Masuk“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”
เสียงเรียกของเด็กชายปลุกให้ไป๋ฉางอวี้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝันนั้น เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจกับสภาพของมารดาที่น่ากลัวอย่างยิ่ง
ในความฝันนั้นประโยคสุดท้ายของมารดาที่เอ่ยออกมาหมายความว่าอย่างไรกันนะหรือที่เธอมาโผล่ที่นี่เพราะสวรรค์ส่งมางั้นหรือ
“อะ อาหยวนเสียงดังแต่เช้าเชียวมีอะไรหรือ”
“ท่านแม่ต่างหากเล่าขอรับเป็นอะไรไปฝันร้ายอีกหรือ เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านแม่ร้องจึงรีบวิ่งมาดู”
“ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่”
ไป๋ฉางอวี้หันไปมองด้านข้างก็ไม่พบผู้เป็นสามีเสียแล้ว
“หายไปไหนแล้วล่ะ”
“อะไรหรือขอรับ”
“ท่านพ่อของเจ้าไปไหนแล้ว”
“ท่านพ่อเข้าครัวไปทำอาหารเช้าแล้วขอรับ”
“แต่เช้าเลยหรือ”
“อื้ม”
เหวินเซียวหยวนพยักหน้าให้นาง ก่อนจะใช้มือน้อยๆ อิงที่หน้าผากของนางเบาๆ
“ก็ไม่ได้ตัวร้อนนี่นา”
“ข้าสบายดีเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
‘ไม่หรอกฝันดีต่างหาก ได้เห็นแม่เห็นพี่ชายอย่างที่เคยหวังเอาไว้แม้จะเป็นแค่ในความฝันแค่นี้ก็ดีแล้ว’
ไป๋ฉางอวี้ยิ้มกับตนเองแต่เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ก็ถึงกับอุทานด้วยความตกใจขึ้นมาอีกครั้ง
“แม่เจ้า!”
“อะไรหรือขอรับ”
“ข้าลืมไปเสียสนิทเลยว่าจะเข้าเมือง”
“ท่านแม่จะไปทำไมกัน”
“อาหยวนไม่มีเวลาแล้วเจ้าออกไปรอข้างนอกก่อนนะข้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อย”
“เอ่อก็ได้ขอรับ”
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้นางตั้งใจที่จะเดินทางเข้าเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ ร่างกายที่ไม่เคยชินกับการนอนตื่นเช้าๆ จึงพลาดโอกาสนั้นไปจนได้
‘สายถึงเพียงนี้แล้วจะถึงตัวเมืองตอนไหนกันล่ะเนี่ย’
ขณะที่นางกำลังเลือกเสื้อผ้าอยู่นั้นก็เห็นกล่องๆ หนึ่งถูกวางเอาไว้้ด้านในสุดของตู้เสื้อผ้าเก่าๆ นั้น ตู้ใบนี้ยังคงสภาพดีที่สุดในบ้านนางจึงไม่ได้เปลี่ยนตู้ใหม่อีกทั้งตอนที่ทำความสะอาดเมื่อวานนั้นก็ไม่ได้ข้าวของหรือเสื้อผ้าของเจ้าของร่างนี้ออกมาจัดใหม่แต่อย่างใดทำให้ไม่เห็นกล่องใบนี้ที่ตั้งอยู่ด้านในสุดนั่นเอง
‘กล่องอะไรกันเหตุใดถึงวางไว้ทั้งยังปกปิดมิดชิดเช่นนั้นอย่างกับแอบซ่อนอะไรเอาไว้อย่างนั้นล่ะ’
เพราะความเคยชินที่ไม่แตะต้องของๆ ใครเลยสักครั้งจึงละความสนใจไปแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่คือตู้เสื้อผ้าของไป๋ฉางอวี้เจ้าของร่างที่นางเข้ามาอาศัยอยู่นี้ก็ทำให้นางต้องหันกลับไปมองมันอีกครั้ง
“ในเมื่อมันน่าจะเป็นของๆ เจ้าเช่นนั้นก็ขอดูหน่อยแล้วกันนะ”
ไป๋ฉางอวี้ยื่นมือไปหยิบเอากล่องนั้นมาเปิดดูเมื่อเปิดฝาออกก็เป็นต้องตกใจกับของที่อยู่ด้านใน
“พระเจ้า! นางมีเงินมากมายเช่นนี้เลยหรือ แล้วเหตุใดถึงปล่อยให้สามีและลูกชายของตนเองลำบากเช่นนั้นกันเล่าไป๋ฉางอวี้ผู้นี้เป็นคนอย่างไรกันแน่นะ”
เมื่อคิดไม่ตกกับสิ่งที่พบเห็นนางจึงปิดกล่องแล้วนำกลับไปไว้ตามเดิม สองคนนั้นไม่รู้แน่หรือว่านางแอบซ่อนเงินเอาไว้ แล้วซ่อนเอาไว้ทำไมกันทั้งๆ ที่ครอบครัวลำบากเช่นนี้เหตุใดไม่เอาเงินที่มีอยู่มาจุนเจือช่วยเหลือกันนางทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรนะ
“ท่านแม่บอกว่าจะทิ้งพวกเราไป”
“อะไรนะ”
“ข้าได้ยินท่านแม่ทะเลาะกับท่านพ่อบอกว่าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว จะทิ้งพวกเราสองคนไปขอรับ”
อยู่ๆ ในหัวก็มีเสียงๆ หนึ่งดังแว่วออกมา เสียงของบุตรชายของเจ้าของร่างที่เคยบอกนางเอาไว้ว่าทั้งสองทะเลาะกัน
“หรือว่าเงินนี้คือเงินที่นางตั้งใจเก็บเอาไว้เพื่อหนีสองพ่อลูกนั่นไปงั้นหรือ หนีไปสุขสบายลำพังแล้วทิ้งสองคนนี้เอาไว้ช่างเป็นคนร้ายกาจเสียจริง”
นางหันซ้ายมองขวาเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่พบผู้ใดจึงเปิดระบบวิเศษขึ้นมาอีกครั้ง ช่องเก็บของวิเศษในแต่ละช่องมีปริมาณมากพอที่จะเก็บของกินของใช้ได้ทั้งปีเลยก็ว่าได้
“วิเศษเสียจริง”
ไป๋ฉางอี้เลือกไวน์องุ่นจากร้านค้าของนางเองออกมาจากระบบวิเศษ แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในยุคโบราณเช่นนี้ไม่น่าจะมีขวดใส่สุราเช่นนี้เป็นแน่
“คงต้องหาขวดอันใหม่ใส่แทนขวดแก้วนี้แล้วล่ะ”
นางเลือกไหดินเผาที่ถูกเคลือบเรียบร้อยแล้วอกกมาสองสามไหก่อนจะรีบเทไวน์ลงในไหจนเกือบเต็มทั้งสามไห
ขณะที่เปลี่ยนถ่ายของเหลวเหล่านั้นลงในไหก็รู้สึกเปรี้ยวปากขึ้นมาทันใด ในยุคที่จากมานางได้ฉายาเมรีขี้เมาเลยก็ว่าได้
‘กินนิดกินหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกกระมัง’ นางยิ้มก่อนจะยกไวน์ที่เหลือเพียงก้นขวดขึ้นมาดื่มจนจนหมดเกลี้ยง
“อ๊าย! รสชาติใช้ได้เลยนะเนี่ย น่าเสียดายจังขอกินอีกหน่อยได้ไหมนะ”
“ไม่ๆๆๆ กลับมาก็ยังมีเวลากินอีกเยอะตอนนี้ต้องรีบเข้าเมือง ไป๋ฉางอวี้เจ้าต้องรีบเข้าเมือง”
นางตบไปที่ใบหน้าของตนเองเพื่อเรียกสติกลับคืนมาอีกครั้งก่อนจะนำไหที่บรรจุไวน์รสเลิศนั้นใส่ลงไปในตระกร้าแล้วนำขึ้นมาสะพายที่ด้านหลังเพื่อเดินทางเข้าไปขายในตัวเมือง
แม้ระบบร้านค้าที่นางมีในยุคที่จากมาจะมีสินค้ามากมายเหลือล้นสุราและไวน์ดีๆ มีขายกันเกลื่อนการแข่งขันสูงราคาจึงถูกลงแต่เมื่อสินค้าเหล่านั้นมาอยู่ในยุคนี้แล้วกลับตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ไวน์องุ่นธรรมดาๆ ในยุคนั้นแต่กับล้ำค่าในยุคนี้
“ท่านแม่จะไปแล้วหรือขอรับ”
“ใช่แล้วเจ้าดูแลท่านพ่อให้ดีเข้าใจหรือไม่”
“แค่เข้าเมืองหรือขอรับ”
“ก็ไปซื้อของกินของใช้ เจ้าก็รู้ว่าในบ้านของแทบจะไม่มีเหลือแล้ว จริงหรือไม่”
เด็กชายพยักหน้าเล็กน้อย
“ข้าจะไปส่งท่านแม่”
“ไม่ต้องหรอกน่า ว่าแต่ทางเข้าเมืองไปทางไหนงั้นหรือ”
“เอ๋ ท่านแม่จำไม่ได้แล้วหรือขอรับ”
“คือว่า ข้าสับสนนิดหน่อยน่ะ”
“ไปทางนั้นเดินตรงไปอย่างเดียวเส้นทางเข้าเมืองประมาณยี่สิบลี้ได้ขอรับ”
“ยะ ยี่สิบลี้นี่มันไกลมากหรือไม่นะ”
“ก็ยี่สิบลี้น่ะขอรับ เหมือนเดินจากบ้านของเราไปทางแยกนั่นก็ราวๆ หนึ่งร้อยรอบเห็นจะได้”
“อะ อะไรนะ”
‘ได้ยินแล้วรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาทันทีเลยจริงๆ’
“แล้วชาวบ้านที่นี่เดินเข้าเมืองกันทุกคนเลยงั้นหรือ”
“ไม่ทุกคนหรอกขอรับ บางคนก็เดินเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเกวียนวัวหรือเช่ารถม้า”
“เช่ารถม้า?”
“บ้านตรงหัวมุมถนนจะมีคนที่ปล่อยให้เช่ารถม้าและยังมีเกวียนวัวอีกด้วยเพียงแต่ต้องรอคนเต็มจึงจะเดินทางขอรับ”
“แบบนั้นก็ยิ่งช้าไปอีกน่ะสิ”
“หากข้าโตกว่านี้ท่านแม่คงไม่ต้องลำบากเช่นนี้”
“พูดอะไรแบบนั้นเล่าตอนนี้เจ้าก็ช่วยข้าได้ เข้าไปในบ้านแล้วดูแลท่านพ่อแทนข้าเข้าใจหรือไม่”
“ก็ได้ขอรับ”
ไป๋ฉางอวี้ส่งยิ้มให้เขา อาหยวนยิ้มรับก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านด้วยท่วงท่าที่ดูมีความสุขยิ่งนัก
‘ยังดีที่มีเงินที่เจ้าของร่างแอบซ่อนเอาไว้ไม่เช่นนั้นคงไม่พ้นที่จะต้องเดินด้วยขาของตนเองอย่างแน่นอน’
‘แม้จะไม่ได้ทำเองก็เถอะ’“อีกอย่างส่วนผสมไม่ใช่น้อยๆ หาได้ยากจากยุค…เอ่อ ข้าหมายถึงในใต้หล้านี้จะหาสุราที่กลิ่นและรสชาติดีได้เท่าข้าอีกหรือ สามตำลึงน้อยไปหรือไม่”“เอ่อ เช่นนั้นก็สี่ตำลึงข้าให้เจ้าสี่ตำลึง”ขณะที่ทั้งสองกำลังต่อรองราคากันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นมากลางวงสนทนานั้น“เฮอะ เถ้าแก่เหอร้านเหล้าของเจ้าชอบกดขี่ราคากับชาวบ้านตาดำๆ เช่นนี้เองหรอกหรือ ก่อนหน้าข้าเคยได้ยินมาบ้างไม่คิดว่าจะเป็นความจริง”“ฮูหยินเว่ย!”“ใช่ข้าเองสุราที่นางนำมาแค่เพียงได้กลิ่นที่โชยมานั่นก็รู้แล้วว่าเป็นของล้ำค่ายิ่ง”“ฮูหยินปราดเปรื่องยิ่งนักเจ้าค่ะ”“เจ้ารินมาให้ข้าลิ้มรสสักนิดสิ ข้าจะบอกราคาที่เหมาะสมได้”“ได้เจ้าค่ะฮูหยิน”“หรือท่านไม่พอใจที่ข้าเข้ามาขัดขวางการเจรจาทำการค้าของท่านหรือ”“มะ ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกขอรับฮูหยิน”ไป๋ฉางอวี้ละความสนใจจากตาแก่ขี้เหนียวนั้นก่อนจะรินไวน์ลงในจอกเหล้าเล็กๆ ที่นางเตรียมมาด้วย ฮูหยินเว่ยรับไปก่อนจะยกสุราในจอกขึ้นดื่มทีละนิดความหวานกลมกล่อมและรสชาติสุราที่กลั้วคอลงไปนั้นทำเอานางสดชื่นขึ้นมาทันใด“นี่มันไม่ใช่สุราธรรมดาแล้วกระมังนี่เป็นสุรารสเลิศแล้ว
‘ยังดีที่มีเงินที่เจ้าของร่างแอบซ่อนเอาไว้ไม่เช่นนั้นคงไม่พ้นที่จะต้องเดินด้วยขาของตนเองอย่างแน่นอน’“เหตุใดถึงต้องมาอยู่ที่นี่กันนะลำบากลำบนอะไรเช่นนี้ ชาติที่แล้วแม้จะสบายกายแต่ไม่สบายใจแต่เหตุใดมีโอกาสได้มาเกิดใหม่ทั้งทีทำไมถึงไม่ส่งข้าไปเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดีกว่านี้กันเล่าสบายใจแต่ลำบากกายอะไรเช่นนี้ เฮ้อ…”ไป๋ฉางอวี้ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันกลับไปมองตัวบ้านที่เก่าซอมซ่อหลังนั้น“เอาว่ะสู้ตาย!”นางเดินเท้าไปที่หัวมุมถนนก็พบกับลานกว้างที่มีทั้งรถม้าและเกวียนวัวอีกหลายคัน นอกจากนั้นยังมีลาอีกหลายตัวรวมอยู่ด้วย“อ้าวฮูหยินเหวินออกมาแต่เช้าเช่นนี้วันนี้จะไปที่ใดงั้นหรือ”“ข้าจะเข้าเมืองเสียหน่อยน่ะเจ้าคะ”“เชิญขึ้นรถม้าดีกว่า ข้าคิดราคากันเองห้าร้อยอีแปะเท่านั้น”“นี่ราคากันเองยังห้าร้อยอีแปะแล้วหากว่าเป็นคนอื่นเล่าเจ้าคะ”“ก็หากว่าเจ้าไม่อยากจ่ายข้าก็ยินดีรับเลี้ยงเจ้านะ ฮูหยิน” เสียงของบุรุษผ
“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”เสียงเรียกของเด็กชายปลุกให้ไป๋ฉางอวี้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝันนั้น เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจกับสภาพของมารดาที่น่ากลัวอย่างยิ่งในความฝันนั้นประโยคสุดท้ายของมารดาที่เอ่ยออกมาหมายความว่าอย่างไรกันนะหรือที่เธอมาโผล่ที่นี่เพราะสวรรค์ส่งมางั้นหรือ“อะ อาหยวนเสียงดังแต่เช้าเชียวมีอะไรหรือ”“ท่านแม่ต่างหากเล่าขอรับเป็นอะไรไปฝันร้ายอีกหรือ เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านแม่ร้องจึงรีบวิ่งมาดู”“ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองด้านข้างก็ไม่พบผู้เป็นสามีเสียแล้ว“หายไปไหนแล้วล่ะ”“อะไรหรือขอรับ”“ท่านพ่อของเจ้าไปไหนแล้ว”“ท่านพ่อเข้าครัวไปทำอาหารเช้าแล้วขอรับ”“แต่เช้าเลยหรือ”“อื้ม”เหวินเซียวหยวนพยักหน้าให้นาง ก่อนจะใช้มือน้อยๆ อิงที่หน้าผากของนางเบาๆ“ก็ไม่ได้ตัวร้อนนี่นา”“ข้าสบายดีเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
"ว้าว! นี่มันอะไรกันเนี่ย"เด็กน้อยเดินสำรวจห้องนอนไปจนทั่วก่อนจะหันไปมองผู้เป็นมารดาที่เดินตามหลังมาติดๆ “ท่านแม่ เหตุใดห้องของท่านถึงได้งดงามเช่นนี้กันเล่าขอรับ”“ห้องของข้าคนเดียวที่ไหนกันเล่า ของพวกเจ้าด้วย”อาหยวนวิ่งไปรอบๆ ทั้งตะเกียงน้ำมันที่มีเทียนสีขาวสลับแดงสดใส ผ้าม่านที่พริ้วไหวไปมากลิ่นหอมสะอาดของเครื่องเรือนที่แปลกตาไปทำให้เด็กน้อยจับจ้องไม่วางตา“เจ้าดีใจอะไรหรืออาหยวน”เหวินเซียวเย่ที่มองไม่เห็นแต่กลิ่นหอมที่ลอยโชยมาแตะจมูกก็รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดเลยก็ว่าได้รวมทั้งคนที่ฉุดเขาเข้ามาในห้องนี้อีกด้วย“ท่านแม่ทำห้องนอนใหม่สวยงามมากเลยขอรับท่านพ่อ”“อาหยวนเลิกพูดแล้วขึ้นไปนอนได้แล้ว”“ขอร้าบบบ”เด็กชายพยักหน้าก่อนจะค่อยๆ ถอดรองเท้าที่ได้รับมาใหม่หนึ่งคู่แล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนหนานุ่มนั้น“โอ้โห! ฟูกนอนนุ่มมากเลยขอรับท่านแม่”“นุ่มก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ข้าซักตากแดดมาใหม่ๆ ไม่แปลกที่นุ่มฟูเช่นนี้ท่านพี่ขึ้นมานอนได้แล้วเจ้าค่ะ”“อืม”ชายหนุ่มแม้จะแปลกใจไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ถามสิ่งใดออกไปแม้เพียงนิด เขาก้าวเท้าไปใกล้ๆ ขอบเตียงก่อนจะถอดรอง
“พรู๊ด!”ไป๋ฉางอวี้ที่ตักข้าวต้มใส่ปากไม่ทันได้เคี้ยวเป็นต้องรีบคายออกมาอย่างรวดเร็ว“อะ อะไรเนี่ย”“ท่านแม่ข้าว่าต่อไปให้ท่านพ่อทำอาหารเถอะนะขอรับ”“ก็ข้าแค่…ละ แล้วเหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงไม่ยอมบอกข้ามาตรงๆ กันเล่า”“ก็พวกเรา”“ไม่เป็นไรหรอกน่าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว”“พอเถอะข้าจะไปทำให้ใหม่”“ไม่เป็นไรๆ เชื่อข้าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว บ้านของเราแต่ก่อนก็กินแบบนี้น้ำเยอะหน่อยข้าวเพียงก้นชามก็อร่อยแล้ว”ไป๋ฉางอวี้มองผู้เป็นสามีที่เติมน้ำลงไปทีละนิดโดยมีเหวินเซียวหยวนบุตรชายคอยเตือนระดับการเติมน้ำอย่างรู้งาน‘ช่างน่าเอ็นดูอะไรเช่นนี้’“เอาล่ะกินได้แล้ว”“อืม”เหวินเซียวเย่พูดออกมาก่อนจะตักข้าวต้มกินจนแทบจะเกลี้ยงชาม นางยิ้มให้เขาก่อนจะเอ่ยไปว่า“เอาไว้วันหลังท่านก็สอนข้าทำอาหารบ้างสิเจ้าคะจะได้แบ่งเบาภาระของท่านด้วย”“ให้ข้าทำเหมือนเดิมน่ะดีแล้วจะได้ไม่ว่างเกิน”‘กลัวกินฝีมือของข้าไม่ได้ล่ะสิ เฮ้อ…มีเครื่องปรุงรสเลิศทั้งทีแต่เหตุใดถึงไม่มีปัญญาทำให้มันอร่อยเหมือนคนอื่นเขากันนะ แล้วแบบนี้จะเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้อย่างไรกันเล่า’“เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านพูดเถอะข้าเองก็ไม
“เพล้ง!”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองตามเสียงนั้นก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านด้วยความรวดเร็วเมื่อเข้ามาถึงก็พบกับเศษกระเบื้องเคลือบที่แตกกระจายตามพื้นห้องกับหนึ่งบุรุษและอีกหนึ่งเด็กน้อยที่กำลังก้มเก็บเศษของมันอยู่นั่นเอง“พวกเจ้าทำอะไรกัน”“ท่านแม่!”“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะหากถูกเศษกระเบื้องบาดมือเข้าจะทำอย่างไร”นางเข้าไปดึงตัวเด็กน้อยให้ถอยห่างออกจากบริเวณนั้นก่อนจะยึดเศษกระเบื้องมาถือเอาไว้ หันกลับไปมองบุรุษผู้เป็นสามีของเจ้าของร่างที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นห้องไม่พูดไม่จา ไม่มองหน้านางเลยสักเพียงนิดความฉุนเฉียวที่เห็นเขาไม่ระวังใดๆ ทั้งยังปล่อยให้ลูกชายมาเก็บเศษพวกนี้หากบาดมือเข้าจะทำอย่างไร ปากที่กำลังจะก่นด่าแต่เหมือนนางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเขานั้นตาบอดอยู่! ความร้อนรุ่มภายในอกก็เริ่มทุเลาลงทีละนิด“แล้วท่านไม่ได้ยินที่ข้าสั่งงั้นหรือ”“ข้า…”“ลุกขึ้นมาได้แล้วๆ ก็ช่วยถอยออกไปจากตรงนี้ ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ของท่านเดี๋ยวนี้”“แต่ว่าข้าจะเก็บเศษกระเบื้องพวกนี้”“ท่านมองไม่เห็นไม่ใช่หรือแล้วจะเก็บอย่างไรหมด”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็เม้มปากเอาไว้แน่นดวงตาของเขาดูเหมือนจะแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยอาจจะเพ







