Se connecterหลิวเซียงเอ๋อร์เดินวนไปมาหน้าห้องหอในตำหนักซูฮวากง ร่างบางเดินกระสับกระสายจนคนมองต้องรู้สึกเวียนศีรษะ
“พระสนม..พระองค์เดินแบบนี้มานานแล้วนะเพคะ”
“เรากำลังใช้สมาธิอยู่นะซิ ขอเราอยู่คนเดียวซักพักได้ไหมเจ้าออกไปก่อน” หลิวเซียงเอ๋อร์หยุดหันมองหลินเสียงที่กำลังนั่งมองเธอ
“งั้นหม่อมชั้นจะออกไปอยู่ข้างนอกห้อง หากพระสนมต้องการสิ่งใดเอ่ยเรียกหม่อมชั้นได้นะเพคะ” หลินเสียงพูดจบก็ถอยหลังออกประตูไม้ใหญ่นั้นไป จวบกับองครักษ์เฉินฮั่วกลับมาพอดี
“แม่นางหลิน พระสนมทำอะไรอยู่หรือ”
“พระสนมทรงเดินไปแล้วก็เดินมา”
“เดินไปแล้วเดินมา? ”
“เจ้าค่ะ” หลินเสียงไม่พูดต่อเธอทรุดตัวลงโต๊ะหินอ่อนศาลานอกห้องหอของสนมซูเฟยก่อนจะนั่งเอามือเท้าคาง
เฉินฮั่วนึกสงสัยแต่ก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปหากไม่มีเสียงเรียกหรือสิ่งผิดปกติใด ๆ เขาแทบไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้ามา ณ ที่แห่งนี้เลยเสียด้วยซ้ำหากมิเพราะเสนาบดีหลิวเป็นคนสั่งให้เขามาค่อยอยู่ปกป้องนาง
“หลินเสียงข้านึกออกแล้ว” หลิวเซียงเอ๋อร์วิ่งเปิดประตูใหญ่หน้าห้องหอ
“พระสนม!!” หลินเสียงตกใจที่จู่ ๆ หลิวเซียงเอ๋อร์ก็วิ่งมาเปิดประตู นางรู้ว่าตั้งแต่ที่สนมหลิวซูเฟยฟื้นหลังจากตกน้ำนั่นท่าทางก็ราวต่างออกไปแม้ในบางครั้งเธอก็รู้สึกเหมือนอยู่กับคนที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็มิกล้าถ่วงถาม
“ข้าอยากไปหอคณิกา”
“พระสนม!!” เสียงของหลินเสียงสูงขึ้นอีกครั้ง นางตกใจกับสิ่งที่ หลิวเซียงเอ๋อร์บอก เพราะหอคณิกาที่ขึ้นชื่อในเมืองนี้เป็นหอคณิกาที่มิได้มีเพียงหญิงงาม แต่มีความพิเศษตรงมีบุรุษรูปงามมาบริการแก่หญิงสาว ทั้งหญิงแก่แม่หม้าย และหญิงสาวต่างก็ชอบเข้าไปชื่นชมเยี่ยงบุรุษ
“เอาน่า ๆ เราแค่ไปนั่งชมเพียงอย่างเดียว เราแค่ต้องการไปหาข้อมูลบางสิ่งที่เราสงสัย” หลิวเซียงเอ๋อร์ทำท่าทางยักคิ้วลิ่วตา
“สงสัยสิ่งใดเพคะ” หลินเสียงแปลกใจเพราะตั้งแต่หลิวเซียงเอ๋อร์เติบโตมาไม่มีสิ่งใดที่เธอไม่รู้
“วันนั้นที่ตลาด เราถูกชายชุดดำช่วยเหลือไว้และเราก็เห็นว่าบุรุษนั้นกระโดดลงมาจากหอคณิกา” หลิวเซียงเอ๋อร์แต่งเรื่องราวนิดหน่อยเพื่อให้หลินเสียงยอมช่วยเหลือ หากแต่ความจริงเธอต้องการที่จะออกไปหาหน่วยข่าวกรองที่เป็นหนึ่งในคณิกาซึ่งเป็นคนของฮ่องเต้ เพื่อสืบหาว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ตระกูลหลิวต้องถูกประหารล้างตระกูล เพราะหลังจากที่สนมหลิวซูเฟยถูกส่งเข้าวังหลังไม่นานตระกูลนางก็ถูกตัดสินว่าคิดก่อการกบฏช่วยเหลือศัตรูให้เข้ามาลอบสังหารฮ่องเต้ ในวันที่ฉลองพระราชสมภพฮ่องเต้หนานรั่วหาน แต่ที่เธอรู้ว่าตระกูลหลิวถูกใช้เป็นเครื่องมือเพราะหลังจากที่คิดว่าจบกลับไม่ใช่ ยังมีหนอนบ่อนไส้อาศัยชื่อตระกูลหลิวเพื่อสั่งการ นั่นเป็นเหตุที่ทำให้สนมหลิวซูเฟยผูกคอเสียชีวิต ส่วนหลินเสียงและองครักษ์ต่างก็ฆ่าตัวตายตามเพื่อแสดงความรักและเคารพต่อนาง
หลิวเซียงเอ๋อร์หยิบชุดสีแดงฉูดฉาดราวเลือดนก ปักดิ้นทองลายหางนกยูง ผืนผ้าบางคลุมร่างเล็กตัดกับสีผิวเผยให้เห็นลำคอระหงส์นั่น
“พระสนม..เราจะไปกันจริงหรือเพคะ” หลินเสียงเองก็แต่งองค์ทรงเครื่องไม่ต่างกับหญิงงามที่กำลังจะออกไปเกี้ยวบุรุษ
“เจ้าต้องคิดว่านี่คือสิ่งที่เราต้องทำ หากข้ามิได้เอ่ยขอบคุณน้ำใจนี้ ข้าก็มิอาจตายตาหลับ” หลิวเซียงเอ๋อร์กล่าววาจาอย่างหนักแน่น
หอคณิกานี้ตั้งอยู่กลางเมืองเป่ยหลง เป็นหอคณิกาที่ใคร ๆ ต่างก็ต้องรู้จักเป็นอย่างดี เพราะนอกจากที่จะมีเหล่าบุรุษคอยมาบริการสุรา และรินน้ำชาแล้ว ก็ยังมีเหล่าหญิงงามค่อยต้อนรับเช่นกัน หลิวหลิวอยากเห็นหอนี้มากเพราะตอนที่อ่านเป็นตัวอักษรต่างก็ดูน่าชมแล้ว นี่ถือโอกาสที่อยู่ในร่างของสนมหลิวซูเฟยทำให้เธอได้มาเห็นด้วยตาตนเอง
หอสูงใหญ่โตสมกับที่ชื่อเสียงเลื่องลือ ในหอคณิกานี้เป็นคฤหาสน์ไม้เนื้อดีขัดจนขึ้นเงามีด้วยกันทั้งหมดสี่ชั้น โดยแบ่งแยกห้องรับแขกเป็นระดับชั้น โดยชั้นบนสุดของหอสำหรับต้อนรับแขกพิเศษหรือระดับฮ่องเต้หรือหรืออ๋อง ส่วนชั้นสามต้อนรับระดับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ส่วนชั้นสองเป็นพ่อค้าหรือผู้ที่อยากได้ความเป็นส่วนตัว ส่วนชั้นล่างเป็นส่วนต้อนรับจะมีเวทีแสดงต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนกันไป ทุกๆ วันจะมีป้ายบอกไว้หน้าหอสำหรับการแสดงแต่ละช่วงยาม ซึ่งส่วนใหญ่ผู้คนก็จะมาชมการแสดงเพลงพิณของฉินม่อซี บุรุษหน้าหวานที่มีแววตาดั่งกวางน้อย หน่วยสืบข่าวกรองลับของฮ่องเต้หนานรั่วหาน
“พระสนมเราจะพบบุรุษเงานั้นหรือไม่เพคะ”
“ไม่รู้ซิ..แต่ข้าว่าเราต้องเข้าไปดูก่อน” หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เปิดประตูคอยตอนรับเหล่านักท่องเที่ยวยามค่ำคืน โคมไฟต่างถูกแขวนไว้ตามชายคา
“เชิญเจ้าค้าาาา คุณหนูท่านต้องการห้องไหนเป็นพิเศษหรือไม่” เสียงหญิงวัยกลางคนที่ทาปากสีแดงจัดทำท่าจีบปากจีบคอร้องเรียกเธอขณะที่กำลังเดินเข้าไปห้องโถงใหญ่ ผู้คนต่างส่งเสียงพูดคุยอย่างครื่นเครง เหล่าบุรุษและสตรีในเมืองต่างแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย หลิวเซียงสอดส่องสายตามองรอบ ๆ หาบุรุษที่คิดว่าน่าจะเป็นฉินม่อซี
“ข้าต้องการมาชมคุณชายฉินดีดพิณ เห็นว่าไพเราะนัก”
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ไพเราะที่สุดในใต้หล้านี้เชิญคุณหนูนั่งรอที่นี่ก่อนอีกไม่นานการแสดงก็จะออกมาแล้วเจ้าค่ะ” ยามนี้สตรีที่เข้ามารอชมการแสดงเพลงพิณต่างก็ส่งสายตามองไปยังกลางเวทีหลักกลางคฤหาสน์หลังใหญ่
สองบุรุษที่อยู่ชั้นบนสอดส่องมองลงมา เมื่อเห็นหญิงสาวที่เข้ามาใหม่สวม อาภรสีแดงสะดุดตาต่างก็จ้องมองกัน สองคิ้วคมเข้มขมวดขึงราวกับไม่พอใจ
“ฝ่าบาท..” เสียงเอ่ยเรียกบอกถึงสถานะ หากแต่อีกคนยกมือขึ้นราวกับห้ามปราม
“เราอยู่ที่นี่ห้ามเรียกเราเช่นที่เคยเป็น เรียกเราว่าคุณชายก็พอ” ฮ่องเต้หนานรั่วหาน ยามนี้เขาจับตามองสตรีที่เรียกได้ว่าเป็นภรรยาอย่างแปลกใจ
“คุณชายให้บ่าวไปจัดการหรือไม่ขอรับ”
“ยังก่อน ข้าอยากรู้เหมือนกันว่านางจะมาไม้ไหน”
“แล้วหากพระสนม…เออ นางมาหาเศษหาเลยกับบุรุษคุณชายจะทำเช่นไรขอรับ” องครักษ์ไป่ฟางหรงยามนี้เป็นเพียงบ่าวผู้ติดตามคุณชายต่างอดเป็นห่วงไม่ได้
“เช่นนั้นข้าจะจัดการเอง” พูดจบร่างสูงก็ลุกออกไปยังห้องหนึ่งที่มีบุรุษอีกคนกำลังเปลี่ยนชุด
“ฝ่าบาท” บุรุษที่กำลังจัดชุดสีฟ้าอ่อนคลุมด้วยผ้าโปรงสีขาวหันกลับมาพร้อมโน้มตัวคารวะ
“ฉินม่อซี..คืนนี้เราจักแสดงเอง เจ้ามาแต่งหน้าให้ข้าที” ฉินม่อซีขมวดคิ้วมองอย่างงุนงง เขารู้ดีว่าฮ่องเต้หนานรั่วหานฝีมือการดีดพิณเรียกได้ว่าชั้นครูเลยก็ว่าได้ เพราะเขานั่นเองเป็นผู้ได้สอนให้ฉินม่อซีดีดพิณเป็น
“ฝ่าบาทเหตุใดท่าน…” ฉินม่อซีเอ่ยขึ้นอย่างไม่เป็นพิธี ยามเข้าวังเขาคือข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์แต่อยู่ข้างนอกเขาคือสหายสนิทของฮ่องเต้เลยก็ว่าได้
“ข้ามีเหตุผลของข้า แต่เจ้าต้องแต่งให้ผู้คนจดจำข้ามิได้” เช่นนั้นฉินม่อซีเริ่มแต่งแต้มสีสำหรับการแสดงต่าง ๆ ลงใบหน้าขาวของหนานรั่วหานอย่างเบามือก่อนจะจัดชุดใหม่เป็นอันเสร็จพิธี
เสียงผู้คนปรบมือแต่แปลกใจเหตุใดวันนี้ฉินม่อซีกลับมาผ้าบางมากั้นปิดบังใบหน้า หากแต่เสียงเพลงพิณนั้นกลับนุ่มนวลชวนให้หลงไหลยิ่งกว่าทุกครั้ง หลิวเซียงเอ๋อร์นั่งยกมือเท้าคางมน ๆ ก่อนจะจิบสุราท้อรสชาดหวานลิ้นที่แม่นางเสี่ยวหงยกสุรานี้มาให้พร้อมถั่วอีกจาน
“หลินเสียงเจ้าว่าบทเพลงพิณนี่ไพเราะหรือไม่” หลิวเซียงเอ๋อร์ยกยิ้มพร้อมถามสตรีที่นั่งข้าง ๆ สายตาจับจ้องไปยังบุรุษกลางเวทีอย่างไม่วางตา
“มากเลยเจ้าค่ะ”
“หากข้าจะซื้อบุรุษนี่ เจ้าคิดว่าต้องให้เงินเท่าไหร่ดี” คำพูดเธอทำให้หลินเสียงที่กำลังยกดื่มชาถึงกับสำลัก
“คุณหนู!!..ท่านว่ากระไรเจ้าคะ”
“ข้าถามว่าถ้าต้องให้เขามาบริการข้า ข้าจะต้องจ่ายเท่าไหร่กัน” หลินเสียงไม่อยากเชื่อหูตัวเอง สตรีผู้ที่เคยเคร่งครัดทั้งกิริยามารยาท สี่คุณธรรม สามคล้อยตาม แต่ยามนี้เหตุใดนางถึงได้เอ่ยถึงบุรุษอื่นด้วยสีหน้าราวกับต้องมนต์
“คุณหนู..บ่าวว่ามิดีเจ้าค่ะ”
“ดีซิ…ข้าแค่เรียกมาหาข้อมูลไง หากบุรุษเงานั่นมาที่นี่บ่อยเขาต้องรู้จักเป็นแน่” หลินเสียงได้ยินก็พยักหน้าคล้อยตาม
“คุณหนูท่านนี่ฉลาดจริง ๆ เจ้าค่ะ” หลินเสียงรีบเปลี่ยนสีหน้าก่อนจะหันไปมองสตรีร่างอวบที่กำลังเดินวนโต๊ะโน้นที โต๊ะนี้ทีราวกับปลาแหวกว่ายไปมา
“แม่นางเสี่ยวหง..คุณหนูข้าถูกชะตาคุณชายฉินแล้วจักต้องจ่ายเท่าไหร่หรือ” หลินเสียงสอบถามให้แทนนายที่ยังคงทอดมองบุรุษนั่น
❀ตอนพิเศษ เอาใจเจ้า❀เรือนไม้หลังใหญ่ถูกแบ่งสัดส่วนไว้อย่างเป็นระเบียบ แม้จะไม่หรูหราดังวังหลวง แต่เรือนไม้นี่ก็นับได้ว่าโอ่อ่าพอ ๆ กับจวนขุนนางชั้นสูง แม้เขาและเธอจะปฏิเสธที่จะรับ แต่ฮ่องเต้หนานเออร์หลงก็ยังคงที่จะมอบให้พี่ชายผู้เป็นที่รักอยู่ดี"ท่านพี่ข้าว่าจิวฉิงคงตามหาแล้วกระมัง" หลิวเซียงเอ๋อร์กำลังจะขยับกายลุก แต่ร่างแกร่งกลับคว้าเอวเธอไว้อีกครั้ง"ไม่หลอก...ฉิงฉิงคงกำลังเล่นกับน้องอยู่เช่นเดิมนั่นแหล่ะ เจ้าไม่รู้หรือว่าฉิงฉิงดีใจแค่ไหนที่มีน้อง" หนานรั่วหานกดปลายจมูกซุกลงต้นคอเธอ ลิ้นร้อนค่อย ๆ ไล่ลงตามเนื้อผิวละเอียด ปลายนิ้วก็ไล่เกลี่ยยอดถันสีชมพู หลิวเซียงเอ๋อร์ไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้เป็นสามีดี เขารักเธอถนอมเธออย่างดีก็จริง แต่เขาแทบไม่ยอมให้เธอห่างกายเลย "อ่ะ!!...ท่านพี่" หลิวเซียงเอ๋อร์ร้องอุทานเบา ๆ เพราะกลัวบ่าวไพรที่อยู่ด้านนอกจะได้ยิน ปลายนิ้วที่ดุนดันรอดผ่านช่องทางรักของเธอค่อย ๆ ขยับส่งให้น้ำหวานไหลเยิ้ม "ของเจ้านี่ยังคับแน่นดีจัง ไหนข้าดูซิ" เอ่ยจบใบหน้าคมค่อย ๆ เคลื่อนลงต่ำพร้อมกับลิ้นร้อนที่ค่อยเลียชิม "อ่ะ..ท่านพี่ ท่านรังแกข้าเกินไปแล้วนะ" หลิวเซียงเอ๋อร์สั่
"ท่านแม่...ข้ากำลังยุ่งอยู่ ท่านเร่งข้าจัง" แววตากลมขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ มุ่ยปากหน้าเง้าหน้างอ"ฉิงเอ๋อร์ ท่านพ่อรอเจ้านานแล้วนะ เจ้ากำลังทำอะไร" หลิวเซียงเอ๋อร์ปราบบุตรสาวที่กำลังรื้อกล่องไม้ลายดอกเหมย"ข้ากำลังเตรียมของไปฝากท่านอาเออร์หลง" "ฉิงเอ๋อร์ แม่บอกเจ้าแล้วว่าต้องเอ่ยเรียกฝ่าบาทว่าฮ่องเต้ ""แต่...." เด็กน้อยก้มหน้ามองกล่องไม้ราวรู้สึกผิด ปนเศร้าใจ"ไม่มีแต่" หลิวเซียงเอ๋อร์หยิกแก้มกลมขาวๆ อย่างหยอกเย้า มองดูแววตาใสของบุตรสาวที่เริ่มเติบโตอย่างช้า ๆ "ฉิงเอ๋อร์..เจ้าถืออะไรไปฝากท่านอารึ" หนานรั่วหานอุ้มบุตรสาวแนบอก มองดูตุ๊กตาไม้ที่นางถือ"ท่านพี่...ท่านให้ท้ายจิวฉิงแบบนี้เดี๋ยวนางก็เคยตัวกันพอดี" หลิวเซียงเอ๋อร์มองค้อนผู้เป็นสามีก่อนจะเดินไปนั่งที่รถม้า แม้หนานรั่วหานจะสละฐานันดร แต่ความผูกพันของฮ่องเต้หนานเออร์หลงก็ยังคงเป็นเช่นเดิม วันเวลาผ่านไปนานหนานเออร์หลงขึ้นครองราชย์แทนผู้เป็นพี่ชาย ส่วนฟู่หยาเย่ฟานก็พ้นตำแหน่งฮองเฮาเป็นเพียงหญิงผู้ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองตระกูลฟู่หยายกสมบัติตระกูลให้แก่ราชวงศ์ก่อนที่นางจะปลีกตัวไปอยู่เมืองเล็ก ๆทางหัวเมืองเหนือ หนานชินอ
"ไท่ซางหวงโฮ่ว..ทำเช่นไรดีเพคะ หากไม่นำเด็กออกดูเหมือนจะไม่รอดทั้งพระสนมและทารกนะเพคะ" เหลียนมามาเอ่ย ใบหน้าซีดดูไร้เลือดลมไม่มีใครรู้ได้เลยว่าในยามนี้เธอต้องพบกับสิ่งใดบ้าง//หลิวซูเฟย...หากท่านต้องการร่างท่านคืนเรายินดี แต่ขอเพียงอย่างเดียวขอให้ท่านรักเด็กคนนี้ราวกับเป็นตัวตนของท่านได้หรือไม่// ร่างสีขาวโปร่งพยักหน้ารับ หากแต่มีชายแก่หนวดเครายาวปกคลุมริมฝีปากของเขาจนมิดปรากฎต่อคนทัั้งสอง หลินหลินจดจำชายแก่ผู้นี้ได้ดี เขาคือผู้ที่นำพาดวงจิตของเธอมาตกสู่ร่างสนมผู้นี้/สนมหลิวซูเฟย ท่านหมดกรรมแล้วใยมิไปผุดไปเกิด เที่ยวมายื้อแย่งกายหยาบทำไมกัน/เสียงชายชราดังก้อง แม้จะดูเหมือนเป็นการเปล่งเสียงเบา ๆ//ท่านตาข้าทำไม่ได้ ข้าทิ้งคนที่ข้ารักไม่ได้// หลิวเซียงเอ๋อร์ร้องห่มร้องไห้ราวใจจะขาดนางรักหนานรั่วหานมานาน แม้เขามิเคยชายตามองเลยก็ตาม แต่ด้วยเพราะความรักที่ฝังลึกในจิตใจยากที่จะให้นางลืมได้ ชายชราได้ยินก็โบกพัดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยครั้งสุดท้าย/หลิวเซียงเอ๋อร์ ร่างนี้มิใช่ของเจ้าอีกต่อไป หากเจ้าต้องการความรักจากคนที่เจ้ารัก ข้าจะทำให้เจ้าสมหวังสักครั้ง/ ชายชราเอ่ยจบร่างโปร่งก็พัดปลิวหายไป หล
ฝุ่นบนพื้นดินคละคลุ้งกำลังพลที่กำลังขับเคลื่อนเร่งมุ่งหน้าสู่ชายแดน ไม่นานกองกำลังจากวังหลวงก็มาสมทบ หนานชินอ๋องกระโดดลงจากหลังอาชาสีขาวหมอกพร้อมโน้มศีรษะลงให้กับคนบนหลังอาชาตัวโหญ่ "ถวายบังคมฝ่าบาท" "ทหารจากแคว้นสุ่ยยังมาไม่ถึง เราจะช่วยท่านพี่ยื้อกำลังพลไว้เสียก่อน""แต่ฝ่าบาท....หูเป่ยกำลังพลมากกว่าเป่ยหรงเท่าตัว หากแคว้นสุ่ยมาไม่ทันวันมะรืนกระหม่อมเกรงว่า..." หนานชินอ๋องน้ำเสียงลู่ลงพลางสีหน้าก็ถอดราวกังวลใจ"เราต้องวางแผนกันเสียใหม่ กำลังพลเราน้อยกว่าก็จริง แต่หากวางตำแหน่งรบไว้ดีเราก็สามารถลดทอนกำลังพลเราได้ ท่านพี่ให้เหล่าทหารได้อิ่มหนำสำราญกันเสียเถิด และคอยเฝ้าระวังศัตรู ม่อซีเจ้าจงแฝงตัวไปยังกองกำลังหูเย่วเสียเพื่อสืบดูสถานการณ์ในยามนี้" หนานรั่วหานชี้แจงเสร็จก็โดดลงจากหลังอาชามุ่งหน้าเข้าสู่กระโจมที่พักชั่วคราว เสี้ยวใจหนึ่งอดกังวลถึงหลิวเซียงเอ๋อร์ไม่ได้ เพราะเขาไม่อยากให้นางต้องเป็นห่วงจึงเร่งออกจากวังหลวงโดยไม่เอ่ยลา***เวลาผ่านไปราวกับลมพัดหลิวเซียงเอ๋อร์นั่งปักผ้าผืนเล็ก ๆ ที่จะตัดทำชุดให้เจ้าก้อนกลมในครรภ์ ใบหน้าอมยิ้มอย่างมีความสุข หากแต่ไม่นานความสุขสบายก็คลื่นกา
หลิวเซียงเอ๋อร์ลืมตามองผ้าแพรที่ผูกกั้นเป็นฉากกั้นเตียงไว้ ภาพใบหน้าโกรธแค้นของหญิงสาวเจ้าของร่างที่ยืนเอ่ยทวงคืน‘สนมหลิวฉันขอเวลาอีกไม่นาน’ หลิวเซียงเอ๋อร์คิดทบทวนในคำพูดก่อนจะค่อย ๆ ขยับกายลุก“หลินเสียง..เจ้าเตรียมน้ำล้างพระพักต์ไว้ให้ฝ่าบาทด้วย ข้าจะออกไปข้างนอกเดี๋ยว” น้ำเสียงกระซิบสั่งสาวใช้ข้างกายราวกับระวังคนที่ยังคงหลับตานอนบนเตียงตื่น หลิวเซียงเอ๋อร์จัดแจงเปลี่ยนชุด เธอเลือกชุดที่ดูสีสดเหมือนเมื่อครั้งที่เจ้าของร่างนี้ยังคงอยู่“พระสนมจะไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเอ่ยทักด้านหน้าประตู เฉินฮั่วยืมมองใบหน้าที่ถูกตกแต่งไว้อย่างจัดจ้าน ทำให้เขารู้สึกแปลกใจในท่าทางเธออีกครั้ง นานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มเช่นนี้“เราจะไปที่ใด เจ้ามิต้องสนใจ” หลิวเซียงเอ๋อร์สะบัดเสียงใส่ราวกับคนละคน‘เฉินฮั่ว...ฉันขอโทษ แต่ถ้าฉันไม่ทำเช่นนี้ต่อไปเจ้าก็คงจะลืมสตรีร้ายกาจเช่นนางแน่’ หลิวเซียงเอ๋อร์เร่งฝีเท้าออกมากลางสวนซีเซียน สวนสระบัวจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้โผล่มาที่นี่ หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองผืนน้ำที่ไหลเอื่อย‘หากเราไม่กลับไปใช้ชีวิตเช่นสนมหลิวดังเดิม แล้วถ้าเจ้าก้อนกลมเกิดมานางจะรักเหม
สิ้นราชโองการสละราชบัลลังก์ของฮ่องเต้หนานรั่วหาน เสียงว่ากล่าวที่ดังออกไปยังรอบ ๆ วังหลวงต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงที่มาที่ไปของการสละราชบัลลังก์ ทั้งเสียงที่กล่าวจะไม่รู้เรื่องจริงเสียเท่าไหร่ แต่คนที่หน้ากังวลใจมากกว่าตอนนี้คืออ๋องสี่ที่ได้รับฟังความจริงจากไท่เฟย แม้เขาเองจะรู้สึกผูกพันกับไท่เฟยไม่น้อยแต่ความรู้สึกหนึ่งที่เขารู้สึกหนักใจก็คือการที่รู้ความจริงว่ามารดาตนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางยาพิษบิดาตน (ฮ่องเต้องค์ก่อน)“กระหม่อมอยากให้เสด็จพี่ทบทวนดูอีกครั้ง กระหม่อมมิอาจนั่งบัลลังก์นั้นได้” อ๋องสี่หนานเออร์หลงก้มหน้าคุกเข่าต่อหน้าทุกคนที่ตำหนักฮุ่ยหวง ความรู้สึกผิดแทนมารดาตนพรั่งพรูออกมา ฝ่ามือที่กำแน่นจนเห็นเป็นเส้นเลือดสีเขียวอมม่วงทำให้หนานรั่วหานยกมือประคองร่างพระอนุชาตนก่อนจะเอ่ย“เจิ้นคิดว่าเจ้าเหมาะสมแล้ว แม้ไม่สืบทอดยามนี้ยามหน้าเจ้าก็ต้องครองบัลลังก์นั่น”“แต่เสด็จพี่..”“ขอเพียงเจ้ายังคงรักษาปณิธานเสด็จพ่อ ดูแลรักษาประชาราษฎร์ให้สงบสุขร่มเย็นได้ดังที่เสด็จพ่อตั้งพระทัย” ฝ่ามือเรียวเล็กของไท่เฟยที่ค่อย ๆ วางลงบนฝ่ามือหนาของอ๋องสี่พลางลูบอย่างปลอบโยน“หลงเออร์..เจ้าอย่าเป







