Home / วาย / เมื่อข้าทะลุมิติไปเป็นตี้จวินบนสรวงสวรรค์ / ตอนที่ 7 ตัวข้ามาเยือนบ้านของบุรุษแปลกหน้า

Share

ตอนที่ 7 ตัวข้ามาเยือนบ้านของบุรุษแปลกหน้า

last update Last Updated: 2026-01-04 21:49:35

ทั้งสองเดินเที่ยวชมบ้านเรือนและเขตแดนมาสักพัก หงฮุ่ยหลิงพลันหุบพัดลง เดินขึ้นหน้าเล็กน้อยสองก้าว หันใบหน้ากลับมามองบุรุษด้านหลัง “น้องชาย ข้ายังมิได้ถามเจ้าเลย เจ้ามีนามว่าอะไร?”

แผ่นหลังของบุรุษแปลกหน้าตั้งตรง เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคมราวเปลวเพลิงเหล็ก “ข้าชื่อหลี่เสวี่ยเฟิง หรือท่านจะเรียกเสวี่ยเฟิงเฉย ๆ ก็ได้”

เสวี่ยเฟิง ที่แปลว่า ลมหิมะ เหรอ

ในนิยายต้นฉบับไม่มีตัวละครที่ชื่อเสวี่ยเฟิง

งั้นแสดงว่าน้องชายคนนี้ไม่ใช่ตัวละครหลัก แต่เป็นตัวประกอบปลาซิวปลาสร้อยที่ไม่มีบท หรือไม่ก็เป็นชื่อปลอมที่โกหกเพื่อกลบเกลื่อนตัวตนไปตามสถานการณ์

“เช่นนั้นเสวี่ยเฟิง บ้านเจ้าอยู่ที่ใด บนสวรรค์ สำนักเซียนพิภพมนุษย์ หรือ แดนปีศาจแห่งนี้”

นัยน์ตาสีชาดหรี่ลงช้า ๆ มีประกายประหลาดวูบผ่าน มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเย็น “ท่านเซียนอยากรู้ไปทำไม? คงมิใช่ว่าท่านคิดจะไป ‘เยี่ยม’ บ้านข้าหรอกกระมัง?”

จะใช่ได้อย่างไร ผมแค่ถามเพราะอยากรู้ว่าคุณเป็นทวยเทพองค์ไหนเฉย ๆ บ้านอะไรไม่ได้อยากไปสักนิด

หงฮุ่ยหลิงชะงักความคิดไปเล็กน้อย

แต่เอ๊ะ! หากไอ้หน้าหล่อนี่เป็นทวยเทพจริง ๆ เขาไม่มีทางยอมบอกว่าบ้านตัวเองอยู่ตรงไหนแน่ ๆ ที่กล้าถามเช่นนี้หมายความว่าต้องการลองเชิงผมสินะ

อีกฝ่ายกระตุกมุมปากมา หงฮุ่ยหลิงก็แสยะยิ้มกลับ “ย่อมเป็นเช่นนั้น เพียงแต่เจ้าจะยอมให้คนแปลกหน้าเช่นข้าไป ‘เยี่ยม’ บ้านเจ้าหรือ”

เสวี่ยเฟิงมองรอยยิ้มไม่จริงใจนั้น พลันหัวเราะเบา ๆ เสียงแหบเล็กน้อย “หากท่านตั้งใจจะไปบ้านข้าจริง ข้าก็คงไม่ห้าม...แต่จะให้ดีกว่านี้ เอ่ยนามของท่านเสียหน่อยจะเหมาะกว่า”

เออนั่นดิ เรื่องพื้นฐานเช่นนี้ผมลืมมันไปได้ยังไง การที่เราอยากรู้ความลับของอีกฝ่าย เราต้องแสร้งแสดงว่าเราเป็นมิตรมิใช่ศัตรูก่อน

แต่จะโกหกว่าชื่ออะไรดีล่ะ หากบอกชื่อมั่ว ๆ ซั่ว ๆ ไป แล้วเผลอลืมจนโป๊ะแตกกันพอดี

หงฮุ่ยหลิงโบกพัดไปมา คิดแล้วคิดอีกก็หาชื่อดี ๆ มิได้ สุดท้ายก็จนปัญญาเอ่ย “ข้าชื่อหงเลี่ยง เป็นเซียนจื่อบนพิภพมนุษย์อย่างที่เจ้าเห็น”

เขาคลี่ยิ้มงดงามราวบุปผาสวรรค์ แสร้งเล่นละครแสดงความเป็นมิตรเต็มเปี่ยม “น้องชาย ข้าบอกสิ่งที่เจ้าอยากรู้ให้แล้ว เจ้าเล่าจะบอกข้าได้หรือยัง หืม”

“ก็อย่างที่ท่านเห็น ข้าเป็นปีศาจอาศัยอยู่ที่นี่ บ้านข้าอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้เท่าใดนัก” เสวี่ยเฟิงจับจ้องอีกฝ่ายนิ่ง ราวกำลังมองผ่านเนื้อทะลุกระดูกไปถึงวิญญาณ เสียงทุ้มต่ำราวเสียงเรียกจากใต้พิภพ “หากท่านอยากไปบ้านข้าจริง ๆ ข้าพอจะนำทางท่านได้ ขอเพียงท่านอย่าเสียใจภายหลัง”

หงฮุ่ยหลิงหรี่ตาพิจารณาอีกฝ่ายอย่างละเอียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนเค้นเสียงในใจ

โกหก

ปีศาจบ้าปีศาจบออะไรจะหน้าตาดีขนาดนี้ หากจะโกหกทั้งที ไม่โกหกว่าเป็นหลี่เสวี่ยเทียนไปเลยเล่า แบบนั้นยังดูน่าเชื่อถือกว่าอีก

ทันใดนั้นความคิดชั่วร้ายบางอย่างก็ผลุดขึ้นมาในสมองอันน้อยนิดโดยพลัน

หึหึ คุณบอกว่าจะนำทางไปบ้านของคุณใช่ไหม

น้องชายเอ๋ย คุณลองเชิงผิดคนเสียแล้ว คนอย่างหงฮุ่ยหลิง เมื่อกัดแล้วอย่าได้หวังว่าจะโดนปล่อยง่าย ๆ หากคุณไม่มีบ้านอยู่ที่นี่จริง คุณได้ขายหน้าไปหลายชั่วอายุแน่

หงฮุ่ยหลิงกล่าวยิ้ม ๆ แววตาแฝงความคิดชั่วร้ายอยู่เก้าส่วน แต่กลบด้วยมาดคนดี “เช่นนั้นก็รบกวนแล้ว”

เสวี่ยเฟิงมองเลศนัยในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น ทว่ากลับมิได้เอ่ยอันใดเพิ่มเติม เพียงเดินนำหน้าพาหงฮุ่ยหลิงผ่านย่านการค้า เลี้ยวเข้ามาจนสุดซอย เบื้องหน้าเห็นตำหนักไม้ขนาดใหญ่ดูตระการตาตั้งอยู่กลางสระน้ำแข็ง

เสวี่ยเฟิงพาหงฮุ่ยหลิงเข้ามายังตำหนักแห่งหนึ่ง รอบด้านรายล้อมด้วยตำหนักยิบย่อยอีกหลายตำหนัก รอบด้านของตำหนักทั้งหมดมีสระบัววิญญาณบานตลอดทั้งปี บรรยากาศดูเงียบสงบไร้เงาของปีศาจ

หงฮุ่ยหลิงเดินตามมาถึงด้านในตำหนัก รอบด้านตกแต่งเหมือนตำหนักสวรรค์ทุกประการ เพียงแต่ดูสบายตากว่าเล็กน้อย ทางเข้าตกแต่งด้วยผ้าขาวโปร่งแสงยาวลู่ลม ด้านในสุดมีตั่งไม้สีน้ำตาลแดง ปูด้วยผ้าขนจิ้งจอกสีขาว ด้านล่างตั่งไม้ปูด้วยพรมแดง

หงฮุ่ยหลิงมองซ้ายแลขวา พบว่าที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใดเลยนอกจากพวกเขาสองคน รอบด้านเงียบสงัดเสียยิ่งกว่าป่าช้า

นี่บ้านคุณจริงดิ คุณเป็นปีศาจจริงเหรอ

คนหน้าตาดีแบบคุณเนี่ยนะ

หรือความจริงคุณคือหลี่เสวี่ยเทียน

คิดไม่ทันสุด อีกความคิดหนึ่งก็แทรกเข้ามาค้าน

ไม่ ๆ จะเป็นไปได้อย่างไร หลี่เสวี่ยเฟิงไม่มีกลิ่นอายความเย็นของหิมะ ไม่มีทางที่เขาจะเป็นหลี่เสวี่ยเทียนแน่นอน

ในจังหวะนั้นเอง ความคิดอีกด้านก็ผลุดเข้ามาแทรก

เอ๊ะ! หลี่เสวี่ยเทียนก็แซ่หลี่เหมือนหลี่เสวี่ยเฟิงนี่ หรือความจริงหลี่เสวี่ยเฟิงเป็นน้องชายลับ ๆ ของหลี่เสวี่ยเทียน แต่คนละธาตุ

มีโอกาสเป็นไปได้

หงฮุ่ยหลิงคลี่พัดมาปิดครึ่งหน้าก่อนวางมาดเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เสวี่ยเฟิง ที่นี่ใช่บ้านของเจ้าจริงหรือ”

เสวี่ยเฟิงเดินไปนั่งไขว่ห้างตรงตั่งไม้ มือข้างหนึ่งยันคางไว้ อีกข้างพาดขอบตั่งไม้อย่างเกียจคร้าน ทอดมองมาทางหงฮุ่ยหลิงนิ่งด้วยรอยยิ้มบางแทบมองไม่เห็น “ที่นี่อาจไม่งามเท่าสวรรค์ แต่ข้าเรียกมันว่าบ้าน ท่านเซียนผู้สูงศักดิ์ถามเช่นนี้ หรือในสายตาท่าน ข้าไม่เหมาะกับสถานที่แห่งนี้อย่างนั้นหรือ”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เมื่อข้าทะลุมิติไปเป็นตี้จวินบนสรวงสวรรค์   ตอนที่ 9 กลับสวรรค์

    หงฮุ่ยหลิงชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกเหงื่อตกอย่างพิกล “อย่างนั้นหรือ ขอบคุณที่ชม”เขาขยับตัวเบี่ยงถอยหลังเล็กน้อยให้เส้นผมหลุดจากมืออีกฝ่ายอย่างธรรมชาติ “แต่หากไม่จำเป็น เจ้าก็อย่าเสียเวลาไปเลย ข้าเองก็ใช่ว่าจะอยู่ที่นั่นตลอด เกรงว่าเจ้าไปอาจเสียเวลาเปล่า”เสวี่ยเฟิงมิได้ดื้อดึงดึงเส้นผมกลับมากุม เพียงเอ่ยราบเรียบคล้ายไม่ใส่ใจ แต่จงใจทุกคำ “หืม ไม่อยู่ เช่นนั้นท่านเดินทางไปที่ใด”“ข้าต้องขึ้นสะ...”หงฮุ่ยหลิงชะงักปากทันควัน แผ่นหลังเกร็งขึ้น รีบคลี่พัดที่มิได้โบกมานานขึ้นมาโบกเบา ๆ กระแอมเอ่ยกลบเกลื่อน “ขึ้นเขาช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน ในหนึ่งเดือนข้าอยู่สำนักเพียงไม่กี่วัน วันเวลาไม่แน่นอน หากเจ้ามาหาข้าที่สำนักแต่ข้ากลับไม่อยู่ เจ้าสำนักคงไม่ยินดีเท่าใดนัก และที่สำคัญมันรั้งแต่เป็นการเสียเวลาเปล่ามิใช่หรือ”เอ่ยเสร็จแผ่นหลังที่ตึงเครียดก็ผ่อนลงมาได้เมื่อกี้หากเขาเผลอหลุดปากคำว่าสวรรค์ออกไป คงได้มีนองเลือดกับเสวี่ยเฟิงเป็นแน่แท้เนื่องจากสวรรค์กับแดนปีศาจเป็นศัตรูกันชัดเจนมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จักรพรรดิสวรรค์กับราชาปีศาจถือเป็นศัตรูที่มิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้ หากเผลอบังเอิญพบเจอกันที่ใดล้

  • เมื่อข้าทะลุมิติไปเป็นตี้จวินบนสรวงสวรรค์   ตอนที่ 8 ความสงสัยที่ซ่อนเร้น

    หงฮุ่ยหลิงชะงักไปเสี้ยววินาทีน้องชาย คุณถามอะไรไม่คิดแบบนั้น หากคนหน้าตาดียิ่งกว่าหมื่นดวงดาราอย่างคุณไม่เหมาะกับที่นี่ ในธุลีแดงแห่งนี้คงไม่มีใครเหมาะแล้วล่ะหงฮุ่ยหลิงโบกมือไปมา “มิใช่ ๆ ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น”เขารีบกล่าวเพิ่มเติม “บ้านเจ้าก็ออกจะกว้างใหญ่เพียงนี้ คงมีพี่ชายพี่สาวอยู่หลายคนกระมัง”เสวี่ยเฟิงขยับขาเล็กน้อย หยิบผลองุ่นบนจานเงินตรงกลางตั่งไม้ขึ้นมาบรรจงปอกเปลือกอย่างพิถีพิถัน ทั้งที่ไม่ปอกก็สามารถกินได้“เคยมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นบุรุษรูปงาม เป็นเซียนกระบี่ขาวอันเจิดจรัส” เขานำองุ่นเข้าปากอย่างเกียจคร้าน เสียงราบเรียบแต่เฉือนลึกถึงกระดูก “แต่พลันเกิดเรื่องที่แม้แต่ข้าเองก็ไม่อยากนึกถึงนัก ตอนนี้จึงไม่มีแล้ว”เสวี่ยเฟิงหันใบหน้ามามองหงฮุ่ยหลิง “ท่านเซียนดูจะไม่ค่อยชอบเสียงดังนัก ถ้าเช่นนั้นมาอยู่กับข้าก็ได้” เขาหยิบผลองุ่นขึ้นมาหมุนเล่นก่อนนำเข้าปาก “อย่างน้อยข้าก็รู้จักเงียบกว่าใครหลายคนที่ท่านเคยพบเจอมา”หงฮุ่ยหลิงเอ่ยตอบแทบจะทันทีโดยไม่ต้องคิด “ขอบใจมาก แต่ข้าขอรับเพียงน้ำใจพอ”เสวี่ยเฟิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกปฏิเสธ แววตาไม่เผยความรู้สึกใด เสียงยังคงสุภาพแต

  • เมื่อข้าทะลุมิติไปเป็นตี้จวินบนสรวงสวรรค์   ตอนที่ 7 ตัวข้ามาเยือนบ้านของบุรุษแปลกหน้า

    ทั้งสองเดินเที่ยวชมบ้านเรือนและเขตแดนมาสักพัก หงฮุ่ยหลิงพลันหุบพัดลง เดินขึ้นหน้าเล็กน้อยสองก้าว หันใบหน้ากลับมามองบุรุษด้านหลัง “น้องชาย ข้ายังมิได้ถามเจ้าเลย เจ้ามีนามว่าอะไร?”แผ่นหลังของบุรุษแปลกหน้าตั้งตรง เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคมราวเปลวเพลิงเหล็ก “ข้าชื่อหลี่เสวี่ยเฟิง หรือท่านจะเรียกเสวี่ยเฟิงเฉย ๆ ก็ได้”เสวี่ยเฟิง ที่แปลว่า ลมหิมะ เหรอในนิยายต้นฉบับไม่มีตัวละครที่ชื่อเสวี่ยเฟิง งั้นแสดงว่าน้องชายคนนี้ไม่ใช่ตัวละครหลัก แต่เป็นตัวประกอบปลาซิวปลาสร้อยที่ไม่มีบท หรือไม่ก็เป็นชื่อปลอมที่โกหกเพื่อกลบเกลื่อนตัวตนไปตามสถานการณ์“เช่นนั้นเสวี่ยเฟิง บ้านเจ้าอยู่ที่ใด บนสวรรค์ สำนักเซียนพิภพมนุษย์ หรือ แดนปีศาจแห่งนี้”นัยน์ตาสีชาดหรี่ลงช้า ๆ มีประกายประหลาดวูบผ่าน มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเย็น “ท่านเซียนอยากรู้ไปทำไม? คงมิใช่ว่าท่านคิดจะไป ‘เยี่ยม’ บ้านข้าหรอกกระมัง?”จะใช่ได้อย่างไร ผมแค่ถามเพราะอยากรู้ว่าคุณเป็นทวยเทพองค์ไหนเฉย ๆ บ้านอะไรไม่ได้อยากไปสักนิดหงฮุ่ยหลิงชะงักความคิดไปเล็กน้อยแต่เอ๊ะ! หากไอ้หน้าหล่อนี่เป็นทวยเทพจริง ๆ เขาไม่มีทางยอมบอกว่าบ้านตัวเองอยู่ตรงไหน

  • เมื่อข้าทะลุมิติไปเป็นตี้จวินบนสรวงสวรรค์   ตอนที่ 6 ตัวข้าพบบุรุษแปลกหน้า

    “ตึง!” เสียงชนดังสนั่น ร่างของเขาล้มลงเข้าไปในอ้อมแขนของบุรุษผู้หนึ่ง มือหนาของบุรุษผู้นั้นรับร่างของเขาไว้อย่างมั่นคงโอ๊ย...เจ็บเป็นบ้า เมืองบ้าเมืองบออะไรคนเยอะขนาดนี้ฟะ!หงฮุ่ยหลิงสถบในใจอย่างเหลืออด มิได้สนใจว่าใครพยุงตนอยู่ รีบผละออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่งนั้น จัดอาภรณ์ที่ยับนิดหน่อยจากแรงชน คลี่พัดเตรียมเดินต่อ ไม่มีแม้แต่คำว่า ‘ขอบใจ’ กับบุรุษที่ช่วยประคองมิให้เขาล้มหัวทิ่มพื้นสาเหตุมิใช่ว่าเขาไร้มารยาทหรือไม่รู้จักคำว่าน้ำใจแต่เพราะเขาอ่านนิยายเรื่องนี้มาจนรู้จักนิสัยของไอ้นักเขียนจิตวิปริตนั้นดีเกินไปนักเขียนผู้นี้ไม่มีทางเขียนให้แดนปีศาจจะปกติเหมือนแคว้นนครทั่ว ๆ ไป เท่าที่เขาจำได้ ดินแดนของพระเอกในนิยาย ประชากรทุกคนล้วนเป็นผู้มีฝีมือด้านการสังหารและล่อลวงผู้คน หากเผลอไปสบตาใครเข้า เผลอ ๆ อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว“หึ”เสียงหัวเราะแผ่วในลำคอ นัยน์ตาสีชาดเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าธารน้ำแข็ง ยามแผ่นหลังสีฟ้านั้นผละหนีโดยไม่คิดเหลียวหลังแม้แต่น้อย“ท่าน...ช้าก่อน”เสียงทุ้มต่ำน่าฟังราวสายลมสารทดังขึ้นจากด้านหลังเสียงนั้นแม้มิได้ดังมากนัก ทว่ากลับหยุดการก้าวเท้าของหงฮุ่ยหลิงทันที

  • เมื่อข้าทะลุมิติไปเป็นตี้จวินบนสรวงสวรรค์   ตอนที่ 5 ตัวข้ามาเยือนแดนปีศาจ

    บรรยากาศในห้องทรงงานก็เหมือนในหนังจีนกำลังภายในเทพเซียนทั่ว ๆ ไป มีโต๊ะไม้อยู่มุมหน้าต่างพอดิบพอดี บนโต๊ะมีหมึกชนิดพิเศษ มีขนนก มีพู่กัน มีกระดาษ มีหน้าต่าง มีพรมขนสัตว์สีขาววางบนพื้นตรงโต๊ะไม้เตี้ย ข้าง ๆ มีกล่องไม้ประณีตไว้ใส่เอกสารสำคัญต่าง ๆหงฮุ่ยหลิงเดินไปนั่งขัดสมาธิบนพื้นพรม หยิบม้วนกระดาษจากในกล่องไม้ขึ้นมาคลี่เปิดอ่าน อ่านมาครึ่งค่อนวันก็เข้าใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อยหน้าที่หลัก ๆ ก็มิได้มีอะไรมาก นอกจากคอยจัดการเรื่องร้องเรียนจากเหล่าทวยเทพ แก้ปัญหาเรื่องวุ่นวายเวลามีเหล่าปีศาจขึ้นมาอาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้เหล่าทวยเทพ และสร้างธารบำเพ็ญให้เสร็จตามต้นฉบับธารบำเพ็ญที่จะสร้างขึ้นมานี้ มิใช่มีไว้เพียงเป็นแหล่งเลื่อนขั้นพลังวิญาณให้เหล่าทวยเทพ แต่ยังมีไว้เพื่อทรมานลู่ซิงเยียนในต้นฉบับอีกด้วยในต้นฉบับ หงฮุ่ยหลิงไอ้โรคจิตมันอยากให้ลู่ซิงเยียนเป็นตี้จวินองค์ถัดไปต่อจากตน จึงวางแผนให้เขาลงธารบำเพ็ญและใช้คลื่นอัสนีฟาดจนอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย สุดท้ายพระเอกก็อดรนทนไม่ไหว บุกทะลวงธารบำเพ็ญ ฝ่าคลื่นวารีเพื่อพานายเอกออกมาและนั่นเป็นเหตุให้ไอ้ตี้จวินวิปลาสนั้นโดนกลบเป็นตัวตายตั

  • เมื่อข้าทะลุมิติไปเป็นตี้จวินบนสรวงสวรรค์   ตอนที่ 4 กำเนิดตี้จวิน (3)

    หงฮุ่ยหลิงแทบจะหงายหลังตกบัลลังก์ทองคำ เขาก็คิดอยู่หรอกว่าน่าจะมาตอนต้น ๆ ของนิยาย แต่ใครมันจะไปคาดคิดว่าจะมาตั้งแต่พึ่งจุติเช่นนี้ทั้งที่ในใจมีคลื่นโหมกระหน่ำ แต่ใบหน้ายังคงสงบนิ่งราวฟังเรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไป “อย่างนี้นี่เอง”บ้าน่า ๆ ผมพึ่งมาจุติเมื่อกี้เองเหรอ อย่างนั้นก็แสดงว่าผมเข้ามาตอนเริ่มบทของเรื่องเลยน่ะสิ งั้นแสดงว่าไอ้พวกกฎโง่ ๆ ที่ห้ามเลี้ยงหมาแมวก็ยังไม่มี ดูจากเหล่าทวยเทพตอนนี้นายเอกก็ยังไม่แน่ว่าจะขึ้นสวรรค์มาด้วย ถ้าอิงตามต้นฉบับต้องรอประมาณสองสามปีต่อจากนี้ก่อนนายเอกจะขึ้นสวรรค์และกลายเป็นบุปผาเปราะบางที่เหล่าเทพต่างประคมประหงมเช่นนั้นผมก็มีเวลาเหลือเฟือในการวางแผนต่อกรกับพระนายเลยน่ะสิ แบบนี้มันโชคดีในความโชคร้ายชัด ๆ แม้ในใจจะลิงโลดอยากกระโดดโห่ร้องด้วยความปลื้มปีติ แต่สถานการณ์จริงยังวางมาดสุขุมไม่ไหวเอนแม้ลมฝนโหมกระหน่ำ“หย่งจง กฎสวรรค์ยามนี้ใครเป็นผู้ดูแล”หย่งจงเงยหน้าเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”หย่งจงแม้จะเป็นทวยเทพฝ่ายเอกสาร แต่กลับได้ชื่อว่าเป็นเทพที่โหดเหี้ยมเย็นชา แก่นปราณแข็งแกร่งระดับ เจินเซียน ดำรงรักษากฎสวรรค์อย่างเข้มงวด ไม่อ่อนข้อให

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status