Masukปรู๊น...
เสียงหวูดเรือกลไฟสะท้อนก้องผืนน้ำ หลังจากแล่นผ่านป้อมพระจุล จอมเกล้าที่สมุทรปราการ ก่อนจะทอดสมอเทียบท่าสี่พระยา กลิ่นถ่านหินผสมไอทะเลคลุ้งทั่วท่า กุลีแบกหามร้องโหวกเหวกแข่งกับเสียงรถลากบนถนนเจริญกรุงที่จอดรอรับผู้โดยสาร
หม่อมราชวงศ์ชนกานต์ ปรียานนทวงศ์ ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าปี ในชุดสูทสมัยใหม่ท่วงท่าสง่างามก้าวลงสะพานเรือ กวาดตามองหาน้องสาวที่เขาได้รับจดหมายแจ้งว่าจะมารอรับ
ทว่าภาพที่เห็นกลับเป็นมารดาของเขา ใบหน้าซีดเซียวระทมทุกข์ ราวสะเทือนใจเกินเอื้อนเอ่ย
“สวัสดีครับแม่” ชนกานต์ก้มกราบนอบน้อม “เจ้านิดเล่าครับ ไหนว่าจะมารับด้วยตนเอง ทุกทีกระตือรือร้นเป็นหนักหนา” เขาแย้มสรวล แม้ยังคลางแคลงใจ ก่อนเอ่ยสั่งเด็กยกกระเป๋า
“เจ้าหนุ่ม ยกไปไว้ที่รถคันสีดำตรงนั้น”
“ครับ” เด็กหนุ่มหิ้วกระเป๋าหลายใบล่วงหน้าไปก่อน
หม่อมอภิรดีเงียบกริบ ฝ่ามือของหญิงวัยใกล้ห้าสิบเย็นเยียบทว่าชุ่มเหงื่อบีบมือลูกชายแน่น
“แม่รีบมาดักก่อนเข้าบ้าน” เธอเปรยเสียงเรียบพลางพากันขึ้นรถยนต์ที่ลุงเชยจอดรออยู่ ปัง !
“ลุงเชย ขับรถไปก่อน” ชนกานต์สั่งลุงคนขับรถแล้วจึงค่อยหันกลับไปทางมารดา “ว่ามาเลยครับ”
“น้องของเรา” อภิรดีสะอื้นจุกขึ้นมากลืนก้อนเศร้าโศกค่อยพูดแผ่วเบา “ถูกส่งไปเป็นเมีย ให้...”
ผู้เป็นแม่ยกมือกุมท้องที่ก้อนเดิมเคลื่อนลงแล้วจุกแน่น แววตาไหวระริกปริ่มหยาดน้ำ ชนกานต์รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าส่วนตัวยื่นให้มารดา ท้องวูบโหวงขึ้นมาทั้งที่ยังไม่ทันได้ฟังความจนสิ้น
“ไปเป็นเมียเสือขาลที่สิงห์บุรี”
“น้อง...” หม่อมราชวงศ์หนุ่มพูดออกมาได้คำเดียว เขาอึ้งงันด้วยความสับสน “แต่น้องเพิ่งจะสิบเก้า เจ้านิดเพิ่งเรียนจบ... แต่ทำไมเป็นเสือขาล เขาเป็นใครกันหรือ หนุ่มพระนครมีออกถมถืด เหตุใด...”
อภิรดียกผ้าปิดหน้า เสียงร่ำไห้รอดผะแผ่วอย่างสตรีที่ได้รับการอบรม สูดน้ำมูกกลั้นสะอื้น
“เจ้านิดซุกซนนัก ตอนที่กานต์ไม่อยู่น้องลอบหนีไปแสดงละครเวทีของหม่อมเจ้ารุจิภักดิ์” เธอลดผ้าลงแววตาแดงก่ำจ้องบุตรชายที่บัดนี้สีหน้าโกรธขึ้งบิดา “ช่วยน้องด้วย กานต์ ลูกต้องไปช่วยน้อง”
“ตั้งแต่เมื่อไรครับ” เขากดเสียงออกมา
“เมื่อรุ่งเช้านี้เอง พ่อเขารีบด้วยเกรงว่าลูกจะกลับมาเสียก่อน”
ชนกานต์บีบมือมารดาปลอบใจ ตัวเขารู้ดีเชียวว่าเหตุใดบิดาจึงได้ขับไล่ไสสงลูกสาวไปไกลถึงสิงห์บุรี ไปเป็นเมียโจรชั่วคุมลำน้ำเจ้าพระยา
เส้นทางลอบค้าของเถื่อนที่บิดาหม่อมราชวงศ์ประยูรริอ่านกระโดดลงไปร่วมกับพระสหายอีกคน
ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า เงินทอง ชื่อเสียง
“ผมจัดการเองครับแม่ ไม่ต้องกังวล” เขาตบหลังมือเหี่ยวของมารดาเบาๆ ให้คลายใจทั้งที่ในเวลานี้ข้างในของเขากำลังหนักอึ้งถึงภารกิจนี้
แม้เป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทว่าน้องสาวได้ตกอยู่ในมือของโจรโฉด
ดอกกุหลาบในมือมารที่ไม่รู้คุณค่า บีบขยี้จนปานฉะนี้มิรู้ว่าจะชอกช้ำสักเพียงใด ขณะที่ชนกานต์และอภิรดีเดินทางกลับเข้าบ้านพักหลังงามในย่านถนนราชดำเนินช่วงเวลาใกล้พลบค่ำ กำลังหาทางช่วย…
ส่วนน้องสาวกลับอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง
เมืองเล็ก ๆ หลังเหลี่ยมเขามืดเร็วกว่าพระนคร ไอร้อนและแสงสีทองอ่อนเดียวคือตะเกียงเจ้าพายุที่เงาวูบไหวทอดบนผนังไม้เก่า ห้องพักชั้นสองของซ่องนางเอียด
เพียะ ! ไอ้ลูกเลว แกมันเกิดมาจากความอัปรีย์ มีแต่ความฉิบหาย
เฮือก...
วนิดาผวาเฮือกหอบหายใจจนร่างสะท้าน เผลอยกมือจับใบหน้าซีกที่บิดาฟาดลงแรงเมื่อหลายวันก่อน นัยน์ตาหวานกะพริบปรับแสงความมืดภายในห้องเล็ก ภาพแสงเวทีละครสาดลงบนเรือนร่างยามเธอกรีดกรายทับซ้อนเข้ามา
ฉันคงไม่มีวันได้กลับไปเล่นละครเวทีอีกแล้ว...
วนิดารำพึงเบา ๆ ตกอยู่ในห้วงคะนึงจนลืมสังเกตถึงลมหายใจหนักของอีกคนที่นั่งนิ่งอยู่ตรงหลืบเสา
เสือขาลนั่งพิงฝาไม้จ้องเธอมาสักพักแล้ว ลมหายใจของเขากระชั้นพลุ่งพล่าน กำกลัดไม้ขีดไฟทิ่มกลางฝ่ามือ นาฬิกาพกของพ่อในกระเป๋าร้อนผ่าวราวโดนลวก
“อย่ามัวนั่งอ้อยสร้อย แม่โก้หรู” เสียงทุ้มดังขึ้น
วนิดาสะดุ้งเฮือกตกใจจริง หันขวับ โจรนั่งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไร ?
เคร้ง ! เธอมองจานสังกะสีที่เขาไสออกมาใกล้ จึงค่อยเริ่มได้กลิ่นบุหรี่อ่อนๆ ลอยบางเบาราวกับเขาเพิ่งดับไปไม่นาน
“กินเสียให้อิ่มค่อยขึ้นสวรรค์”
เธอสะอึกขบกรามจนเจ็บฟัน หลุบตามองพื้นไม้ขณะที่มือกำผ้าซิ่นขึ้นเอ็นขาวปูดโปน เสียงต่ำกลั้วหัวเราะของเขายังสะท้อนราวกับคลื่นในลำคอ
“ทำไมเงียบ ไม่ปากดีเหมือนเมื่อเย็น”
เสือขาลเหยียดขาออกหนึ่งข้าง ยกลำแขนพาดเข่าที่ชันขึ้นอีกข้าง พิศมองผิวขาวผ่องทะลุความมืดคล้ายแสงของดวงจันทร์ ผมดัดลอนยุ่งนิด ๆ แต่ยังเรียบร้อยกว่าอีสร้อยสาวซ่องที่เพิ่งหวีผมเสียอีก
ส่วนวนิดาจ้องจานนิ่ง กลิ่นปลาเค็มตากแห้งและน้ำพริกโชยขึ้นมาพาให้น้ำลายสอแม้ว่าไม่ใคร่ชอบเท่าไร แต่อย่าหวังว่าเธอจะกิน เธอใช้มือไสกลับไปทางเสือขาล
“ฉันไม่กิน” เธอจ้องเขาตอบ “พี่เลี้ยงของฉันอยู่ไหน”
“เฮ้อ... แม่ผู้ดี เอาตัวเองให้รอดก่อนเถิดค่อยมีน้ำใจนึกถึงผู้อื่น” เขาขยับเท้าเตะขอบจานจนกระเด็นไปใกล้เธออีก “มึงแดกเสีย... ก่อนที่กูจะเอามึงทำเมีย”
“ไม่” วนิดาตอบเสียงเรียบ ใช้เท้าไสจานกลับไปทางเสือขาล
“ไม่...” เขาขยับลูกคอบิดปาก “ฮ่ะ ฮ่า คงอยากมีผัวจนตัวสั่นแล้วสิ”
ร่างสูงใหญ่ในชุดเดิมคลานออกจากที่มืดช้า ๆ ใช้มือปัดจานสังกะสีจนกระเด็นไปชนผนังห้องล้มคว่ำ เคร้ง ! กลิ่นปลาเค็มยิ่งโชยคลุ้ง
วนิดาผวาถอยหลังยันตัวเองด้วยฝ่ามือชื้นเหงื่อไปตามพื้นกระดาน จึงค่อยเห็นเขาชัดขึ้นเมื่อแสงตะเกียงส่องใบหน้าแกร่งเข้ม
คุณพระช่วย !
ไยเธอจึงไม่เฉลียวใจตั้งแต่เมื่อกลางวัน ผู้ชายคนนี้คือโจรเถื่อนเต็มขั้น นัยน์ตาสีมืดแวววาวราวเจ้าป่าออกล่า
ภาพวัยเด็ก วันแรกที่เธอเดินเข้าคอนแวนต์ทับซ้อนเข้ามา หากไม่แกร่งจริงฉันคงไม่รอดอยู่ในนั้น คิดจะข่มฉันหรือ...
พับ ! วนิดายกเท้าขวายันอกแกร่ง สัมผัสผ้าฝ้ายเนื้อหยาบเปียกเหงื่อที่ปลดกระดุมลงมาหลายเม็ด จนเห็นรอยสักแปลกประหลาด สร้อยสังวาลย์รูปยันต์อาคม
“หยุด... ไอ้โจรชั่ว !” เธอหวีดเสียงส่งสายตากร้าวอย่างไม่ยอม
หมับ ! แต่มือกร้านจับข้อเท้าเธอทันควัน อีกมือสอดใต้รักแร้เธอ โยนร่างเล็กหล่นบนฟูกตามด้วยร่างหนาใหญ่ของตัวเอง ตุบ !
หัวของเธอกระแทกฟูกนอนบางลายดอกไม้เขียวแดง รอยคล้ำด่างเป็นดวงๆ กลิ่นอับชื้นฝุ่นฟุ้งกระแทกจมูก เธอเบิกตาอาฆาตเมื่อเขารวบมือเธอขึ้นเหนือหัว ก้มหน้าลงมา
“ไม่คิดว่าพวกตะแคงตีนเดินจะกล้า...”
เขาเอ่ยเสียงต่ำ กดจมูกลงซอกคอ สูดดมกลิ่นมะลิเจือส้มหอมหวานเสียจนทรวงอกวูบไหว ทั่วร่างของเธอเคลือบความสูงศักดิ์ สายเลือดที่เขารังเกียจ ยาพิษแห่งความเกลียดชังไหลวนแทนโลหิตตั้งแต่เขาอายุสิบสองปี
ทว่าเขากลับกำลังตื่นเร้า... อย่างมาก
โจรขาลบดตัวเองลงคลี่ยิ้มชั่วร้าย เจตนาให้หม่อมสาวท้องไส้หดเกร็งเสียหน่อย “เคยเจอของใหญ่หรือไม่คุณหญิง” เขาแสยะยิ้มเยาะ เบียดแน่น
“ไอ้... ชาติชั่ว !” เธอตะเบ็งเสียง “ปล่อย” ดวงหน้าหวานหวาดหวั่น ร่างเล็กสะดุ้งตกใจยามสัมผัสของแข็งทาบลงหน้าท้อง
“ฮ่ะ ฮ่า ดูท่ายังไม่เคย” เขากระแทกลงกลางหว่างขา “ไม่ลองเล่า เปลี่ยนแผนยั่วดู” เขาแทรกเบียดจนขาเรียวงามเปิดออก แนบเป้ากางเกงแข็งตุงลง ความซาบซ่านพุ่งวาบไปทั่วร่าง จนเผลอหลุบตาลงมองผิวเนื้อเนียน ทว่า...
ผลัก ! โครม !
แสงเช้าพาดผ่านบานหน้าต่างไม้เก่าซีดของโรงแรมราคาถูกในอำเภอพรหมบุรี เสียงจอแจจากถนนดินแดงด้านนอกดังก้องตั้งแต่ไก่ขันกลิ่นข้าวสารปนฝุ่นจากรถม้าลอยคละคลุ้งเข้ามาในห้องพักแคบ ๆ เตียงไม้กรุผ้าปูสีหม่นวางชิดผนัง มุ้งเก่าห้อยยาน ม่านบางสั่นไหวตามลม ยามเช้าเสือสักยืนพิงขอบหน้าต่าง มวนยาสูบในมือส่งควันลอยเป็นเส้นบาง ร่างสูงกำยำในเสื้อสีเข้มและกางเกงผ้าฝ้ายเงียบขรึมผิดไปจากที่เคยเป็น ดวงตาคมนิ่งทอดมองลานกว้างด้านล่าง แต่ใจกลับวนเวียนอยู่ที่ร่างเล็กบนเตียงด้าน หลังหญิงสาวจากพระนครที่ถูกจับลากมาพร้อมวนิดา ยังนอนขดตัวใต้ผ้าห่มบาง ผมดำยาวสยายลงหมอน ใบหน้าหวานแฝงรอยเหนื่อยอ่อนจากคืนก่อน ที่เขากอดรัดเธอไม่ยอมปล่อย ผิวขาวเนียนสะท้อนแสงเช้า รอยช้ำจางๆ จากการรักอันดิบเถื่อนยังประทับอยู่บนต้นคอและไหล่บาง“พี่สัก...”เสียงหวานพร่าเอ่ยเรียกเบา ลดาวัลย์พลิกตัวช้าๆ ผ้าห่มเลื่อนลง เผยแผ่นหลังขาวนวลที่โค้งงามราวหยกแกะสลัก เธอรู้ว่าเขายืนมองอยู่ ดวงตาคู่สวยเงยขึ้นสบตาเขา ยิ้มจางๆ“เช้านี้พี่ดูแปลก ๆ”สักกลืนน้ำลายลงคอ สายตาคมนิ่ง แต่หัวใจหนักอึ้งราวถูกบ
หกปีต่อมา ณ วังเทวากูรเวลาหกปีผ่านไปทำให้บาดแผลทั้งหลายแปรเปลี่ยนเป็นความสงบแสงยามเย็นท้ายวังทอดลงยังริมสระขุดใหม่ใกล้กันคือศาลาหลังเล็ก ที่ซึ่งสองสามีภรรยามักมาใช้เวลาร่วมกันในช่วงบ่ายเสมอ ทว่าวันนี้กลับเป็นช่วงเย็นเด็กชายวัยห้าขวบยืนนิ่งมือถูกผู้เป็นย่ากำไว้หลวม ๆ ตามแรงชราภาพ ทั้งสองมองหม่อมราชวงศ์ศิการและหม่อมวนิดากำลังฝังกลบสัตว์เลี้ยงแสนรัก“มันเป็นอะไรตายครับ” เด็กชายแหงนหน้าถามย่า“มันแก่แล้ว... ศิกร” ย่าก้มลงมองยิ้มไปถึงดวงตาฝ้าฟาง“งั้นอีกหน่อยย่าก็ต้องตายใช่ไหมครับ” เด็กชายยังถามอีกทำให้ผู้เป็นย่าหัวเราะเบา ๆ ศิกรในวัยห้าขวบช่างถามเกินวัยสมอายุ ย่าลูบหัวช้า ๆ“ไม่นานดอกหลานรัก จะถึงเวลาของย่า”เด็กชายบีบมือย่าแน่น “ผมไม่อยากให้ย่าตายเลย ไอ้สิบทิศก็ด้วย”วนิดาหันหลังกลับมาปรามดุ “ลูกกำลังพูดคำหยาบ”“แต่คุณพ่อเรียกมันแบบนั้นนี่ครับ” ศิกรหันไปทางพ่อที่หัวเราะในลำคอ ปัดมือสองสามครั้งก่อนพยุงร่างเมียรักขึ้นยืน โอบหลังพาเด
ปรู๊น... เสียงหวูดรถไฟดังแว่วจากชุมทางบ้านหมี่ แสงแดดยามบ่ายของต้นปี พ.ศ. 2481 สาดเปรี้ยงลงบนถนนดินแดงวนิดาในชุดเดรสทันสมัยแบบสาวพระนครยกมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก แต่ก่อนที่หยาดเหงื่อจะไหลลงแก้ม มือคล้ำกร้านของเสือขาลคว้าผ้าเช็ดหน้ามาแตะซับให้อย่างนุ่มนวล“ใครหนอ คิดเรื่องฮันนี่มูนทันสมัยถึงบ้านนอก”วนิดาแสร้งบ่น แววตาหยอกเย้าขณะเดินเคียงข้างร่างสูงใหญ่ของสามีที่เหมือนเป็นเงาคุ้มภัย แสงแดดส่องสะท้อนผมดำเงาของเธอ ทำให้ใบหน้าหวานยิ่งเด่นชัด“บ้านนอกที่ไหน นี่คึกคักยิ่ง รอตกเย็นคุณหญิงจะได้จับจ่ายเดินเล่น”เสือขาลยิ้มเจ้าเล่ห์ มือจับแขนบางเธอแน่น เดินนำไปยังโรงแรมเล็ก ที่ตั้งอยู่ริมถนน คุ้นตาเหมือนเคยมาพักเมื่อครั้งอดีตวนิดาหยุดชะงัก มองป้ายโรงแรมเก่าๆ แล้วหันไปมองสามี “อย่าบอกนะ นี่คือที่ที่พาเมียมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” เธอแหงนหน้าถาม รอยยิ้มของเขาทำให้ใจเธอเต้นแรง ทั้งข้องใจและหวั่นไหว“เป็นเมียโจร อย่าลืมกำพืดสิ ไปเถิด”เสือขาลหัวเราะ ดึงมือเธอขึ้นบันไดไม้ไปยังหน้าโถงโรงแรม เขารับกุญแจจากเจ้าของด้วยท่าทีสนิทสนม
ย้อนกลับไปช่วงวันที่เสือขาลนอนพักรักษาแผลถูกยิงเอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก...เสียงสิบทิศขันแต่เช้าตรู่ในขณะที่ฟ้ายังมืด เสือขาลขยับเปลือกตาสะดุ้งเล็กน้อย ยกมือกุมสีข้างเหลียวมองตามเสียงกรนเบา ๆ เขาทิ้งศีรษะลงวนิดา...เขาพึมพำลอดไม่เป็นถ้อย ใกล้เพียงเอื้อมแต่กลับคว้าไว้ไม่ได้ เขายกมือขึ้นกลั้นเจ็บเอานิ้วเกี่ยวในผมดำขลับของเธอ นุ่มสลวยกลิ่นหอมอ่อน ๆ เผลอยิ้มหากอยู่พระนคร หล่อนคงเข้าร้านเสริมสวยจู่ ๆ ภาพเธอสวมใส่ชุดทันสมัยไม่ใช่ผ้านุ่งอย่างชาวบ้านผุดขึ้น มือชะงักดึงลงวางดั่งเดิมคงเป็นไปไม่ได้... ฉันจะไม่ปล่อยเธอกลับไป“แค่ก ๆ” เขาแสร้งกระแอม เธอยังนอนนิ่งด้วยความอ่อนเพลีย จึงใช้มือเขย่าแรง ๆ “ตื่นได้แล้ว แดดกำลังจะส่องหัว”เธอกะพริบตาสงสัย แล้วลุกพรวดเมื่อเห็นว่าตัวเองนอนดิ้นมาใกล้จนศีรษะเกือบเกยตัวเสือขาล จ้องหน้าเขาที่ทำหน้าขมวดคิ้วอารมณ์เสียแต่เช้า...“ฉันหิวน้ำ” เสือขาลเปรยเสียงแหบวนิดาไม่พูดอะไร เธอโน้มตัวไปหยิบขันน้ำ เสื้อคอกระเช้าสำหรับใส่นอนหย่อนลงจนเห็นเนินหน้
โห ฮิ่โห ฮิ่โห ฮิ่โห ฮิ่โห... ฮิ้ว...ใครมีมะกรูด มาแลกมะนาว ใครมีลูกสาว มาแลกลูกเขย เอาว่ะเอาเว้ย ตะละลา......เสียงขบวนขันหมากคึกคักยิ่งด้วยหัวหน้าโจรร่อนจดหมายบอกพรรคพวกลูกน้องเก่าให้ช่วยมาจัดงาน ในเช้านี้ขันหมากตระกูลผู้ดีจึงได้ยาวเหยียด แต่งกายเสื้อฝ้ายสีมอกางเกงเนื้อหยาบ เสียงคุยเอะอะหัวเราะครืนทุ้มก้องยังหัวถนนกระต๊าก ! ไอ้สิบทิศร้องเบา ๆ ในอ้อมแขนเจ้านายของมัน เขาลูบหัวปลอบใจ“มึงทำหน้าที่ให้ดี แล้วกูจะไม่ต้มมึง”ขาลเปรยหัวใคร่ยืนตรงกลางขนาบข้างด้วยเสือสักยกพานสินสอด สมุนโจรยกต้นกล้วยอ้อยคาดเอวด้วยผ้าขาวม้าลายแดงน้ำเงินเสียงขบวนขันหมากเหล่าบุรุษเถื่อนวังน้ำใสก้องยาวบนถนนราชดำเนิน ดงผู้ดีของพระนคร ดังเสียจนเจ้าสาวที่นั่งอยู่หน้ากระจกหัวเราะเบา ๆ“ดูท่าศิการจะเกณฑ์คนมาอักโข” หม่อมอภิรดีเปรยเบา สวมสร้อยคอทับทิมที่หม่อมอัมพรนำมาให้ตั้งแต่เมื่อวาน วนิดายกแตะลูบสีโลหิต“คึกคักดีค่ะ”ภาพสะท้อนในกระจกเช้านี้ เธอเลือกไว้ทรงผมเดิมดัดลอนสั้นพองาม ต่างหูคู่ไม่ใหญ่นักแต่สีเม็ดทับทิมแข่งรับริมฝีปากแต้มชมพูดอกบัว เสื
เสียงหวีดแหลมดังก้องในโถงวังปรียาวงศ์ของอภิรดีลอดไปยังลานสวนข้างบ้าน ที่ซึ่งต้นกาสะลองใหญ่ยืนนิ่งรับรู้ถึงทุกสิ่งของบ้านหลังนี้ใต้ต้นคือชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าซีดเผือด กระโจนพรวดไม่กี่ก้าวตามเสียงไปทางห้องพักผ่อน เสือขาลตาเบิกโพลงตระหนก ตวัดปืนขึ้นมือสั่นเทา“ไอ้ประยูร” เสือขาลกดเสียง หัวใจหล่นวูบลงที่เท้า ร่างของหญิงคนรักถูกคนที่ฆ่าพ่อเขารัดคอแน่นด้วยมือ นัยน์ตาเธอเหลือกขึ้นก่อนที่มันจะหันมาเห็นแล้วปล่อยออก“แค่ก ๆ” วนิดาสำลักอากาศ สูดหายใจเฮือก ไอเอาลมเข้าปอด ตาแผดร้อนแดงก่ำน้ำตารื้น “พี่ขาล...”“โลกมันกลมจริงไหม” ประยูรใช้ท่อนแขนรัดคอลูกสาวลากไปอีกทาง ปลายปืนลูกโม่เสือขาลจ่อไล่ทุกฝีก้าว “กูเพิ่งรู้ข่าว ไม่คิดเลยว่ามึงจะเป็นลูกท่านหลานเธอ โดยเฉพาะไอ้ศิกร”เสือขาลกัดกรามกรอด ทรวงอกร้อนวาบนิ้วชื้นเหงื่อขยับขึ้นไกนก กึก! ประยูรสลับมือ ใช้มีดพร้าจ่อคอวนิดาทันควัน“มึงกล้าแลก ?” ประยูรเยาะหยัน“ปล่อยหล่อน” ขาลสั่งลอดไรฟัน เหงื่อผุดไหลลงหางตา“ปล่อย ? ก่อนหน้ากูคิดว่าส่งมันไปก็สมเนื้อ ลูกโจรกับโจร คนชั้นต่ำ ฮ่า ฮ่า ใครจะรู้ว่ามึงเป็นส





![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

