LOGINหงฮุ่ยหลิงชะงักไปเสี้ยววินาที
น้องชาย คุณถามอะไรไม่คิดแบบนั้น หากคนหน้าตาดียิ่งกว่าหมื่นดวงดาราอย่างคุณไม่เหมาะกับที่นี่ ในธุลีแดงแห่งนี้คงไม่มีใครเหมาะแล้วล่ะ
หงฮุ่ยหลิงโบกมือไปมา “มิใช่ ๆ ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น”
เขารีบกล่าวเพิ่มเติม “บ้านเจ้าก็ออกจะกว้างใหญ่เพียงนี้ คงมีพี่ชายพี่สาวอยู่หลายคนกระมัง”
เสวี่ยเฟิงขยับขาเล็กน้อย หยิบผลองุ่นบนจานเงินตรงกลางตั่งไม้ขึ้นมาบรรจงปอกเปลือกอย่างพิถีพิถัน ทั้งที่ไม่ปอกก็สามารถกินได้
“เคยมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นบุรุษรูปงาม เป็นเซียนกระบี่ขาวอันเจิดจรัส” เขานำองุ่นเข้าปากอย่างเกียจคร้าน เสียงราบเรียบแต่เฉือนลึกถึงกระดูก “แต่พลันเกิดเรื่องที่แม้แต่ข้าเองก็ไม่อยากนึกถึงนัก ตอนนี้จึงไม่มีแล้ว”
เสวี่ยเฟิงหันใบหน้ามามองหงฮุ่ยหลิง “ท่านเซียนดูจะไม่ค่อยชอบเสียงดังนัก ถ้าเช่นนั้นมาอยู่กับข้าก็ได้” เขาหยิบผลองุ่นขึ้นมาหมุนเล่นก่อนนำเข้าปาก “อย่างน้อยข้าก็รู้จักเงียบกว่าใครหลายคนที่ท่านเคยพบเจอมา”
หงฮุ่ยหลิงเอ่ยตอบแทบจะทันทีโดยไม่ต้องคิด “ขอบใจมาก แต่ข้าขอรับเพียงน้ำใจพอ”
เสวี่ยเฟิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกปฏิเสธ แววตาไม่เผยความรู้สึกใด เสียงยังคงสุภาพแต่เรียบเย็นกว่าเดิมเล็กน้อย กระแทกคำท้ายอย่างจงใจ “รับเพียงน้ำใจหรือ เช่นนั้นถือว่าท่านใจ ‘กว้าง’ ยิ่งนัก”
หงฮุ่ยหลิงแอบรู้สึกหนาวอย่างประหลาด แต่ยังแสร้งยิ้มบาง “อืม” แล้วจึงเบี่ยงหน้าหลบไปอีกทาง ใช้ความคิดต่อ
น้องชายที่เป็นเซียนกระบี่ขาวอย่างนั้นเหรอ ฉายาฟังดูคุ้นมาก แสดงว่าต้องเป็นตัวละครมีบทมากพอสมควรแน่ ๆ
พอเวลาสำคัญแบบนี้กลับคิดไม่ออกว่าเป็นใครนี่สิ
แต่เสวี่ยเฟิงบอกว่าเกิดเรื่องจึงไม่มีน้องชายแล้ว หรือความจริงแล้วเสวี่ยเฟิงจะเป็นหลี่เสวี่ยเทียน ส่วนเซียนกระบี่ขาวคือลู่ซิงเยียน
ไม่สิ ๆ ถ้าเสวี่ยเฟิงคือหลี่เสวี่ยเทียนจริง เขาไม่น่าจะชวนคนแปลกหน้ามาบ้านง่าย ๆ แบบนี้ ถ้าจำไม่ผิดในนิยายเขียนไว้ว่า
[หลี่เสวี่ยเทียนเป็นปีศาจที่ค่อนข้างจองหองและลึกลับ บ้านเรือนตั้งอยู่ในจุดที่ลับสายตาผู้คน ผู้ที่ได้มาเยือนมีเพียงลู่ซิงเยียนเท่านั้น นอกจากนั้นล้วนไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ หากผู้อื่นมาแล้วล้วนมิได้กลับ]
แต่เสวี่ยเฟิงกลับพาผมที่พึ่งรู้จักกันมาบ้านง่าย ๆ หนำซ้ำบ้านยังค่อนข้างใหญ่โตมโหฬาร ตั้งอยู่ในจุดที่มองเห็นได้ง่าย ทางเข้าบ้านไร้อาคมพรางตา
ดูอย่างไรก็ไม่มีจุดไหนตรงบทสักนิด
หรือแท้จริงแล้วอีกฝ่ายเป็นลูกขุนนางแห่งแดนปีศาจ ที่พ่อแม่ตายหมดเลยได้รับมรดกตกทอดเท่าภูเขาเลากาอย่างนั้นหรือ
ความคิดซับซ้อนปนเปจนปวดเศียรเวียนเกล้า คิดเช่นไรก็หาเหตุผลดี ๆ มารองรับมิได้ สุดท้ายจึงปัดความคิดนี้ทิ้งไป
หงฮุ่ยหลิงเดินมานั่งข้าง ๆ กล่าวด้วยเสียงไม่ใส่ใจมากนัก “เสวี่ยเฟิง แดนปีศาจกว้างใหญ่เพียงนี้ คงมีราชันย์อยู่กระมัง”
เสวี่ยเฟิงพยักหน้าช้า ๆ “แน่นอนว่ามี”
หงฮุ่ยหลิงกล่าวยิ้ม ๆ แฝงด้วยความคาดคั้น “เช่นนั้น วันนี้เขาอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่”
หึ ทั้งที่ปฏิเสธข้าแต่กลับถามมากเสียจริง
เสวี่ยเฟิงมิได้ตอบในทันที เพียงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มบางเอ่ยเสียงเรียบ “อยู่หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่ว่าท่านเซียนอยากรู้มากแค่ไหน” เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย เสียงแผ่วเบาแต่สะท้านถึงจิต “ท่านเซียนผู้สูงศักดิ์หลงเข้ามาที่นี่โดยบังเอิญ หนำซ้ำยังถามถึงราชันย์...คงมิใช่ว่าท่านมีความหมายอื่นแอบแฝงหรอกหรือ”
“...”
หงฮุ่ยหลิงชะงักไปเสี้ยวลมหายใจ เมื่อเห็นสายตาของเสวี่ยเฟิงฉายแววสงสัย เขารีบเบือนหน้าไปอีกทาง ปรับโทนเสียงเป็นมาดสุขุมแทบจะทันที “จะไปมีได้อย่างไร ข้าแค่ถามเล่น ๆ เท่านั้น หากทำเจ้าเคลือบแคลงใจก็ขออภัย”
เสวี่ยเฟิงจ้องเขานิ่งราวจะเค้นตัวตน แววตาคล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “วันนี้เขาไม่อยู่ ไว้วันหลังหากท่านเซียนบังเอิญหลงเข้ามาอีก ข้าค่อยพาท่านไปพบเขา”
หงฮุ่ยหลิงมิได้สนใจแววตาน่าสะพรึงนั้น เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
โห..น้องชาย คุณสามารถพาผมไปพบหลี่เสวี่ยเทียนได้เลยเหรอ แสดงว่าตำแหน่งคุณไม่ใช่เล่น ๆ นะเนี่ย
แต่ต้องขอโทษด้วย ผมมาที่นี่เพราะอยากรู้ความเป็นอยู่ของพระเอกเฉย ๆ ไม่ได้อยากเจอสักนิด
ยิ่งไม่เจอตลอดไปได้ยิ่งดี
หงฮุ่ยหลิงปฏิเสธ “ไม่ต้อง ๆ ข้าเพียงถามเฉย ๆ มิได้อยากเจอเขาจริง ๆ ไม่ต้องลำบากเจ้าหรอก”
เสวี่ยเฟิงโดนปฏิเสธถึงสองรอบ รอยยิ้มมุมปากก็ยิ่งลึกและร้ายขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าทวี ยังเอ่ยตอบเสียงทุ้มราวมิได้เคืองโกรธแม้แต่น้อย แต่ทุกถ้อยคำแฝงความเหน็บแนมชัดเจน “หากท่านเซียนคิดว่าข้าลำบาก ก็สุดแล้วแต่ท่าน”
“อืม”
“...”
เงียบกริบ
บรรยากาศพลันกระอักกระอ้วน
พอหงฮุ่ยหลิงไม่พูด เสวี่ยเฟิงก็ไม่พูด เพียงจับจ้องเขาเงียบ ๆ อย่างไม่คิดละสายตาแม้แต่น้อย ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนกำลังถูกอ่านตัวตนจนทะลุปรุโปรง บ้างก็เหมือนอีกฝ่ายไม่พอใจอะไรบางอย่างในตัวเขาอย่างไรอย่างนั้น
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป เสวี่ยเฟิงจึ่งเอ่ยขึ้นทลายความเงียบ “เลี่ยงเซียน (ท่านเซียน)”
คำว่า ‘เลี่ยงเซียน’ ทำหงฮุ่ยหลิงสะดุ้งโหยง ก่อนจะรีบเก็บความตกใจอย่างรวดเร็ว กล่าวเสียงเรียบ “เช่นไร”
เสวี่ยเฟิงเอียงศีรษะเล็กน้อย มือเรียวสวยรวบจับเส้นผมตรงบ่าของเขาขึ้นมาลูบเบา ๆ อย่างถือวิสาสะ “ท่านเป็นเซียน เช่นนั้นท่านอาศัยอยู่สำนักใด เผื่อวันใดมีโอกาสข้าจะได้แวะเวียนไปเยี่ยมท่านบ้าง”
หงฮุ่ยหลิงใจหล่นวูบยามมืออีกฝ่ายจับเส้นผม ความรู้สึกเหมือนมีอสรพิษไต่หลัง แต่ก็ยังวางมาดนิ่งสงบได้อย่างไร้ที่ติ
สำนักเซียนเหรอ? ไอ้ขยะหงฮุ่ยหลิงมันเคยอยู่ที่สำนักเซียนไหนบ้างวะ
อืม...ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะมีอยู่ทุกที่เลยนี่หวา ด้วยความที่เป็นจักรพรรดิสวรรค์เลยได้สกิลโกงมา จะไปไหนมาไหนก็ได้ไม่มีใครว่าอะไรมันได้ หนำซ้ำยังได้ศึกษาเล่าเรียนเป็นเซียนตั้งแต่ยังเยาว์
เช่นนั้นเอาสำนักที่อยู่ใกล้กับที่นี่ที่สุดแล้วกัน จะได้ไม่ดูมีพิรุธเกินไป
หงฮุ่ยหลิงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าอยู่สำนักเทียนจีเก๋อ (ศาลาฟ้าลิขิต) ใกล้หมู่บ้านเทียนจี เจ้าสามารถพบข้าได้ที่นั่น”
เมื่อได้ฟังคำตอบ เสวี่ยเฟิงพลันคลี่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงสวยครบทุกซี่ สายตาแวววาว มือยังไม่ปล่อยจากเส้นผม แต่กลับลูบเข้าไปใกล้ใบหูมากขึ้นกว่าเดิม “สำนักเทียนจีเก๋อหรือ? ข้าเคยได้ยินมาบ้างว่าสำนักนี้มีแต่คนสง่างามดุจเซียนสวรรค์ ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นเองกับตา”
หย่งจงเอ่ยเสียงอ่อนน้อม “ตี้จวิน พระองค์น่าจะทรงทราบแล้วว่ามีมนุษย์มาจุติเป็นทวยเทพ”“อืม แล้วมีปัญหาอันใด”หย่งจงเอ่ยเสียงเรียบ “ตี้จวินพึ่งจุติมาไม่นานอาจยังไม่ทรงทราบ ปกติเมื่อมีมนุษย์มาจุติเป็นเทพบนสรวงสวรรค์ เทพทุกองค์ ทุกระดับชั้น ต้องออกมาต้อนรับเป็นธรรมเนียมสืบต่อกันมาช้านาน และยิ่งอีกฝ่ายมีฐานะสันดรเป็นถึงองค์ชายผู้ปราดเปรื่อง ยิ่งมิอาจเบิกเฉย นั่นจึงเป็นเหตุว่าเหตุใดทวยเทพทุกองค์จึงออกมารวมตัวกันที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”อ๋อ..อย่างนี้นี่เองตอนที่อ่านในต้นฉบับเคยเห็นผ่าน ๆ อยู่บ้างว่า มีธรรมเนียมโดยเฉพาะของสวรรค์อยู่ แม้จะขึ้นชื่อว่า ‘สวรรค์สถานที่ไร้การแบ่งแยก’ ทว่าการปฏิบัติต้อนรับยังคงแบ่งตามชนชั้นวรรณะ ยิ่งมีต้นกำเนิดสูงก็ยิ่งได้รับการต้อนรับที่ดีแต่ก็มีทวยเทพหลายองค์ที่มีต้นกำเนิดเป็นเด็กกำพร้า แต่วาสนาดีแก่นลมปราณบริสุทธิ์ ถึงจะมิได้รับการต้อนรับที่ดีขนาดเชิดชู แต่ก็ล้วนไม่มีใครยกเอาปมนั้นออกมาเหยียบหยามให้อับอายหงฮุ่ยหลิงพยักหน้า ชำเลืองสายตาทอดมองต่ำจากบัลลังก์ เห็นบุรุษเส้นผมสีขาวราวหิมะ สวมอาภรณ์สีชมพู ใบหน้างดงามดูอ่อนโยน นัยน์ตาดอกท้อละมุนสีชมพูทั้งที่เป็นบุรุษแต่กลับม
หงฮุ่ยหลิงชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกเหงื่อตกอย่างพิกล “อย่างนั้นหรือ ขอบคุณที่ชม”เขาขยับตัวเบี่ยงถอยหลังเล็กน้อยให้เส้นผมหลุดจากมืออีกฝ่ายอย่างธรรมชาติ “แต่หากไม่จำเป็น เจ้าก็อย่าเสียเวลาไปเลย ข้าเองก็ใช่ว่าจะอยู่ที่นั่นตลอด เกรงว่าเจ้าไปอาจเสียเวลาเปล่า”เสวี่ยเฟิงมิได้ดื้อดึงดึงเส้นผมกลับมากุม เพียงเอ่ยราบเรียบคล้ายไม่ใส่ใจ แต่จงใจทุกคำ “หืม ไม่อยู่ เช่นนั้นท่านเดินทางไปที่ใด”“ข้าต้องขึ้นสะ...”หงฮุ่ยหลิงชะงักปากทันควัน แผ่นหลังเกร็งขึ้น รีบคลี่พัดที่มิได้โบกมานานขึ้นมาโบกเบา ๆ กระแอมเอ่ยกลบเกลื่อน “ขึ้นเขาช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน ในหนึ่งเดือนข้าอยู่สำนักเพียงไม่กี่วัน วันเวลาไม่แน่นอน หากเจ้ามาหาข้าที่สำนักแต่ข้ากลับไม่อยู่ เจ้าสำนักคงไม่ยินดีเท่าใดนัก และที่สำคัญมันรั้งแต่เป็นการเสียเวลาเปล่ามิใช่หรือ”เอ่ยเสร็จแผ่นหลังที่ตึงเครียดก็ผ่อนลงมาได้เมื่อกี้หากเขาเผลอหลุดปากคำว่าสวรรค์ออกไป คงได้มีนองเลือดกับเสวี่ยเฟิงเป็นแน่แท้เนื่องจากสวรรค์กับแดนปีศาจเป็นศัตรูกันชัดเจนมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จักรพรรดิสวรรค์กับราชาปีศาจถือเป็นศัตรูที่มิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้ หากเผลอบังเอิญพบเจอกันที่ใดล้
หงฮุ่ยหลิงชะงักไปเสี้ยววินาทีน้องชาย คุณถามอะไรไม่คิดแบบนั้น หากคนหน้าตาดียิ่งกว่าหมื่นดวงดาราอย่างคุณไม่เหมาะกับที่นี่ ในธุลีแดงแห่งนี้คงไม่มีใครเหมาะแล้วล่ะหงฮุ่ยหลิงโบกมือไปมา “มิใช่ ๆ ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น”เขารีบกล่าวเพิ่มเติม “บ้านเจ้าก็ออกจะกว้างใหญ่เพียงนี้ คงมีพี่ชายพี่สาวอยู่หลายคนกระมัง”เสวี่ยเฟิงขยับขาเล็กน้อย หยิบผลองุ่นบนจานเงินตรงกลางตั่งไม้ขึ้นมาบรรจงปอกเปลือกอย่างพิถีพิถัน ทั้งที่ไม่ปอกก็สามารถกินได้“เคยมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นบุรุษรูปงาม เป็นเซียนกระบี่ขาวอันเจิดจรัส” เขานำองุ่นเข้าปากอย่างเกียจคร้าน เสียงราบเรียบแต่เฉือนลึกถึงกระดูก “แต่พลันเกิดเรื่องที่แม้แต่ข้าเองก็ไม่อยากนึกถึงนัก ตอนนี้จึงไม่มีแล้ว”เสวี่ยเฟิงหันใบหน้ามามองหงฮุ่ยหลิง “ท่านเซียนดูจะไม่ค่อยชอบเสียงดังนัก ถ้าเช่นนั้นมาอยู่กับข้าก็ได้” เขาหยิบผลองุ่นขึ้นมาหมุนเล่นก่อนนำเข้าปาก “อย่างน้อยข้าก็รู้จักเงียบกว่าใครหลายคนที่ท่านเคยพบเจอมา”หงฮุ่ยหลิงเอ่ยตอบแทบจะทันทีโดยไม่ต้องคิด “ขอบใจมาก แต่ข้าขอรับเพียงน้ำใจพอ”เสวี่ยเฟิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกปฏิเสธ แววตาไม่เผยความรู้สึกใด เสียงยังคงสุภาพแต
ทั้งสองเดินเที่ยวชมบ้านเรือนและเขตแดนมาสักพัก หงฮุ่ยหลิงพลันหุบพัดลง เดินขึ้นหน้าเล็กน้อยสองก้าว หันใบหน้ากลับมามองบุรุษด้านหลัง “น้องชาย ข้ายังมิได้ถามเจ้าเลย เจ้ามีนามว่าอะไร?”แผ่นหลังของบุรุษแปลกหน้าตั้งตรง เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคมราวเปลวเพลิงเหล็ก “ข้าชื่อหลี่เสวี่ยเฟิง หรือท่านจะเรียกเสวี่ยเฟิงเฉย ๆ ก็ได้”เสวี่ยเฟิง ที่แปลว่า ลมหิมะ เหรอในนิยายต้นฉบับไม่มีตัวละครที่ชื่อเสวี่ยเฟิง งั้นแสดงว่าน้องชายคนนี้ไม่ใช่ตัวละครหลัก แต่เป็นตัวประกอบปลาซิวปลาสร้อยที่ไม่มีบท หรือไม่ก็เป็นชื่อปลอมที่โกหกเพื่อกลบเกลื่อนตัวตนไปตามสถานการณ์“เช่นนั้นเสวี่ยเฟิง บ้านเจ้าอยู่ที่ใด บนสวรรค์ สำนักเซียนพิภพมนุษย์ หรือ แดนปีศาจแห่งนี้”นัยน์ตาสีชาดหรี่ลงช้า ๆ มีประกายประหลาดวูบผ่าน มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเย็น “ท่านเซียนอยากรู้ไปทำไม? คงมิใช่ว่าท่านคิดจะไป ‘เยี่ยม’ บ้านข้าหรอกกระมัง?”จะใช่ได้อย่างไร ผมแค่ถามเพราะอยากรู้ว่าคุณเป็นทวยเทพองค์ไหนเฉย ๆ บ้านอะไรไม่ได้อยากไปสักนิดหงฮุ่ยหลิงชะงักความคิดไปเล็กน้อยแต่เอ๊ะ! หากไอ้หน้าหล่อนี่เป็นทวยเทพจริง ๆ เขาไม่มีทางยอมบอกว่าบ้านตัวเองอยู่ตรงไหน
“ตึง!” เสียงชนดังสนั่น ร่างของเขาล้มลงเข้าไปในอ้อมแขนของบุรุษผู้หนึ่ง มือหนาของบุรุษผู้นั้นรับร่างของเขาไว้อย่างมั่นคงโอ๊ย...เจ็บเป็นบ้า เมืองบ้าเมืองบออะไรคนเยอะขนาดนี้ฟะ!หงฮุ่ยหลิงสถบในใจอย่างเหลืออด มิได้สนใจว่าใครพยุงตนอยู่ รีบผละออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่งนั้น จัดอาภรณ์ที่ยับนิดหน่อยจากแรงชน คลี่พัดเตรียมเดินต่อ ไม่มีแม้แต่คำว่า ‘ขอบใจ’ กับบุรุษที่ช่วยประคองมิให้เขาล้มหัวทิ่มพื้นสาเหตุมิใช่ว่าเขาไร้มารยาทหรือไม่รู้จักคำว่าน้ำใจแต่เพราะเขาอ่านนิยายเรื่องนี้มาจนรู้จักนิสัยของไอ้นักเขียนจิตวิปริตนั้นดีเกินไปนักเขียนผู้นี้ไม่มีทางเขียนให้แดนปีศาจจะปกติเหมือนแคว้นนครทั่ว ๆ ไป เท่าที่เขาจำได้ ดินแดนของพระเอกในนิยาย ประชากรทุกคนล้วนเป็นผู้มีฝีมือด้านการสังหารและล่อลวงผู้คน หากเผลอไปสบตาใครเข้า เผลอ ๆ อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว“หึ”เสียงหัวเราะแผ่วในลำคอ นัยน์ตาสีชาดเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าธารน้ำแข็ง ยามแผ่นหลังสีฟ้านั้นผละหนีโดยไม่คิดเหลียวหลังแม้แต่น้อย“ท่าน...ช้าก่อน”เสียงทุ้มต่ำน่าฟังราวสายลมสารทดังขึ้นจากด้านหลังเสียงนั้นแม้มิได้ดังมากนัก ทว่ากลับหยุดการก้าวเท้าของหงฮุ่ยหลิงทันที
บรรยากาศในห้องทรงงานก็เหมือนในหนังจีนกำลังภายในเทพเซียนทั่ว ๆ ไป มีโต๊ะไม้อยู่มุมหน้าต่างพอดิบพอดี บนโต๊ะมีหมึกชนิดพิเศษ มีขนนก มีพู่กัน มีกระดาษ มีหน้าต่าง มีพรมขนสัตว์สีขาววางบนพื้นตรงโต๊ะไม้เตี้ย ข้าง ๆ มีกล่องไม้ประณีตไว้ใส่เอกสารสำคัญต่าง ๆหงฮุ่ยหลิงเดินไปนั่งขัดสมาธิบนพื้นพรม หยิบม้วนกระดาษจากในกล่องไม้ขึ้นมาคลี่เปิดอ่าน อ่านมาครึ่งค่อนวันก็เข้าใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อยหน้าที่หลัก ๆ ก็มิได้มีอะไรมาก นอกจากคอยจัดการเรื่องร้องเรียนจากเหล่าทวยเทพ แก้ปัญหาเรื่องวุ่นวายเวลามีเหล่าปีศาจขึ้นมาอาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้เหล่าทวยเทพ และสร้างธารบำเพ็ญให้เสร็จตามต้นฉบับธารบำเพ็ญที่จะสร้างขึ้นมานี้ มิใช่มีไว้เพียงเป็นแหล่งเลื่อนขั้นพลังวิญาณให้เหล่าทวยเทพ แต่ยังมีไว้เพื่อทรมานลู่ซิงเยียนในต้นฉบับอีกด้วยในต้นฉบับ หงฮุ่ยหลิงไอ้โรคจิตมันอยากให้ลู่ซิงเยียนเป็นตี้จวินองค์ถัดไปต่อจากตน จึงวางแผนให้เขาลงธารบำเพ็ญและใช้คลื่นอัสนีฟาดจนอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย สุดท้ายพระเอกก็อดรนทนไม่ไหว บุกทะลวงธารบำเพ็ญ ฝ่าคลื่นวารีเพื่อพานายเอกออกมาและนั่นเป็นเหตุให้ไอ้ตี้จวินวิปลาสนั้นโดนกลบเป็นตัวตายตั





![สถานะเมียในสมรส [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

