Masuk“พรู๊ด!”
ไป๋ฉางอวี้ที่ตักข้าวต้มใส่ปากไม่ทันได้เคี้ยวเป็นต้องรีบคายออกมาอย่างรวดเร็ว
“อะ อะไรเนี่ย”
“ท่านแม่ข้าว่าต่อไปให้ท่านพ่อทำอาหารเถอะนะขอรับ”
“ก็ข้าแค่…ละ แล้วเหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงไม่ยอมบอกข้ามาตรงๆ กันเล่า”
“ก็พวกเรา”
“ไม่เป็นไรหรอกน่าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว”
“พอเถอะข้าจะไปทำให้ใหม่”
“ไม่เป็นไรๆ เชื่อข้าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว บ้านของเราแต่ก่อนก็กินแบบนี้น้ำเยอะหน่อยข้าวเพียงก้นชามก็อร่อยแล้ว”
ไป๋ฉางอวี้มองผู้เป็นสามีที่เติมน้ำลงไปทีละนิดโดยมีเหวินเซียวหยวนบุตรชายคอยเตือนระดับการเติมน้ำอย่างรู้งาน
‘ช่างน่าเอ็นดูอะไรเช่นนี้’
“เอาล่ะกินได้แล้ว”
“อืม”
เหวินเซียวเย่พูดออกมาก่อนจะตักข้าวต้มกินจนแทบจะเกลี้ยงชาม นางยิ้มให้เขาก่อนจะเอ่ยไปว่า
“เอาไว้วันหลังท่านก็สอนข้าทำอาหารบ้างสิเจ้าคะจะได้แบ่งเบาภาระของท่านด้วย”
“ให้ข้าทำเหมือนเดิมน่ะดีแล้วจะได้ไม่ว่างเกิน”
‘กลัวกินฝีมือของข้าไม่ได้ล่ะสิ เฮ้อ…มีเครื่องปรุงรสเลิศทั้งทีแต่เหตุใดถึงไม่มีปัญญาทำให้มันอร่อยเหมือนคนอื่นเขากันนะ แล้วแบบนี้จะเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้อย่างไรกันเล่า’
“เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านพูดเถอะข้าเองก็ไม่สันทัดเรื่องการทำอาหารเท่าใดนัก ฝึกมากเท่าใดก็ไม่ดีขึ้นเสียที”
“อืม”
นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายกับตนเองไม่น้อยก่อนจะเหลือบไปเห็นบุตรชายที่กำลังเคี้ยวหมูชิ้นเล็กๆ อย่างเอร็ดอร่อย
“นี่อาหยวนผักนี่เจ้ากินเยอะๆ ล่ะ”
“แต่ท่านแม่ข้าไม่ค่อยชอบกินผัก”
“กินผักมีประโยชน์มากนะรู้หรือไม่ ร่างกายเจ้าจะได้แข็งแรงและช่วยงานข้ากับพ่อของเจ้าได้อย่างไรเล่า”
“จริงหรือขอรับ”
“จริงสิ ใช่หรือไม่เจ้าคะท่านพี่”
“อืม”
“ได้ ข้าจะกินให้หมด” เด็กชายพูดจบก็ตักผักในจานไปเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย ไป๋ฉางอวี้ยิ้มอย่างเอ็นดูให้เด็กน้อยก่อนจะคีบผักใส่ชามข้าวของผู้เป็นสามีด้วย
“ท่านเองก็ต้องกินมากๆ เหมือนกัน”
“ขอบใจ”
หลังกินอาหารเสร็จเหวินเซียวหยวนก็ไปช่วยงานบิดาของเขาเช่นเคย ไป๋ฉางอวี้ที่ก่อนหน้านี้ได้เดินสำรวจบ้านหลังนี้ไปบ้างแล้วก็เห็นถึงความทรุดโทรมที่ต้องได้รับการปรับปรุงโดยเร็วที่สุดไม่เช่นนั้นนางคงได้ตายเพราะถูกหลังคาทับอย่างแน่นอน!
นางรู้สึกเวทนาสองพ่อลูกที่มีภรรยาและมารดาผู้ไม่ได้เรื่องคนนี้เป็นอย่างมาก จากนี้ต่อไปนางจะดูแลพวกเขาให้ดีๆ กว่าที่เป็นในตอนนี้อย่างแน่นอน
ไป๋ฉางอวี้เปิดระบบวิเศษแล้วเลือกชุดโต๊ะอาหารออกมาใหม่หนึ่งชุด โต๊ะสำหรับนั่งทำงานของเหวินเซียวเย่อีกหนึ่งชุดเก็บเอาไว้ในห้องเก็บของเล็กๆ ด้านข้างห้องครัว แล้วเลือกจานชามใหม่ๆ อีกหลายใบนำไปเก็บบนชั้นวางของอย่างรวดเร็ว
นางเลือกใช้สบู่สำหรับซักผ้าแทนน้ำยาที่อาจเป็นอันตรายกับแม่น้ำลำคลองแทนเพราะไม่รู้ว่าคนในยุคสมัยนี้ใช้น้ำในลำคลองกินด้วยหรือไม่นั้นเอง
ไป๋ฉางอวี้ทำความสะอาดผนังห้องครัวจนสะอาดเก็บจัดข้าวของในครัวจนเป็นระเบียบก่อนจะไล่ต้อนสองพ่อลูกไปอาบน้ำเพื่อจัดการข้าวของในบ้านอีกครั้ง
วันเวลาผ่านไปจนถึงพลบค่ำการใช้ชีวิตของคนทั้งสามยังคงดำเนินต่อไปเช่นปกติ ไป๋ฉางอวี้แม้จะไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้แต่ก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของตนเอง อีกทั้งสามีผู้นี้ก็หล่อเหลาไม่น้อยอยู่ใกล้ๆ ก็เจริญหูเจริญตาดีลืมความลำบากไปได้ไม่น้อยเลย
“จะมืดค่ำแล้วพวกท่านไปอาบน้ำเถอะเจ้าค่ะข้าเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้แล้ว”
“เจ้าเตรียมน้ำอุ่นไว้แล้วงั้นหรือ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะรีบไปเสียสิอากาศเย็นเช่นนี้น้ำได้หายอุ่นกันพอดี ทำไม? หรือว่าหน้าที่เหล่านี้เป็นท่านที่มาตลอดงั้นหรือ”
เขาเงียบไปไม่ตอบคำถามนางสักคำ เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ ไป๋ฉางอวี้ผู้นี้ไม่ได้เรื่องเสียจริงหากนางจะถูกสามีรังเกียจก็คงเหมาะสมแล้วกระมัง
“เอาล่ะๆ ที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไปเถอะท่านพาอาหยวนไปอาบน้ำก่อนดีกว่า”
“ก็ได้”
ทั้งคู่ค่อยๆ เดินไปยังห้องอาบน้ำภายใต้สายตาของไป๋ฉางอวี้ที่จับจ้องมองทุกฝีก้าว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“นางไม่ดูแลพวกท่านต่อไปข้าจะเป็นคนดูแลพวกท่านเอง”
ไป๋ฉางอวี้หันไปจัดการข้าวของในบ้านอีกครั้ง โต๊ะเก้าอี้จัดเข้ามุมเหมือนเดิมส่วนข้าวของเก่าๆ นางนำไปทำฟืนเรียบร้อย
ครึ่งชั่วยามผ่านไป [1]
หลังจากนางอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็ถึงเวลาเข้านอนเสียทีเมื่อสองเท้าก้าวเข้ามาในห้องนอนที่มีเพียงห้องเดียวในบ้านก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยขึ้นมาทันใด
ไป๋ฉางอวี้เดินกลับเข้าไปในบ้านก็เห็นผู้เป็นสามีกำลังจัดที่นอนของตนบนเตียงเล็กๆ ด้านข้างโต๊ะทำงานของเขา
“ท่านทำอะไรหรือ”
“จัดที่นอนอย่างไรเล่า”
“นี่ใช่ที่นอนตรงไหน ง่วงก็ไปนอนในห้องสิเจ้าคะ”
“เจ้าว่าอะไรนะ”
“ข้าบอกว่าพาอาหยวนไปนอนในห้องได้แล้ว”
“แต่ว่า”
“ไม่มีแต่เจ้าค่ะเข้าไปนอนได้แล้ว เร็วเข้าวันนี้ข้าทำงานบ้านทั้งวันทั้งเหนื่อยแล้วก็ง่วงมากด้วย”
ไป๋ฉางอวี้ไม่พูดอย่างเดียวนางยังรีบดึงรั้งแขนของสามีเข้าไปในห้องด้วย เหวินเซียวเย่แม้จะแปลกใจไม่น้อยกับการกระทำของนางแต่ก็ยอมให้หญิงสาวฉุดลากเข้าห้องโดยไม่ได้ต่อต้านนางแต่อย่างใด
อาหยวนเองก็ดูจะแปลกใจที่มารดาเปลี่ยนไปทั้งยังอนุญาติให้เขาและบิดาเข้าไปนอนร่วมห้องด้วย เมื่อเด็กน้อยเข้ามาในห้องนอนแล้วนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที
"ว้าว! นี่มันอะไรกันเนี่ย"
- - - - - --
[1] ครึ่งชั่วยาม = 1 ชั่วโมง
‘แม้จะไม่ได้ทำเองก็เถอะ’“อีกอย่างส่วนผสมไม่ใช่น้อยๆ หาได้ยากจากยุค…เอ่อ ข้าหมายถึงในใต้หล้านี้จะหาสุราที่กลิ่นและรสชาติดีได้เท่าข้าอีกหรือ สามตำลึงน้อยไปหรือไม่”“เอ่อ เช่นนั้นก็สี่ตำลึงข้าให้เจ้าสี่ตำลึง”ขณะที่ทั้งสองกำลังต่อรองราคากันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นมากลางวงสนทนานั้น“เฮอะ เถ้าแก่เหอร้านเหล้าของเจ้าชอบกดขี่ราคากับชาวบ้านตาดำๆ เช่นนี้เองหรอกหรือ ก่อนหน้าข้าเคยได้ยินมาบ้างไม่คิดว่าจะเป็นความจริง”“ฮูหยินเว่ย!”“ใช่ข้าเองสุราที่นางนำมาแค่เพียงได้กลิ่นที่โชยมานั่นก็รู้แล้วว่าเป็นของล้ำค่ายิ่ง”“ฮูหยินปราดเปรื่องยิ่งนักเจ้าค่ะ”“เจ้ารินมาให้ข้าลิ้มรสสักนิดสิ ข้าจะบอกราคาที่เหมาะสมได้”“ได้เจ้าค่ะฮูหยิน”“หรือท่านไม่พอใจที่ข้าเข้ามาขัดขวางการเจรจาทำการค้าของท่านหรือ”“มะ ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกขอรับฮูหยิน”ไป๋ฉางอวี้ละความสนใจจากตาแก่ขี้เหนียวนั้นก่อนจะรินไวน์ลงในจอกเหล้าเล็กๆ ที่นางเตรียมมาด้วย ฮูหยินเว่ยรับไปก่อนจะยกสุราในจอกขึ้นดื่มทีละนิดความหวานกลมกล่อมและรสชาติสุราที่กลั้วคอลงไปนั้นทำเอานางสดชื่นขึ้นมาทันใด“นี่มันไม่ใช่สุราธรรมดาแล้วกระมังนี่เป็นสุรารสเลิศแล้ว
‘ยังดีที่มีเงินที่เจ้าของร่างแอบซ่อนเอาไว้ไม่เช่นนั้นคงไม่พ้นที่จะต้องเดินด้วยขาของตนเองอย่างแน่นอน’“เหตุใดถึงต้องมาอยู่ที่นี่กันนะลำบากลำบนอะไรเช่นนี้ ชาติที่แล้วแม้จะสบายกายแต่ไม่สบายใจแต่เหตุใดมีโอกาสได้มาเกิดใหม่ทั้งทีทำไมถึงไม่ส่งข้าไปเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดีกว่านี้กันเล่าสบายใจแต่ลำบากกายอะไรเช่นนี้ เฮ้อ…”ไป๋ฉางอวี้ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันกลับไปมองตัวบ้านที่เก่าซอมซ่อหลังนั้น“เอาว่ะสู้ตาย!”นางเดินเท้าไปที่หัวมุมถนนก็พบกับลานกว้างที่มีทั้งรถม้าและเกวียนวัวอีกหลายคัน นอกจากนั้นยังมีลาอีกหลายตัวรวมอยู่ด้วย“อ้าวฮูหยินเหวินออกมาแต่เช้าเช่นนี้วันนี้จะไปที่ใดงั้นหรือ”“ข้าจะเข้าเมืองเสียหน่อยน่ะเจ้าคะ”“เชิญขึ้นรถม้าดีกว่า ข้าคิดราคากันเองห้าร้อยอีแปะเท่านั้น”“นี่ราคากันเองยังห้าร้อยอีแปะแล้วหากว่าเป็นคนอื่นเล่าเจ้าคะ”“ก็หากว่าเจ้าไม่อยากจ่ายข้าก็ยินดีรับเลี้ยงเจ้านะ ฮูหยิน” เสียงของบุรุษผ
“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”เสียงเรียกของเด็กชายปลุกให้ไป๋ฉางอวี้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝันนั้น เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจกับสภาพของมารดาที่น่ากลัวอย่างยิ่งในความฝันนั้นประโยคสุดท้ายของมารดาที่เอ่ยออกมาหมายความว่าอย่างไรกันนะหรือที่เธอมาโผล่ที่นี่เพราะสวรรค์ส่งมางั้นหรือ“อะ อาหยวนเสียงดังแต่เช้าเชียวมีอะไรหรือ”“ท่านแม่ต่างหากเล่าขอรับเป็นอะไรไปฝันร้ายอีกหรือ เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านแม่ร้องจึงรีบวิ่งมาดู”“ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองด้านข้างก็ไม่พบผู้เป็นสามีเสียแล้ว“หายไปไหนแล้วล่ะ”“อะไรหรือขอรับ”“ท่านพ่อของเจ้าไปไหนแล้ว”“ท่านพ่อเข้าครัวไปทำอาหารเช้าแล้วขอรับ”“แต่เช้าเลยหรือ”“อื้ม”เหวินเซียวหยวนพยักหน้าให้นาง ก่อนจะใช้มือน้อยๆ อิงที่หน้าผากของนางเบาๆ“ก็ไม่ได้ตัวร้อนนี่นา”“ข้าสบายดีเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
"ว้าว! นี่มันอะไรกันเนี่ย"เด็กน้อยเดินสำรวจห้องนอนไปจนทั่วก่อนจะหันไปมองผู้เป็นมารดาที่เดินตามหลังมาติดๆ “ท่านแม่ เหตุใดห้องของท่านถึงได้งดงามเช่นนี้กันเล่าขอรับ”“ห้องของข้าคนเดียวที่ไหนกันเล่า ของพวกเจ้าด้วย”อาหยวนวิ่งไปรอบๆ ทั้งตะเกียงน้ำมันที่มีเทียนสีขาวสลับแดงสดใส ผ้าม่านที่พริ้วไหวไปมากลิ่นหอมสะอาดของเครื่องเรือนที่แปลกตาไปทำให้เด็กน้อยจับจ้องไม่วางตา“เจ้าดีใจอะไรหรืออาหยวน”เหวินเซียวเย่ที่มองไม่เห็นแต่กลิ่นหอมที่ลอยโชยมาแตะจมูกก็รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดเลยก็ว่าได้รวมทั้งคนที่ฉุดเขาเข้ามาในห้องนี้อีกด้วย“ท่านแม่ทำห้องนอนใหม่สวยงามมากเลยขอรับท่านพ่อ”“อาหยวนเลิกพูดแล้วขึ้นไปนอนได้แล้ว”“ขอร้าบบบ”เด็กชายพยักหน้าก่อนจะค่อยๆ ถอดรองเท้าที่ได้รับมาใหม่หนึ่งคู่แล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนหนานุ่มนั้น“โอ้โห! ฟูกนอนนุ่มมากเลยขอรับท่านแม่”“นุ่มก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ข้าซักตากแดดมาใหม่ๆ ไม่แปลกที่นุ่มฟูเช่นนี้ท่านพี่ขึ้นมานอนได้แล้วเจ้าค่ะ”“อืม”ชายหนุ่มแม้จะแปลกใจไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ถามสิ่งใดออกไปแม้เพียงนิด เขาก้าวเท้าไปใกล้ๆ ขอบเตียงก่อนจะถอดรอง
“พรู๊ด!”ไป๋ฉางอวี้ที่ตักข้าวต้มใส่ปากไม่ทันได้เคี้ยวเป็นต้องรีบคายออกมาอย่างรวดเร็ว“อะ อะไรเนี่ย”“ท่านแม่ข้าว่าต่อไปให้ท่านพ่อทำอาหารเถอะนะขอรับ”“ก็ข้าแค่…ละ แล้วเหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงไม่ยอมบอกข้ามาตรงๆ กันเล่า”“ก็พวกเรา”“ไม่เป็นไรหรอกน่าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว”“พอเถอะข้าจะไปทำให้ใหม่”“ไม่เป็นไรๆ เชื่อข้าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว บ้านของเราแต่ก่อนก็กินแบบนี้น้ำเยอะหน่อยข้าวเพียงก้นชามก็อร่อยแล้ว”ไป๋ฉางอวี้มองผู้เป็นสามีที่เติมน้ำลงไปทีละนิดโดยมีเหวินเซียวหยวนบุตรชายคอยเตือนระดับการเติมน้ำอย่างรู้งาน‘ช่างน่าเอ็นดูอะไรเช่นนี้’“เอาล่ะกินได้แล้ว”“อืม”เหวินเซียวเย่พูดออกมาก่อนจะตักข้าวต้มกินจนแทบจะเกลี้ยงชาม นางยิ้มให้เขาก่อนจะเอ่ยไปว่า“เอาไว้วันหลังท่านก็สอนข้าทำอาหารบ้างสิเจ้าคะจะได้แบ่งเบาภาระของท่านด้วย”“ให้ข้าทำเหมือนเดิมน่ะดีแล้วจะได้ไม่ว่างเกิน”‘กลัวกินฝีมือของข้าไม่ได้ล่ะสิ เฮ้อ…มีเครื่องปรุงรสเลิศทั้งทีแต่เหตุใดถึงไม่มีปัญญาทำให้มันอร่อยเหมือนคนอื่นเขากันนะ แล้วแบบนี้จะเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้อย่างไรกันเล่า’“เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านพูดเถอะข้าเองก็ไม
“เพล้ง!”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองตามเสียงนั้นก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านด้วยความรวดเร็วเมื่อเข้ามาถึงก็พบกับเศษกระเบื้องเคลือบที่แตกกระจายตามพื้นห้องกับหนึ่งบุรุษและอีกหนึ่งเด็กน้อยที่กำลังก้มเก็บเศษของมันอยู่นั่นเอง“พวกเจ้าทำอะไรกัน”“ท่านแม่!”“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะหากถูกเศษกระเบื้องบาดมือเข้าจะทำอย่างไร”นางเข้าไปดึงตัวเด็กน้อยให้ถอยห่างออกจากบริเวณนั้นก่อนจะยึดเศษกระเบื้องมาถือเอาไว้ หันกลับไปมองบุรุษผู้เป็นสามีของเจ้าของร่างที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นห้องไม่พูดไม่จา ไม่มองหน้านางเลยสักเพียงนิดความฉุนเฉียวที่เห็นเขาไม่ระวังใดๆ ทั้งยังปล่อยให้ลูกชายมาเก็บเศษพวกนี้หากบาดมือเข้าจะทำอย่างไร ปากที่กำลังจะก่นด่าแต่เหมือนนางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเขานั้นตาบอดอยู่! ความร้อนรุ่มภายในอกก็เริ่มทุเลาลงทีละนิด“แล้วท่านไม่ได้ยินที่ข้าสั่งงั้นหรือ”“ข้า…”“ลุกขึ้นมาได้แล้วๆ ก็ช่วยถอยออกไปจากตรงนี้ ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ของท่านเดี๋ยวนี้”“แต่ว่าข้าจะเก็บเศษกระเบื้องพวกนี้”“ท่านมองไม่เห็นไม่ใช่หรือแล้วจะเก็บอย่างไรหมด”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็เม้มปากเอาไว้แน่นดวงตาของเขาดูเหมือนจะแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยอาจจะเพ







