LOGINหลังจากที่ไร่ชาถูกปรับปรุงดูแลเป็นอย่างดีเมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือนก็เริ่มให้ผลผลิต ยอดชาอ่อน ๆ เริ่มผลิใบให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งยังมีกลิ่นเฉพาะตัวของแต่ละสายพันธุ์ ก่อนหน้านี้ซ่งลี่ถิงสั่งให้เหล่าหลีสร้างโรงเรือนที่เอาไว้อบใบชาถึงสี่โรงเรือน โดยแยกใบชาแต่ละสายพันธุ์เก็บในโรงเรือนที่แยกกันเพื่อป้องกันการรวมกลิ่นของชา โรงเรือนทั้งสี่ถูกสร้างจนกระทั่งแล้วเสร็จก่อนที่จะเริ่มลงมือเก็บชาหลงจิ่งเป็นสายพันธุ์แรก
ใบชารอบแรกถูกเก็บก่อนจะถูกนำมาอบในโรงเรือนที่เต็มไปด้วยความร้อนที่พอเหมาะ ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
"คุณหนูหอมกลิ่นใบชาเหลือเกินเจ้าค่ะ"
"อืม ใช่"
"แล้วต้องอบนานเท่าใดเจ้าคะ"
"ราว ๆ สามวัน เมื่อแห้งสนิทก็สามารถเก็บไว้ขายได้แล้ว"
ในขณะที่ซ่งลี่ถิงกำลังอธิบายเรื่องใบชาให้สาวใช้ตนได้เรียนรู้ก็มีบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเดินเข้ามารายงาน
"คุณหนูขอรับ มีคนมาขอพบท่านขอรับ"
"ผู้ใดหรือ"
"มิทราบขอรับ"
"เช่นนั้นก็ให้เขาไปรอที่เรือนรับรองก่อนเถิด ประเดี๋ยวสักครู่ข้าจะตามไป"
"ขอรับคุณหนู" ซ่งลี่ถิงเกิดความสงสัยจึงได้สั่งการให้ซานซานเข็นรถเลื่อนของนางตรงไปยังเรือนรับรองที่อยู่อีกด้านของไร่ชา ซึ่งเป็นด้านหน้าทางเข้าไร่ เพื่อสะดวกต่อการรับรองแขกที่มาติดต่อขอซื้อใบชา
"คุณหนูเจ้าคะหรือจะเป็นพ่อค้ามาติดต่อซื้อใบชาเจ้าคะ"
"ข้ายังมิได้ประกาศให้ผู้ใดรู้ แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรกันแต่ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง นี่คงเป็นลูกค้ารายแรกของเราเลยกระมัง" ซ่งลี่ถิงที่ยังคงเกิดความสงสัยอยู่ในใจ พลันปลอบใจตัวเองด้วยคำพูดในแง่บวก
และเมื่อได้มาพบซ่งลี่ถิงก็ต้องแปลกใจเมื่อชายคนดังกล่าวคือบุรุษที่เคยช่วยชีวิตนางไว้ เป็นพี่ชายผู้มีพระคุณผู้นั้น
"ข้าน้อยซ่งลี่ถิงเจ้าค่ะ"
"แม่นางน้อยพบกันอีกแล้ว ช่างบังเอิญเสียจริง" อู่ห่าวหรานเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนต่างจากปกติ ทำให้เหล่าองครักษ์เงาที่แฝงตัวอยู่ถึงกับขนลุกกันถ้วนหน้า พวกเขาอยู่กับท่านอ๋องมานานตั้งแต่ที่อีกฝ่ายย้ายถิ่นฐานมาที่เจียงหนาน ก่อนจะพบว่าไม่เคยมีสักครั้งที่หนานอ๋องจะทรงสนใจสตรีเพศทั้ง ๆ ที่อายุก็ล่วงเลยมาจนกระทั่งยี่สิบหกปีแล้ว แต่คุณหนูซ่ง กลับเป็นข้อยกเว้นเสียนี่ ว่าแต่ว่าเด็กสาวตรงหน้าดูก็รู้ว่าอายุมิน่าจะเกินสิบสามสิบสี่ทั้งยังไม่พ้นวัยปักปิ่น เรียกได้ว่ายังไม่พร้อมจะออกเรือนเสียด้วยซ้ำ แต่หนานอ๋องของพวกเขากลับทำราวกับตนเองเป็นหนุ่มน้อยที่พึ่งได้รู้จักกับคำว่ารัก อย่างไรอย่างนั้น ทำเอาเหล่าองครักษ์ถึงกับกลอกตามองบนกันเลยทีเดียว
"บังเอิญหรือเจ้าคะ ท่านคือ... พี่ชายผู้มีพระคุณผู้นั้น!"
"ดีใจยิ่งนักที่เจ้ายังจดจำข้าได้"
"ลี่ถิง ไม่มีทางลืมท่านได้หรอกเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าพี่ชายมาถึงที่นี่มีอันใดให้ลี่ถิงรับใช้หรือเจ้าคะ"
"เจ้าเรียกข้าว่าห่าวอู๋เถิด"
"เอ่อ เจ้าค่ะ พี่ชายห่าว"
"ได้ข่าวว่าไร่ชาที่นี่ถูกซื้อเพื่อปรับปรุง ตัวข้าเองเคยทำการซื้อขายใบชาที่นี่มาตั้งแต่สมัยยังเป็นของท่านจง มาวันนี้เปลี่ยนมือไปแล้วแต่ก็ยังมั่นใจว่าใบชาของที่นี่ย่อมคุณภาพดีเช่นเดิม" ซ่งลี่ถิงที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายต้องการซื้อชาหญิงสาวก็ยกยิ้มจนถึงดวงตาก่อนจะเชิญอีกฝ่ายนั่งแล้วให้สาวใช้ไปนำชาชั้นดีมารับรองแขก
"พี่ชายห่าวมาที่นี่ย่อมตัดสินใจไม่ผิดเจ้าค่ะ ซานซานนำชาปี้หลัวชุนมารับรองพี่ชายห่าว"
"เจ้าค่ะคุณหนู"
"ชาปี้หลัวชุนเช่นนั้นหรือ คุณหนูซ่งช่างใจกว้างยิ่งนัก" ซ่งลี่ถิงยกยิ้มก่อนจะกล่าวตอบ
"ลี่ถิงอยากตอบแทนพี่ชายห่าวที่ท่านเคยช่วยเหลือเราไว้ เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ย่อมไม่มีปัญหาอันใด แล้วไม่ทราบว่าพี่ชายห่าวอยากจะได้ใบชาแบบใดหรือเจ้าคะ" อู่ห่าวหรานคอยจับจ้องใบหน้าเรียวเล็กที่เกลี้ยงเกลาของหญิงสาว ในยามที่อีกฝ่ายขยับริมฝีปากกล่าววาจาเจื้อยแจ้วช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก
"ที่นี่มีชาชนิดใดบ้างหรือ"
"ในตอนนี้ที่พร้อมขายมีเพียงชาหลงจิ่งเท่านั้นเจ้าค่ะ ส่วนชาปี้หลัวชุน ชาไป๋หาวอิ๋นเจิน และชาอู่อี๋เหยียนฉานั้นยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวเจ้าค่ะ อาจจะต้องบำรุงไปอีกสักระยะ จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้"
"ค้าขายกับนายท่านจงมานานไม่คิดว่าที่นี่จะมีชาพันธุ์ดีถึงสี่ชนิด"
"เห็นว่ากำลังอยู่ในช่วงทดลองปลูกแต่ท่านลุงก็มาจากไปเสียก่อนเจ้าค่ะ ลี่ถิงพอมีความรู้เรื่องชามาบ้างจึงได้ทำการปรับปรุงและดูแลต่อเจ้าค่ะ"
"แม่นางน้อยช่างเก่งกาจยิ่งนัก"
"หามิได้เจ้าค่ะ พี่ชายห่าวเอ่ยชมเกินไปแล้ว ลี่ถิงเพียงชื่นชอบการดื่มชาจึงได้สนใจเรียนรู้เจ้าค่ะ" ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างพอใจดวงตาที่ทอดมองหญิงสาวส่งประกายระยิบระยับ ก่อนที่เขาจะรีบกลบเกลื่อนเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกตื่นตระหนกเสียก่อน
ซานซานเดินกลับมาพร้อมกับกล่องไม้ที่ใช้บรรจุชาปี้หลัวชุน ในยามที่ซ่งลี่ถิงเปิดกล่องชา กลิ่นของใบชาอ่อน ๆ ก็ลอยขึ้นมาทำให้เกิดความรู้สึกพิเศษยิ่งนัก
"ชานี้... ช่างมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ยิ่งนัก กลิ่นหอมอ่อน ๆ แต่ไม่อาจจางหายไปในทันที หากได้รวมตัวกับน้ำที่มีความร้อนพอเหมาะ รสชาติจะต้องพิเศษไม่แพ้กลิ่นของมันเป็นแน่"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ ชาปี้หลัวชุนจะมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครจริง ๆ พี่ชายห่าวช่างรอบรู้ยิ่งนัก"
"มิกล้า ๆ ข้าเป็นเพียงคนคนหนึ่งที่ชื่นชอบการดื่มชาเช่นเดียวกับท่าน"
"ชามาแล้ว เช่นนั้น เชิญพี่ชายห่าวที่โต๊ะน้ำชาด้านโน้นดีกว่าเจ้าค่ะ"
ซ่งลี่ถิงเป็นคนที่หลงใหลในการดื่มชาทั้งยังหลงใหลในการชงชาเป็นอย่างยิ่ง ในโลกก่อนนางถึงกับลงทุนลงแรงข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนวิธีการชงชาแบบโบราณจากประเทศญี่ปุ่น โต๊ะน้ำชาของนางจึงได้ถูกออกแบบเป็นโต๊ะอุ่นขาแบบญี่ปุ่นที่ใช้ในฤดูหนาว และโต๊ะน้ำชาแบบห้อยขา ซึ่งในครั้งนี้ซ่งลี่ถิงเลือกใช้โต๊ะน้ำชาแบบห้อยขาเพราะนั่งพับขานาน ๆ อาจมีผลกระทบต่อกระดูกของนางได้ง่าย หญิงสาวจึงพยายามที่จะหลีกเลี่ยงมันเสีย
ในขณะที่กำลังจะก้าวลงจากรถล้อเลื่อนโดยมีซานซานเป็นผู้ช่วยพยุงร่างของหญิงสาวก่อนจะลงไปนั่งที่โต๊ะห้อยขา อู่ห่าวหรานที่เห็นอาการบาดเจ็บที่ขาทั้งสองข้างของเด็กสาวก็พลันรู้สึกหนาวสะท้านในใจไม่น้อย ดวงตาที่ทอดมองไปยังร่างเล็กมิใช่แววตาแห่งความสงสารหรือเวทนาเช่นที่ผู้อื่นมองนางแต่เป็นแววตาของความเห็นอกเห็นใจเสียมากกว่า ซ่งลี่ถิงรู้สึกเก้อเขินไม่น้อยที่ตนเองมีสภาพที่ไม่เต็มสิบส่วนเช่นนี้ ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยขออภัย
"ต้องขออภัยพี่ชายห่าวแล้ว ช่างน่าอายยิ่งนัก"
"มิใช่เรื่องน่าอายเลยแม้แต่น้อย คนที่ทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้ต่างหากที่ต้องรู้สึกละอายใจ"
"เอ๊ะ! ท่าน..." ดวงตาของซ่งลี่ถิงบ่งบอกถึงความสงสัยในคำพูดของชายหนุ่มไม่น้อย
"มิกล้า ข้าเพียงคาดเดาเท่านั้น"
"เจ้าค่ะ"
หญิงสาวลงมือชงชาปี้หลัวชุน โดยเริ่มจากขั้นตอนการใช้น้ำร้อนล้างถ้วยชาก่อนจะล้างกาน้ำชาที่ใช้ชงชา ชาที่ถูกชงในน้ำแรกจะถูกเทแยกออกไป ก่อนจะเติมน้ำร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมในน้ำที่สอง แล้วจึงรินชาใส่ถ้วยให้กับแขก ทุกขั้นตอนล้วนกระทำด้วยความประณีตและเอาใจใส่ ทำเอาอู่ห่าวหรานจ้องมองอย่างมิอาจคลาดสายตา ดวงตาของเขาบ่งบอกถึงความหลงใหลในตัวเด็กสาวอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะกระแอมไอเพื่อเรียกสติของตนคืนมาในยามที่ถ้วยชาถูกยื่นมาอยู่ตรงหน้า
"อะแฮ่ม!"
"ชาเจ้าค่ะ"
"ขอบคุณ" ชายหนุ่มใช้สองมือในการยกชาขึ้นก่อนจะดมกลิ่นของชาที่ค่อย ๆ ระเหยขึ้นตามความร้อนที่พอเหมาะ แล้วยกขึ้นจิบอย่างละเมียดละไม ความขมที่สัมผัสได้จากโคนลิ้นก่อนจะได้รับรสสัมผัสความหวานอ่อน ๆ จากปลายลิ้น เป็นรสชาติที่พิเศษจริง ๆ
"อื้ม รสชาติพิเศษสมคำร่ำลือจริง ๆ"
"ใช่ไหมเจ้าคะ ข้าเองก็ชอบดื่มชาชนิดนี้เช่นกัน เสียดายที่ชาไป๋หาวอิ๋นเจิน ยังไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ มิเช่นนั้นคงจะนำออกมาให้ท่านได้ลองชิมดูแล้วเจ้าค่ะ"
"หากเป็นเช่นนั้น ไว้คราวหน้าข้าจะขอแวะเวียนมาดื่มชาอีกได้หรือไม่" ซ่งลี่ถิงมองใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่าย เมื่อเขาเอ่ยออกมาเช่นนั้นหัวใจของหญิงสาวในร่างของสาวน้อยผู้หนึ่งก็เกิดเต้นแรงขึ้นอย่างไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะก้มลงเพื่อหลบสายตาคู่นั้น
"ยะ ยินดีเจ้าค่ะ"
"ส่วนครั้งนี้ ขอเป็นชาหลงจิ่งสักหนึ่งร้อยชั่ง ก็แล้วกัน"
"เช่นนั้นใบชาร้อยชั่งนี้อีกสักราวเจ็ดวันได้หรือไม่เจ้าคะ พอดีว่าใบชาของข้าพึ่งทำการเก็บเกี่ยวยังต้องอบแห้งอีก ในขั้นตอนนี้อาจจะต้องใช้เวลาหลายวัน"
"ได้ เช่นนั้นอีกเจ็ดวัน ข้าจะมารับมันด้วยตนเอง"
"เจ้าค่ะ ข้าจะรอ" ซ่งลี่ถิงเอ่ยตอบพร้อมกับอมยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปากของนาง โดยหารู้ไม่ว่าทุกการกระทำของเด็กสาวล้วนอยู่ในสายตาของจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้ตลอดเวลา
เพราะซ่งลี่ถิงคิดที่จะมีจวนเป็นของตนเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาตระกูลซ่งอีกต่อไป จึงได้ปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า ถึงเวลาที่นางจะต้องกางปีกเพื่อบินขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว อย่างน้อยภายภาคหน้านางจะได้มีจวนเป็นของตนเองโดยไม่ต้องคอยสังเกตสีหน้าของผู้ใดซ่งลี่ถิงจึงได้ทำการวางแปลนเรือนของนาง หญิงสาวไม่ได้ออกแบบให้ดูแปลกตาหรือแตกต่างจากเรือนในยุคนี้มากนัก เพราะไม่ต้องการให้เป็นที่จับตามอง เรือนของนางจึงเป็นการผสมผสานระหว่างยุคใหม่กับยุคเก่า เพิ่มเติมคือมีบริเวณสวนหิน ธารน้ำ น้ำตกจำลองและสะพานเล็ก ๆ น่ารัก ด้านในซ่งลี่ถิงออกแบบให้เป็นพื้นยกสูงคล้ายกับเรือนของคนญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ มีห้องน้ำชาสำหรับต้อนรับแขกที่มาเยือนโดยเฉพาะ ยามเมื่อออกแบบออกมาแล้วกลับกลายเป็นเรือนขนาดใหญ่ไม่น้อยก่อนที่หญิงสาวจะเริ่มให้เหล่าหลีเป็นผู้ดูแลเรื่องการก่อสร้างครั้งนี้เช่นเคย เพราะได้ร่วมงานกันมาก่อนจึงมีความคุ้นเคยและเข้าใจในเนื้องานมากกว่าผู้อื่น จวนของนางเริ่มต้นก่อสร้างในทันทีหลังจากที่หญิงสาวส่งแบบแปลนให้กับเหล่าหลีนางต้องการให้ทุกอย่างแล้วเสร็จก่อนวันพิธีปักปิ่นขอ
หลังจากที่ไร่ชาถูกปรับปรุงดูแลเป็นอย่างดีเมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือนก็เริ่มให้ผลผลิต ยอดชาอ่อน ๆ เริ่มผลิใบให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งยังมีกลิ่นเฉพาะตัวของแต่ละสายพันธุ์ ก่อนหน้านี้ซ่งลี่ถิงสั่งให้เหล่าหลีสร้างโรงเรือนที่เอาไว้อบใบชาถึงสี่โรงเรือน โดยแยกใบชาแต่ละสายพันธุ์เก็บในโรงเรือนที่แยกกันเพื่อป้องกันการรวมกลิ่นของชา โรงเรือนทั้งสี่ถูกสร้างจนกระทั่งแล้วเสร็จก่อนที่จะเริ่มลงมือเก็บชาหลงจิ่งเป็นสายพันธุ์แรกใบชารอบแรกถูกเก็บก่อนจะถูกนำมาอบในโรงเรือนที่เต็มไปด้วยความร้อนที่พอเหมาะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
หลังจากที่ทำการซื้อขายไร่ชาแห่งนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ดินผืนนั้นก็กลายมาเป็นของซ่งลี่ถิงอย่างสมบูรณ์ นางจึงได้สั่งการให้ท่านลุงหม่าจัดหาคนงานเพื่อเข้าไปบุกเบิกที่ดินที่เป็นสินเดิมของมารดาเพื่อให้พร้อมสำหรับทำกิจการต่อไป พร้อมกับจัดหาคนงานเพื่อเข้ามาปรับปรุงไร่ชาที่เสื่อมโทรมไปมากเพราะซ่งลี่ถิงนั้นมีประสบการณ์ในการทำไร่ชาอยู่แล้วตั้งแต่ในโลกก่อน ทำให้สามารถจัดการปรับปรุงไร่ชาได้อย่างง่ายดายเพียงแค่พลิกฝ่ามือเมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จซ่งลี่ถิงจึงได้ค้นพบว่านางได้สมบัติล้ำค่ายิ่งมาอยู่ในมือเพราะที่ไร่ชาแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีชาหลงจิ่งที่ผู้คนนิยมดื่มกัน แต่ยังมีชาปี้หลัวชุนชาไป๋หาวอิ๋นเจิน และชาอู่อี๋เหยียนฉาก่อนหญิงสาวจะดีใจยิ่งกว่าสิ่งใดและคิดในใจว่า นี่มันคือขุมทรัพย์ชัด ๆ เพียงเท่านี้นางก็ร่ำรวยจนไม่รู้จะร่ำรวยอย่างไรแล้ว เสียดายที่เจ้าของเดิมมิอาจสานต่อเจตนารมณ์ของบิดาได้ แต่มิเป็นไรนางจะเป็นผู้สานต่อด้วยตนเองหญิงสาวค่อย ๆ ลงมือบันทึกสรรพคุณของชาแต่ละชนิดและวิธีการผลิตเพ
หลังจากวันนั้นซ่งลี่ถิงก็ไหว้วานอาจารย์ของนางให้เป็นผู้ออกหน้าซื้อขายที่ดินไร่ชาแห่งนั้นแทนนาง ซุนปินเฉินจัดการธุระให้กับศิษย์เพียงคนเดียวของเขาจนแล้วเสร็จก่อนจะกลับมาที่จวนพร้อมกับหม่าถังในครั้งแรกที่หญิงสาวมาเอ่ยไหว้วานให้เขาช่วยเป็นธุระจัดการให้ ซุนปินเฉินก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าที่ดินที่หญิงสาวอยากจะได้นักหนานั้นจะเป็นเช่นไร หากเมื่อยามที่ไปเห็นด้วยตาตนเองแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่ดินผืนนั้นช่างงดงามสมราคาจริง ๆ และเขาก็ยังได้รู้มาอีกว่า ใต้พื้นดินของที่ผืนนั้นยังมีแร่ทองคำอยู่อีกด้วย แววตาที่ทอดมองไปยังเด็กสาวจึงได้แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก
เสียงต่อสู้ค่อย ๆ ดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ มือของชายชราจับกระชับที่ด้ามกระบี่จนแน่น ก่อนที่สายตาของเขาจะยังคงจับจ้องที่กลุ่มคนเหล่านั้น เขาไม่รู้ว่ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นผู้ใดหรือคนที่มุ่งร้ายนั้นมีความคิดเช่นไร แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เห็นเหตุการณ์ก็มักจะไม่มีชีวิตรอดกลับออกไป หากเป็นเช่นนั้นชายชราผู้นี้ก็ขอยอมสู้ตายเพื่อปกป้องคุณหนูให้ปลอดภัยในขณะนั้นเองก็มีลูกธนูยิงสวนเข้ามาทางด้านรถม้าของซ่งลี่ถิงแต่ถูกท่านลุงหม่าใช้กระบี่ปัดทิ้งไป ก่อนที่ชายชราจะเอ่ยบอกให้หญิงสาวลงจากรถม้าแล้วไปหลบอยู่ข้างพุ่มไม้ข้างทาง"คุณหนูลงจากรถม้าก่อนเถิดขอรับ" ซ่งลี่ถิงลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเลแม้ว่าขาทั้งสองข้างของนางจะหายดีแล้วแต่ก็ไม่อาจใช้งานหนัก ๆ ได้มากนัก เพราะกระดูกที่แตกร้าวยังต้องการเวลาในการสมานตัวจึงยังเป็นท่านลุงหม่าที่อุ้มนางลงจากรถม้าเพราะหญิงสาวตกใจด้วยไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ก่อนที่ซานซานจะเข้ามาช่วยพยุงนางไปหลบอยู่ในพุ่มไม้ข้าง ๆ หลังจากนั้นก็เป็นท่านลุงหม่าที่ออกมาสู้กับชายชุดดำกลุ่มนั้น แต่ไม่นานนักก็มีกลุ่มคนที่ดูเหมือนจะเป็นเหล่าองครักษ์พร้อมกับชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง เข้ามาช่ว
ซ่งลี่ถิงใช้เวลาในตอนเช้าตรู่ของทุกวันในการเรียนรู้วิธีการเดินพลังปราณรักษาประสานกระดูกจากท่านอาจารย์ซุน ช่วงสายก็เดินทางไปดูที่ดินที่เป็นสินเดิมของมารดา เมื่อมาถึงก็พบว่ามันรกร้างมากพอสมควร หากจะปรับปรุงคงต้องใช้แรงกายไม่น้อยที่ดินของนางกินพื้นที่ภูเขากว่าครึ่งลูก ส่วนอีกครึ่งนั้นเป็นไร่ชาของตระกูลจง หญิงสาวจึงคิดที่จะเข้าไปดูไร่ชาของเขาเสียหน่อย แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าไร่ชาดังกล่าวถูกปล่อยทิ้งไร้คนดูแลมานานท่านลุงหม่าเป็นผู้ยกเก้าอี้ล้อเลื่อนลงมาจากรถม้าก่อนจะให้ซ่งลี่ถิงใช้นั่งโดยมีซานซานเป็นผู้เข็น ในขณะที่เข้ามาในไร่ก็พบเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังเดินสวนออกมาพอดี"พี่สาว ได้โปรดหยุดก่อนเถิด" สตรีผู้นั้นมองดูซ่งลี่ถิงตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยตอบ"แม่นางผู้นี้มีอันใดงั้นหรือ""ข้าอยากจะรู้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของไร่ชาแห่งนี้หรือเจ้าคะ""เจ้าของไร่ชาแห่งนี้ตายจากไปเมื่อหลายเดือนก่อน เหลือเพียงบุตรสาวกับแม่เฒ่าที่นอนป่วยอยู่ในเรือน""แล้วข้าจะพบพวกนางได้ที่ใดหรือเจ้าคะ""ท่านอยากจะพบนางด้วยเหตุใดกัน หรือสนใจอยากจะซื้อไร่ชาแห่งนี้""แล้วเจ้าของไม่ขายงั้นหรือ" หญิงผู้นั้







