تسجيل الدخول“เป็นเช่นไร หนาวหรือไม่ในยามถูกน้ำมนตร์จอมปลอมนี่สาด แล้วเจ็บปวดหรือไม่ในยามถูกไอ้เจ้าดาบไม้นี่ฟาดไปตามเนื้อตามตัว ออกไปเลยนะไอ้พวกหัวโล้นจอมต้มตุ๋น เด็ก ๆ ผู้ใดอยู่ด้านนอกเร่งเข้ามาจับกุมไอ้พวกสี่คนนี้มัดรวมกันเอาไว้ที่ลานหน้าเรือนของข้าหากท่านพี่ของข้ากลับมาจงเร่งให้เขามาจับพวกมันไปขังคุกให้หมด!”
คนตัวเล็กบอบบางกลับถีบหลวงจีนเก๊ที่ตัวโตไม่ธรรมดาลงไปนอนกับพื้นไม่พอนางยังตรงไปยื้อแย่งเอาดาบไม้ท้อในมือของอีกฝ่ายมาถือแล้วทุบตีไปทั่วกายของอีกฝ่ายไม่ยั้งเป็นผลให้ศีรษะโล่งเตียนปูดบวม บางแห่งก็แตกจนโลหิตซึม บางส่วนเหล่าลูกสมุนอีกสามคนที่เห็นเช่นนั้นก็ต่างตกตะลึงยิ่งกว่าต้องมนตร์ปีศาจเสียอีก
“สะใภ้ขออภัยท่านพ่อสามี ขออภัยท่านแม่สามีเจ้าค่ะที่เมื่อครู่ใหญ่เล่อเยียนแสดงกิริยาแปลกไปเพราะสะใภ้นั้นสลบหมดสติไปหลายวัน จึงจดจำหรือกระทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สมควรออกไปเจ้าค่ะ”
นางเอามือสองข้างมากุมกันไว้ที่เอวด้านขวา แล้วย่อกายด้วยกิริยาทำความเคารพบิดาและมารดาสามีดังเคยงดงามมิผิดเพี้ยนไปสักนิด ก็กล่าวไปแล้วนางเพิ่งฟื้นจะให้กลายเป็นจ้าวเล่อเยียนคนเดิมชนิดเหมือนราวกับคนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว ผู้ใดมันจะไปทำได้อย่างไรกัน นางมันสาวไทยจิตใจห้าวหาญ แม้นจะหลงยุคหลงสมัยไปบ้างก็สมควรจะให้อภัยกันบ้างมิได้หรือไร นี่อันใดกันดันไปตามหลวงจีนเก๊หรือนักบวชอะไรก็ไม่รู้มาสาดน้ำเย็นใส่กันไม่พอยังเอาดาบไม้มาทุบตีนางอีก
...เฮ้อ!...สะใภ้ใหญ่นี่เซ็งหนักเบอร์ห้าเลยนะเจ้าคะท่านแม่สามี!...
“อะ...อาเยียน...นี่อาเยียนจริงใช่หรือไม่?”
เป็นหลวนชิวเหนียงที่ใจกล้ากว่าสามีอีกแล้วนางขยับเข้ามาจับตามแขน ตามมือของลูกสะใภ้คนโปรดแล้วก็ดวงตาวาววับที่เห็นรอยดาบไม้ท้อทิ้งรอยเอาไว้บนต้นแขนเรียวสวยราวแท่งหยกของสะใภ้ใหญ่เข้าไปเต็มตา
“พ่อบ้านจวงให้คนจับกุมพวกหลวงจีนกับนักบวชเหล่านั้นมัดเอาไว้เช่นที่สะใภ้ใหญ่ของข้าสั่งการเดี๋ยวนี้!”
“ฮัดชิ่ว!...ท่านแม่สามีเจ้าคะ อาเยียนหนาวมาก ขอเปลี่ยนอาภรณ์สักครู่จะได้หรือไม่”
“ย่อมได้สิ เอ้าเร็วเข้าฟางหรู เสี่ยวชุ่ย มาช่วยสะใภ้ใหญ่เปลี่ยนอาภรณ์โดยเร็ว”
จากนั้นประตูเรือนของนางจึงปิดลงกั้นความสอดรู้สอดเห็นของคนภายนอก เหลือเพียงนางกับสองสาวใช้เท่านั้นทำให้จ้าวเล่อเยียนคิดว่าตนเองต้องตำหนิฟางหรูที่มากวัยที่สุดก่อนเป็นอันดับแรก ก็มีอย่างที่ใดเจ้านายฟื้นคืนสติแทนที่จะไปตามท่านหมอมาตรวจอาการดันไปตามนักบวชปลอมกับหลวงจีนเก๊มารักษานางหึ! จะมารักษาหรือจะนำมาสังหารนางให้ตายอีกรอบกันแน่
“พี่ฟางหรู วันนี้เจ้าทราบความผิดของตนเองหรือไม่”
ในขณะที่อีกฝ่ายนำเสื้อตัวนอกที่หนาและนุ่มมาสวมให้จ้าวเล่อเยียนก็ใช้สายตา ‘พิฆาต’ กวาดมองไปที่สาวใช้รุ่นท่านน้าทันทีจนฟางหรูเข่าอ่อนอย่างไม่ทราบสาเหตุ เพราะอดีตคุณหนูของนางมิเคยใช้สายตาเช่นนี้มองผู้ใดมาก่อนเลยน่ะสิ
“มะ...มิทราบเจ้าค่ะ...”
นิวจ้าวเล่อเยียนที่จะขอยึดความเป็น’ คุณหนูพันซ์’ ให้ตายตนเองก็จะไม่ยอมกลับไปทนฝืนเป็นอดีตจ้าวเล่อเยียนผู้ที่ตายไปแล้วอย่างแน่นอน เพราะนางจะถือว่าบัดนี้ตนเองกำเนิดใหม่แล้ว ชีวิตนี้เป็นของตนเองอันใดที่ดีของอดีตจ้าวเล่อเยียนนางก็จะยังคงเอาไว้ส่วนอันใดที่ไม่ได้ความนางจะกำจัดทิ้งไปให้สิ้น รวมไปถึงการที่จะไม่ยอมปล่อยให้คนรับใช้ของตนเองกระทำผิดแล้วไม่สั่งสอนเด็ดขาด
“ข้าเพิ่งฟื้นเจ้าไม่ทราบจริงหรือว่าต้องไปตามผู้ใด?”
น้ำเสียงเรียบนิ่งนั้นมิได้ดุดันเกรี้ยวกราดดังในยามเมื่อครู่ที่นางเอ่ยขับไล่เหล่าหลวงจีนเก๊ ทว่ามันกลับทำให้ทั้งฟางหรูและเสี่ยวชุ่ยถึงกับขาสั่นพลันทรุดลงไปคุกเข่าที่พื้นตรงหน้าของจ้าวเล่อเยียนในอาภรณ์สีเขียวปีกแมลงทับ ซึ่งนั่งหัวไหล่ตั้งตรง ลำคอเชิดขึ้นแต่พองามมือทั้งสองข้างยังคงวางซ้อนทับกันอยู่บนตัก กับสีหน้าและแววตาเรียบนิ่ง หากแต่กลับดูมีอำนาจและน่ายำเกรงอย่างที่อดีตคุณหนูรองสกุลจ้าวมิเคยมีตลอดวัยสิบเจ็ดปีที่ผ่านมาเลย
“ข้าจมน้ำลงไป ตลอดเวลาเป็นเหล่าหลวงจีนและนักบวชเหล่านี้ที่รักษาข้า หรือว่าเป็นท่านหมอเจ้ามิแจ้งใจจริงหรือฟางหรู? ...หนาวนี้เจ้าสามสิบหนาวแล้ว ตลอดมาข้าเจ็บป่วยข้าหายได้ด้วยท่านหมอหรือพวกนักต้มตุ๋นเหล่านี้!?”
คำกล่าวที่แฝงการด่าทอโดยไร้คำหยาบคายแม้เพียงครึ่งคำนั้นมิใช่มีเพียงฟางหรูและเสี่ยวชุ่ยเท่านั้นที่ได้ร่วมฟังด้วย แต่ท่านอัครมหาเสนาบดีกับบุตรชายทั้งสองและนางหลวนชิวเหนียงหรือฮูหยินเอกของใต้เท้ามู่หรงเองก็ได้ร่วมได้ยินไปด้วย เพราะพวกเขาต่างยืนรออยู่ด้านหน้าเรือนนั่นเอง
“เห็นทีข้าคงต้องทบทวนเรื่องส่งตัวเจ้ากลับไปรั่วหยางดูใหม่อีกทีเสียแล้วกระมัง เพราะดูแล้ววัยเพียงสามสิบเจ้ายังเลอะเลือนไร้สติได้ถึงเพียงนี้”
คำกล่าวของจ้าวเล่อเยียนเมื่อครู่มิใช่มีเพียงฟางหรูที่สะดุ้งเฮือก ทว่าสองผู้เฒ่าด้านนอกก็ต่างเก็บอาการอันแสนละอายใจเอาไว้ไม่อยู่เช่นกัน เพราะแทนที่พวกตนจะให้ท่านพ่อบ้านใหญ่ไปเรียกท่านหมอซ่งหมอประจำตระกูลมาตรวจอาการของสะใภ้ใหญ่ทันทีที่ทราบว่านางฟื้น กลับเรียกหาหลวงจีนซินแสและนักบวชไปเสียได้ นี่ดีเท่าใดที่จ้าวเล่อเยียนนั้นฟื้นขึ้นมาแล้วแข็งแรง หาไม่หากนางอ่อนแออาจจะตายได้ด้วยการถูกดาบไม้ท้อฟาดและน้ำมนตร์ปลอมจนหนาวตายจริงก็เป็นไปได้
“ท่านพ่อบ้านเร่งจัดรถม้าไปรับท่านหมอซ่งมาเดี๋ยวนี้”
เป็นอัครมหาเสนาบดีใหญ่หันไปกระซิบบอกแต่ท่านพ่อบ้านใหญ่
“เห็นทีจะช้าไปแล้วขอรับท่านพ่อ พี่ใหญ่ให้อาต๋าไปรับตั้งแต่ทราบข่าวว่าต้าซ้อฟื้นแล้วขอรับ” เป็นมู่หรงฮ่าวหรานบ้างที่หันไปกระซิบกับบิดา ส่วนเสียงภายในห้องบัดนี้ได้ยินแต่เสียงของฟางหรูที่ร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายวิงวอนอ้อนขอว่าอย่าให้จ้าวเล่อเยียนส่งตนเองกลับรั่วหยางเลย
...ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...
“เล่อเยียนนี่พี่ฮ่าวเฉินเอง พี่พาท่านหมอซ่งมาดูอาการของเจ้าด้วยตนเอง ช่วยเปิดประตูให้พี่ด้วย”
พอเสียงด้านนอกดังมาเช่นนั้นนางจึงใช้หางตาบ่งบอกให้เสี่ยวชุ่ยเร่งไปเปิดประตู ซึ่งเด็กสาววัยสิบสี่ก็เข้าใจเร็วไวลุกขึ้นจากพื้นแล้วพุ่งกายไปเปิดประตูทันควัน
“ท่านพ่อ ท่านแม่สามี พี่ฮ่าวเฉิน พี่ฮ่าวหราน ท่านหมอซ่ง”
นางลุกขึ้นยืนและนำสองมือไปกุมทับที่ช่วงเอวด้านขวาพลางย่อเข่าลงแต่พองามแล้วจึงหันใบหน้าแย้มยิ้มส่งให้ทุกผู้หลังจากเอ่ยทักนามทุกคนอย่างถูกต้องมิผิดเพี้ยนไปแม้เพียงหนึ่งคน
“เจ้านอนลงให้ท่านหมอซ่งตรวจอาการดูหน่อยเถิด”
เป็นมู่หรงฮ่าวเฉินที่ทำหน้าที่สามีต่อหน้าทุกคนได้อย่างไม่ขาดตกหล่นด้วยการเดินตรงเข้ามาประคองให้กายฮูหยินเอกของตนทรุดลงไปนั่งและทอดกายลงนอนอย่าระมัดระวังและทะนุถนอม จากนั้นเขาก็ถอยห่างไปให้ท่านหมอซ่งกับผู้ช่วยของเขาเข้ามาตรวจอาการจ้าวเล่อเยียนอย่างละเอียด
“ยินดีด้วยท่านอัครมหาเสนาบดี ฮูหยิน ใต้เท้ามู่หรง บัดนี้อาการและร่างกายของฮูหยินใหญ่ล้วนแข็งแรงดีราวกับมิเคยเจ็บป่วยมาก่อนเลยขอรับ นับว่าสวรรค์เมตตายิ่งนัก”
“ท่านหมอกล่าวผิดแล้ว ที่เล่อเยียนนั้นหายดีกลับมาแข็งแรงอีกครั้งล้วนเป็นฝีมือของท่านหมอซ่งทั้งสิ้นเจ้าค่ะ เล่อเยียนขอคารวะท่านหมอซ่งจากใจที่ช่วยชีวิตนะเจ้าค่ะ แล้วก็ท่านพี่ฮ่าวเฉินด้วย...หากวันนั้นน้องมิได้ท่านพี่มาช่วยเอาไว้ทันเวลาย่อมต้องไปนอนในสุสานแล้วเป็นแน่”
เรียกว่าพอนางถูกสามีในนามประคองขึ้นลุกนั่งได้ นิวจ้าวเล่อเยียนก็เริ่มโปรยเสน่ห์ตั้งแต่ท่านหมอประจำตระกูลไปจนถึง ‘พี่ฮ่าวเฉิน’ จนนางแอบเห็นใบหูของเขาแดงก่ำขึ้นมาทันควัน
...หึ...หึ...หึ...
เรื่องเต๊าะหนุ่มนางพันซ์นับว่าไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ดังนั้นจะพี่ฮ่าวเฉินผู้เย็นชาที่ขยันไปเยือนแต่เรือนอนุภรรยาทั้งสามหรือจะเป็น ‘พี่ฮ่าวหราน’ จงเตรียมตัวเตรียมใจรับกับฝีมือการ ‘เต๊าะ’ ของนิวจ้าวเล่อเยียนได้เลย เพราะนางจะ ‘เต๊าะ’ ให้พวกเขาระทวยจนลืมอนุเลือนฮูหยินกันให้ถ้วนหน้า จากนั้นนางก็จะขอหย่าขาดแล้วไป ‘เต๊าะ’ หนุ่มที่ ‘โสด’ และพร้อมจะมีนางเป็นภรรยาเพียงคนเดียวแทน บุรุษที่เห็นสตรีเป็นเพียงที่ระบายอารมณ์ใคร่ กับมองว่าสตรีเป็นเพียงไม้ดัดประดับจวนบอกเลยว่านางขอเลื่อนผ่านเพราะไร้คุณค่าสำหรับนางมาก
หนึ่งชีวิตจบไป อีกหนึ่งชีวิตเริ่มใหม่ จะเป็นพันวารีหรือจะเป็นจ้าวเล่อเยียน แต่ที่นางมีเต็มเปี่ยมก็คือการเห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง หนึ่งชีวิตของนางมีค่าพอ นางจะรักคนที่รักนางมิใช่ทุ่มเททั้งชีวิตให้แก่คนที่ปลายเล็บเท้าเขายังไม่เคยมองเห็นว่านางมีคุณค่า ว่านางงดงามคู่ควรทะนุถนอม เช่นที่มู่หรงฮ่าวหรานทำเอาไว้กับจ้าวเล่อเยียนในอดีต
“ฮูหยินใหญ่ช่างกล่าวเกรงใจไปแล้ว”
อย่าได้กล่าวถึงเพียง ‘พี่ฮ่าวเฉิน’ เลยที่ถูกนางโปรยคำหวานหยอดใส่สำเร็จ แม้แต่ท่านหมอซ่งผู้แก่ชราวัยเข้าเจ็ดสิบยังยิ้มแย้มโค้งกายแล้วโค้งกายอีก นางเลยเปิดเรียวปากงดงามเลยไปถึงท่านผู้ช่วยที่คงจะอ่อนวัยกว่าสองพี่สองสกุลมู่หรงอยู่ราวปีหรือสองปีจนอีกฝ่ายเสียกิริยาปล่อยเทียบยาหลุดมือ ใบหูกับลำคอแดงแปร๊ดอย่างยากจะปกปิด จนมู่หรงฮ่าวเฉินไอออกมาหลายครั้งแล้วตวัดสายตาขุ่นเขียวมอง ‘แรง’ จนนางแทบจะเผลอหัวเราะออกมาเพราะคิดว่านี่ขนาดกล่าวหนักแน่นสัมพันธ์สามีภรรยาเพียงมารยา ส่วนภายในระหว่างเขาและนางคือพี่ชายน้องสาวชัดเจนตั้งแต่ก่อนวันแต่งงานนะเนี่ย ถ้านางและเขาเป็นสามีภรรยากับจริงสงสัย ‘ท่านผู้ช่วย’ อาจมิได้ตายดีเป็นแน่
...ก็นะ!...นางก็เพียงอยากจะทดลองเช็กเรตติงเท่านั้นว่าชาติใหม่ยังแซ่บอยู่เช่นเดิมหรือไม่...อิ...อิ...อิ...
ตอนพิเศษนับจากวันนั้นที่จ้าวเล่อเยียนไปอำลาน้องสามีจากใจจริงก็ผ่านมาร่วมหกเดือน บัดนี้เหลาอาการ ‘เฉินเล่อ’ ก็ตกแต่งสำเร็จและพร้อมปิดร้านเปิดกิจเป็นวันแรก แขกมากมายนั้นมาจนเต็มแน่น เพราะวันนี้นางลงทุนลดค่าอาหารทุกเมนูถึงครึ่งราคาทุกจาน แถมร้านนั้นอยู่ในทำเล ‘ทอง’ ไม่พอท่านผู้เฒ่ามู่หรงฮ่าวหนานกับเหล่าฮูหยินต่างลุกขึ้นมาประกาศออกไปอย่างไม่อับอายผู้ใดว่าร้าน ‘เฉินเล่อ’ แห่งนี้คือกิจการของบุตรชายคนโตมู่หรงฮ่าวเฉินร่วมกันเปิดขึ้นมากับสะใภ้ใหญ่ ‘จ้าวเล่อเยียน’ บุตรีคนรองของท่านแม่ทัพจ้าวจึงทำให้คนทั่วเมืองหลวงของเทียนสุ่ยนั้นต่างก็อดจะสนอกสนใจอยากมีพิสูจน์รสชาติและสีสันของอาหารกันถ้วนหน้า“คนมากจริง ๆ เหนื่อยแย่เลย พักก่อนดีหรือไม่?”มู่หรงฮ่าวเฉินเดินเข้ามาดูภายในห้องครัวเห็นทุกคนวุ่นวาย ก็สงสารภรรยายิ่งนัก เพราะนางไม่เคยวางตนเองเป็น ‘นายหญิง’ ทว่านางทำตนเองเสมอภาคกับคนภายในครัวทุกอย่าง ปรุงอาหาร จัดจานเอง มีเพียงไม่ได้เดินออกไปส่งอาหารตามโต๊ะเองก็เพียงเท่านั้น“ไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะพี่ฮ่าวเฉิน ยิ่งคนมากเสี่ยวเยียนยิ่งมีความสุข”พวงแก้มแดงระเรื่อมีหยาดเหงื่อเกาะแพรวพราวแต่ดวงตาคู่นั้นสดใสง
และแล้วกำหนดเดินทางก็มาถึงเร็วไวยิ่งนัก มู่หรงฮ่าวเฉินเดินมาส่งภรรยาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยด้วยต้องจากกันไกลไปถึงห้าร้อยลี้ เดินทางก็ถึงหกวันกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง แต่คนไม่ชอบพูดมากหรือแสดงกิริยาใดภายนอก วันนี้จึงเพียงดึงภรรยามากอดจนแน่นกระซิบกระซาบแผ่วเบาว่า “หากงานพี่เสร็จเร็วจะเร่งตามไปรับเจ้ากลับเรือนของเรานะเสี่ยวเยียน” ซึ่งเพียงเท่านี้สำหรับเขาแล้วนับว่ามากจนจ้าวเล่อเยียนนั้นยังตกอกตกใจเลย ดังนั้นมู่หรงฮ่าวหรานที่มาแอบมองยังต้องกำหมัดแน่นเพราะเริ่มทราบแล้วว่าพี่ชายตนเองนั้นมีใจให้จ้าวเล่อเยียนมากเพียงใด“เสี่ยวเยียนจะรอนะเจ้าคะ”นางจับมือแกร่งมาบีบแล้วยิ้มอ่อนหวานและเอ่ยทิ้งท้ายจากนั้นจึงก้าวขึ้นรถม้าที่มีเฉินกุ้ยถิงกับฟางหรูนั่งรออยู่ภายในก่อนแล้ว เมื่อรถม้าเคลื่อนออกไปนางก็ยังเปิดผ้าม่านของรถม้าออกมาโบกมืออำลาคนหน้าขรึมที่ยังยืนอยู่จนเงาร่างนั้นลับสายตาไปจ้าวเล่อเยียนจึงกลับมานั่งรถม้า เดินทางไกลเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาอยู่ยังแผ่นดินเทียนสุ่ยแห่งนี้ สาวน้อยที่เติบโตเป็นหญิงสาว แล้วมองสำรวจถนนหนทางและสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองที่รถม้าผ่านไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ผ่านไปหกวันไ
สตรีเราจะมัวมานั่งจิบน้ำชากินของว่างหายใจทิ้งเวลาให้หมดลงไปวันต่อวัน แล้วปล่อยให้บุรุษที่ออกไปทำงานมาทำตนเป็นใหญ่ในจวน คิดจะตบแต่งอนุภรรยาก็แต่ง คิดจะรับสตรีบำเรอก็ทำ มันไม่ใช่แนวของนาง เพราะสำหรับนาง สามีเขามีงานในส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบ นางเองก็มีความฝันมีสิ่งที่อยากจะทำเช่นกันเรียกได้ว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน วันใดขาดเขาพวกสตรีเช่นเราต้องอยู่ได้ ไม่ใช่ขาดเขาแล้วเราหมดสิ้นคุณค่าไปทุกสิ่ง ชีวิตอันสดใสจบสิ้นไร้สีสันมีเพียงสีดำและสีเทาครอบคลุมไปชั่วชีวิตที่เหลือนั่นมันไม่ใช่แล้ว“วันนี้ลองจับมีดนี้ดู ข้าสั่งทำมาเพื่อเจ้า แกะสลักนี้มีดคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะต้องพอเหมาะกับมือ คล้ายกับเจ้ากับมีดนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน”จ้าวเล่อเยียนจดจำคำสอนนี้มาจากมารดาในอดีต ก่อนจะมาแต่งงานกับบิดาของนางท่านนั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาคหกรรมศาสตร์มาก่อน เรื่องแกะสลักนี้ อดีตคุณหนูพันซ์จึงนับว่าเชี่ยวชาญมาตั้งแต่สิบขวบเห็นจะได้ มีดกับมือและใจของคนที่จะสลักลวดลายลงไปนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นกับพ่อครัวบางคนที่นางเคยได้ฟังมาว่าเขาต้องมีมีดส่วนตัว ไปจนถึงกระทะและตะหลิวที่พิเศษ มีเพียงเขาจับและใช้ได้เพ
พอมาถึงมื้อเช้า จ้าวเล่อเยียนนั้นจึงแจ้งให้แก่บิดาและมารดาของสามีได้ทราบว่าตนเองจะขออนุญาตพวกท่านกลับไปบ้านเดิมโดยเล่าถึงจุดประสงค์ของนางเรื่องจะรับเอาเฉินกุ้ยถิงมาเป็นคนของสกุลจ้าว สองผู้เฒ่าได้ฟังก็อยากจะเห็นเด็กสาวที่สะใภ้ใหญ่ถูกตาต้องใจจนถึงขนาดจะให้ใช้สกุลจ้าว ไม่พอยังจะส่งเสริมให้เด็กสาวไปเรียนอย่างจริงจังในสำนักศึกษาของเทียนสุ่ยอีกด้วย เลยอยากพบหน้าสักหนึ่งครั้ง“เสี่ยวชุ่ยไปเรียกอาถิงมาคารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเร็วเข้า”พอได้โอกาสจ้าวเล่อเยียนจึงเร่งให้สาวใช้ของตนเองนั้นไปพาเอาเฉินกุ้ยถิงมาคารวะท่านผู้เฒ่าทั้งสองทันที ส่วนคนอื่นบนโต๊ะกินข้าวนอกจากมู่หรงฮ่าวเฉินก็ล้วนอยากเห็นเด็กสาวที่มากความสามารถทั้งฝีมือทำอาหารและจัดตกแต่งผลไม้กับจัดตกแต่งดอกไม้อย่างงดงามได้เร็วไวมากเช่นนี้“เสี่ยวถิง คารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเสีย ทางด้านนั้นคือคุณชายรอง ด้านนั้นคุณชายห้าและสะใภ้ห้า”จ้าวเล่อเยียนแนะนำทุกคนบนโต๊ะอาหารที่อาหารถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงถ้วยน้ำชาหลังมื้ออาหารของแต่ละคนเพียงเท่านั้น ซึ่งวันนี้เฉินกุ้ยถิงสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ผมนั้นถูกรวบไว้เป็นมวยก้อนกลมคล้ายซาลาเปาอยู่ส
นางยังคงอยู่ในเสื้อคลุมครบครัน แต่บุรุษผู้เป็นสามีนั้นเปลือยเปล่าอวดโฉมแข็งแกร่งกำยำจนจ้าวเล่อเยียนมองแล้วกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ นางทรุดลงไปคุกเข่า พร้อมสองมือตรงเข้าโอบประคองท่อนลำเอ็นแกร่งเอาไว้แล้วเหลือบสายตาขึ้นไปประสานสายตากับสามีราวกับจะกล่าวขออนุญาต 'กลืนกิน’ อีกฝ่ายให้หายกระหายหิว ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่งสายตาลงมาว่าจงเร่งลง ‘ลิ้น’ เถิด แล้วเพียงนางตวัดปลายลิ้นลงไปทักทายปลายหัวบากบานใหญ่ราวดอกเห็ดนั้น มู่หรงฮ่าวเฉินก็ถึงกับถอยหลังไปพิงกับถังอาบน้ำไปใหญ่สองมือเอื้อมไปกำขอบถังไม้เอาไว้แน่น ยิ่งนางดูดกลืนด้วยกิริยาอร่อยลิ้นหนักหนา คุณชายใหญ่ก็แทบจะทรงตัวยืนอีกต่อไปไม่ไหว แน่นอนว่าเขาที่มีอายุขนาดนี้ย่อมมิใช่บุรุษผู้ถือครองพรหมจรรย์ แต่ไม่เคยมีสตรีใดเอาอกเอาใจปรนเปรอเขาจนแทบแตกสลายเพียงเรียวปากงามกับลิ้นนุ่มสัมผัสส่วนปลายเท่านั้นเช่นที่จ้าวเล่อเยียนนั้นทำให้แก่เขา“ปล่อยมันออกมาเจ้าค่ะ อย่าเสียดาย เสี่ยวเยียนรอดื่มกินท่านพี่อยู่นะเจ้าคะ”สายตาออดอ้อนอ่อนหวานมาพร้อมกันกับน้ำเสียงยั่วยวนเป็นธรรมชาติ แล้วนางก็ก้มลงไป ‘จัดการ’ เขาต่อ นางเริ่มจากกดจุมพิตไปที่ขาพับด้านใน จนถึงถุงทองสองใบนั้นนางกล
หลังจากนั้นอีกสามวันต่อมาเด็กสาวเช่นเฉินกุ้ยถิงก็ถูกหนิงเจียวและหมิงเซินพามาส่งจนถึงจวนสกุลมู่หรง พอพบหน้าจ้าวเล่อเยียนก็ยิ้มแย้มแล้วเดินตรงไปต้อนรับเด็กสาวทันที นางดีใจมากที่สุดท้ายตนเองก็สามารถช่วยชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งไม่ให้ต้องใช้ร่างกายสนองราคะของบุรุษเพื่อดำรงชีวิตอยู่รอด คนเรามีสองมือ สองเท้า หนึ่งสมอง สองใบหู สองดวงตากับหนึ่งจมูกเช่นกัน ถึงกำลังสตรีจะน้อยกว่าบุรุษแต่เชื่อเถิดสตรีนั้นก็มิได้มีสมองไม่น้อยกว่าบุรุษเช่นกัน“ไหนเข้ามานั่งตรงนั้นสิอาถิง” จ้าวเล่อเยียนกวักมือเรียกเด็กสาวที่หน้าตาหมดจดวัยสิบสามปีให้ขยับเข้ามาใกล้ อดีตนางไม่เคยมีน้องแม่เดียวกัน ถ้าต่างมารดานั้นนับหัวไม่ถูก แต่เด็กสาวตรงหน้านั้นนางถูกชะตายิ่งนัก ต้องจับอาบน้ำขัดถูคราบไคลแล้วก็หาอาภรณ์สะอาดสะอ้านให้สวม กับสระผมและตัดให้เข้ารูปเข้าทรงอีกหน่อย รับรองได้เลยว่าเฉินกุ้ยถิงย่อมงดงามราวนางอุทัยเทวีเป็นแน่“มานี่ดีกว่า เสี่ยวชุ่ยเจ้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าหน่อย”คิดแล้วหญิงสาวก็ต้องลงมือทำเลย ขั้นแรกนางจึง ‘ต้อน’ ลูกห่านป่าของนางไปอาบน้ำสระผมทำความสะอาดร่างกาย ขัดถูผิวพรรณจนสะอาดเอี่ยมอ่องภายในเวลาร่วมสองชั่วยาม ท
เมื่อวันใหม่มาเยือนจ้าวเล่อเลียนก็ต้องมานั่งขยี้ศีรษะตนเองเพราะความยุ่งยากสำหรับคนยุค 2022 ต้องมาอยู่ในแผ่นดินเทียนสุ่ยที่อาจจะล้าหลังกว่าในโลกที่นางจากมาหลายพันปีดังนั้นไม่ว่าจะเป็น แปรงสีฟัน ที่ยังดีว่ามีให้นางได้ใช้กับเกลือจนสบายปากโล่งคอไม่ใช่ว่าต้องใช้นิ้วขัดถูฟันเอาเพราะหากเป็นเช่นนั้นนางคงปร
แล้วจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นักบวชศีรษะโล้นโล่งเตียน แต่ดวงตานั้นกลับหลุกหลิกกับคนแต่งกายดูรุงรัง หากคาดเดาตามประสาหญิงไทยสมองใสแสนจะชาญฉลาดว่าเหล่าบุรุษสี่คนท่าทางแปลกประหลาดนี้คงเป็น’ หมอผี’ เวอร์ชัน’ จีนโบราณ’ อย่างแน่นอนแล้วก็พลันกลอกตามองบนพร้อมเท้าเอวมองทั้งสี่ด้วยดวงตาเจ้าเล่ห์ ...เอาวะข้
มือเรียวเล็กราวลำเทียนขาวผ่องบอกได้เป็นอย่างดีว่าผู้เป็นเจ้าของร่างนี้เป็นลูกคนมีอันจะกินในระดับคนร่ำรวยไม่น้อยผู้หนึ่ง แขนสองข้างกลมกลึงก่อนที่เธอจะเหยียดปลายเท้าออกไปจนสุดก็ต้องห่อปากเป็นรูปตัวโอกับความงดงามสลักเสลา แม้แต่ปลายเล็บเท้าก็ยังหาที่ติไม่เจอแม่คุณเอ๋ย… …แต้มบุญต้องมหาศาลขนาดไหนถึงได้เ
บทที่ 1 นิวจ้าวเล่อเยียน“อืม…” เรียวปากงดงามขยับพึมพำบางอย่างออกมาแต่ยังจับใจความมิได้ เพราะน้ำเสียงนั้นแสนจะแหบแห้งเกินไปจากนั้นอีกครู่หนึ่งกายอรชรใต้ผ้าห่มผืนหนาหนักจึงค่อยเริ่มขยับ แขนเรียวสองข้างยกขึ้นประสานกันเอาไว้เหนือศีรษะก่อนที่เจ้าของร่างบอบบางจะบิดตัวเพื่อขับไล่ความเมื่อยขบที่ตนเองนอนอย







