Masuk“รับเสด็จหงฮุ่ยหลิงตี้จวินสู่สรวงสวรรค์”
เสียงสตรีใสแจ๋วดั่งมุกกระทบหยกกึ่งก้องทั่วสารทิศ เสียงดนตรีขับร้องสรรเสริญโดยไร้ผู้บรรเลง เหล่าวิหคร่ายรำเต็มท้องนภา ต้อนรับจักรพรรดิองค์ใหม่
แสงทองอร่ามสาดส่องไปทั่วทุกชั้นฟ้า เหล่าทวยเทพแสบตาจนพากันหลุบตาต่ำ แรงกดดันมหาศาล ถาโถมเข้ามา กดทุกคนที่ยืนอยู่จนศิโรราบลงกับพื้น สายฟ้าความแรงสูงผ่าเปรี้ยงลงมากลางแท่นศิลาทองคำ เสียงคำรามของมังกรทองดังสนั่นทั่วปฐพี
(T/N ตี้จวิน คือ คำใช้เรียกจักรพรรดิของปวงเทพที่ไม่ใช่ชั้นเก้า)
เหล่าทวยเทพทั้งหลายตกตะลึงจนตาค้าง ซุบซิบถึงตี้จวินพระองค์ใหม่ต่าง ๆ นานา ก่อนพากันศิโรราบ เอ่ยนอบน้อมยินดีต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง
“รับเสด็จหงฮุ่ยหลิงตี้จวินสู่สรวงสวรรค์”
แสงสีทองค่อย ๆ จางหายไปทีละน้อย หงเลี่ยงปรากฏตัวในร่างหงฮุ่ยหลิง เสียงสรรเสริญพร้อมเพรียงทำให้เขาลืมตาขึ้นมา
“...”
หงเลี่ยงตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
เบื่องหน้าเขาเห็นเหล่าผู้คนสวมอาภรณ์หลากสี ใบหน้าแต่ละคนประดับประดาด้วยรอยยิ้ม ออร่าเปล่งปลั่งทะลุทะลวงจนแสบตา ดูอย่างไรก็รู้ว่าพวกเขามิใช่มนุษย์ รอบข้างรายล้อมไปด้วยวิมานทองคำ ส่องแสงระยิบระยับดุจแดนสวรรค์
ก้มมองล่าง เห็นตัวเองสวมอาภรณ์สีฟ้ายาวลากพื้น แขนเสื้อกว้าง คลุมด้วยเสื้อสีฟ้าปักด้ายทองคำอย่างวิจิตร
นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
คนพวกนี้เป็นใคร? ทำไมผมถึงอยู่ที่นี่?
ด้านซ้ายเขา มีบุรุษผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีดำปักลายพยัคฆ์สีเขียว ก้าวเท้าขึ้นมาใกล้เขาเล็กน้อย ใบหน้าสุขุม น้ำเสียงนุ่มลึก โน้มกายลงอย่างเชื่องช้า ทำความเคารพอย่างนอบน้อม “ตี้จวิน พระองค์มีอันใดจะกล่าวกับเหล่าทวยเทพหรือไม่”
“เปรี้ยง!”
สายฟ้าความแรงสูงผ่ากลางศีรษะของหงเลี่ยงโดยพลัน ความรู้สึกชาวาบตีขึ้นในโสตประสาทกระทันหัน
ตี้จวิน? นี่มันคำเรียกของไอ้ตะไลหงฮุ่ยหลิงไม่ใช่เหรอ ทำไมพี่ชายคนนี้ถึงใช้คุยกับผมล่ะ?
ความตื่นตระหนกตกใจฉายอยู่ในดวงตาสีฟ้า เขาที่พึ่งอ่านนิยายเรื่อง ‘ศึกเทพมารสะท้านนภา สะเทือนพิภพ’จบ ยังไม่ทันข่มโทสะลงได้ กลับมาเห็นฉากแปลก ๆ ที่คล้ายกับนิยาย ทำเอาหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ เต้นตึกตัก รู้สึกกลัวโดยใช่เหตุ ความคิดน่ากลัวบางอย่างผลุดขึ้นในสมองอันน้อยนิดโดยพลัน
อย่าบอกนะว่า...ผม..
หงเลี่ยงแอบลอบกลื่นน้ำลายเหนียวลงคอ เหลือบตามองบุรุษเบื้องหน้า เห็นโครงหน้าอีกฝ่ายเหมือนตัวละครในหน้ารองปกเป๊ะทุกระเบียบนิ้ว
เวรแล้ว!!!
คำว่า “เวรแล้ว” ของหงเลี่ยงมิใช่อุทานเล่น ๆ แต่เวรตะไลแล้วจริง ๆ หากเป็นตามที่เขาคิด เขาก็ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง วาร์ปมาสวมร่างหงฮุ่ยหลิง ตี้จวินผู้ปกครองแดนสวรรค์เข้าให้แล้ว หนำซ้ำไอ้ระยำบัดซบนี่ยังต้องมาตายตอนจบอีก
มิใช่ตายธรรมดา
แต่ตายชนิดที่อนาถเสียด้วย
ไฟโลกันตร์แผดเผา เนื้อหนังไหม้เกรียมในธารบำเพ็ญ หมื่นศรเสียบทะลุร่าง หมื่นพระหัตถ์ตรึงร่างลงสู่ใต้ธารา
อ้ากกก! นี่มันเวรกรรมชัด ๆ
หงเลี่ยงใจเต้นตึกตัก กวาดสายตามองดูรอบ ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ที่นี่น่าจะเป็นสวรรค์ไม่ผิดแน่ ทั้งวิมานลอยฟ้า ไหนจะเมฆเซียนลอยเคว้งไปมา แสงระยิบระยับจากวิมานทองคำทั้งหลาย ไหนจะชุดหรูหราเว่อร์วังเกินจำเป็นนี้อีก
สายตาอันแหลมคมชำเลืองมองด้านล่าง เห็นเหล่าทวยเทพไม่ต่ำกว่าพันคนนั่งคุกเขากับพื้น เรียงลำดับสูงต่ำตามแท่นทองคำ ปฏิกิริยาของแต่ละคนดูเกรงเขาอย่างเห็นได้ชัด ดูแล้วไม่น่าเป็นช่วงใกล้ตาย
หงเลี่ยงข่มใจที่เต้นโครมครามสักพักจึงแสร้งวางมาดสุขุมเอ่ยเสียงราบเรียบเจือเย็นชา “ไม่มี ลุกขึ้นเถอะ”
เหล่าทวยเทพต่างพากันลุกขึ้นอย่างว่าง่าย เทพองค์หนึ่งท่าทางกล้าหาญชาญชัย สวมอาภรณ์สีส้ม ครอบด้วยเกราะบางสีเงิน บนมือถือพัดด้ามจิ้วปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง กล่าววาจาหนักแน่นก้องกังวานอย่างไม่สนใจผู้ใด
(T/N พัดด้ามจิ้ว คือ พัดชนิดหนึ่งที่สามารถคลี่และพับได้)
“ตี้จวิน ก่อนพระองค์มาเป็นตี้จวินของปวงเทพ พระองค์ทรงเป็นผู้ใดมาก่อน พอจะบอกกล่าวกับเหล่าทวยเทพทั้งหลายเพื่อเป็นบุญหูได้หรือไม่”
ผมเป็นพนักงานร้านคอมจน ๆ คนหนึ่งน่ะ คุณว่าสมควรฟังเป็นบุญหูไหมล่ะ
แน่นอนเขามิได้พูดออกไป เพียงชำเลืองมองเทพองค์นั้น หรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างเย็นชา “ในประวัติของทวยเทพมิได้มีบันทึกไว้หรือ เหตุใดยังต้องถามข้าอีก”
เสียงนี้แม้จะเอ่ยเรียบ ๆ แต่กลับดูทรงอำนาจจนเทพองค์นั้นก้มหน้าต่ำทันที “กระหม่อมเสียมารยาทแล้ว”
หย่งจงเอ่ยเสียงอ่อนน้อม “ตี้จวิน พระองค์น่าจะทรงทราบแล้วว่ามีมนุษย์มาจุติเป็นทวยเทพ”“อืม แล้วมีปัญหาอันใด”หย่งจงเอ่ยเสียงเรียบ “ตี้จวินพึ่งจุติมาไม่นานอาจยังไม่ทรงทราบ ปกติเมื่อมีมนุษย์มาจุติเป็นเทพบนสรวงสวรรค์ เทพทุกองค์ ทุกระดับชั้น ต้องออกมาต้อนรับเป็นธรรมเนียมสืบต่อกันมาช้านาน และยิ่งอีกฝ่ายมีฐานะสันดรเป็นถึงองค์ชายผู้ปราดเปรื่อง ยิ่งมิอาจเบิกเฉย นั่นจึงเป็นเหตุว่าเหตุใดทวยเทพทุกองค์จึงออกมารวมตัวกันที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”อ๋อ..อย่างนี้นี่เองตอนที่อ่านในต้นฉบับเคยเห็นผ่าน ๆ อยู่บ้างว่า มีธรรมเนียมโดยเฉพาะของสวรรค์อยู่ แม้จะขึ้นชื่อว่า ‘สวรรค์สถานที่ไร้การแบ่งแยก’ ทว่าการปฏิบัติต้อนรับยังคงแบ่งตามชนชั้นวรรณะ ยิ่งมีต้นกำเนิดสูงก็ยิ่งได้รับการต้อนรับที่ดีแต่ก็มีทวยเทพหลายองค์ที่มีต้นกำเนิดเป็นเด็กกำพร้า แต่วาสนาดีแก่นลมปราณบริสุทธิ์ ถึงจะมิได้รับการต้อนรับที่ดีขนาดเชิดชู แต่ก็ล้วนไม่มีใครยกเอาปมนั้นออกมาเหยียบหยามให้อับอายหงฮุ่ยหลิงพยักหน้า ชำเลืองสายตาทอดมองต่ำจากบัลลังก์ เห็นบุรุษเส้นผมสีขาวราวหิมะ สวมอาภรณ์สีชมพู ใบหน้างดงามดูอ่อนโยน นัยน์ตาดอกท้อละมุนสีชมพูทั้งที่เป็นบุรุษแต่กลับม
หงฮุ่ยหลิงชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกเหงื่อตกอย่างพิกล “อย่างนั้นหรือ ขอบคุณที่ชม”เขาขยับตัวเบี่ยงถอยหลังเล็กน้อยให้เส้นผมหลุดจากมืออีกฝ่ายอย่างธรรมชาติ “แต่หากไม่จำเป็น เจ้าก็อย่าเสียเวลาไปเลย ข้าเองก็ใช่ว่าจะอยู่ที่นั่นตลอด เกรงว่าเจ้าไปอาจเสียเวลาเปล่า”เสวี่ยเฟิงมิได้ดื้อดึงดึงเส้นผมกลับมากุม เพียงเอ่ยราบเรียบคล้ายไม่ใส่ใจ แต่จงใจทุกคำ “หืม ไม่อยู่ เช่นนั้นท่านเดินทางไปที่ใด”“ข้าต้องขึ้นสะ...”หงฮุ่ยหลิงชะงักปากทันควัน แผ่นหลังเกร็งขึ้น รีบคลี่พัดที่มิได้โบกมานานขึ้นมาโบกเบา ๆ กระแอมเอ่ยกลบเกลื่อน “ขึ้นเขาช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน ในหนึ่งเดือนข้าอยู่สำนักเพียงไม่กี่วัน วันเวลาไม่แน่นอน หากเจ้ามาหาข้าที่สำนักแต่ข้ากลับไม่อยู่ เจ้าสำนักคงไม่ยินดีเท่าใดนัก และที่สำคัญมันรั้งแต่เป็นการเสียเวลาเปล่ามิใช่หรือ”เอ่ยเสร็จแผ่นหลังที่ตึงเครียดก็ผ่อนลงมาได้เมื่อกี้หากเขาเผลอหลุดปากคำว่าสวรรค์ออกไป คงได้มีนองเลือดกับเสวี่ยเฟิงเป็นแน่แท้เนื่องจากสวรรค์กับแดนปีศาจเป็นศัตรูกันชัดเจนมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จักรพรรดิสวรรค์กับราชาปีศาจถือเป็นศัตรูที่มิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้ หากเผลอบังเอิญพบเจอกันที่ใดล้
หงฮุ่ยหลิงชะงักไปเสี้ยววินาทีน้องชาย คุณถามอะไรไม่คิดแบบนั้น หากคนหน้าตาดียิ่งกว่าหมื่นดวงดาราอย่างคุณไม่เหมาะกับที่นี่ ในธุลีแดงแห่งนี้คงไม่มีใครเหมาะแล้วล่ะหงฮุ่ยหลิงโบกมือไปมา “มิใช่ ๆ ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น”เขารีบกล่าวเพิ่มเติม “บ้านเจ้าก็ออกจะกว้างใหญ่เพียงนี้ คงมีพี่ชายพี่สาวอยู่หลายคนกระมัง”เสวี่ยเฟิงขยับขาเล็กน้อย หยิบผลองุ่นบนจานเงินตรงกลางตั่งไม้ขึ้นมาบรรจงปอกเปลือกอย่างพิถีพิถัน ทั้งที่ไม่ปอกก็สามารถกินได้“เคยมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นบุรุษรูปงาม เป็นเซียนกระบี่ขาวอันเจิดจรัส” เขานำองุ่นเข้าปากอย่างเกียจคร้าน เสียงราบเรียบแต่เฉือนลึกถึงกระดูก “แต่พลันเกิดเรื่องที่แม้แต่ข้าเองก็ไม่อยากนึกถึงนัก ตอนนี้จึงไม่มีแล้ว”เสวี่ยเฟิงหันใบหน้ามามองหงฮุ่ยหลิง “ท่านเซียนดูจะไม่ค่อยชอบเสียงดังนัก ถ้าเช่นนั้นมาอยู่กับข้าก็ได้” เขาหยิบผลองุ่นขึ้นมาหมุนเล่นก่อนนำเข้าปาก “อย่างน้อยข้าก็รู้จักเงียบกว่าใครหลายคนที่ท่านเคยพบเจอมา”หงฮุ่ยหลิงเอ่ยตอบแทบจะทันทีโดยไม่ต้องคิด “ขอบใจมาก แต่ข้าขอรับเพียงน้ำใจพอ”เสวี่ยเฟิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกปฏิเสธ แววตาไม่เผยความรู้สึกใด เสียงยังคงสุภาพแต
ทั้งสองเดินเที่ยวชมบ้านเรือนและเขตแดนมาสักพัก หงฮุ่ยหลิงพลันหุบพัดลง เดินขึ้นหน้าเล็กน้อยสองก้าว หันใบหน้ากลับมามองบุรุษด้านหลัง “น้องชาย ข้ายังมิได้ถามเจ้าเลย เจ้ามีนามว่าอะไร?”แผ่นหลังของบุรุษแปลกหน้าตั้งตรง เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคมราวเปลวเพลิงเหล็ก “ข้าชื่อหลี่เสวี่ยเฟิง หรือท่านจะเรียกเสวี่ยเฟิงเฉย ๆ ก็ได้”เสวี่ยเฟิง ที่แปลว่า ลมหิมะ เหรอในนิยายต้นฉบับไม่มีตัวละครที่ชื่อเสวี่ยเฟิง งั้นแสดงว่าน้องชายคนนี้ไม่ใช่ตัวละครหลัก แต่เป็นตัวประกอบปลาซิวปลาสร้อยที่ไม่มีบท หรือไม่ก็เป็นชื่อปลอมที่โกหกเพื่อกลบเกลื่อนตัวตนไปตามสถานการณ์“เช่นนั้นเสวี่ยเฟิง บ้านเจ้าอยู่ที่ใด บนสวรรค์ สำนักเซียนพิภพมนุษย์ หรือ แดนปีศาจแห่งนี้”นัยน์ตาสีชาดหรี่ลงช้า ๆ มีประกายประหลาดวูบผ่าน มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเย็น “ท่านเซียนอยากรู้ไปทำไม? คงมิใช่ว่าท่านคิดจะไป ‘เยี่ยม’ บ้านข้าหรอกกระมัง?”จะใช่ได้อย่างไร ผมแค่ถามเพราะอยากรู้ว่าคุณเป็นทวยเทพองค์ไหนเฉย ๆ บ้านอะไรไม่ได้อยากไปสักนิดหงฮุ่ยหลิงชะงักความคิดไปเล็กน้อยแต่เอ๊ะ! หากไอ้หน้าหล่อนี่เป็นทวยเทพจริง ๆ เขาไม่มีทางยอมบอกว่าบ้านตัวเองอยู่ตรงไหน
“ตึง!” เสียงชนดังสนั่น ร่างของเขาล้มลงเข้าไปในอ้อมแขนของบุรุษผู้หนึ่ง มือหนาของบุรุษผู้นั้นรับร่างของเขาไว้อย่างมั่นคงโอ๊ย...เจ็บเป็นบ้า เมืองบ้าเมืองบออะไรคนเยอะขนาดนี้ฟะ!หงฮุ่ยหลิงสถบในใจอย่างเหลืออด มิได้สนใจว่าใครพยุงตนอยู่ รีบผละออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่งนั้น จัดอาภรณ์ที่ยับนิดหน่อยจากแรงชน คลี่พัดเตรียมเดินต่อ ไม่มีแม้แต่คำว่า ‘ขอบใจ’ กับบุรุษที่ช่วยประคองมิให้เขาล้มหัวทิ่มพื้นสาเหตุมิใช่ว่าเขาไร้มารยาทหรือไม่รู้จักคำว่าน้ำใจแต่เพราะเขาอ่านนิยายเรื่องนี้มาจนรู้จักนิสัยของไอ้นักเขียนจิตวิปริตนั้นดีเกินไปนักเขียนผู้นี้ไม่มีทางเขียนให้แดนปีศาจจะปกติเหมือนแคว้นนครทั่ว ๆ ไป เท่าที่เขาจำได้ ดินแดนของพระเอกในนิยาย ประชากรทุกคนล้วนเป็นผู้มีฝีมือด้านการสังหารและล่อลวงผู้คน หากเผลอไปสบตาใครเข้า เผลอ ๆ อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว“หึ”เสียงหัวเราะแผ่วในลำคอ นัยน์ตาสีชาดเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าธารน้ำแข็ง ยามแผ่นหลังสีฟ้านั้นผละหนีโดยไม่คิดเหลียวหลังแม้แต่น้อย“ท่าน...ช้าก่อน”เสียงทุ้มต่ำน่าฟังราวสายลมสารทดังขึ้นจากด้านหลังเสียงนั้นแม้มิได้ดังมากนัก ทว่ากลับหยุดการก้าวเท้าของหงฮุ่ยหลิงทันที
บรรยากาศในห้องทรงงานก็เหมือนในหนังจีนกำลังภายในเทพเซียนทั่ว ๆ ไป มีโต๊ะไม้อยู่มุมหน้าต่างพอดิบพอดี บนโต๊ะมีหมึกชนิดพิเศษ มีขนนก มีพู่กัน มีกระดาษ มีหน้าต่าง มีพรมขนสัตว์สีขาววางบนพื้นตรงโต๊ะไม้เตี้ย ข้าง ๆ มีกล่องไม้ประณีตไว้ใส่เอกสารสำคัญต่าง ๆหงฮุ่ยหลิงเดินไปนั่งขัดสมาธิบนพื้นพรม หยิบม้วนกระดาษจากในกล่องไม้ขึ้นมาคลี่เปิดอ่าน อ่านมาครึ่งค่อนวันก็เข้าใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อยหน้าที่หลัก ๆ ก็มิได้มีอะไรมาก นอกจากคอยจัดการเรื่องร้องเรียนจากเหล่าทวยเทพ แก้ปัญหาเรื่องวุ่นวายเวลามีเหล่าปีศาจขึ้นมาอาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้เหล่าทวยเทพ และสร้างธารบำเพ็ญให้เสร็จตามต้นฉบับธารบำเพ็ญที่จะสร้างขึ้นมานี้ มิใช่มีไว้เพียงเป็นแหล่งเลื่อนขั้นพลังวิญาณให้เหล่าทวยเทพ แต่ยังมีไว้เพื่อทรมานลู่ซิงเยียนในต้นฉบับอีกด้วยในต้นฉบับ หงฮุ่ยหลิงไอ้โรคจิตมันอยากให้ลู่ซิงเยียนเป็นตี้จวินองค์ถัดไปต่อจากตน จึงวางแผนให้เขาลงธารบำเพ็ญและใช้คลื่นอัสนีฟาดจนอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย สุดท้ายพระเอกก็อดรนทนไม่ไหว บุกทะลวงธารบำเพ็ญ ฝ่าคลื่นวารีเพื่อพานายเอกออกมาและนั่นเป็นเหตุให้ไอ้ตี้จวินวิปลาสนั้นโดนกลบเป็นตัวตายตั







