Se connecter {ยามเว่ย}13.00 - 14.59 น.
หลิวเซียงเอ๋อร์ทอดกายเดินชมสวนดอกโบตั๋นที่กำลังออกดอกเบ่งบานอวดความสวย เธอค่อย ๆ ย่อกายลงพร้อมสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ พลางเผยยิ้มอย่างพอใจ
“ถวายพระพรสนมหลิวซูเฟยเพคะ” สตรีร่างบางที่ยืนอยู่ตรงด้านหน้าเธอ ส่งยิ้มเล็กน้อย หลิวเซียงเอ๋อร์ยันตัวรีบลุกยืนก่อนจะพยักหน้ารับ
‘แล้วนี่ใครล่ะเนี้ย’ หลิวเซียงเอ๋อร์จ้องมองหน้าเรียวงามดั่งรูปไข่ ดวงตากลมสวยเหมือนกลีบท้อแรกแย้ม เธอคาดเดาไม่ได้เลยว่าหญิงงามตรงหน้านี้เป็นสนมคนใดกัน
“หลินเสียงถวายพระพร พระสนมจูเสียนเฟยเพคะ” หลินเสียงที่เดินกลับมาจากห้องเครื่อง หลังจากจัดเตรียมน้ำชาและขนมให้นายสาวได้พักชมดอกโบตั๋น
‘อ้อ..จูเสียนเฟย ภรรยาเยอะดีจริง ๆ ฮ่องเต้องค์นี้...แต่เดี๋ยวนะ งั้นนางก็คือนางเอกในโลกนี้ซิ มิน่าหน้าตาผิวพรรณผุดผ่องออร่าเปล่งประกายเชียว’ หลิวเซียงเอ๋อร์จ้องอย่างลืมตัวด้วยแววตาเยียดยิ้มพร้อมท่ายืนสง่าดุจนางพญา
“พระสนมหลิวท่านอาการดีแล้วหรือเพคะ เห็นเหล่านางกำนัลบอกว่าท่านสลบไปนานถึงสามวันด้วยกัน” จูเสียนเฟย หรือจูเหมยฮวาก้มหน้าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกำลังหวาดกลัวในท่าทางของนาง
“เราดีขึ้นแล้วสนมจูมิต้องเป็นห่วง นางกำนัลก็พูดเกินไปเราแค่พักผ่อนก็เท่านั้น”
“เมื่ออาการดีแล้ว เหตุใดเจ้าถึงมิเข้าเฝ้าฮ่องเต้” เสียงเอ่ยแทรก ของสตรีอีกนางที่เดินเข้ามาตรงหน้าเธอ สตรีร่างสูงโปร่งผิวขาวหมดจด ใบหน้ายาวเรียวรับกับดวงตากลม จนหลินเสียงต้องรีบกระตุกชายเสื้อให้เธอหันมองปากขยับไร้เสียงนั่น
‘อะไรนะ..อ๋อกุ้ยเฟย’ เธอมองปากนั่นแล้วสะกดตามอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะหันมาหายังสตรีผู้มาใหม่
“พระสนมจิ้งกุ้ยเฟยนี่เอง” หลิวเซียงเอ๋อร์ผินมอง
“หากเจ้าอาการดีขึ้นแล้ว เหตุใดจึงไม่เข้าเฝ้าฮ่องเต้และฮองเฮา หรือเจ้ากลัวเรื่องอันใดสนมหลิว”
“มิต้องห่วง หม่อมชั้นต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาทแน่ เพียงแต่ตอนนี้ร่างกายยังมิแข็งแรงดีหากเป็นอะไรไปเกรงฝ่าบาทจะทรงเป็นห่วง” หลิวเซียงเอ๋อร์ กระตุ้กหางคิ้วอย่างไม่พอใจในท่าทางของสนมจิ้งกุ้ยเฟยที่ทำราวกับว่าเธอได้กระทำผิดต่อสิ่งใด
‘หรือนางจะทำผิดจริง’ หลิวเซียงเอ๋อร์นึกสงสัยในร่างเดิมของหลิวเซียงเช่นกัน
“ข้ามิได้ว่ากล่าวเจ้า เพียงแค่บ่าวไพรต่างก็เห็นว่าเจ้าผลักสนมจูเสียนเฟยตกน้ำ จริงหรือไม่สนมจูเสียนเฟย”
“เออ…ตอนนั้นหม่อมชั้นตกใจจึงจำอะไรไม่ได้เช่นกันเพคะ" จูเหมยฮวาทำเสียงอ่อนพลางก้มหน้าราวคนผิด
“มันเป็นอุบัติเหตุ ข้าเองก็ตกลงในสระนั่นเช่นเดียวกัน ถ้าข้าจงใจเหตุใดข้าต้องทิ้งตัวลงในสระน้ำนั่นเล่า”
“ก็เพราะเจ้าชอบเรียกร้องความสนใจจากฝ่าบาทนะซิ ครานี้เห็นทีฝ่าบาทคงจะไม่โอนอ่อนตามเจ้าแน่” สนมจิ้งกุ้ยเฟย หรือจิ้งหนี่เหนียนบุตรสาว แม่ทัพใหญ่ ต่างเป็นที่รู้กันว่าแต่ไหนแต่ไรมานางทั้งสองมักจะต้องแข่งขันเอาชนะกันอยู่เสมอแต่ก็มิเคยมีใครน้อยหน้าไปกว่ากัน
“ข้ามิสนว่าฝ่าบาทจะสนใจข้าหรือไม่ ขอแค่ข้าอยู่ได้ไม่ลำบากก็เพียงพอ” หลิวเซียงเอ๋อร์เอ่ยวาจาชัดเจน ทำให้บุรุษร่างสูงผู้ที่มาทีหลังถึงกับหมวดคิ้วเข้มอย่างไม่พอใจ
“สามหาว!! เจ้ากำลังว่าเจิ้นมิดูแลใส่ใจวังหลังเลยหรือ” บุรุษร่างสูงกำลังเดินเข้ามาใกล้ สองมือไขว้หลังเผยไหล่กว้างอย่างสง่า หลิวเซียงเอ๋อร์ตกใจจนรีบถอยหลัง
“ถวายพระพรฝ่าบาท” หลิวเซียงเอ๋อร์รู้ดีว่ายามนี้บุรุษตรงหน้าเธอเป็นใครมิได้ นอกจากฮ่องเต้หนานรั่วหาน กษัตริย์ผู้เฉียวฉลาดทั้งบุ๋นและบู๊ ผู้ที่ส่งให้เธอไปอยู่ตำหนักเย็นนั่นเอง เธอรีบก้มหน้าลงพื้นก่อนจะก้าวถอยหลังไปหาหลินเสียงที่ยืนถือถาดชาและขนมอยู่
“ถวายพระพรฝ่าบาท” เหล่าสนมย่อกายน้อมคำนับพร้อมเพรียงกัน
หลิวเซียงเอ๋อร์ค่อย ๆ เงยหน้าจ้องมองใบหน้าร่างสูงที่ดูงดงามกว่าชายใดที่เธอเคยพบมา หากแต่บางสิ่งที่สะดุดตาคงเป็นดวงตาคมดุจดังเหยี่ยวนั่นที่ทำให้เธอกลับนึกถึงใครบางคน
‘เฟอร์เฟคที่สุด ช่างเป็นฮ่องเต้ที่รูปโฉมงดงามราวมาจากสรวงสวรรค์ ไม่แปลกใจเลยเหตุใดสนมหลิวถึงได้ลุ่มหลงในฮ่องเต้นัก ทั้งที่มีชายหนุ่มรูปงามข้างกายแท้ ๆ ’ เธอมองพิจารณาใบหน้าคมเข้ม คิ้วเรียงเฉียงรับกับใบหน้า
“เจิ้นเพียงยุ่งงานราชกิจมากไปหน่อย ไม่คิดว่าสนมหลิวจะคิดเช่นนี้ เช่นนั้นเจิ้นจะให้เหิงกงกงหายามส่งตัวเจ้าเข้าหอดีหรือไม่” ฮ่องเต้หนานรั่วหานยกยิ้มอย่างพอใจ เขามิเคยเห็นสีหน้าซีดๆ ของนางยามตกใจ และสีหน้าแดง ระเรื่อราวผลเชอรี่ยามเขินอาย เหล่าสนมได้ยินต่างค้อนสายตามองนาง แต่ก็มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยขัด
“ฝ่าบาทกระหม่อมจะหายามเข้าหอพระสนมหลิวซูเฟยให้พ่ะย่ะค่ะ หากแต่ฤกษ์ยามอาจมิทันพระทัยพระองค์ได้ข้าน้อยขอประทานอภัย” น้ำเสียงเอ่ยขึ้นจมูกราวดัดให้ฟังดูนุ่มนวล แต่สำหรับหลิวเซียงเอ๋อร์ช่างเป็นเสียงที่สร้างความกังวลใจให้เธอนัก
‘โชคดีที่ยุคนี้จะทำอะไรก็ต้องมีพิธีรีตอง มิฉะนั้นเห็นทีเราคงจะรอดพ้นยาก ไม่ตายเสียก่อนก็คงตกเป็นรองฮ่องเต้เมียเยอะคนนี้แน่’ หลิวเซียงเอ๋อร์นึกว่ากล่าวเขาอยู่ภายใน
“เช่นนั้นหม่อมชั้นทูลลาเพคะ” หลิวเซียงเอ๋อร์ย่อกายอย่างน้อบน้อม
"เดี๋ยวก่อนเจิ้นมีเรื่องต้องคุยกับเจ้า” เอ่ยจบฮ่องเต้หนุ่มก็ได้แต่เอามือไขว้หลังเดินตรงไปยังศาลาริมน้ำ เหล่าขันทีและนางกำนัลที่ติดตามต่างรู้หน้าที่ทำได้เพียงยืนรอห่างราวครึ่งลี้1 ส่วนสนมสองนางยืนมองหน้ากันอย่างสงสัย หลิวเซียงเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าอย่างเต็มปอดก่อนจะเดินตรงไปยังศาลานั่น
หลิวเซียงเออร์ค่อย ๆ ก้าวเดินอย่างช้า ๆ บนสะพานไม้โค้งเธอมีความรู้สึกเหมือนภาพด้านหน้าวูบไหว กลับมีภาพซ้อนทับ มันเป็นภาพหญิงสาวสองนางกำลังยืนชมดอกบัวก่อนที่หญิงนางหนึ่งที่เธอดูคุ้นตาจะเดินเข้าหาอีกสตรีร่างบาง ภาพที่เห็นเริ่มชัดเจนทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วหญิงสาวที่เธอเห็นก็คือ สนมหลิวซูเฟย และสนมจูเสียนเฟย ที่กำลังตกลงไปในสระบัวก่อนภาพจะกลับมาสู่ปกติ ร่างบางทรุดตัวลงมือสองข้างทำได้เพียงเกาะขอบสะพานเพื่อทรงตัว ฮ่องเต้หนานรั่วหานเห็นใบหน้านางขาวซีด
“เจ้าเป็นเช่นไร” ฮ่องเต้หนานรั่วหานเอ่ยถามก่อนจะยืนมือเพื่อรั้งร่างบางให้ลุกยืน
“หม่อมชั้นแค่รู้สึกวิงเวียนเท่านั้นเพคะ”
“เช่นนั้นเจิ้นจะให้นางกำนัลส่งเจ้ากลับตำหนักเสียก่อน”
“มะ..มิเป็นไรเพคะ!!” หลิวเซียงเอ๋อร์รีบปฏิเสธ เธอเป็นเพียงสตรีในวังหลังหากทำสิ่งใดไม่ถูกใจในวันนี้ต่อไปเธอคงจะอยู่ยาก สู้เธอยอมรับฟังสิ่งที่เขาอยากจะเอื้อนเอ่ยอย่างน้อยก็ยังพอสู้หน้ากันได้
“เช่นนั้นเจิ้นจะมิถ่วงเวลาเจ้ามาก” บรุษร่างสูงยืนไขว้หลังหันมองออกไปนอกศาลากลางสระบัว สันจมูกที่โด่งรับกับคิ้วเข้มทำให้ใบหน้าด้านดูสง่าผ่าเผยเป็นอย่างยิ่ง
“เพคะ” หลิวเซียงเอ๋อร์กุมมือประสานยกขึ้นเล็กน้อยพอดูงาม เธอค่อยๆ ปรับเปลี่ยนท่าทางจากที่ผ่านตามาบ้างจนพอจดจำทำได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ก็ถือว่าเริ่มคุ้นชิน
“เหตุใดวันนั้นเจ้าจึงได้ผลักสนมจูเสียนเฟย” หลิวเซียงเออร์ยืนจ้องใบหน้าด้านข้างฮ่องเต้หนุ่ม เธอไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไรดีในเมื่อภาพที่เธอเห็นเมื่อซักครู่ใครเห็นก็ต้องเข้าใจว่าเธอเป็นคนผลักสนมจูเสียนเฟยตกลงไปเป็นแน่
“เป็นเหตุบังเอิญเพคะ”
“บังเอิญ!! มิใช่เจ้าตั้งใจกันแน่หรือ”
“เหตุใดหม่อมชั้นต้องผลักสนมจูด้วย ในเมื่อหม่อมชั้นก็ตกลงในสระบัวนั่นเช่นกัน”
“แล้วเจิ้นจะรู้ได้เช่นไรว่าเจ้ามิได้โป้ปดเจิ้น” ร่างสูงหันหน้ามองแววตาเขาช่างดุราวกับราชสีห์ที่มองกวางน้อย
“หม่อมชั้นขอประทานอภัย หากพระองค์จะทรงเชื่อหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพระองค์แล้วเพคะ” หลิวเซียงเอ๋อร์หลบสายตามองต่ำ
“พระสนม..เหตุใดเจ้าจึงพูดเช่นนั้น เจ้าเห็นว่าเจิ้นเป็นคนจิตใจคับแคบหรือกระไร”
“หม่อมชั้นไม่มีพยานและหลักฐาน แล้วจะให้หม่อมชั้นหาสิ่งใดมากราบทูลฝ่าบาทได้เพคะ”
‘สนมหลิวท่านหาเรื่องให้ข้าลำบากแล้ว’ ร่างบางก้าวถอยหลังเพราะถูกร่างสูงที่กำลังขยับก้าวเข้าใกล้
“ครั้งนี้เจิ้นจะอภัยให้เจ้า หากมีครั้งหน้าอย่าหาว่าเจิ้นข่มเหง” ฮ่องเต้หนานรั่วหานสะบัดแขนเสื้อก่อนจะเดินออกจากศาลากลับตำหนักหลงเฉียวกงอย่างไม่พอใจ
1 1 ลี้ = 500 เมตร
~ พิธีอภิเษกสมรสสนมเต๋อเฟย~ ลานกว้างหน้าพระราชวังถูกประดับไปด้วยช่อผ้าสีแดงสด เหล่านางกำนัลกำลังเร่งรีบจัดแต่งชุดให้เจ้าสาว ใบหน้านางยามนี้ฉายแววไปด้วยความสุข แม้นางจะมิเคยพบฮ่องเต้หนานรั่วหานคนนี้มาก่อนแต่เมื่อได้มาพบนางก็ยินดีพร้อมแต่งแม้ต้องอยู่ขั้นสนมนางก็รับได้ แม่สื่อจัดแต่งมงกุฎให้นางเป็นครั้งสุดท้าย“ฮ่องเต้เสด็จ!!..” เหิงกงกงที่ยืนอยู่หน้าตำหนักซูเฉียวกง เอ่ยตะโกนบอกกล่าวให้นางรู้ว่าพิธีส่งตัวได้เริ่มแล้ว ร่างสูงย่างลงจากเกี้ยวหลังใหญ่ ด้วยท่วงท่าสง่างามชุดสีแดงสะบัดตามแรงจังหวะก้าวเดิน“ข้ามีงานที่ต้องสะสางต่อฉะนั้นรีบเสร็จพิธี” ฮ่องเต้หนานรั่วหานเอ่ยบอกเหิงกงกง ชายชรายอบกายก่อนเร่งรีบวิ่งไปหน้าห้องหอนาง ร่างบางยามนี้นั่งนิ่งในใจกลับราวมีเสียงกลองตีกึกก้อง มือเล็ก ๆก็พลางสั่นด้วยความตื่นเต้นปนกลัวไปได้ ฮ่องเต้หนุ่มค่อย ๆ นั่งลงข้างนางก่อนจะยกผ้าปิดหน้าออก ใบหน้าอิ่มแหงนมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตากลมโตเขาขมวดคิ้วหนาก่อนจะหันไปหยิบยกสุรามงคลขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อ
ร่างสูงมองกองหนังสือมากมายที่จัดเรียงไว้รอสะสาง‘ดูท่าเห็นทีคืนนี้คงต้องพักไว้ก่อน’ ใบหน้าเคร่งขรึมยามนี้ได้หยุดมือลงละมองไปนอกหน้าต่างที่มีเพียงแสงส่องของดวงจันทร์และตะเกียงไฟที่จุดไว้เรียงรายตามทางเดิน“เหิงกงกงเตรียมเกี้ยวข้าจะไปตำหนักสนมหลิว” เสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่น ยามนี้เขาไม่สามารถข่มใจให้นั่งอยู่ต่อได้ “ฮ่องเต้จะเสด็จตำหนักซูฮวากง เด็ก ๆ เตรียมเกี้ยววว” เสียงเหิงกงกงประกาศบอกเหล่าขันทีองครักษ์ที่ดูแลรอบด้านตำหนักให้ทราบ ก่อนที่ร่างสูงจะทอดเดินไปตำหนักซูฮวากงยามนี้มีเพียงแสงไฟบางจุดที่ส่องแสงรวมถึงในห้องหอนางยามนี้ก็ดูสลัวยิ่งนัก ฮ่องเต้ลุกก้าวลงจากเกี้ยวจนเหล่านางกำนัลขันทีวิ่งรับกันแทบไม่ทัน“ถวายพระพร//ถวายบังคมฮ่องเต้ เพคะ//พ่ะย่ะค่ะ” เสียงดังในยามค่ำคืนปลุกให้เธอที่กำลังขดตัวกอดหมอนอุ่นต้องพลิกฟัง‘ฮ่องเต้..มายามนี้ทำไมกัน หรือวันนี้เราจะสร้างเรื่องอะไรให้พระองค์ไม่พอใจกันนะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ผละตัวลุกจากเตียงนอนก่อนรีบลุกไปเปิดประตูห้องหออย่างไม่รอช้า หลินเสียงที่ดูท่าที่ยังไม่ตื่นจากฝันได้ยกศีรษะเล็ก ๆ หันมองก่อนรีบยอบตัวลงแทบติดพื้น“ถะ..ถวายพระพรฝ่าบาท” หลินเสียงรีบคารวะ
ร่างสูงของสตรีคนหนึ่งยืนรอเธออยู่ด้านนอกห้องบรรทมพลางเร่งเร้า ด้วยการเดินไปเดินมาหน้าห้องทำให้เธอต้องรีบจัดแจงชุด หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองตัวเธอผ่านเงาสะท้อนจากแผนทองเหลือง ร่างอรชรที่สวมชุดคล้ายคลึงบุรุษ มัดรวบผมตึงกลางศรีษะใบหน้ายามไร้เครื่องประทินโฉมกลับมองดูสดใส ผิวกายเรียบเนียนขับชุดสีครามเข้มให้ดูสว่าง“หลินเสียงพอแล้ว เราจะไปฝึกซ้อมมิได้ออกไปเที่ยวไหนมิต้องแต่งมากนัก” เสียงห้ามของเธอทำให้นางหยุดมือลง หลินเสียงมองนายหญิงตนอย่างสงสัยเหตุใดนางถึงมีวรยุทธ์จนสามารถที่จะฝึกสอนผู้อื่นได้ เพราะนางเองก็มิเคยออกห่างจากกายนางไปที่ใด“พระสนมท่านไปเอาวิชาวรยุทธ์นี้มาจากที่ใดกันหม่อมชั้นใคร่อยากรู้นัก” หลินเสียงเอ่ยถามอย่างสงสัย‘ฉันจะบอกได้ยังไง ว่าจากภพชาติเดิมที่ฉันเคยอยู่’ หลิวเซียงเอ๋อร์มองหน้ายกยิ้มกรุ่มกริ้มก่อนจะกระซิบบอกนาง“เราก็แค่จำเอาเวลาที่เฉินฮั่วฝึกไง” เธอโกหกหญิงสาวตรงหน้าเพื่อคลายความสงสัยให้นาง หากความจริงแล้วถ่วงท่าที่เธอใช้ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เฉินฮั่วใช้จริง ๆ เธอเองก็สงสัยเช่นกันเหตุใดเฉินฮั่วจึงรู้ท่าทางของศิลปะเทควันโดนี้“...เพคะ” หลินเสียงทำท่าพยักหน้ารับงก ๆ ราวกับเข
เสียงผู้คนพลุกพล่านแข่งกับเสียงนกร้องในยามเช้า หลิวเซียงเอ๋อร์กระสับกระสายร่างไปมาบนเตียงอุ่นพลางเอาหมอนหนุนยกปิดหูทั้งสองข้าง“หลินเสียง..เกิดอะไรขึ้น” เธอมองหน้าบ่าวในตำหนักที่กรูเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมีหลินเสียงยืนอยู่ด้านหน้าแถว“ทูลพระสนม..ฝ่าบาทมีราชโองการให้จัดเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากแคว้นหูเยว่ที่จะมาถึงในอีกสามวันเพคะ” เธอยกมือจับชายผ้าคลุมกระชับไหล่ก่อนจะลุกเดินออกไปมองดูด้านหน้าที่เหล่าขันทีและสาวใช้นางกำนัลกำลังปัดกวาดเช็ดถูคล่องแคล่ว เธอผินหน้ามองไปยังตำหนักใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง“คงเพราะทราบข่าวเมื่อคืนซินะ” เธอเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องหอตามเดิม“เตรียมชุดให้ข้าที ข้าจะไปที่พระราชวัง” หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก เธอมีความกังวลอย่างหนึ่งคือชะตาชีวิตตระกูลหลิวถูกใส่ร้ายจากช่วงที่มีการจัดเตรียมงานพิธีสำคัญ ด้วยเพราะบิดาเป็นเสนาบดีฝ่ายธรรมการดูแลงานราชพิธีต่าง ๆ ถูกใส่ความก่อกบฏคิดทำร้ายราชวงศ์เธอจึงมีความกังวลที่อยากจะพบหน้าผู้ที่เป็นหัวหน้าตระกูลหลิว“พระสนมจะ
ร่างบางขยับกายเล็กน้อย มือเล็กลูบสัมผัสความเย็นไปที่เตียงนอน‘เขาคงออกไปก่อนรุ่งสางสินะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ปรือตามองไปรอบห้องหอไร้เงาฮ่องเต้หนุ่ม แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกโล่ง แต่ใจหนึ่งกลับรู้สึกเปลี่ยวเหงา ร่างบางยันกายลุกนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงคืนที่เพิ่งผ่านพ้นมา เธอนึกได้ว่าเฉินฮั่วได้เข้ามาที่ห้องหอนี้เช่นกัน อาจเพราะคิดว่าเธอมีภัยเขาจึงพลีพลามเข้ามาในห้องเธอในยามจังหวะนั้นได้“พระสนม..ทรงตื่นบรรทมแล้วหรือไม่เพคะ” น้ำเสียงคุ้นเอ่ยเรียกนางในยามเช้าอย่างตื่นเต้น“มีอะไรหรือ..”“องค์หญิงเจ็ดมาพบพระสนม รออยู่ที่ศาลาหน้าตำหนักแล้วเพคะ” น้ำเสียงตื่นเต้นของนางทำให้คนฟังพลางขมวดคิ้วตาม‘องค์หญิงเจ็ด? นี่เรายังต้องพบใครอีกบ้างนะ’ ภาพความคิดครั้งเก่าก่อนที่เธอจะมาที่แห่งนี้ก็ไม่เคยมีผ่านในความคิดนั้นซักครั้ง เพราะนี่คือตัวละครนอกที่ไม่มีเอ่ยเล่าอยู่ในนิยายที่เธอเคยอ่าน แววตาเรียวจับจ้องมองสตรีร่างสูงกว่าเธอไม่มากนัก แต่กลับดูสง่างามราวบุรุษ ริมฝีปากเรียวบางยกยิ้มทักทายจนเธอแปลกใจในท่าทางนาง แววตากลมราวกวา
แสงแดดยามสายสาดรอดเข้ามายังโต๊ะข้างหน้าต่างในห้องหอ ความอบอุ่นของแสงแดดในยามนี้กระตุ้นให้หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกประปรี้ประเปร่ายกกายบิดเล็กน้อย“หลินเสียง เตรียมชุดให้ข้าทีข้าอยากออกไปชมสวน” เสียงเล็ก ๆ ของนางเอื้อนเอ่ยหานางกำนัลคู่กาย แววตาที่เคยดูเหนื่อยล้ากลับสดใสดังเช่นเดิม“พระสนม..พระองค์ทรงหายป่วยดีแล้วหรือเพคะ” หลินเสียงหยิบยกน้ำชารินยื่นส่งให้นาง“เราหายดีแล้ว และก็อยากออกไปข้างนอกจวนนี้เสียให้ไว เรานอนอยู่แต่ในห้องนี้มาเกือบสามวันแล้วนะ” หลิวเซียงเอ๋อร์บ่นอุบ ก่อนจะเดินไปนั่งลงโต๊ะแต่งกายที่มีเหล่านางกำนัลค่อยผลัดเปลี่ยน ส่วนหลินเสียงเองนางก็กำลังผลัดแป้งให้เธอ“พระสนม..เห็นนางกำนัลตำหนักซูเม่ยกงเอ่ยว่าสนมจูทรงป่วยเช่นเดียวกับพระองค์ แต่ฮ่องเต้กลับไปหานางเพียงคนเดียว พระสนมมิทรงทำอะไรบ้างหรือเพคะ” หลินเสียงนึกน้อยใจแทนนายตน นางรู้ดีว่าหลิวเซียงเอ๋อร์มีใจรักฮ่องเต้เพียงผู้เดียวแม้ยามหลับนางก็ยังคงห่วงหาฮ่องเต้ที่มิทรงเหลียวแลเลยตั้งแต่แต่งเข้าวังหลวงนี่ก็เกือบจะสามหนาวแล้วเห็นจะได้“แล้วเจ้าจักให้เราทำสิ่งใด ในเมื่อสนมจูนางเป็นคนโปรดของฝ่าบาท”“ยามพระสนมป่วยมีเพียงสั่







