تسجيل الدخولข้ามภพทั้งทีขอสามีรักเดียวใจเดียวไม่ได้หรือไร ไยนางต้องมาโผล่ในร่างฮูหยินเอกแสนจะอ่อนแอและเจ้าน้ำตาถูกอนุภรรยารังแกด้วยซวยอีหลี!หึ!แต่นับจากนี้พวกเจ้าจะได้รู้หากข้าจะเป็นฮูหยินข้าต้องยืนหนึ่งเท่านั้น!
عرض المزيدตอนพิเศษนับจากวันนั้นที่จ้าวเล่อเยียนไปอำลาน้องสามีจากใจจริงก็ผ่านมาร่วมหกเดือน บัดนี้เหลาอาการ ‘เฉินเล่อ’ ก็ตกแต่งสำเร็จและพร้อมปิดร้านเปิดกิจเป็นวันแรก แขกมากมายนั้นมาจนเต็มแน่น เพราะวันนี้นางลงทุนลดค่าอาหารทุกเมนูถึงครึ่งราคาทุกจาน แถมร้านนั้นอยู่ในทำเล ‘ทอง’ ไม่พอท่านผู้เฒ่ามู่หรงฮ่าวหนานกับเหล่าฮูหยินต่างลุกขึ้นมาประกาศออกไปอย่างไม่อับอายผู้ใดว่าร้าน ‘เฉินเล่อ’ แห่งนี้คือกิจการของบุตรชายคนโตมู่หรงฮ่าวเฉินร่วมกันเปิดขึ้นมากับสะใภ้ใหญ่ ‘จ้าวเล่อเยียน’ บุตรีคนรองของท่านแม่ทัพจ้าวจึงทำให้คนทั่วเมืองหลวงของเทียนสุ่ยนั้นต่างก็อดจะสนอกสนใจอยากมีพิสูจน์รสชาติและสีสันของอาหารกันถ้วนหน้า“คนมากจริง ๆ เหนื่อยแย่เลย พักก่อนดีหรือไม่?”มู่หรงฮ่าวเฉินเดินเข้ามาดูภายในห้องครัวเห็นทุกคนวุ่นวาย ก็สงสารภรรยายิ่งนัก เพราะนางไม่เคยวางตนเองเป็น ‘นายหญิง’ ทว่านางทำตนเองเสมอภาคกับคนภายในครัวทุกอย่าง ปรุงอาหาร จัดจานเอง มีเพียงไม่ได้เดินออกไปส่งอาหารตามโต๊ะเองก็เพียงเท่านั้น“ไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะพี่ฮ่าวเฉิน ยิ่งคนมากเสี่ยวเยียนยิ่งมีความสุข”พวงแก้มแดงระเรื่อมีหยาดเหงื่อเกาะแพรวพราวแต่ดวงตาคู่นั้นสดใสง
และแล้วกำหนดเดินทางก็มาถึงเร็วไวยิ่งนัก มู่หรงฮ่าวเฉินเดินมาส่งภรรยาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยด้วยต้องจากกันไกลไปถึงห้าร้อยลี้ เดินทางก็ถึงหกวันกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง แต่คนไม่ชอบพูดมากหรือแสดงกิริยาใดภายนอก วันนี้จึงเพียงดึงภรรยามากอดจนแน่นกระซิบกระซาบแผ่วเบาว่า “หากงานพี่เสร็จเร็วจะเร่งตามไปรับเจ้ากลับเรือนของเรานะเสี่ยวเยียน” ซึ่งเพียงเท่านี้สำหรับเขาแล้วนับว่ามากจนจ้าวเล่อเยียนนั้นยังตกอกตกใจเลย ดังนั้นมู่หรงฮ่าวหรานที่มาแอบมองยังต้องกำหมัดแน่นเพราะเริ่มทราบแล้วว่าพี่ชายตนเองนั้นมีใจให้จ้าวเล่อเยียนมากเพียงใด“เสี่ยวเยียนจะรอนะเจ้าคะ”นางจับมือแกร่งมาบีบแล้วยิ้มอ่อนหวานและเอ่ยทิ้งท้ายจากนั้นจึงก้าวขึ้นรถม้าที่มีเฉินกุ้ยถิงกับฟางหรูนั่งรออยู่ภายในก่อนแล้ว เมื่อรถม้าเคลื่อนออกไปนางก็ยังเปิดผ้าม่านของรถม้าออกมาโบกมืออำลาคนหน้าขรึมที่ยังยืนอยู่จนเงาร่างนั้นลับสายตาไปจ้าวเล่อเยียนจึงกลับมานั่งรถม้า เดินทางไกลเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาอยู่ยังแผ่นดินเทียนสุ่ยแห่งนี้ สาวน้อยที่เติบโตเป็นหญิงสาว แล้วมองสำรวจถนนหนทางและสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองที่รถม้าผ่านไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ผ่านไปหกวันไ
สตรีเราจะมัวมานั่งจิบน้ำชากินของว่างหายใจทิ้งเวลาให้หมดลงไปวันต่อวัน แล้วปล่อยให้บุรุษที่ออกไปทำงานมาทำตนเป็นใหญ่ในจวน คิดจะตบแต่งอนุภรรยาก็แต่ง คิดจะรับสตรีบำเรอก็ทำ มันไม่ใช่แนวของนาง เพราะสำหรับนาง สามีเขามีงานในส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบ นางเองก็มีความฝันมีสิ่งที่อยากจะทำเช่นกันเรียกได้ว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน วันใดขาดเขาพวกสตรีเช่นเราต้องอยู่ได้ ไม่ใช่ขาดเขาแล้วเราหมดสิ้นคุณค่าไปทุกสิ่ง ชีวิตอันสดใสจบสิ้นไร้สีสันมีเพียงสีดำและสีเทาครอบคลุมไปชั่วชีวิตที่เหลือนั่นมันไม่ใช่แล้ว“วันนี้ลองจับมีดนี้ดู ข้าสั่งทำมาเพื่อเจ้า แกะสลักนี้มีดคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะต้องพอเหมาะกับมือ คล้ายกับเจ้ากับมีดนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน”จ้าวเล่อเยียนจดจำคำสอนนี้มาจากมารดาในอดีต ก่อนจะมาแต่งงานกับบิดาของนางท่านนั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาคหกรรมศาสตร์มาก่อน เรื่องแกะสลักนี้ อดีตคุณหนูพันซ์จึงนับว่าเชี่ยวชาญมาตั้งแต่สิบขวบเห็นจะได้ มีดกับมือและใจของคนที่จะสลักลวดลายลงไปนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นกับพ่อครัวบางคนที่นางเคยได้ฟังมาว่าเขาต้องมีมีดส่วนตัว ไปจนถึงกระทะและตะหลิวที่พิเศษ มีเพียงเขาจับและใช้ได้เพ
พอมาถึงมื้อเช้า จ้าวเล่อเยียนนั้นจึงแจ้งให้แก่บิดาและมารดาของสามีได้ทราบว่าตนเองจะขออนุญาตพวกท่านกลับไปบ้านเดิมโดยเล่าถึงจุดประสงค์ของนางเรื่องจะรับเอาเฉินกุ้ยถิงมาเป็นคนของสกุลจ้าว สองผู้เฒ่าได้ฟังก็อยากจะเห็นเด็กสาวที่สะใภ้ใหญ่ถูกตาต้องใจจนถึงขนาดจะให้ใช้สกุลจ้าว ไม่พอยังจะส่งเสริมให้เด็กสาวไปเรียนอย่างจริงจังในสำนักศึกษาของเทียนสุ่ยอีกด้วย เลยอยากพบหน้าสักหนึ่งครั้ง“เสี่ยวชุ่ยไปเรียกอาถิงมาคารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเร็วเข้า”พอได้โอกาสจ้าวเล่อเยียนจึงเร่งให้สาวใช้ของตนเองนั้นไปพาเอาเฉินกุ้ยถิงมาคารวะท่านผู้เฒ่าทั้งสองทันที ส่วนคนอื่นบนโต๊ะกินข้าวนอกจากมู่หรงฮ่าวเฉินก็ล้วนอยากเห็นเด็กสาวที่มากความสามารถทั้งฝีมือทำอาหารและจัดตกแต่งผลไม้กับจัดตกแต่งดอกไม้อย่างงดงามได้เร็วไวมากเช่นนี้“เสี่ยวถิง คารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเสีย ทางด้านนั้นคือคุณชายรอง ด้านนั้นคุณชายห้าและสะใภ้ห้า”จ้าวเล่อเยียนแนะนำทุกคนบนโต๊ะอาหารที่อาหารถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงถ้วยน้ำชาหลังมื้ออาหารของแต่ละคนเพียงเท่านั้น ซึ่งวันนี้เฉินกุ้ยถิงสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ผมนั้นถูกรวบไว้เป็นมวยก้อนกลมคล้ายซาลาเปาอยู่ส
“อ๋อ…”เรียวปากสวยแย้มยิ้มคล้ายจะจะเยาะเย้ยคนทั้งใต้หล้า ทว่าเพียงหนึ่งเดียวจ้าวเล่อเยียนคิดว่านางนี่แหละที่มู่หรงฮ่าวหรานกำลังเย้ยหยัน“ทุกวันนี้แม้แต่ความคิดของเขา ความรู้สึกของเขา เจ้ากลับออกหน้าคิดแทนเสียแล้วหรือเล่อเยียน อดีตแม้แต่มองหน้าเขาเจ้ายังไม่กล้าเลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้…วันนี้เจ้ากลับเปลี
“เอ่อ…ไยพี่ฮ่าวเฉินจึงไม่ตอบเล่อเยียนแม้เพียงครึ่งคำเล่าเจ้าคะว่าอร่อยหรือไม่?”สุดท้ายคนที่นั่งพูดอยู่คนเดียวจนน้ำลายจะแห้งมหาสมุทรก็อดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมาเพราะคงมีเพียงเท่านี้จึงจะสามารถง้างปาก ‘พ่อก้อนศิลายักษ์’ ตรงหน้าของนางได้แล้วละ“ในยามกินอาหารข้าไม่ชอบพูดปาก เคี้ยวอา
“เจ้าค่ะท่านแม่สามี”จะให้นางกล่าวอันใดไปได้มากกว่านั้นอีก ในเมื่อมารดาสามีเอ่ยบอกเช่นนั้นจึงเป็นอันว่าเย็นนั้นนางจึงต้องไปยืนรอ ‘ท่านพี่ฮ่าวเฉิน’ กลับจากกรมอาญาอย่างที่จ้าวเล่อเยียนในอดีตมิเคยทำมาก่อนเลยตลอดสองเดือน ดังนั้นพอรถม้าคันโตมาหยุดนิ่งไล่เรียงกันถึงสามคันก็ทำเอาบุรุษทั้งสามที่ก้าวลงจากรถ
เดิมชมหิมะและดอกเหมยจนหนาวเสียเรียวปากซีดเผือด จ้าวเล่อเยียนก็เดินมาถึงเรือนใหญ่ที่เป็นจุดหมายของคนตัวเล็กตั้งแต่ต้น นางสูดลมหายใจเข้าท้องจนเต็มแล้วปล่อยออก ที่ทำเช่นนั้นก็เพราะเด็กสาวกำลังระลึกไปถึงความหลังว่าจ้าวเล่อเยียนในอดีตนั้นเคยกระทำตนเช่นไรกับมารดาของสามีผู้นี้บ้าง เพราะต่อให้นางจะยังคงควา

















