LOGIN“เพล้ง!”
ไป๋ฉางอวี้หันไปมองตามเสียงนั้นก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านด้วยความรวดเร็วเมื่อเข้ามาถึงก็พบกับเศษกระเบื้องเคลือบที่แตกกระจายตามพื้นห้องกับหนึ่งบุรุษและอีกหนึ่งเด็กน้อยที่กำลังก้มเก็บเศษของมันอยู่นั่นเอง
“พวกเจ้าทำอะไรกัน”
“ท่านแม่!”
“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะหากถูกเศษกระเบื้องบาดมือเข้าจะทำอย่างไร”
นางเข้าไปดึงตัวเด็กน้อยให้ถอยห่างออกจากบริเวณนั้นก่อนจะยึดเศษกระเบื้องมาถือเอาไว้ หันกลับไปมองบุรุษผู้เป็นสามีของเจ้าของร่างที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นห้องไม่พูดไม่จา ไม่มองหน้านางเลยสักเพียงนิด
ความฉุนเฉียวที่เห็นเขาไม่ระวังใดๆ ทั้งยังปล่อยให้ลูกชายมาเก็บเศษพวกนี้หากบาดมือเข้าจะทำอย่างไร ปากที่กำลังจะก่นด่าแต่เหมือนนางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเขานั้นตาบอดอยู่! ความร้อนรุ่มภายในอกก็เริ่มทุเลาลงทีละนิด
“แล้วท่านไม่ได้ยินที่ข้าสั่งงั้นหรือ”
“ข้า…”
“ลุกขึ้นมาได้แล้วๆ ก็ช่วยถอยออกไปจากตรงนี้ ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ของท่านเดี๋ยวนี้”
“แต่ว่าข้าจะเก็บเศษกระเบื้องพวกนี้”
“ท่านมองไม่เห็นไม่ใช่หรือแล้วจะเก็บอย่างไรหมด”
ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็เม้มปากเอาไว้แน่นดวงตาของเขาดูเหมือนจะแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยอาจจะเพราะคับแค้นใจ เศร้าใจหรือเสียใจที่นางพูดตัดน้ำใจหรือไม่นั้นก็ไม่อาจรู้ได้
ให้ตายสิเกิดมาก็ยังไม่เคยมีแฟนสักคนบิดาที่พอจะเป็นบุรุษเพียงคนเดียวที่เหลือในบ้านก็ทำตัวให้นางรังเกียจดุด่ากันแทบทุกวัน คำพูดหวานหูนั้นอย่าฝันว่าจะได้ยินจากปากของนางเลยแม้จะทะลุมิติมาในที่ไกลแสนไกลถึงเพียงนี้ปากเจ้ากรรมก็ดันพูดจาดีๆ กับเขาไม่เป็น
‘อยากจะบ้าตายจริงๆ’
“คือข้าหมายถึงข้าจะจัดการเองหากท่านไม่ระวังแล้วถูกคมกระเบื้องบาดเข้าจะทำอย่างไร ข้าจำได้ว่าท่านกำลังคิดค้นรูปแบบของเครื่องกระเบื้องอยู่ไม่ใช่หรือ”
บุรุษที่นั่งอยู่ตรงหน้านางเมื่อได้ยินดังนั้นดูเหมือนสีหน้าของเขาจะดีขึ้นเล็กน้อย
“จะมีประโยชน์อันใดในเมื่อตาของข้ามองไม่เห็นแล้ว”
“ตาของท่านมองไม่เห็นแต่ใจของท่านสู้เพียงนี้ข้าเชื่อว่าสักวันท่านจะต้องทำมันออกมาดีเหมือนที่เคยทำอย่างแน่นอน ดูสิดินเผาที่ท่านทำอยู่นี้เป็นรูปร่างที่งดงามเสียจริง”
งดงามอย่างที่นางพูดออกมาจริงๆ ตาของเขามองไม่เห็นแต่เหตุใดถึงได้ปั้นออกมาได้ดีถึงเพียงนี้กันนะ
“ผีตนใดสิงเจ้าอยู่งั้นหรือ”
“นี่ท่าน!”
“เจ้าอย่ามาปลอบใจข้าเลยจะดีกว่า”
เขาถอนหายใจก่อนจะขยับร่างกายออกจากนางเล็กน้อย
“ข้าไม่ได้พูดปดนะมันงดงามจริงๆ ใช่หรือไม่เล่าอาหยวน”
“ใช่ขอรับ เป็นดังที่ท่านแม่พูดจริงๆ นะขอรับท่านพ่อ”
“เฮ้อ เอาเถอะเจ้าอยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ”
“ดี เช่นนั้นท่านก็ไปทำงานของท่านต่อส่วนข้าจะจัดการของพวกนี้เอง”
“ก็ได้แต่เจ้าระวังหน่อยก็ดี”
“รู้แล้วๆ”
เหวินเซียวเย่ค่อยๆ ลุกขึ้นโดยมีไป๋ฉางอวี้เข้ามาประคองเขาแรกเริ่มก็ดูเหมือนจะตกใจที่นางเข้ามาช่วยแต่ก็ยินยอมแต่โดยดี นางประคองเขาขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้แต่ขณะที่กำลังจะปลีกตัวออกมาเพื่อทำความสะอาดพื้นนั้นสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งที่ถูกวางเอาไว้บนโต๊ะทำงานของเขา ลายปักบนผ้าเป็นรูปหงส์งดงามยิ่งนัก!
‘เป็นบุรุษแต่ใช้ผ้าเช็ดหน้าปักลายอย่างกับสตรีหรือว่าจะเป็นไป๋ฉางอวี้คนเก่าที่ทำให้เขากันแน่นะ’
นางคิดในใจเงียบๆ ก่อนจะละความสนใจจากของสิ่งนั้นแล้วหันกลับมาเก็บกวาดพื้นห้องจนสะอาดภายใต้สายตากลมโตที่จ้องมองดูทุกฝีก้าวของเจ้าก้อนแป้งนั้น
“เจ้ามองข้านานแล้วนะมีอะไรหรือ”
“ท่านแม่”
“ว่าอย่างไร”
“มะ ไม่มีอะไรหรอกขอรับ”
“ก็เมื่อครู่เหมือนจะพูดอะไรอยู่เลย ว่าอย่างไรหรือเจ้าหิวแล้วงั้นหรือ”
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
“ตอนที่อยู่ข้างนอกนั่นไม่ใช่ว่าท้องของเจ้าร้องออกมาหรอกหรือ”
“คือว่าข้า…”
“เอาล่ะๆ นั่งเฝ้าพ่อของเจ้าอยู่ตรงนี้คอยหยิบจับช่วยเหลือเขา ส่วนข้าจะไปทำอาหารมาให้พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ แต่ว่าท่านแม่ทำเป็นหรือ”
“นั่นสิเจ้าทำเป็นด้วยหรือ” เสียงของบุรุษผู้เป็นสามีถามขึ้นมาอย่างนึกสงสัย
“แล้วข้าทำไม่เป็นงั้นหรือ”
ไป๋ฉางอวี้ถามออกมาด้วยความไม่รู้จริงๆ ก็เพราะว่านางไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างนี้เลยสักเพียงนิดถึงไม่รู้ว่านางทำอะไรได้บ้างหรือเป็นคนอย่างไรกันแน่น่ะสิ
“แต่ไหนแต่ไรมาเป็นท่านพ่อที่ทำอาหารเองน่ะขอรับ”
“นี่น่าจะยามอู่ [1] แล้วพวกเจ้ารออยู่ตรงนี้ล่ะข้าจะไปทำอาหารเอง”
“ไม่ต้องหรอกน่าข้าทำเองได้ท่านให้ข้าทำเถอะ”
เพราะน้ำเสียงที่ดูจริงจังของนางจึงทำให้เหวินเซียวเย่นิ่งเงียบไปก่อนจะพยักหน้าให้นางเล็กน้อย
“ตามใจเจ้าเถอะ”
ไป๋ฉางอวี้ยิ้มออกมาก่อนจะสั่งการให้เหวินเซียวหยวนบุตรชายของนางอยู่เฝ้าผู้เป็นสามีเอาไว้ส่วนตัวนางก็รีบเข้าไปในห้องครัวที่ดูซอมซ่อผนังก็เลอะเทอะเปรอะเปื้อนส่วนหลังคาก็เกือบจะพังลงมาอยู่แล้ว
‘ตั้งแต่สามีของนางตาบอดไปก็ไม่มีใครทำความสะอาดบ้านหลังนี้เลยหรือนี่ ไป๋ฉางอวี้นะไป๋ฉางอวี้เหตุใดถึงเป็นสตรีเกียจคร้านเช่นนี้กันเล่า’
นางรีบเปิดระบบวิเศษก่อนจะจิ้มเอาเคร่ืองปรุงทุกชนิดออกมา ข้าวสาร กระดูกหมูและผักสดที่อยู่ในช่องเก็บอาหารแต่ละอย่างที่ถูกนางดึงออกมาใช้ดูเหมือนจะไม่ลดน้อยลงเลยสักเพียงนิดและยังเหลือช่องให้เก็บอาหารอีกถึงสิบช่องด้วยกัน
เอาไว้วันหลังค่อยหาของที่จำเป็นเก็บลงไปเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานของครอบครัวทีหลังแล้วกัน
เพราะเวลานี้ก็เลยเวลาอาหารเที่ยงไปมากแล้วไป๋ฉางอวี้จึงทำอาหารง่ายๆ ข้ามต้มใส่เนื้อหมูสับละเอียดตามด้วยผักสดที่นำมาผัดใส่ไข่ไก่ให้ผู้เป็นสามีที่ดูจะผอมแห้งลงไปมากได้บำรุงร่างกายเสียบ้าง
ระหว่างที่รอปรุงข้าวต้มให้สุกอยู่นั้นนางก็เปิดระบบวิเศศขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเลือกของใช้ในบ้านที่ยังขาดอีกหลายชิ้น นางเลือกของใช้ในครัวก่อนไม่ว่าจะเป็นหม้อดินเผาและหม้อโลหะใช้สำหรับผัดอาหาร ถ้วยชาม ตะเกียบ ที่ตักอาหาร ครกสาก ชั้นวางของที่ทำจากไม้เนื้อดีอีกหนึ่งชิ้น นางเร่งมือเก็บข้าวของทุกชนิดไว้บนชิ้นวางจนเรียบร้อยดูแล้วน่าใช้งานขึ้นมาทันตาเห็น
‘ผนังนี่ค่อยทำความสะอาดทีหลังแล้วกัน’
ไป๋ฉางอวี้ยืนยิ้มภูมิใจกับผลงานของตนเองก่อนจะรีบนำอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วตักใส่ชามด้วยความรวดเร็ว
“อาหารมาแล้วเจ้าค่ะ”
ไป๋ฉางอวี้เดินถือสำรับเข้ามาในห้องโถงกลางบ้านที่มีพื้นกว้างขวางมากกว่าห้องอื่นๆ
นางวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะกลิ่นหอมของมันทำให้สองพ่อลูกอดที่จะสูดดมไม่ได้
“น่ากินมากเลยขอรับท่านแม่”
นางยิ้มให้บุตรชายเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองผู้เป็นสามีที่เอาแต่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น
“ท่านพี่รีบมากินเร็วเข้าหากอาหารเย็นชืดไปมันจะไม่ได้รสชาตินะเจ้าคะ”
“ให้พวกเจ้ากินก่อนเถอะข้าค่อยกินทีหลัง”
“กินพร้อมกันนี่ล่ะเจ้าค่ะข้าทำมามากมายพอที่จะกินกันจนอิ่มอย่างแน่นอนท่านไม่ต้องเป็นกังวลไป”
“ข้าวสารเหลืออยู่น้อยนิดไม่ใช่หรือแล้วจะไปอิ่มกันได้อย่างไรกัน”
“คะ คือว่าเมื่อครู่ข้าตรวจดูอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งยังเหลืออยู่หยิบมือจึงนำมาต้มให้พวกท่านอย่างไรเล่า”
ไป๋ฉางอวี้มองสีหน้าของเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคงต้องสงสัยอะไรบางอย่างอยู่แน่นอน
“ในครัวมีอะไรเหลือข้าก็ใส่ๆ ไปจนหมดไม่รู้ว่ารสชาติพอจะถูกปากพวกท่านหรือไม่ รีบกินเถอะเย็นชืดจะไม่ได้รสชาติ”
“อืม”
เหวินเซียวเย่คร้านจะเถียงนาง เขาพยักหน้าก่อนจะรับช้อนจากผู้เป็นภรรยาตักข้าวกิน
ไป๋ฉางอวี้นั่งยิ้มจ้องมองดูคนทั้งคู่กินอาหารจากฝีมือของนาง ความสุขเล็กๆ ที่ได้มอบให้คนอื่นมันดีอย่างนี้นี่เอง
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ อร่อยหรือไม่”
“อะ อร่อย”
“แล้วเจ้าล่ะอาหยวน ฝีมือของข้าใช้ได้หรือไม่”
“ชะ ใช้ได้ขอรับ”
“แล้วเหตุใดถึงได้อมข้าวไว้อย่างนั้นกันเล่าไม่กลืนลงไปล่ะได้ติดคอตายทั้งคู่หรอก”
“อะ อื้ม”
ไป๋ฉางอวี้จ้องมองการกระทำของคนทั้งคู่ที่พยายามกลืนอาหารลงอย่างยากลำบากก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ความฉงนสงสัยทำให้นางรีบตักข้าวต้มกินทันที
เครื่องปรุงที่ได้มาจากระบบวิเศษของนางนั้นรสชาติยอดเยี่ยมอยู่แล้วแค่ใส่ลงไปโดยไม่ต้องใช้เครื่องเทศอื่นใดในยุคนี้ก็เป็นอันใช้ได้แล้ว แต่เหตุใดสองพ่อลูกนั่นถึงได้…
“พรู๊ด!”
-ตลาดจีนเมืองลั่วหนาน-ถนนในเมืองลั่วหนานทุกซอกทุกมุมในเวลานี้นั้นล้วนมีแต่เสียงจุดประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเมือง เทศกาลหยวนเซียวเวียนมาถึงอีกครั้งผู้คนในเมืองต่างก็ดูปรีติยินดี และพากันออกมาชื่นชมความงดงามของโคมไฟและลวดลายต่างๆ กันมากมายยิ่งนักกลุ่มเด็กน้อยก็กำลังวิ่งเล่นในตลาดเสียงหัวเราะของพวกเขาดังกึกก้องไปทั่ว เมื่อผ่านแผงขายขนมจีนโบราณนานาชนิดต่างก็หยุดแวะซื้อกันจนล้นมือ ขนมมากมายมากหน้าหลายตาเต็มแผงขายของไปหมดมีทั้งขนมถั่วแปบ ขนมเปี๊ยะและขนมทอดกรอบกลิ่นที่หอมหวานนั้นตลบอบอวลไปทั่วตลาด“ท่านแม่ข้าไปเรียนแล้วนะขอรับ”เหวินเซียวหยวนลูกชายเพียงคนเดียวของเหวินเซียวเย่และไป๋ฉางอวี้นั้นยืนทำแก้มป่องอยู่ตรงหน้าของนาง ท่าทางที่ดูมีความสุขเมื่อได้ออกไปร่ำเรียนกับเพื่อนๆ ทำให้ไป๋ฉางอวี้อดที่ยิ้มอย่างเอ็นดูให้เขาไม่ได้“ไปเถอะแต่เมื่อเช้าเจ้ากินข้าวเพียงนิดเดียวเอง เอาขนมนี่ติดตัวไปด้วยเผื่อจะหิว”“ขอบคุณขอรับท่านแม่”เหวินเซียวหยวนที่สะพายย่ามภายในบรรจุหนังสืออยู่ก็ยื่นมือไปรับเอาห่อขนมมาใส่ในย่ามของเขา ขนมที่ห
เหวินเซียวเย่ คือบุตรชายของหนึ่งในอนุใต้เท้าเว่ยผู้ที่หนีหายออกไปจากจวนเพราะถูกรองฮูหยินใส่ร้ายเรื่องคบชู้กับทหารในจวนทหารคนสนิทที่คอยอยู่เคียงข้างใต้เท้าเว่ยผู้นั้นถูกลงโทษโบยจนตายไป ก่อนหน้าที่จะรับโทษเขาได้วางแผนให้นางหนีออกไปจากจวนไม่ว่าใต้เท้าเว่ยจะออกตามหานางเท่าใดก็ไม่เคยได้พานพบกันอีกเลยฮูหยินเว่ยไม่คิดว่าบุตรชายที่เกิดจากสายเลือดที่แท้จริงของเขานั้นจะยังมีชีวิตอยู่ น่าเสียดายที่ใต้เท้าเว่ยไม่อาจพานพบเขาได้อีกแล้วลายปักผ้าที่ฮูหยินเว่ยยังคงทะนุถนอมมาจนถึงทุกวันนี้นั้นคือผ้าเช็ดหน้าที่มารดาของเหวินเซียวเย่เป็นคนทำขึ้นมา ลวดลายที่คล้ายคลึงกันกับของสามีไป๋ฉางอวี้เป็นเหตุให้นางโยงเรื่องราวทั้งหมดจนทั้งสองคนได้มาพบกันอีกครั้ง“ฮูหยินแม้ว่าข้าจะมีสายเลือดตระกูลเว่ยก็จริงแต่ว่าข้าก็เป็นเพียงบุตรของอนุเท่านั้นหาได้มีสิ่งใดเหมาะสมกับตระกูลของท่านไม่ ท่านได้โปรดอย่าใส่ใจข้าอีกเลยขอรับ”“พูดอะไรเช่นนั้นมารดาของเจ้าเว่ยอิงเป็นเหมือนน้องสาวของข้าหากว่าไม่มีนางข้าก็คงตรอมใจเรื่องอนุคนที่พ่อของเจ้ารับเข้าจวนมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว นางเป
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าในที่สุดนางก็มาอาศัยอยู่ในตัวเมืองได้หนึ่งเดือนเต็มๆ แล้ว ร้านค้าของนางแรกเริ่มขายเพียงสุราและอาหารเท่านั้น ส่วนกระเบื้องเคลือบเหล่านี้นางยังคงเก็บสะสมเอาไว้บนชั้นวางเพื่อเรียกความสนใจจากลูกค้าเท่านั้นยังไม่ได้เปิดขายจริงจังเสียทีเพราะงานในร้านที่มากมายจนในแต่ละวันแทบไม่มีเวลาพักทำเอานางลืมเรื่องนั้นไปเสียสนิท ปานรูปหัวใจในที่ลับของเหวินเซียวเย่!กลางดึกคืนนั้นไป๋ฉางอวี้ตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงตะกุกตะกักด้านล่างของร้านค้าแต่เมื่อหันไปมองด้านข้างของตนกลับพบเพียงความว่างเปล่า“ท่านพี่หายไปไหนนะ”ไป๋ฉางอวี้ที่คิดว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่อาจเป็นเสียงของผู้เป็นสามีนางจึงลุกจากเตียงนอน แต่ทันใดนั้นอาการวิงเวียนหน้ามืดก็ตีตื้นขึ้นมารู้สึกได้ว่าห้องของนางหมุนได้อาการหน้ามืดเช่นนี้ไม่ใช่ว่านางจะเป็นบ่อยๆ หรือเพราะนางทำงานหนักเกินไปงั้นหรือไป๋ฉางอวี้เลิกคิดฟุ้งซ่านก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากห้องนอนแล้วลงมาที่ชั้นล่างเมื่อมาถึงก็ต้องแปลกใจที่เครื่องเคลือบที่สั่งมาก่อนหน้านี้ถูกวางตั้งเอาไว้บนโต๊ะหลายหลายชิ้นที่สำคัญลวดลายเหล่านี้ไม่ใช่
“ในที่ลับของสามีท่านมีปานรูปหัวใจหรือไม่”“พรู๊ด!”“พ่อบ้านซือเหตุใดจึงถามเช่นนี้กันเล่า”ไป๋ฉางอวี้ตกใจจนถึงกับพ่นน้ำชาออกมาใบหน้าของนางแดงก่ำเพราะความเขินอาย‘มาถามเรื่องลับๆ แบบนี้ได้อย่างไรกันนะนางใช่ว่าจะเคยร่วมหอกับเขาเสียที่ไหนกันเล่า คนที่เคยๆ ทำเรื่องนั้นมันก็ภรรยาคนเก่าของเขานี่นาใช่นางเสียที่ไหนกัน’“ก็ท่านกับเขาเป็นสามีภรรยากันย่อมรู้เห็นทุกเรื่องของกันและกันอยู่แล้ว ก่อนหน้าข้าไม่กล้าถามแต่ในเมื่อท่านเป็นคนเริ่มข้าถึงได้กล้าถามออกมาอย่างไรเล่า”“คือว่า”“หืม”ไป๋ฉางอวี้มองหน้าอีกฝ่ายอย่างจนใจตั้งแต่ทะลุมิติมานางได้นอนร่วมเตียงกันกับเขาก็จริงแต่ได้เคยร่วมรักกันที่ไหนเล่ากลางดึกสงัดของคืนนี้ไป๋ฉางอวี้หยิบเอาน้ำหอมออกมาจากระบบวิเศษ น้ำหอมที่มีกลิ่นจางๆ แต่ทำให้เพศตรงข้ามต้องการบางอย่างจากตัวของสตรีได้‘ไม่เอาน่าข
“หุบปากน่า”“!”น้ำเสียงที่กำลังตวาดผู้เป็นน้องชายของเขานั้นทำเอาสองสตรีหันมาจ้องมองพวกเขาในทันที“มีอะไรหรือเจ้าคะ”“ไม่มีอะไร/ไม่มีอะไร”ทั้งคู่รีบตอบพวกนางพร้อมกันทันทีเมื่อเวลาล่วงเลยไปพอสมควรแล้วครอบครัวของเหวินเซียวเผยก็ขอตัวกลับไปเก็บของที่บ้านด้วยความรู้สึกตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก-เช้าวันถัดไป-รถม้าจากสกุลเว่ยเข้ามารับสุราจากบ้านของนางตั้งแต่เช้าตรู่ไป๋ฉางอวี้ที่ตกลงกับผู้เป็นสามีเรียบร้อยจึงฝากความไปถึงฮูหยินเว่ยว่าวันพรุ่งนี้เช้าทั้งครอบครัวจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองตามที่ได้ตกลงกันมาก่อนหน้านี้พ่อบ้านซือที่ได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่งรีบควบรถม้ากลับเข้าเมืองไปอย่างไว“ดีใจอะไรถึงเพียงนั้นกันนะ”ไป๋ฉางอวี้ที่ยืนส่งเขาอยู่หน้าประตูอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวให้คนแก่อย่างเขาคืนนั้นทั้งคืนนางนั่งเก็บของลงหีบเก่าๆ ความตื่นเต้นที่จะได้ย้ายบ้านทำเอานางนอนไม่หลับทั้งคืนเช้าวันนี้ขอบตาของนางจึงบวมเปล่งอย่
ไป๋ฉางอวี้ที่เดินตามสองแม่ลูกสกุลเว่ยมาจนถึงใจกลางของตัวเมืองลั่วหนานมาหยุดอยู่ตรงร้านค้าร้านหนึ่ง นางเงยหน้าขึ้นมองอาคารร้านค้าสองชั้นที่ตั้งตระหง่านตรงหน้าด้วยความรู้สึกทึ่งเล็กน้อยคุณชายใหญ่เว่ยผู้นี้มากด้วยสมบัติและรูปโฉมเสียจริงหากว่านางทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของสตรีที่ไม่มีพันธะใดๆ แล้วล่ะก็ไม่แน่นางอาจจะใช้เสน่ห์ของสตรีเกี้ยวของดูสักครั้งก็เป็นได้‘ไม่ได้สิรูปร่างหน้าตาของเขาคล้ายพี่ชายของนางเมื่อชาติที่แล้วเช่นนี้ จะไปคบหาเขาได้ลงคอได้อย่างไรกัน น่าขนลุกจะตายไป’“เจ้าเป็นอะไร”“เจ้าคะ”“ข้าเห็นเจ้าทำหน้าตาแปลกๆ”“เอ่อ คือว่าข้าคิดว่ามันใหญ่โตไปหรือไม่เจ้าคะคุณชาย”“ไม่หรอกนี่เหมาะสมแล้ว อยู่ใจกลางเมืองทั้งยังมีข้าวของที่เหมาะกับการค้าที่เจ้าตั้งใจจะทำอีกด้วย”“จริงหรือเจ้าคะ”“เดิมทีร้านนี้คือร้านขายอาหารน่ะแต่เจ้าของย้ายออกไปอยู่ในเมืองหลวงจึงทิ้งร้างเอาไว้ ข้าจึงได้รับซื้อเอาไว้ไปดูข้างในกันเถอะ”“เจ้าค่ะ”นางเดินตามฮูหยินและคุณชายเว่ยเข้าไปด้านในร้าน ภายในถูกตกแต่งเอาไว้อย่างงดงามทางเด







