Masuk"ว้าว! นี่มันอะไรกันเนี่ย"
เด็กน้อยเดินสำรวจห้องนอนไปจนทั่วก่อนจะหันไปมองผู้เป็นมารดาที่เดินตามหลังมาติดๆ
“ท่านแม่ เหตุใดห้องของท่านถึงได้งดงามเช่นนี้กันเล่าขอรับ”
“ห้องของข้าคนเดียวที่ไหนกันเล่า ของพวกเจ้าด้วย”
อาหยวนวิ่งไปรอบๆ ทั้งตะเกียงน้ำมันที่มีเทียนสีขาวสลับแดงสดใส ผ้าม่านที่พริ้วไหวไปมากลิ่นหอมสะอาดของเครื่องเรือนที่แปลกตาไปทำให้เด็กน้อยจับจ้องไม่วางตา
“เจ้าดีใจอะไรหรืออาหยวน”
เหวินเซียวเย่ที่มองไม่เห็นแต่กลิ่นหอมที่ลอยโชยมาแตะจมูกก็รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดเลยก็ว่าได้รวมทั้งคนที่ฉุดเขาเข้ามาในห้องนี้อีกด้วย
“ท่านแม่ทำห้องนอนใหม่สวยงามมากเลยขอรับท่านพ่อ”
“อาหยวนเลิกพูดแล้วขึ้นไปนอนได้แล้ว”
“ขอร้าบบบ”
เด็กชายพยักหน้าก่อนจะค่อยๆ ถอดรองเท้าที่ได้รับมาใหม่หนึ่งคู่แล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนหนานุ่มนั้น
“โอ้โห! ฟูกนอนนุ่มมากเลยขอรับท่านแม่”
“นุ่มก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ข้าซักตากแดดมาใหม่ๆ ไม่แปลกที่นุ่มฟูเช่นนี้ท่านพี่ขึ้นมานอนได้แล้วเจ้าค่ะ”
“อืม”
ชายหนุ่มแม้จะแปลกใจไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ถามสิ่งใดออกไปแม้เพียงนิด เขาก้าวเท้าไปใกล้ๆ ขอบเตียงก่อนจะถอดรองเท้าแล้วขึ้นไปนั่งบนเตียงนั่งอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน
‘ดวงตามองไม่เห็นเหตุใดถึงนอนด้านนอกกันเล่า’
“เหตุใดเจ้าไม่มานอนล่ะ”
“ท่านขยับเข้าไปด้านในสิ ข้าจะได้นอนบ้าง”
“เจ้าก็เข้าไปนอนด้านในเสียสิ”
“ได้อย่างไรกันท่านอาจตกลงมาได้นะ”
“ข้าชินแล้ว”
เขาตอบเพียงเท่านั้นก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแล้วหลับตาลงดื้อๆ
‘อะไรของเขา’
เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วยาม[1] ที่ไป๋ฉางอวี้นอนนิ่งๆ บนเตียงนอนที่มีสองพ่อลูกนอนอยู่ด้านข้าง คืนนี้นับว่าเป็นคืนแรกที่นางใช้ชีวิตในโลกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
ชั่วชีวิตของสาวโสดอย่างนางไม่เคยได้นอนร่วมเรียงเคียงหมอนกับใครมาก่อนจึงรู้สึกไม่คุ้นชินอย่างยิ่ง ไป๋ฉางอวี้หันไปมองพวกเขาก่อนจะแอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ค่อยๆ ขยับกายหันไปอีกด้านอย่างเบาที่สุด
‘จะหลับตาลงไปได้อย่างไรกันนะหรือว่าจะนับแกะดีหรือไม่ ไม่สินั่นมันของหลอกเด็กนี่นา’
“ฉางอวี้เป็นอะไรไปลูก”
“แม่ข๋าหนูนอนไม่หลับ”
“แม่เล่านิทานให้ฟังดีหรือไม่”
“อื้ม”
เด็กหญิงยิ้มแก้มป่องจ้องมองมารดาและพี่ชายสุดที่รักไปมาทั้งสองคอยโอบกอดให้ความอบอุ่นกับเธอ ฟังนิทานที่ผู้เป็นมารดาเล่าให้ฟังในทุกคืนที่เธอนอนไม่หลับแต่เวลานี้ไม่มีอีกแล้ว
‘แม่จ๋าพี่จ๋าไปอยู่ที่ไหนกันนะ ทำไมไม่มารับหนูไปอยู่ด้วยทำไมต้องมาอยู่ที่นี่ที่ไหนก็ไม่รู้’
ไป๋ฉางอวี้ที่คิดย้อนถึงความหลังเป็นต้องหลั่งน้ำตาออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ขณะที่นางนอนคิดบางอย่างเรื่อยเปื่อยอยู่นั้นก็ได้กลิ่นของอะไรบางอย่างลอยโชยมาตามสายลม กลิ่นอ่อนๆ ของสมุนไพรบางชนิดที่นางไม่คุ้นเคยแต่กลับรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก
ดวงตาเล็กเรียวเริ่มปิดลงช้าๆ ก่อนที่ลมหายใจจะผ่อนออกมาอย่างสม่ำเสมอ
เหวินเซียวเย่ที่รับรู้ได้ว่าภรรยาของเขานอนไม่หลับในระหว่างที่นางนอนหันหลังให้จึงต้องรีบจุดกำยานผสมยานอนหลับที่ได้มาจากท่านหมอผู้ที่เคยรักษาขาของเขาอย่างรวดเร็ว เขาที่ใช้ผ้าปิดจมูกเอาไว้จึงไม่ได้รับผลกระทบจากมันกำยานชนิดนี้ทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นนั้นนอนหลับสนิทแม้กระทั่งไฟไหม้ก็คงไม่อาจรับรู้ได้
‘ให้มีเพียงเขาที่ตื่นตัวอยู่เช่นนี้ก็พอแล้ว’
“อย่าวิ่งสิลูกเดี๋ยวได้หกล้มเอาหรอก”
เสียงร้องเรียกของคนที่คุ้นเคยตามมาด้วยเสียงหัวเราะร่าของเด็กหญิงตัวเล็กทำให้ไป๋ฉางอวี้ที่กำลังยืนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกในเวลานี้หันไปมองตามเสียงนั้น
เธอเดินตามแสงที่ส่องประกายออกมาเป็นระยะไปจนถึงสนามหญ้าเขียวขจีแห่งหนึ่ง
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
เธอหันมองไปรอบๆ เห็นเพียงบรรยากาศในสนามหญ้าที่คุ้นเคย สนามหญ้าหน้าบ้านที่มารดาของเธอเป็นคนทำขึ้นมาด้วยตนเองเมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็พบกลับเด็กชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังวิ่งไล่จับกันไปมาท่ามกลางเสียงหัวเราะสดใส ภาพที่ปรากฎตรงหน้าทำให้เธอน้ำตาไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่ได้ พี่ชายของเธอมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วเธอได้เห็นเขาอีกครั้งผ่านความฝันจริงๆ หรือนี่
“ฉางเอ๋อ”
เสียงนุ่มนวลแผ่วเบาของผู้เป็นมารดาทำให้ไป๋ฉางอวี้หันกลับไปมอง ใบหน้าที่เธอเฝ้าคิดถึงมาตลอดหลายสิบปีนั้นได้ปรากฎให้เห็นตรงหน้าของเธอแล้ว
“แม่ค่ะแม่มารับหนูใช่ไหม พาหนูไปอยู่ด้วยนะคะ”
ไป๋ฉางอวี้ยื่นมือตั้งใจจะคว้ามือของมารดาแต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
“ฉางเอ๋อ แม่ไม่มีวาสนาได้อยู่กับหนูอีกแล้วนะต่อไปนี้จะมีคนมาดูแลหนูแทนแม่แล้ว”
เธอส่ายหน้าไปมาน้ำตานองลงมามากขึ้นกว่าเดิม
“ไม่เอาหนูจะไปอยู่กับแม่”
มารดาของเธอส่ายหน้าให้เธอพร้อมทั้งเอ่ยออกมาว่า
“ตื่นได้แล้วฉางเอ๋อ ตื่นได้แล้ว”
ใบหน้าที่งดงามกลับค่อยๆ น่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากส่วนหัวหลั่งไหลลงมาจนนองเต็มพื้น ดวงตาแดงก่ำทอดมองมายังบุตรสาวเพียงคนเดียวของเธอ
“มีสติเสียทีฉางเอ๋อ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
“!”
- - - - - -
[1] ครึ่งชั่วยาม = 1 ชั่วโมง
‘แม้จะไม่ได้ทำเองก็เถอะ’“อีกอย่างส่วนผสมไม่ใช่น้อยๆ หาได้ยากจากยุค…เอ่อ ข้าหมายถึงในใต้หล้านี้จะหาสุราที่กลิ่นและรสชาติดีได้เท่าข้าอีกหรือ สามตำลึงน้อยไปหรือไม่”“เอ่อ เช่นนั้นก็สี่ตำลึงข้าให้เจ้าสี่ตำลึง”ขณะที่ทั้งสองกำลังต่อรองราคากันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นมากลางวงสนทนานั้น“เฮอะ เถ้าแก่เหอร้านเหล้าของเจ้าชอบกดขี่ราคากับชาวบ้านตาดำๆ เช่นนี้เองหรอกหรือ ก่อนหน้าข้าเคยได้ยินมาบ้างไม่คิดว่าจะเป็นความจริง”“ฮูหยินเว่ย!”“ใช่ข้าเองสุราที่นางนำมาแค่เพียงได้กลิ่นที่โชยมานั่นก็รู้แล้วว่าเป็นของล้ำค่ายิ่ง”“ฮูหยินปราดเปรื่องยิ่งนักเจ้าค่ะ”“เจ้ารินมาให้ข้าลิ้มรสสักนิดสิ ข้าจะบอกราคาที่เหมาะสมได้”“ได้เจ้าค่ะฮูหยิน”“หรือท่านไม่พอใจที่ข้าเข้ามาขัดขวางการเจรจาทำการค้าของท่านหรือ”“มะ ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกขอรับฮูหยิน”ไป๋ฉางอวี้ละความสนใจจากตาแก่ขี้เหนียวนั้นก่อนจะรินไวน์ลงในจอกเหล้าเล็กๆ ที่นางเตรียมมาด้วย ฮูหยินเว่ยรับไปก่อนจะยกสุราในจอกขึ้นดื่มทีละนิดความหวานกลมกล่อมและรสชาติสุราที่กลั้วคอลงไปนั้นทำเอานางสดชื่นขึ้นมาทันใด“นี่มันไม่ใช่สุราธรรมดาแล้วกระมังนี่เป็นสุรารสเลิศแล้ว
‘ยังดีที่มีเงินที่เจ้าของร่างแอบซ่อนเอาไว้ไม่เช่นนั้นคงไม่พ้นที่จะต้องเดินด้วยขาของตนเองอย่างแน่นอน’“เหตุใดถึงต้องมาอยู่ที่นี่กันนะลำบากลำบนอะไรเช่นนี้ ชาติที่แล้วแม้จะสบายกายแต่ไม่สบายใจแต่เหตุใดมีโอกาสได้มาเกิดใหม่ทั้งทีทำไมถึงไม่ส่งข้าไปเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดีกว่านี้กันเล่าสบายใจแต่ลำบากกายอะไรเช่นนี้ เฮ้อ…”ไป๋ฉางอวี้ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันกลับไปมองตัวบ้านที่เก่าซอมซ่อหลังนั้น“เอาว่ะสู้ตาย!”นางเดินเท้าไปที่หัวมุมถนนก็พบกับลานกว้างที่มีทั้งรถม้าและเกวียนวัวอีกหลายคัน นอกจากนั้นยังมีลาอีกหลายตัวรวมอยู่ด้วย“อ้าวฮูหยินเหวินออกมาแต่เช้าเช่นนี้วันนี้จะไปที่ใดงั้นหรือ”“ข้าจะเข้าเมืองเสียหน่อยน่ะเจ้าคะ”“เชิญขึ้นรถม้าดีกว่า ข้าคิดราคากันเองห้าร้อยอีแปะเท่านั้น”“นี่ราคากันเองยังห้าร้อยอีแปะแล้วหากว่าเป็นคนอื่นเล่าเจ้าคะ”“ก็หากว่าเจ้าไม่อยากจ่ายข้าก็ยินดีรับเลี้ยงเจ้านะ ฮูหยิน” เสียงของบุรุษผ
“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”เสียงเรียกของเด็กชายปลุกให้ไป๋ฉางอวี้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝันนั้น เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจกับสภาพของมารดาที่น่ากลัวอย่างยิ่งในความฝันนั้นประโยคสุดท้ายของมารดาที่เอ่ยออกมาหมายความว่าอย่างไรกันนะหรือที่เธอมาโผล่ที่นี่เพราะสวรรค์ส่งมางั้นหรือ“อะ อาหยวนเสียงดังแต่เช้าเชียวมีอะไรหรือ”“ท่านแม่ต่างหากเล่าขอรับเป็นอะไรไปฝันร้ายอีกหรือ เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านแม่ร้องจึงรีบวิ่งมาดู”“ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองด้านข้างก็ไม่พบผู้เป็นสามีเสียแล้ว“หายไปไหนแล้วล่ะ”“อะไรหรือขอรับ”“ท่านพ่อของเจ้าไปไหนแล้ว”“ท่านพ่อเข้าครัวไปทำอาหารเช้าแล้วขอรับ”“แต่เช้าเลยหรือ”“อื้ม”เหวินเซียวหยวนพยักหน้าให้นาง ก่อนจะใช้มือน้อยๆ อิงที่หน้าผากของนางเบาๆ“ก็ไม่ได้ตัวร้อนนี่นา”“ข้าสบายดีเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
"ว้าว! นี่มันอะไรกันเนี่ย"เด็กน้อยเดินสำรวจห้องนอนไปจนทั่วก่อนจะหันไปมองผู้เป็นมารดาที่เดินตามหลังมาติดๆ “ท่านแม่ เหตุใดห้องของท่านถึงได้งดงามเช่นนี้กันเล่าขอรับ”“ห้องของข้าคนเดียวที่ไหนกันเล่า ของพวกเจ้าด้วย”อาหยวนวิ่งไปรอบๆ ทั้งตะเกียงน้ำมันที่มีเทียนสีขาวสลับแดงสดใส ผ้าม่านที่พริ้วไหวไปมากลิ่นหอมสะอาดของเครื่องเรือนที่แปลกตาไปทำให้เด็กน้อยจับจ้องไม่วางตา“เจ้าดีใจอะไรหรืออาหยวน”เหวินเซียวเย่ที่มองไม่เห็นแต่กลิ่นหอมที่ลอยโชยมาแตะจมูกก็รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดเลยก็ว่าได้รวมทั้งคนที่ฉุดเขาเข้ามาในห้องนี้อีกด้วย“ท่านแม่ทำห้องนอนใหม่สวยงามมากเลยขอรับท่านพ่อ”“อาหยวนเลิกพูดแล้วขึ้นไปนอนได้แล้ว”“ขอร้าบบบ”เด็กชายพยักหน้าก่อนจะค่อยๆ ถอดรองเท้าที่ได้รับมาใหม่หนึ่งคู่แล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนหนานุ่มนั้น“โอ้โห! ฟูกนอนนุ่มมากเลยขอรับท่านแม่”“นุ่มก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ข้าซักตากแดดมาใหม่ๆ ไม่แปลกที่นุ่มฟูเช่นนี้ท่านพี่ขึ้นมานอนได้แล้วเจ้าค่ะ”“อืม”ชายหนุ่มแม้จะแปลกใจไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ถามสิ่งใดออกไปแม้เพียงนิด เขาก้าวเท้าไปใกล้ๆ ขอบเตียงก่อนจะถอดรอง
“พรู๊ด!”ไป๋ฉางอวี้ที่ตักข้าวต้มใส่ปากไม่ทันได้เคี้ยวเป็นต้องรีบคายออกมาอย่างรวดเร็ว“อะ อะไรเนี่ย”“ท่านแม่ข้าว่าต่อไปให้ท่านพ่อทำอาหารเถอะนะขอรับ”“ก็ข้าแค่…ละ แล้วเหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงไม่ยอมบอกข้ามาตรงๆ กันเล่า”“ก็พวกเรา”“ไม่เป็นไรหรอกน่าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว”“พอเถอะข้าจะไปทำให้ใหม่”“ไม่เป็นไรๆ เชื่อข้าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว บ้านของเราแต่ก่อนก็กินแบบนี้น้ำเยอะหน่อยข้าวเพียงก้นชามก็อร่อยแล้ว”ไป๋ฉางอวี้มองผู้เป็นสามีที่เติมน้ำลงไปทีละนิดโดยมีเหวินเซียวหยวนบุตรชายคอยเตือนระดับการเติมน้ำอย่างรู้งาน‘ช่างน่าเอ็นดูอะไรเช่นนี้’“เอาล่ะกินได้แล้ว”“อืม”เหวินเซียวเย่พูดออกมาก่อนจะตักข้าวต้มกินจนแทบจะเกลี้ยงชาม นางยิ้มให้เขาก่อนจะเอ่ยไปว่า“เอาไว้วันหลังท่านก็สอนข้าทำอาหารบ้างสิเจ้าคะจะได้แบ่งเบาภาระของท่านด้วย”“ให้ข้าทำเหมือนเดิมน่ะดีแล้วจะได้ไม่ว่างเกิน”‘กลัวกินฝีมือของข้าไม่ได้ล่ะสิ เฮ้อ…มีเครื่องปรุงรสเลิศทั้งทีแต่เหตุใดถึงไม่มีปัญญาทำให้มันอร่อยเหมือนคนอื่นเขากันนะ แล้วแบบนี้จะเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้อย่างไรกันเล่า’“เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านพูดเถอะข้าเองก็ไม
“เพล้ง!”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองตามเสียงนั้นก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านด้วยความรวดเร็วเมื่อเข้ามาถึงก็พบกับเศษกระเบื้องเคลือบที่แตกกระจายตามพื้นห้องกับหนึ่งบุรุษและอีกหนึ่งเด็กน้อยที่กำลังก้มเก็บเศษของมันอยู่นั่นเอง“พวกเจ้าทำอะไรกัน”“ท่านแม่!”“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะหากถูกเศษกระเบื้องบาดมือเข้าจะทำอย่างไร”นางเข้าไปดึงตัวเด็กน้อยให้ถอยห่างออกจากบริเวณนั้นก่อนจะยึดเศษกระเบื้องมาถือเอาไว้ หันกลับไปมองบุรุษผู้เป็นสามีของเจ้าของร่างที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นห้องไม่พูดไม่จา ไม่มองหน้านางเลยสักเพียงนิดความฉุนเฉียวที่เห็นเขาไม่ระวังใดๆ ทั้งยังปล่อยให้ลูกชายมาเก็บเศษพวกนี้หากบาดมือเข้าจะทำอย่างไร ปากที่กำลังจะก่นด่าแต่เหมือนนางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเขานั้นตาบอดอยู่! ความร้อนรุ่มภายในอกก็เริ่มทุเลาลงทีละนิด“แล้วท่านไม่ได้ยินที่ข้าสั่งงั้นหรือ”“ข้า…”“ลุกขึ้นมาได้แล้วๆ ก็ช่วยถอยออกไปจากตรงนี้ ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ของท่านเดี๋ยวนี้”“แต่ว่าข้าจะเก็บเศษกระเบื้องพวกนี้”“ท่านมองไม่เห็นไม่ใช่หรือแล้วจะเก็บอย่างไรหมด”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็เม้มปากเอาไว้แน่นดวงตาของเขาดูเหมือนจะแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยอาจจะเพ







