Masuk‘ยังดีที่มีเงินที่เจ้าของร่างแอบซ่อนเอาไว้ไม่เช่นนั้นคงไม่พ้นที่จะต้องเดินด้วยขาของตนเองอย่างแน่นอน’
“เหตุใดถึงต้องมาอยู่ที่นี่กันนะลำบากลำบนอะไรเช่นนี้ ชาติที่แล้วแม้จะสบายกายแต่ไม่สบายใจแต่เหตุใดมีโอกาสได้มาเกิดใหม่ทั้งทีทำไมถึงไม่ส่งข้าไปเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดีกว่านี้กันเล่าสบายใจแต่ลำบากกายอะไรเช่นนี้ เฮ้อ…”
ไป๋ฉางอวี้ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันกลับไปมองตัวบ้านที่เก่าซอมซ่อหลังนั้น
“เอาว่ะสู้ตาย!”
นางเดินเท้าไปที่หัวมุมถนนก็พบกับลานกว้างที่มีทั้งรถม้าและเกวียนวัวอีกหลายคัน นอกจากนั้นยังมีลาอีกหลายตัวรวมอยู่ด้วย
“อ้าวฮูหยินเหวินออกมาแต่เช้าเช่นนี้วันนี้จะไปที่ใดงั้นหรือ”
“ข้าจะเข้าเมืองเสียหน่อยน่ะเจ้าคะ”
“เชิญขึ้นรถม้าดีกว่า ข้าคิดราคากันเองห้าร้อยอีแปะเท่านั้น”
“นี่ราคากันเองยังห้าร้อยอีแปะแล้วหากว่าเป็นคนอื่นเล่าเจ้าคะ”
“ก็หากว่าเจ้าไม่อยากจ่ายข้าก็ยินดีรับเลี้ยงเจ้านะ ฮูหยิน” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขัดขึ้นมา เมื่อหันไปมองก็พบกับคนบุรุษรูปร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งที่กำลังนั่งนับเงินอยู่เขาเงยหน้าขึ้นมาฉีกยิ้มให้นาง
‘นะ น่ากลัวมาก’
“ข้าไม่ขอคิดสั้น”
“นี่เจ้า!”
“เลิกพูดได้แล้วข้าจ่ายหนึ่งตำลึงสำหรับรถม้าของท่าน”
นางยื่นตำลึงเงินไปต่อหน้าชายผู้นั้น เขารับไปด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นเงินก็ยิ้มออกมาทันที
“ไม่คิดว่าเจ้าจะมีเงินเยอะเพียงนี้ แล้วเหตุใดถึงได้ปล่อยให้สามีกับลูกลำบากถึงเพียงนั้นเล่า”
“เรื่องในครอบครัวของข้า ท่านไม่ควรสอดมือ”
ก่อนที่จะได้ทะเลาะกันไป๋ฉางอวี้ก็รีบเดินไปขึ้นรถม้าที่มีสารถียืนคอยบริการอยู่
‘คนแบบนี้น่าสนทนาด้วยที่ไหนกัน น่าเกลียดเสียจริง’
เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านเฟิ่งหวงก็เห็นบรรยากาศสองข้างทางที่มีต้นไม้และบ้านเรือนของผู้คนที่ปะปนกันไป
‘เป็นธรรมชาติที่งดงามยิ่งนักแม้จะเป็นชนบทแต่ก็น่าอยู่ไม่น้อยเลย’
ระยะทางเข้าไปในตัวเมืองน่าจะประมาณยี่สิบลี้ (สิบกิโลเมตร) ได้ หากว่าต้องเดินด้วยขาของตนเองคงใช้เวลาหลายชั่วยามซึ่งไม่รู้เลยว่าจะกลับถึงบ้านมืดค่ำเพียงใด นางกำถุงเงินที่เจ้าของร่างซ่อนเอาไว้แน่น
‘แม้จะเลือกที่เกิดใหม่ไม่ได้แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีหลงเหลืออยู่บ้างก็พอแล้วกระมัง’
-เมืองลั่วหนาน-
ไป๋ฉางอวี้ลงจากรถม้าเฝ้ามองบรรยากาศในตัวเมืองที่ครึกครื้นต่างจากหมู่บ้านที่นางอาศัยอยู่อย่างมาก
บรรยากาศยามเช้าในตลาดตัวเมืองนั้นดูคึกคักเป็นอย่างมากแผงขายของของพ่อค้าแม่ค้าต่างก็ถูกวางเรียงรายเต็มทั้งสองข้างทาง
เพราะนางออกเดินทางช้าเกินไปทำให้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาในเวลานี้นั้นเริ่มแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แสงแดดนั้นสาดส่องไปยังใบหน้าขาวนวลของนางจนเริ่มมีสีแดงระเรื่อจากการถูกไอแดดแผดเผาขึ้นมาทีละนิด
ข้ามมิติมาในครั้งนี้นางไม่รู้ความเป็นมาของบ้านเมืองไม่รู้ทิศทางร้านรวงต่างๆ ครั้งชนจะถามไถ่ผู้คนก็ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจนางเลยสักคน ไป๋ฉางอวี้จำต้องนั่งลงพักอยู่ตรงใต้ต้นไม้ใหญ่ได้เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงของใครบางคนดังขึ้นด้านหลังของนาง
“แม่นางมานั่งทำอะไรตรงนี้หรือ ไม่สบายหรือไม่”
ใบหน้าของนางเวลานี้นั้นขาวซีดยิ่งนัก
“ขะ ข้าคอแห้งนิดหน่อยน่ะเจ้าค่ะ”
‘ก็แค่รีบเกินจนลืมเอาน้ำมากินด้วยเท่านั้นเอง ก่อนหน้านี้ก็กลั้วคอด้วยไวน์แดงไปแต่ลืมกินน้ำลงไปด้วยคอจึงแห้งเล็กน้อย’
“คอแห้งงั้นหรือ เอาน้ำของข้าไปกินก่อนดีหรือไม่”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านป้า วันนี้แดดแรงยิ่งนักเลยนะเจ้าคะ”
“ก็จริงแดดแรงเสียจนข้ามองอะไรๆ ไม่ค่อยชัดเลย”
สตรีสูงวัยผู้นั้นเงยหน้าขึ้นจากนางก่อนจะจ้องมองไปยังถนนด้านหน้าภาพที่ลางเรือนทำเอานางต้องขยี้ตาของตนเองไปมา ไป๋ฉางอวี้มองการกระทำนั้นเงียบๆ
“ว่าแต่เจ้าตัวเล็กเพียงนี้แบกอะไรมาเยอะแยะกันหรือ”
“คือว่าข้ากำลังตามหาร้านน้ำชาหรือไม่ก็ร้านเหล้าอยู่น่ะเจ้าค่ะไม่รู้ว่าท่านป้าพอจะบอกทางข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
“เอ๋ ร้านเหล้างั้นหรือ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านป้าพอจะบอกทางข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
“เดินตรงไปข้างหน้าแล้วเลี้ยวซ้ายเดินไปอีกสิบก้าวจะถึงตรอกเตาถานร้านจะอยู่ฝั่งขวามือน่ะ”
“ขอบคุณนะเจ้าคะท่านป้า”
“ข้าแซ่เว่ย หากวันหลังพบกันก็เรียกข้าว่าป้าเว่ยก็แล้วกันนะ”
“เจ้าค่ะ ส่วนข้าแซ่เอ่อ….”
“หืม”
“ข้าแซ่ไป๋ ไป๋ฉางอวี้เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นไว้พบกันใหม่นะฉางอวี้”
สตรีผู้นั้นยิ้มให้นางก่อนจะค่อยๆ เดินตรงไปข้าวหน้าทีละก้าวโดยมีหญิงสาวคนหนึ่งที่คอยติดตามนางมาด้วยคอยพยุงอีกที นางเดินไปพร้อมๆ กับขยี้ตาไปด้วยดูแล้วน่าจะลำบากในการเดินทางอย่างยิ่ง
ไป๋ฉางอวี้หันซ้ายมองขวาก่อนจะแอบหลังต้นไม้แล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากระบบวิเศษแล้วรีบวิ่งตามนางไปด้วยความรวดเร็ว
“ท่านป้าเจ้าคะ”
“มีอะไรหรือ หรือว่าจำที่ข้าบอกทางไม่ได้เสียแล้ว”
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ คือว่าข้าเห็นท่านขยี้ตาเช่นนั้นอาจจะทำให้ดวงตาของท่านระคายไม่น้อยเลย ท่านลองเอาสิ่งนี้ไปใช้ดูสิเจ้าคะ”
“นี่อะไรหรือ”
“มันคือแว่นตาเจ้าค่ะ”
“วะ แว่นอะไรนะ”
“ใช้ทำอย่างนี้อย่างไรเล่าเจ้าคะ”
ไป๋ฉางอวี้สวมแว่นตาที่หยิบออกมาจากระบบวิเศษให้นาง
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ดีขึ้นหรือไม่”
“นี่ นี่มันของวิเศษมาจากที่ไหนกันข้าตาฝาดไปหรือไม่เหตุใดมันถึงได้ชัดแจ๋วเหมือนตอนที่ข้ายังเป็นสาวๆ อยู่เล่า”
“ท่านป้าก็กล่าวเกินไปแต่ก็นั่นล่ะเจ้าค่ะของสิ่งนี้เป็นของที่ข้า เอ่อ ข้าเก็บได้ครั้งตอนที่ไปรับสินค้าที่ท่าเรือน่ะเจ้าคะ”
“งั้นหรือช่างวิเศษเสียจริง”
สตรีสูงวัยผู้นั้นเอาแต่จับจ้องและลูบแว่นตาที่ไป๋ฉางอวี้มอบให้อย่างทะนุถนอม
“จะว่าไปแล้วที่ที่เจ้าจะไปน่ะต้องระวังพวกขี้เมาด้วยรู้หรือไม่”
“ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะท่านป้า ขอบคุณท่านป้ามากนะเจ้าคะ”
นางพยักหน้าให้ก่อนจะปลีกตัวเดินจากไปลำพังท่ามกลางผู้คนที่เดินไปมามากมาย
“เป็นสตรีตัวคนเดียวนางจะไปที่ร้านเหล้าทำไมกันเจ้าคะฮูหยิน”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ตามไปดีกว่า”
“อ้าว ฮูหยินแต่ว่า”
“ไปเถอะน่า”
ฮูหยินเว่ยแอบตามไป๋ฉางอวี้ไปยังตรอกเตาถานเมื่อมาถึงร้านเหล้าที่แนะนำนางไปก็เห็นว่าไป๋ฉางอวี้กำลังสนทนากับเถ้าแก่เจ้าของร้านอยู่ แววตาและท่าทางที่เถ้าแก่แสดงออกมานั้นดูเหมือนได้พบของล้ำค่าอย่างยิ่ง
“รสชาติยอดเยี่ยมเสียจริง แม่นางเจ้าหมักสุรานี้ด้วยตนเองงั้นหรือ”
“แน่นอนสิเจ้าคะข้านำมาวันนี้สามไหเลยนะและที่บ้านของข้ายังมีอีกเยอะเลย”
“แต่ว่าที่ร้านของข้านั้นมีพ่อค้าแม่ค้าที่นำของพวกนี้มาขายมากมายนัก ข้าให้เจ้าได้เพียงแค่ไหละสามตำลึงเท่านั้น”
“สามตำลึงงั้นหรือ บ้าไปแล้วสุรานี้กว่าจะหมักออกมาได้ต้องใช้เวลานานนับปีเลยนะเจ้าคะ”
‘แม้จะไม่ได้ทำเองก็เถอะ’
‘แม้จะไม่ได้ทำเองก็เถอะ’“อีกอย่างส่วนผสมไม่ใช่น้อยๆ หาได้ยากจากยุค…เอ่อ ข้าหมายถึงในใต้หล้านี้จะหาสุราที่กลิ่นและรสชาติดีได้เท่าข้าอีกหรือ สามตำลึงน้อยไปหรือไม่”“เอ่อ เช่นนั้นก็สี่ตำลึงข้าให้เจ้าสี่ตำลึง”ขณะที่ทั้งสองกำลังต่อรองราคากันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นมากลางวงสนทนานั้น“เฮอะ เถ้าแก่เหอร้านเหล้าของเจ้าชอบกดขี่ราคากับชาวบ้านตาดำๆ เช่นนี้เองหรอกหรือ ก่อนหน้าข้าเคยได้ยินมาบ้างไม่คิดว่าจะเป็นความจริง”“ฮูหยินเว่ย!”“ใช่ข้าเองสุราที่นางนำมาแค่เพียงได้กลิ่นที่โชยมานั่นก็รู้แล้วว่าเป็นของล้ำค่ายิ่ง”“ฮูหยินปราดเปรื่องยิ่งนักเจ้าค่ะ”“เจ้ารินมาให้ข้าลิ้มรสสักนิดสิ ข้าจะบอกราคาที่เหมาะสมได้”“ได้เจ้าค่ะฮูหยิน”“หรือท่านไม่พอใจที่ข้าเข้ามาขัดขวางการเจรจาทำการค้าของท่านหรือ”“มะ ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกขอรับฮูหยิน”ไป๋ฉางอวี้ละความสนใจจากตาแก่ขี้เหนียวนั้นก่อนจะรินไวน์ลงในจอกเหล้าเล็กๆ ที่นางเตรียมมาด้วย ฮูหยินเว่ยรับไปก่อนจะยกสุราในจอกขึ้นดื่มทีละนิดความหวานกลมกล่อมและรสชาติสุราที่กลั้วคอลงไปนั้นทำเอานางสดชื่นขึ้นมาทันใด“นี่มันไม่ใช่สุราธรรมดาแล้วกระมังนี่เป็นสุรารสเลิศแล้ว
‘ยังดีที่มีเงินที่เจ้าของร่างแอบซ่อนเอาไว้ไม่เช่นนั้นคงไม่พ้นที่จะต้องเดินด้วยขาของตนเองอย่างแน่นอน’“เหตุใดถึงต้องมาอยู่ที่นี่กันนะลำบากลำบนอะไรเช่นนี้ ชาติที่แล้วแม้จะสบายกายแต่ไม่สบายใจแต่เหตุใดมีโอกาสได้มาเกิดใหม่ทั้งทีทำไมถึงไม่ส่งข้าไปเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดีกว่านี้กันเล่าสบายใจแต่ลำบากกายอะไรเช่นนี้ เฮ้อ…”ไป๋ฉางอวี้ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันกลับไปมองตัวบ้านที่เก่าซอมซ่อหลังนั้น“เอาว่ะสู้ตาย!”นางเดินเท้าไปที่หัวมุมถนนก็พบกับลานกว้างที่มีทั้งรถม้าและเกวียนวัวอีกหลายคัน นอกจากนั้นยังมีลาอีกหลายตัวรวมอยู่ด้วย“อ้าวฮูหยินเหวินออกมาแต่เช้าเช่นนี้วันนี้จะไปที่ใดงั้นหรือ”“ข้าจะเข้าเมืองเสียหน่อยน่ะเจ้าคะ”“เชิญขึ้นรถม้าดีกว่า ข้าคิดราคากันเองห้าร้อยอีแปะเท่านั้น”“นี่ราคากันเองยังห้าร้อยอีแปะแล้วหากว่าเป็นคนอื่นเล่าเจ้าคะ”“ก็หากว่าเจ้าไม่อยากจ่ายข้าก็ยินดีรับเลี้ยงเจ้านะ ฮูหยิน” เสียงของบุรุษผ
“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”เสียงเรียกของเด็กชายปลุกให้ไป๋ฉางอวี้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝันนั้น เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจกับสภาพของมารดาที่น่ากลัวอย่างยิ่งในความฝันนั้นประโยคสุดท้ายของมารดาที่เอ่ยออกมาหมายความว่าอย่างไรกันนะหรือที่เธอมาโผล่ที่นี่เพราะสวรรค์ส่งมางั้นหรือ“อะ อาหยวนเสียงดังแต่เช้าเชียวมีอะไรหรือ”“ท่านแม่ต่างหากเล่าขอรับเป็นอะไรไปฝันร้ายอีกหรือ เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านแม่ร้องจึงรีบวิ่งมาดู”“ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองด้านข้างก็ไม่พบผู้เป็นสามีเสียแล้ว“หายไปไหนแล้วล่ะ”“อะไรหรือขอรับ”“ท่านพ่อของเจ้าไปไหนแล้ว”“ท่านพ่อเข้าครัวไปทำอาหารเช้าแล้วขอรับ”“แต่เช้าเลยหรือ”“อื้ม”เหวินเซียวหยวนพยักหน้าให้นาง ก่อนจะใช้มือน้อยๆ อิงที่หน้าผากของนางเบาๆ“ก็ไม่ได้ตัวร้อนนี่นา”“ข้าสบายดีเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
"ว้าว! นี่มันอะไรกันเนี่ย"เด็กน้อยเดินสำรวจห้องนอนไปจนทั่วก่อนจะหันไปมองผู้เป็นมารดาที่เดินตามหลังมาติดๆ “ท่านแม่ เหตุใดห้องของท่านถึงได้งดงามเช่นนี้กันเล่าขอรับ”“ห้องของข้าคนเดียวที่ไหนกันเล่า ของพวกเจ้าด้วย”อาหยวนวิ่งไปรอบๆ ทั้งตะเกียงน้ำมันที่มีเทียนสีขาวสลับแดงสดใส ผ้าม่านที่พริ้วไหวไปมากลิ่นหอมสะอาดของเครื่องเรือนที่แปลกตาไปทำให้เด็กน้อยจับจ้องไม่วางตา“เจ้าดีใจอะไรหรืออาหยวน”เหวินเซียวเย่ที่มองไม่เห็นแต่กลิ่นหอมที่ลอยโชยมาแตะจมูกก็รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดเลยก็ว่าได้รวมทั้งคนที่ฉุดเขาเข้ามาในห้องนี้อีกด้วย“ท่านแม่ทำห้องนอนใหม่สวยงามมากเลยขอรับท่านพ่อ”“อาหยวนเลิกพูดแล้วขึ้นไปนอนได้แล้ว”“ขอร้าบบบ”เด็กชายพยักหน้าก่อนจะค่อยๆ ถอดรองเท้าที่ได้รับมาใหม่หนึ่งคู่แล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนหนานุ่มนั้น“โอ้โห! ฟูกนอนนุ่มมากเลยขอรับท่านแม่”“นุ่มก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ข้าซักตากแดดมาใหม่ๆ ไม่แปลกที่นุ่มฟูเช่นนี้ท่านพี่ขึ้นมานอนได้แล้วเจ้าค่ะ”“อืม”ชายหนุ่มแม้จะแปลกใจไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ถามสิ่งใดออกไปแม้เพียงนิด เขาก้าวเท้าไปใกล้ๆ ขอบเตียงก่อนจะถอดรอง
“พรู๊ด!”ไป๋ฉางอวี้ที่ตักข้าวต้มใส่ปากไม่ทันได้เคี้ยวเป็นต้องรีบคายออกมาอย่างรวดเร็ว“อะ อะไรเนี่ย”“ท่านแม่ข้าว่าต่อไปให้ท่านพ่อทำอาหารเถอะนะขอรับ”“ก็ข้าแค่…ละ แล้วเหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงไม่ยอมบอกข้ามาตรงๆ กันเล่า”“ก็พวกเรา”“ไม่เป็นไรหรอกน่าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว”“พอเถอะข้าจะไปทำให้ใหม่”“ไม่เป็นไรๆ เชื่อข้าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว บ้านของเราแต่ก่อนก็กินแบบนี้น้ำเยอะหน่อยข้าวเพียงก้นชามก็อร่อยแล้ว”ไป๋ฉางอวี้มองผู้เป็นสามีที่เติมน้ำลงไปทีละนิดโดยมีเหวินเซียวหยวนบุตรชายคอยเตือนระดับการเติมน้ำอย่างรู้งาน‘ช่างน่าเอ็นดูอะไรเช่นนี้’“เอาล่ะกินได้แล้ว”“อืม”เหวินเซียวเย่พูดออกมาก่อนจะตักข้าวต้มกินจนแทบจะเกลี้ยงชาม นางยิ้มให้เขาก่อนจะเอ่ยไปว่า“เอาไว้วันหลังท่านก็สอนข้าทำอาหารบ้างสิเจ้าคะจะได้แบ่งเบาภาระของท่านด้วย”“ให้ข้าทำเหมือนเดิมน่ะดีแล้วจะได้ไม่ว่างเกิน”‘กลัวกินฝีมือของข้าไม่ได้ล่ะสิ เฮ้อ…มีเครื่องปรุงรสเลิศทั้งทีแต่เหตุใดถึงไม่มีปัญญาทำให้มันอร่อยเหมือนคนอื่นเขากันนะ แล้วแบบนี้จะเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้อย่างไรกันเล่า’“เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านพูดเถอะข้าเองก็ไม
“เพล้ง!”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองตามเสียงนั้นก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านด้วยความรวดเร็วเมื่อเข้ามาถึงก็พบกับเศษกระเบื้องเคลือบที่แตกกระจายตามพื้นห้องกับหนึ่งบุรุษและอีกหนึ่งเด็กน้อยที่กำลังก้มเก็บเศษของมันอยู่นั่นเอง“พวกเจ้าทำอะไรกัน”“ท่านแม่!”“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะหากถูกเศษกระเบื้องบาดมือเข้าจะทำอย่างไร”นางเข้าไปดึงตัวเด็กน้อยให้ถอยห่างออกจากบริเวณนั้นก่อนจะยึดเศษกระเบื้องมาถือเอาไว้ หันกลับไปมองบุรุษผู้เป็นสามีของเจ้าของร่างที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นห้องไม่พูดไม่จา ไม่มองหน้านางเลยสักเพียงนิดความฉุนเฉียวที่เห็นเขาไม่ระวังใดๆ ทั้งยังปล่อยให้ลูกชายมาเก็บเศษพวกนี้หากบาดมือเข้าจะทำอย่างไร ปากที่กำลังจะก่นด่าแต่เหมือนนางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเขานั้นตาบอดอยู่! ความร้อนรุ่มภายในอกก็เริ่มทุเลาลงทีละนิด“แล้วท่านไม่ได้ยินที่ข้าสั่งงั้นหรือ”“ข้า…”“ลุกขึ้นมาได้แล้วๆ ก็ช่วยถอยออกไปจากตรงนี้ ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ของท่านเดี๋ยวนี้”“แต่ว่าข้าจะเก็บเศษกระเบื้องพวกนี้”“ท่านมองไม่เห็นไม่ใช่หรือแล้วจะเก็บอย่างไรหมด”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็เม้มปากเอาไว้แน่นดวงตาของเขาดูเหมือนจะแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยอาจจะเพ







