LOGIN“โอ๊ย เจ็บๆ” พรพระจันทร์ย่นคอเมื่ออันฉี คว้าหูเธอแล้วดึงแรงจนหญิงสาวต้องเกือบย่อตัวตาม
“ทำไมเปิดประตูเข้าไปไม่ดูอะไรเลย!” อันฉีฟาดเพื่อนร่วมงานเสียงดังลั่น “เธอรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร”
“ก็ฉันไม่รู้จริงๆ นี่นะ” เธอขมวดคิ้ว จับหูของตัวเองป้อยๆ
“จำใส่สมองกลวงๆ ของเธอเอาไว้นะเขาคือหลงเฟิ่งหวง” อันฉีหันขวับมามองเหมือนอยากจะเขย่าเพื่อนให้สติกลับมา
“ใครเหรอ” หญิงสาวนิ่งตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ทำแต่งานเธอจะไปรู้จักใคร
“ยัยบ๊อง! เขาเป็นเจ้าของที่นี่ เป็นเจ้านายของพวกเรา และยังเป็นเจ้าพ่อกาสิโนอันดับหนึ่งของมาเก๊า” อันฉีแทบเป็นลม
“เจ้าพ่อมาเฟียเหมือนในหนังป่ะ” พรพระจันทร์เบิกตากว้าง ตกใจจนลืมหายใจไปแวบหนึ่ง
“คิดอะไรอยู่อย่าหวังสูงเชียวเตือนไว้ก่อนอย่าคิดเป็นหนูตกถังข้าวสารน้ำหน้าอย่างเธออยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาพูดจีนก็ไม่เก่งเขาไม่ชายตามองเธอหรอก” อันฉีชี้หน้าพรพระจันทร์
“อันฉีฉันไม่ได้คิดอะไรเลยนะ” พรพระจันทร์หน้าเสียทันทีไม่พอใจที่ถูกด้อยค่า
“ถ้าเขารู้ว่าเธอมีเส้นสาย เธอตายคนแรก”
พรพระจันทร์ จันทราภิรมย์ หรือชื่อไทยว่าหนูจ๋าสาวน้อยวัย 22 ปีที่ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อหวังเข้ามาทำงานที่เกาะแห่งนี้ แต่กลับถูกหลอกเธอต้องดิ้นรนหาทางหนีออกมา แต่เหมือนจะหนีเสือปะจระเข้ดันมาเจอเจ้านายโรคจิตที่รับเธอเข้าทำงาน อีกทั้งพยายามลวนลามทุกครั้งที่มีโอกาส
“เป่าเปาของพี่ เลิกงานแล้วเหรอ” เสียงทุ้มอบอุ่นของซูเม่ย หัวหน้าหนุ่มดังขึ้นจากด้านหลัง
“จะกลับแล้วค่ะ” เธอสะดุ้งนิดๆ ก่อนหันไปยิ้มสุภาพ ตายยากตายเย็นพูดถึงก็มาเลยทันที
ซูเม่ยมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนที่มากเกินกว่าเจ้านายควรให้ลูกน้อง
“ให้พี่ไปส่งไหมล่ะ รับรองส่งถึงห้องอย่างปลอดภัยเลย” น้ำเสียงของเขาชัดเจนว่าอยากให้เธอ เล่นด้วยสักนิด
“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะหัวหน้าฉันนัดกับอันฉีไว้” ยังไม่ทันที่เขาจะต่อประโยค พรพระจันทร์คว้ากระเป๋าสะพายวิ่งออกจากห้องแทบจะทันที
“หนีเก่งเป็นบ้า สักวันฉันจะลากเธอขึ้นเตียงให้ได้” เขาพึมพำพลางยิ้ม แต่แววตาแฝงความชอบชัดเจน
เฟิ่งหวงยืนข้างรถหรูริมถนนส่วนที่ค่อนข้างมืดยังมีลูกน้องหลายชีวิตยืนไม่ห่างเพื่อรักษาความปลอดภัย ควันบุหรี่ลอยคลุ้งรอบร่างสูงใหญ่ของเขา แสงไฟจากถนนหลักสะท้อนเงาชัดบนใบหน้าคมเย็นเหมือนสลักจากหินดำ
ข้างกายเขามีเหมยหลิง ยืนเกาะแขนแน่นราวกับเป็นเจ้าของชุดราตรีแหวกสูงของเธอทำให้คนผ่านไปมาต้องเหลียวมอง แต่ชายที่เธอเกาะอยู่นั้นกลับไร้อารมณ์ใดๆ
“ผมจะให้ลูกน้องไปส่งคุณ” เขาพูดเสียงเรียบ ไร้ความใส่ใจแม้แต่น้อย
“ให้เหมยหลิงไปด้วยไม่ได้เหรอคะ?” น้ำเสียงออดอ้อนเต็มที่ หวังให้เขาเปลี่ยนใจ
เขาหันมามองเธอช้าๆ สายตาแบบคนที่เบื่อจะทนเสียงรบกวนของแมลงตัวหนึ่งที่ยังไม่รู้สถานะตัวเอง แค่มองเหมยหลิงก็หน้าเสียทันที
“เอ่อ เหมยหลิงไปก็ได้ค่ะ” เธอคลายมือออกจากแขนเขาอย่างกล้าๆ กลัว ๆ พยายามยิ้มทั้งที่ใจสั่นไปหมด
“แต่คุณอย่าติดต่อเหมยหลิงอีกนะคะ”
เฟิ่งหวงดีดขี้เถ้าบุหรี่ออกเถ้าสีส้มปลิวในอากาศราวกับไม่สำคัญอะไร จังหวะนั้นเองเสียงโวยวายของผู้หญิงคนหนึ่งดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนจะใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนเขาและลูกน้องต้องหันไปมองตามต้นเสียง บางอย่างลอยพุ่งเข้ามาอย่างแม่นยำราวกับตั้งใจให้โดน
ปึก!
“โอ๊ย…” เขากุมศีรษะทันทีแรงกระแทกทำให้คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วยิ่งตึงเครียดขึ้นไปอีก
สิ่งที่ตกกระแทกพื้นอยู่ไม่ไกลคือ รองเท้าผ้าใบสีขาว ที่ตอนนี้สภาพเหมือนผ่านสงครามมา ลูกน้องหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ส่วนชายหนุ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของเสียงโวยวายที่กำลังวิ่งตามมาหอบๆ
เขาเพียงพยักหน้าให้ลูกน้องไปจัดการกับชายที่แย่งกระเป๋า ก่อนที่ตัวเองจะก้มลงหยิบมันขึ้นมาถือไว้ในมือ ตั้งใจจะส่งคืนเจ้าของ แต่เสียงด่าทอแหลมสูงก็พุ่งเข้าหาเขาก่อน
“ไอ้โจรเลวเอาของฉันมานะ!” หญิงสาววิ่งมาถึงทั้งหอบทั้งโกรธ ชี้หน้าด่าเต็มแรงก่อนจะกระชากกระเป๋ากลับไปอย่างไม่คิดชีวิต
เฟิ่งหวงมองหน้าเธอนิ่งสนิท ความเย็นชาของเขาเหมือนทำให้อากาศรอบตัวลดลงหลายองศา ลูกน้องที่กำลังก้าวเข้ามาเกือบจะคว้าตัวเธอด้วยซ้ำ แต่เขายกมือขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณห้าม
“หน้าตาก็ดีหัดเป็นโจรด้วยเหรอ ฉันจะแจ้งตำรวจจับเลยคอยดู” เธอยังไม่หยุดต่ออีกท่อนด้วยความโมโห
หญิงสาวพูดจบก็หน้าเสียไปหนึ่งทีนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็ไม่ใช่คนสะอาดนัก ถ้าเจอตำรวจขึ้นมาจริงๆ อาจได้ไปพร้อมกันแน่ ในเมื่อทำอะไรไม่ได้จึงเงยหน้าขึ้นไปมองเขาแบบชัดๆ
“คะ คุณ...”
“นี่เธออีกแล้วเหรอ” เขาจำใบหน้าผู้หญิงคนนี้ได้ดี เป็นแม่บ้านที่เปิดประตูเข้ามาตอนที่เขากำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับคู่ขา
“ทะ ท่านประธานคือว่า...คือ” เธอหาคำพูดตัวเองไม่เจอไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเพราะรองเท้าที่พื้นเป็นหลักฐานชั้นดีว่าทำอะไรลงไป
“เธอทำฉันเจ็บจ่ายค่าเสียหายมา!”
“จ่ายค่าเสียหายเหรอคะฉันมีแค่ 250 เหรียญ” แถมยังเป็นเงินก้อนสุดท้ายแล้วด้วย หากให้เขาไปเธอต้องอดอีกหลายวันกว่าเงินเดือนจะออก
“เธอเห็นฉันมีค่าแค่นั้นเหรอ”
“มะ ไม่ใช่ใครจะกล้าคิดแบบนั้น” เธอก้มหน้าไม่กล้าแม้จะสบตา พยายามหาทางหนีออกไปจากจุดนี้
“คุณหลงคะ อย่าไปดุเด็กเลยค่ะสภาพนี้คงไม่มีปัญญาจ่าย” เหมยหลิงเกาะแขนเขาไว้ เธอเห็นบางอย่างในแววตาของเขาซึ่งทำให้เธอไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“อย่ากลับเข้ามาทำงานที่โรงแรมฉันอีก” พอเขาหันไปอีกฝ่ายไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าแอบวิ่งหนีไปตอนไหนเขามองซ้ายมองขวา
“ให้ผมตามไปไหมครับ”
“ไม่ต้อง” เขาตอบเสียงเข้มพรางมองรองเท้าอีกฝ่ายที่ยังอยู่ที่เดิม เขาเจอหญิงสาวเมื่อไรชอบมีแต่เรื่องเฮงซวยเมื่อนั้น
พรพระจันทร์รีบปิดประตูห้องเสียงดัง ก่อนจะหมุนล็อกซ้ำสองสามรอบเหมือนกลัวว่าใครจะพุ่งตามเข้ามาได้ เธอทรุดตัวลงทันทีหลังประตู ร่างกายยังหอบถี่จากการวิ่งหนีชายแปลกหน้าที่น่ากลัวยิ่งกว่าโจรตัวจริง
“คนอะไรน่ากลัวชะมัด” เธอพึมพำทั้งที่ยังตัวสั่น มือกุมอกที่เต้นแรงไม่หยุด “แม่หนูจ๋าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
เสียงสั่นเครือปนสะอื้นเล็กๆ ดังลอดออกมา เมื่อความจริงถาโถมเข้ามาอีกครั้ง แม่จากไปได้สามเดือนแล้ว สามเดือนที่เธอต้องอยู่เมืองนี้ตามลำพัง ไม่มีบ้านให้กลับไม่มีใครให้โทรหา ไม่มีอ้อมกอดให้ร้องไห้ใส่เหมือนเมื่อก่อน
ค่ำคืนในห้องพักเก่าที่ผนังบางเฉียบเริ่มบีบหัวใจ เธอกอดเข่าตัวเองแน่น รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเหลือเธอเพียงคนเดียว
“ถ้าแม่อยู่หนูคงไม่ต้องทนแบบนี้ใช่ไหมคะ” เสียงเธอเบามากจนแทบเป็นกระซิบ
น้ำตาหยดลงบนหลังมือร่วงเงียบๆ แต่ไม่ขาดสาย ความคิดถึงบ้านที่ไม่เหลืออยู่แล้วกับความกลัวที่เพิ่งเกิดขึ้นมันตีกันจนหัวใจเจ็บไปหมด
ท่ามกลางความอ้างว้างที่กัดกิน เธอไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้ ได้ทำให้ใครบางคนเริ่มสนใจเธอเข้าอย่างจังแล้ว
รองเท้าผ้าใบสีขาวที่ปาใส่หัวเขาตกอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนพื้นถนนเฟิ่งหวงก้มลงมองมันช้าๆ ปลายนิ้วแตะแผ่นรองเท้าที่หลุดลุ่ยตรงปลายเหมือนผ่านการเดินมานานเกินไป ลูกน้องรีบจะเก็บแต่เขากลับช้อนมันขึ้นมาก่อน
“ไม่ต้อง” น้ำเสียงนิ่งเย็นแต่ทรงพลังจนทุกคนชะงัก เขายกมันขึ้นพลิกดูรอยดินสีถลอกเป็นปื้น รองเท้าที่ไม่ควรจะมาอยู่ในโลกหรูหราของเขา
“กล้าดี” ไม่นานนักริมฝีปากเขาก็กระตุกขึ้นน้อยๆ แบบที่ลูกน้องหาดูได้ยาก
เขาพึมพำเบาๆ แต่ทุกคนได้ยินชัดเจนในค่ำคืนที่ลมเย็นพัดผ่านมา เฟิ่งหวงยังคงยืนอยู่ในความมืดพร้อมกับรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ในมือ
“พรุ่งนี้” คำสั้นๆ แต่คมกริบเหมือนคมมีดทำให้อี้เฉินสะดุ้งเล็กน้อย เขารีบก้มศีรษะทันที
“ครับ?” น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความงุนงง เพราะไม่รู้ว่าเจ้านายต้องการอะไรแน่
เฟิ่งหวงสูบบุหรี่เงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งควันสีขาวลอยผ่านใบหน้าเย็นชา ก่อนเขาจะพูดช้าๆ ชัดคำ
“ฉันต้องเห็นประวัติของผู้หญิงคนนั้นวางอยู่บนโต๊ะ”
“เอ่อ ครับหมายถึงผู้หญิง...”
“ต้องให้พูดซ้ำ?” เพียงประโยคเดียวเสียงนิ่งแต่หนักพอให้หัวใจอี้เฉินกระตุกวาบ
“ไม่ครับ ผมจะจัดการให้ทันที”
“เฮ้ย! ลูกมึงหอมแก้มลูกสาวกู” เสียงเฟิ่งหวงตะโกนลั่นสนามหญ้า จนเด็กๆ ที่กำลังเล่นกันอยู่พากันสะดุ้ง หันมามองผู้ใหญ่ตาแป๋ว“เบาๆ หน่อย ลูกกูตกใจหมดแล้วเนี้ย” เสิ่นเว่ยเจี้ยนส่ายหน้า ก่อนจะรีบก้มลงปลอบลูกชายที่ทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงโวยวายกันใหญ่โต“เฟิ่งซินอย่าไปอยู่ใกล้พวกนี้นะลูก” เขารีบเดินไปอุ้มลูกสาววัยสองขวบขึ้นมา ทำท่าระวังภัยราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ“จางเว่ยน่ารักหนูหอมไม่ได้เหรอคะ” เฟิ่งซินมองหน้าพ่อ ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อยตาใสแจ๋ว คำถามไร้เดียงสาทำให้คนเป็นพ่อชะงักไปครู่หนึ่ง“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ลูกสาวมึงหอมแก้มลูกชายกูวะ!” เสิ่นเว่ยเจี้ยนหัวเราะลั่นอย่างถูกใจ มือกอดท้องเหมือนดูละครตลกเรื่องโปรด“ไอ้เว่ยเจี้ยน!” เขาหันไปค้อนเพื่อนอย่างไม่พอใจ“เฟิ่งซิน เราไปเล่นกับพี่เฟิ่งหยางดีกว่า” จางเว่ยเด็กชายตัวน้อยยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินมาจับมือเฟิ่งซินอย่างเป็นธรรมชาติเฟิ่งซินพยักหน้าทันทียอมปล่อยให้พ่ออุ้มลง แล้วเดินตามจางเว่ยไปอย่างว่าง่าย สองเด็กน้อยหัวเราะคิกคัก มือเล็กๆ จูงกันไปหาเฟิ่งหยางที่กำลังก่อปราสาททรายอยู่ไม่ไกลปล่อยให้ผู้ใหญ่สองคนยืนจ้องกันตาเขม็งอีกคนหวงลูกจนออกนอกหน้า
หลงเฟิ่งหยางลูกชายวัยสองขวบของเฟิ่งหวงกับพรพระจันทร์ เริ่มแสดงอาการหวงแม่ อย่างออกหน้าออกตา ตั้งแต่รู้ความได้ไม่นาน บ้านทั้งหลังแทบไม่มีช่วงเวลาที่สองสามีภรรยาจะได้นั่งใกล้กันตามลำพังเลย“อันนี้มี้ของหนู” เสียงใสๆ ดังขึ้นทันทีที่เฟิ่งหวงขยับมานั่งใกล้ภรรยา“รู้แล้ว เรามาทีหลังหัดรอบ้าง” เขาตอบหน้าตาย มือยังไม่ทันได้แตะตัวพรพระจันทร์ดีนัก“ม่ายยย มี้ของหนู!” เด็กน้อยร้องเสียงดัง ก่อนจะรีบวิ่งต้วมเตี้ยมมาปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนตักของแม่อย่างคล่องแคล่วเกินวัย“ไม่ร้องนะ ปะป๊าล้อเล่นครับ” เธอรีบกอดลูกชายไว้ คอยห้ามศึกพ่อกับลูกที่ปะทุขึ้นแทบทุกวัน“ยักมี้” เด็กน้อยกอดแม่แน่น ซุกหน้าลงกับอกเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นไปมองพ่อด้วยสายตาเยาะเย้ยอย่างออกหน้าออกตา“ฉันมาก่อน ย๊ะ” เขาชะงักก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นสูง“คุณเฟิ่งหวง! ลูกล้อเล่นนะคะ” เธอเอ็ดเสียงเบา แต่แววตายังขำกับท่าทางงอนง้ำของสามี“เรารักกันมาตั้งกี่ปี เจ้านี่มาแค่สองปีกลับได้ใจ รักแท้แพ้สูติบัตร ชิ”เขาทำหน้ามุ่ยกอดอกแน่น มองลูกชายด้วยสายตาเหมือนคู่แข่งตัวฉกาจ มากกว่าจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง“มี้คับ หยางหยางหิว” เด็กน้อยลูบหน้าท้องป่อง
ตอนเช้าเฟิ่งหวงเดินลงมาที่ห้องอาหารอย่างคุ้นเคย ราวกับที่นี่คือบ้านของตัวเอง เขาดึงเก้าอี้ข้างเฉินลี่หมิงแล้วนั่งลง ก่อนจะยักคิ้วให้ยียวน“มึงมาทำอะไร” เฉินลี่หมิงหันมาถามเสียงห้วน“อะ แฮ่ม” เฉินลี่หยางกระแอมขึ้นเป็นเชิงเตือน“นายมาทำอะไรที่บ้านฉัน” เฉินลี่หมิงจำต้องเปลี่ยนสรรพนามทันทีเมื่อเห็นสายตาพ่อ“ไม่ได้มาแต่เช้า แต่มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” เขายิ้มกวนๆ“คุณพ่อดูมันทำ!” เฉินลี่หมิงหันไปฟ้องทันที“ลี่หมิงนั่งลงดีๆ” เฉินลี่หยางเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น“พ่อคงไม่ได้ดีใจจนเนื้อเต้นหรอกนะ ที่ได้มันมาเป็นลูกเขย” เฉินลี่หมิงประชดสีหน้าไม่พอใจชัดเจน“ลี่หมิง!” เฉินลี่หยางเสียงเข้มขึ้น“ถ้ามันไม่มีอำนาจ พ่อคงไม่สนใจมันหรอกใช่ไหม ชิ” ชายหนุ่มพูดทิ้งท้าย ก่อนจะลุกพรวดเดินออกจากห้องอาหารไปเหมือนเด็กที่งอแงไม่สมใจบรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงทันที เฟิ่งหวงเหลือบมองตามแผ่นหลังนั้นก่อนจะถอนหายใจเบาๆ นิสัยที่แท้จริงของอีกฝ่ายก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไว้“ขอโทษคุณหลงด้วยนะครับ ผมตามใจเขาตั้งแต่เด็ก”“ผมอยากจะคุยเรื่องหนูจ๋า คุณพ่อทราบดีนะครับว่าผมกับหนูจ๋าเราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว วันนี้ผมจะขอหนูจ๋าจากคุณพ
เฟิ่งหวงนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงคนไข้ สีหน้าบูดบึ้งราวกับเด็กถูกขัดใจ ตั้งแต่เช้าเขาก็ประท้วงไม่ยอมให้แม่เข้ามาดูแล แถมยังไม่ยอมแตะอาหารแม้แต่นิดเดียว“กินข้าวก่อนเถอะลูก” จีน่าพูดเสียงอ่อน“ไม่กิน ถ้าหนูจ๋าไม่มาผมก็ไม่กิน” เขาหันหน้าหนีทันที“ดื้อจริงๆ โตขนาดนี้แล้วยังเอาแต่ใจ” จีน่าถอนหายใจยาว มองลูกชายอย่างรู้ทัน “มามี้กลับไปได้แล้วครับ” “มีเมียแล้วลืมมามี้เลยนะ รู้แบบนี้ไม่หาเมียให้ก็ดี” “ถ้าไม่หาให้จะได้ลูกสะใภ้ที่ถูกใจแบบนี้เหรอครับ” “มามี้กลับก็ได้” จีน่าเก็บของกลับบ้านทันที ปล่อยให้ลูกชายทำคะแนนต่อไปสุดท้ายคนที่แพ้ทางก็ไม่ใช่ใครอื่นพรพระจันทร์ถูกตามตัวมาอย่างเลี่ยงไม่ได้“เรียกหนูจ๋ามาทำไมคะ” เธอถามเสียงเรียบ แต่ก็ยังเดินเข้ามาใกล้เตียง“ก็อยากให้เธอมาดูแลไง” เขาหันมายิ้มทันที สีหน้าป่วยๆ เมื่อครู่หายไปเกือบหมด“คุณก็รู้ว่าหนูจ๋าต้องดูแลคุณพ่อ”“ไอ้เฉินลี่หมิงมันไม่คิดจะมาดูแลหรือไง” เขาถามยอกย้อนขัดใจที่ตอนนี้เขากลายเป็นคนไม่สำคัญไปแล้ว“คุณนี่…กินยาก่อน” เธอส่ายหน้า ก่อนจะหยิบแก้วยาและเม็ดยาขึ้นมา“ไม่กินเจ็บมือ” เขาตอบไวพร้อมยกแขนที่พันผ้าพันแผ
พรพระจันทร์อยู่เฝ้าดูแลเฉินลี่หยางไม่ห่าง ส่วนเฉินลี่หมิงก็เริ่มเข้าไปเรียนรู้งานอย่างจริงจัง ชีวิตค่อยๆ ดำเนินไปอย่างเงียบสงบ เฟิ่งหวงก็หายเงียบไปอย่างไร้ร่องรอยก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องพักผู้ป่วย พรพระจันทร์วางหนังสือลง“หนูไปดูเองค่ะ” เธอลุกจากเก้าอี้เดินไปเปิดประตูทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของเธอก็หุบลงในพริบตาเฟิ่งหวงยืนอยู่ตรงหน้ามือหนึ่งถือกระเช้าผลไม้ ก่อนจะก้าวผ่านเธอเข้าไปในห้องราวกับเป็นเจ้าของสถานที่“สวัสดีครับคุณพ่อผมมาเยี่ยม”“สวัสดีครับคุณหลง เอ่อ เรียกผมแบบนี้ผมยังไม่ค่อยชินเลย” เฉินลี่หยางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบยกมือรับไหว้ด้วยท่าทางเกรงใจ“คุณพ่อมีลูกชายแค่คนเดียวนะคะ” หญิงสาวเพียงคนเดียวในห้องเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่แฝงความหมายชัดเจน“ผมเป็นลูกเขยครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอเล็กน้อย ก่อนจะตอบหน้าตาเฉยชายหนุ่มนั่งลงข้างเตียงอย่างถือวิสาสะวางกระเช้าผลไม้ไว้ข้างตัว แล้วส่งยิ้มสุภาพให้คนป่วย“ผมว่า…” เฉินลี่หยางกำลังจะพูด แต่ถูกอีกฝ่ายแทรกขึ้นมาก่อน“ผมรักลูกสาวคุณพ่อครับ”คำพูดนั้นดังชัดถ้อยชัดคำพรพระจันทร์นิ่งค้าง หัวใจเต
เฟิ่งหวงเดินมาถึงมุมพักผ่อนชั้นล่างของโรงพยาบาล ตามที่เสิ่นเว่ยเจี้ยนบอกไว้ แต่เท้ากลับหยุดชะงักทันทีเมื่อเห็นร่างบางที่คุ้นตานั่งอยู่ตรงนั้นหัวใจเขากระตุกวูบมือที่กำแน่นคลายแล้วกำใหม่ เขาไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ ความดื้อรั้นกับศักดิ์ศรีฉุดรั้งขาเอาไว้“เข้ามาสิ ไปยืนตรงนั้นทำไม” เสิ่นเว่ยเจี้ยนโบกมือเรียกน้ำเสียงเรียบแต่จริงจัง“มึงไม่บอกว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย” เขาเน้นคำว่าคนอื่น อย่างจงใจ ให้หญิงสาวได้ยินชัดเต็มสองหู“มึงตั้งสติก่อนแล้วนั่งลง” เสิ่นเว่ยเจี้ยนขมวดคิ้ว ดึงเก้าอี้ข้างตัวออกมาชายหนุ่มนั่งลงอย่างไม่เต็มใจ สายตาไม่มองพรพระจันทร์ แต่ความตึงเครียดแผ่ออกมาจนแทบหายใจไม่ออก“หนูจ๋ามีธุระค่ะ เชิญพวกคุณตามสบาย” หญิงสาวลุกขึ้นยกยิ้มสุภาพราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น“จะรีบไปหาชู้หรือไง” เขาพูดขึ้นทันทีเสียงเย็นชา ตั้งใจให้เจ็บ“ค่ะ” เธอตอบรับอย่างว่าง่าย แต่แฝงประชดชัดเจน“นี่ เดี๋ยวสิ!” คำตอบนั้นเหมือนค้อนหนักฟาดลงกลางอก เฟิ่งหวงผุดลุกขึ้นทันที“พอแล้วนั่งลง”เขาจะก้าวตามไป แต่เสิ่นเว่ยเจี้ยนยื่นมือรั้งแขนไว้แน่น ทำให้ได้แต่มองตามพรพระจันทร์เฟิ่งหวงถอนหายใจเสียงดังเฟิ่งหวงนั่งกอดอกหน้าบู







