ รถของคุณกัญญาวีร์ก็หักมาชน]
“งั้นเหรอ” ชายหนุ่มขบคิด ยังไม่กล้าตัดสินอะไรทั้งสิ้นเพราะเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ความจริงกัญญาวีร์อาจจะเป็นคนผิดอย่างที่ฝ่ายนั้นว่าก็ได้ เพราะตัวเธอเองก็ยังไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีแต่เขาที่เหมือนจะใจร้อนกว่าเจ้าตัว “ถ้ายังไงรบกวนคุณวุฒิชัยติดตามเรื่องนี้ให้หน่อยนะครับ เดี๋ยวช่วงบ่ายผมจะบอกให้เจ้าตัวไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ ขอบคุณมากครับ”
สุดเขตรู้สึกข้องใจกับอุบัติเหตุของกัญญาวีร์และลูกชาย หลังวางสายจากผู้ช่วยทางกฎหมายชายหนุ่มจึงรีบใช้อินเตอร์เน็ตค้นหาข่าวคืนนั้นทันที เพราะได้ยินเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินพูดถึงสื่อที่ลงข่าวเมื่อสองคืนก่อน แต่เขาได้ยินไม่ชัดเพราะตอนนั้นกำลังพูดคุยกับคนไข้อยู่
ใบหน้าหล่อเหลาฉายความตึงเครียดออกมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อไม่เจอหัวข้อข่าวที่ต้องการปรากฏตามหน้าสื่อ ใช้คีย์เวิร์ดค้นหาก็ไม่เจอ ไม่ว่าจะเป็นสื่อเล็กสื่อใหญ่ ทำให้สุดเขตเริ่มสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากลมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง อีกทั้งคนขับยังเป็นดาราที่มีชื่อเสียง อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีสักคอลัมน์ที่เขียนถึงข่าวนี้ แต่นี่กลับไม่มีเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก ๆ
หรือไม่แน่ข่าวนี้อาจจะถูกลบไป ?
ชายหนุ่มตัดสินใจต่อสายกลับไปยังผู้ช่วยฝ่ายกฎหมายอีกครั้ง เพราะเริ่มแน่ใจแล้วว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ปกติ
“คุณวุฒิชัยครับ ผมมีเรื่องจะรบกวนอีกเรื่อง”
[เรื่องอะไรครับ]
“ช่วยหาคนตามสืบเรื่องอุบัติเหตุของกัญญาวีร์ทีครับ ผมรู้สึกว่ามันแปลก ๆ เพราะแทบจะไม่มีสื่อสำนักไหนทำข่าวเลย”
[คุณเขตคิดว่าอาจจะมีคนจงใจทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือครับ]
สุดเขตยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบท้ายทอยพลางใช้ความคิดอย่างหนัก หากจงใจให้เกิดอุบัติเหตุ ก็แปลว่ากัญญาวีร์อาจมีศัตรูที่คิดปองร้าย ซึ่งคงจะมีแค่เธอที่ตอบเรื่องนี้ได้ หากคิดอีกมุมก็ไม่น่าใช่การจงใจ ด้วยอีกฝ่ายเป็นดารา ทั้งยังเป็นลูกชายนักการเมือง คงไม่มีทางทำให้ตัวเองเสียชื่อเสียงหรอกกระมัง
“ไม่แน่ใจครับ แต่ที่แน่ ๆ ผมคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะพยายามกลบเกลื่อนหลักฐาน”
[เดี๋ยวผมจัดการให้ครับ]
“ขอบคุณมากครับ”
สุดเขตกดวางสายและกำลังจะเดินกลับไปรวมตัวกับครอบครัวที่ริมน้ำ ทว่าก็เป็นจังหวะเดียวกันกับทุกคนที่กำลังเดินมายังรถพอดี แพทย์หนุ่มเก็บสมาร์ตโฟนเข้ากระเป๋ากางเกง ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วยิ้มรับปุณยวีร์ที่เดินเข้ามาเกาะแข้งเกาะขาตามนิสัยที่ชอบอ้อน
“จะกลับกันแล้วเหรอครับ” สุดเขตวางมือบนศีรษะหลานแล้วเอ่ยถามผู้เป็นแม่
“ใช่ลูก เขตจะกลับบ้านกับแม่หรือจะไปโรง’บาล”
“ไปโรง’บาลครับ เดี๋ยวให้โปรดแวะส่ง ทางผ่านพอดี” เขาไม่ได้ขับรถมาเพราะจอดไว้ที่บ้านแล้วให้คนขับรถขับมาส่ง จึงต้องวานให้น้องชายมารับไปส่ง เพราะโรงพยาบาลที่เขาทำงาน เป็นทางผ่านกลับบ้านของสุดโปรดพอดี
แก้วมณีหันไปพูดกับลูกชายคนเล็กที่เพิ่งส่งลูกน้อยให้ภรรยาอุ้ม “โปรดแวะส่งพี่ด้วยนะลูก” แม้ลูกจะโตกันหมดทุกคนแล้ว แต่หล่อนก็ยังเป็นห่วงอยู่เหมือนเดิม
“ครับแม่” สุดโปรดรับคำมารดา สุนีย์มองภาพครอบครัวของลูกเขยด้วยรอยยิ้มปลาบปลื้มและอดที่จะชื่นชมไม่ได้
“คุณแก้วเลี้ยงลูกได้ดีทุกคนเลยนะคะ เติบโตมาอย่างดีทุกคนคงไม่มีอะไรน่าห่วง”
“แต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละค่ะ” แก้วมณีถอนหายใจ เบา ๆ อดห่วงไม่ได้ตามประสาคนเป็นแม่ “เจ้าคนน้องไม่เท่าไร มีลูกมีครอบครัวไปแล้ว ตอนนี้จะห่วงก็แต่เจ้าคนพี่นี่แหละค่ะ ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีเลย”
สุดโปรดหันไปมองพี่ชายยิ้ม ๆ เมื่อแม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา “บอกแล้วให้รีบหาเมีย แม่จะได้ไม่เป็นห่วง”
แพทย์หนุ่มที่ตกเป็นประเด็นสนทนาหันไปมองหน้าน้องชาย เขาไม่ได้สนใจประโยคเย้าแหย่ แววตาเขาเต็มไปด้วยความหนักใจ พลันคิดว่าควรใช้จังหวะนี้บอกทุกคนไปเลยดีไหม เพราะอย่างไรสุดท้ายก็ต้องรู้กันอยู่ดี อีกทั้งยังมีหลายเรื่องที่เขาต้องจัดการ อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากมารดาให้ช่วยดูแลเด็กชายปกป้อง เนื่องจากกัญญาวีร์ได้รับบาดเจ็บ คงจะดูแลลูกไม่ไหวและไม่สะดวก
สุดเขตคิดว่าตนจัดการเรื่องทั้งหมดคนเดียวไม่ได้แน่ จึงตัดสินใจเอ่ยออกไปให้ทุกคนได้รับรู้พร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะคนเป็นแม่
“แม่ครับ...”
“ว่าไงลูก”
“ผมมีลูกแล้ว เป็นผู้ชายอายุสี่ขวบ ตอนนี้กำลังนอนแอดมิตอยู่ที่โรงพยาบาล”
ผมมีลูกแล้ว“ฮือ ๆ ฮือออ...”เสียงเรียกในลำคอที่มาพร้อมกับเสียงร้องไห้ผะแผ่ว คล้ายคนไม่มีแรงของเด็กชาย ทำให้กัญญาวีร์ซึ่งอยู่ในชุดปลอดเชื้อเกือบจะลุกขึ้นจากรถเข็นไปยืนข้างเตียงผู้ป่วยในห้องไอซียูอย่างไม่สนอาการเจ็บของตนเอง หากไม่มีสหดลที่ยืนอยู่ข้างหลังรั้งเอาไว้เสียก่อน เธอเดินเองได้ก็จริง แต่ร่างกายของเธอไม่แข็งแรง ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ชายหนุ่มจึงกลัวว่าเธออาจจะล้มหากไม่ระวังให้ดี“ใจเย็น ๆ” เขาบอกแล้วรีบเข็นรถเข้าไปใกล้ ๆ เตียงที่เด็กชายนอนรักษาตัวน้ำตาของคนเป็นแม่คลอหน่วยอีกครั้งเพียงแค่ได้เห็นใบหน้าของลูก ความรู้สึกแรกคือเธอดีใจที่ลูกรู้สึกตัวและปลอดภัย หากอึดใจต่อมาเธอกลับรู้สึกสงสารลูกจับจิต เพราะแกยังตัวเล็กมาก ไม่ควรต้องมาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้บาดเจ็บจนปางตายเช่นนี้เลย“…แม่อยู่นี่แล้วครับ คนเก่งไม่ร้องไห้นะ” หญิงสาวปลอบลูกเสียงสั่นเครือ ยื่นมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บออกไปลูบศีรษะและเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าให้ลูกอย่างอ่อนโยน พร้อมทั้งใช้สายตาสำรวจอาการบาดเจ็บของคนตัวเล็ก เธออยากโน้มลงไปกอดลูกเหลือเกิน หากก็ทำไม่ได้ดั่งที่ใจหวัง เนื่องจากสภาพร่างกายของตนไม่เอื้ออำนวย
ผมมีลูกแล้ว“แม่ครับ...”“ว่าไงลูก”“ผมมีลูกแล้ว เป็นผู้ชายอายุสี่ขวบ ตอนนี้กำลังนอนแอดมิตอยู่ที่โรงพยาบาล”…ไร้เสียงตอบรับจากคนฟัง แก้วมณีหันหน้าไปมองลูกชายคนเล็กอย่างขอความเห็น หล่อนได้ยินชัดเจนทว่าไม่เข้าใจว่าสุดเขตต้องการจะสื่อความหมายใด เพราะประโยคที่สุดเขตพูดออกมาเมื่อครู่แทบจะไม่มีน้ำหนักเลย จู่ ๆ ก็มาบอกทุกคนว่าตนมีลูกทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีวี่แววมาก่อนเลยเนี่ยนะ“เฮ้ย พูดอะไรของนายวะ ถ้าแม่ช็อกขึ้นมาจะทำไง” สุดโปรดเอ่ยกลั้วหัวเราะเบา ๆ เพราะเขาเองก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าพี่ชายเขามีลูกจริง แล้วทำไมถึงเพิ่งมาบอกทุกคนตอนลูกอายุสี่ขวบ ทว่าอึดใจต่อมาแววตาและสีหน้าที่จริงจังของสุดเขตทำให้สุดโปรดเริ่มขำไม่ออก “มึงพูดจริงหรือพูดเล่น” คนเป็นน้องถามน้ำเสียงจริงจัง“นั่นสิลูก แม่ไม่ตลกนะ แล้วที่บอกว่าแอดมิตนั่นอีกคืออะไร ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นนะเขต” เพราะมีหน้าลูกชายเคร่งเครียดเกินกว่าจะคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แก้วมณีเริ่มใจเสีย กังวลไปต่าง ๆ นานาว่าอาจจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับลูกชาย“ผมพูดเรื่องจริงครับแม่” สุดเขตย้ำอย่างหนักแน่นอีกครั้ง สบตากับผู้เป็นมารดาด้วยแววตา
ผมมีลูกแล้ว“สวัสดีครับ” [สวัสดีครับคุณเขต ตอนนี้ผมอยู่ที่ ส.น. ผมเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ตามที่คุณเขตสั่งแล้วนะครับ] ปลายสายเอ่ยเข้าประเด็นทันทีเมื่อแพทย์หนุ่มกดรับสาย“ครับ ได้เรื่องยังไงบ้าง” สุดเขตถามวุฒิชัยซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทนายของบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของครอบครัวตน ด้วยเมื่อคืนนี้หลังจากที่ไม่ได้คิดอะไร จู่ ๆ เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าควรช่วยเหลือกัญญาวีร์ในเรื่องนี้ด้วย เพราะเธอได้รับบาดเจ็บและมีสภาพจิตใจที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไร จึงไม่อยากให้เธอต้องมากังวลเรื่องนี้อีก เขาเลยตัดสินใจส่งข้อความไปไหว้วานให้วุฒิชัยช่วยไปติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสอบถามความคืบหน้าและขั้นตอนของการดำเนินการ ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำตามที่สั่งได้อย่างรวดเร็ว[เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องให้เจ้าตัวมาร้องทุกข์ครับ หรือทำหนังสือมอบอำนาจแล้วส่งตัวแทนมาก็ได้ครับ อีกอย่างฝั่งเรายังไม่มีใครมาลงบันทึกประจำวัน มีแต่ฝ่ายคู่กรณี และดูเหมือนว่าจะโยนความผิดมาที่ฝั่งเราครับ]“ได้ยังไงกัน วันที่เกิดเหตุทั้งเจ้าหน้าที่พยาบาล ทั้งคนของมูลนิธิพูดเป็นเสียงเดียวกับว่าอีกฝ่ายเมาแล้วขับ แถมยังขับเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แซงเบียดขึ
ผมมีลูกแล้ว“ขอบตาดูคล้ำ ๆ ช่วงนี้ทำงานหนักมากหรือลูก” แก้วมณีถามลูกชายคนโตด้วยความเป็นห่วงขณะเดินลงมาจากศาลาวัดพร้อมกัน หลังจากพิธีถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์เสร็จสิ้นแล้ว“นิดหน่อยครับแม่ มีทำวิจัย” สุดเขตตอบผู้เป็นมารดา โดยปกติช่วงที่ต้องทำงานวิจัยควบคู่ไปด้วยก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว ทว่าสองวันที่ผ่านมากลับมีเรื่องมีเรื่องมาทำให้เขาต้องคิดมากจนถึงขั้นนอนไม่หลับแม้จะบอกอีกฝ่ายไปแล้วว่าจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าตนจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะเริ่มบอกมารดาอย่างไร ด้วยกลัวว่าท่านอาจจะตกใจหรืออาจจะรับไม่ได้ และผิดหวังที่เขาทำตัวอย่างนี้“พักผ่อนบ้างสิลูก ทำงานหนักไปเดี๋ยวร่างกายก็แย่เอา เรายิ่งไม่มีใครดูแลอยู่ด้วย” ด้วยอายุที่ไม่ใช่น้อย ๆ ซึ่งใกล้จะเข้าเลขสี่เข้าทุกปีของลูกชายคนโต แก้วมณีจึงค่อนข้างเป็นกังวล หล่อนอยากให้สุดเขตเป็นฝั่งเป็นฝา มีใครสักคนอยู่เคียงข้าง คอยดูแลและคอยให้กำลังใจ อยากเห็นสุดเขตมีครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนกับน้องชายอย่างสุดโปรด“ไม่ต้องให้ใครมาดูแลหรอกครับ ผมดูแลตัวเองได้” แพทย์หนุ่มตอบเหมือนอย่างที่เคยตอบหลายครั้ง
บทที่ 5ผมมีลูกแล้ววันต่อมาสุดเขตตื่นนอนและออกมาจากห้องพักผู้ป่วยตั้งแต่เช้าตรู่ โดยไม่ลืมแวะไปฝากฝังพยาบาลประจำวอร์ดให้ช่วยสอดส่องหญิงสาวที่ต้องอยู่คนเดียว จากนั้นก็แวะไปติดตามอาการเด็กชาย ก่อนจะกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องพักส่วนตัวของตน วันนี้ชายหนุ่มลางานเฉพาะกิจหนึ่งวัน เพราะต้องไปทำบุญกับครอบครัว เพื่อระลึกถึงผู้เป็นบิดาที่จากไปเมื่อหลายปีก่อนหลังจากเตรียมตัวเสร็จและได้รับข้อความจากน้องชายอย่างสุดโปรดที่ส่งมาบอกว่าใกล้ถึงแล้ว แพทย์หนุ่มจึงลงลิฟต์มารอที่หน้าแฟลตซึ่งเป็นตึกสูงสิบห้าชั้น ใช้เป็นที่พักสำหรับบุคลากรของโรงพยาบาล รอไม่ถึงห้านาทีรถ BMW X3 สีดำขลับคันเก่งของน้องชายก็เคลื่อนเข้ามาจอดตรงหน้า สุดเขตเปิดประตูเข้าไปนั่งตอนหลังของรถ ก่อนจะยิ้มและเอ่ยทักทายหลานชายวัยแปดขวบ“สวัสดีฮะลุงเขต”“สวัสดีครับ”พอดึงประตูรถปิดเสร็จ สุดเขตก็รั้งร่างของเด็กชายปุณยวีร์เข้ามากอด พร้อมกับหอมแก้มทั้งฝั่งซ้ายและขวาจนชื่นใจให้สมกับที่ไม่ได้เจอกันนาน “สวัสดีค่ะพี่เขต” สุพรรณวดีซึ่งเป็นภรรยาของสุดโปรดเอ่ยทักทายพี่ชายสามีบ้าง“สวัสดีครับเอย” แพทย์หนุ่มทักทายกลับ พลางยื่นหน้าไปมองเจ้าตัว
ความรับผิดชอบ“แต่ผมยังยืนยันคำเดิม ผมจะให้ลูกรักษาอยู่ที่นี่จนกว่าจะหายดี เรื่องค่าใช้จ่ายผมยินดีจะรับผิดชอบเองทั้งหมด” คนที่เป็นพ่อของลูกสรุปและไม่ยอมอ่อนข้อให้ในเรื่องนี้ “แล้วในส่วนของคุณ ผมก็จะจัดการให้เหมือนกัน ถ้าคุณยืนยันว่าจะออกจากโรงพยาบาล พรุ่งนี้ผมจะให้พยาบาลดำเนินการให้ แล้วคุณมีที่พักที่ไหน ไกลจากที่นี่หรือเปล่า”กัญญาวีร์มีอาการเลิ่กลั่กเล็กน้อยเมื่อเจอคำถามนี้ เพราะเธอยังไม่ได้คิดเอาไว้“ฉะ...ฉันอยู่กับลูกได้ค่ะ” เธอตอบด้วยเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไร สมองประมวลผลไม่ทันไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้เธอคิดไม่ทันเขาสักเรื่องเลย“ไม่ได้ ICU ไม่ได้จัดที่ไว้ให้ญาติเฝ้าแบบค้างคืน”“งั้น...” หญิงสาวนิ่งคิด สมองพลันคิดหาทางออก ไม่แน่ใจว่าระหว่างรอลูกย้ายออกจากห้อง ICU จะไปขอพักกับเพื่อนคนไหนได้บ้าง หรือเธอควรจะไปเปิดโรงแรมนอนสักคืนสองคืน ทว่ายังไม่ทันจะได้ตัดสินใจ พ่อของลูกก็สรุปให้อย่างเสร็จสรรพราวกับคิดเอาไว้นานแล้ว“เดี๋ยวเรื่องนี้ผมจัดการให้ คุณพักผ่อนไปก่อนแล้วกัน” พูดจบสุดเขตก็กดรีโมตปรับเตียงให้คนไข้ที่แขนหักโดยไม่ถามความต้องการ สายตาคมเหลือบมองปริมาณน้ำเกลือในกระปุกตาม







