LOGINข้ามภพทั้งทีขอสามีรักเดียวใจเดียวไม่ได้หรือไร ไยนางต้องมาโผล่ในร่างฮูหยินเอกแสนจะอ่อนแอและเจ้าน้ำตาถูกอนุภรรยารังแกด้วยซวยอีหลี!หึ!แต่นับจากนี้พวกเจ้าจะได้รู้หากข้าจะเป็นฮูหยินข้าต้องยืนหนึ่งเท่านั้น!
View Moreบทนำ
‘พันวารี นพรัตน์’ เธอคือคุณหนูสุดจี๊ดวัยสิบแปดปีที่ใครตบมาแม่ถีบกลับ ใครต่อยมาแม่ก็เตะคว่ำ อาจเพราะเธอเกิดมาในบ้านที่บิดามีเมียมาก ใช่…ฟังไม่ผิด เด็กสาวเป็นลูกสาวเสี่ยใหญ่วัยห้าสิบห้าปี นามของเขาคือนาย’ วิโรจน์ นพรัตน์’ ที่มีภรรยาเอกหรือเมียแต่งเช่นคุณ ‘สุภาพรรณ นพรัตน์’ ซึ่งมีร่างกายไม่แข็งแรงหลังจากแต่งงานกันถึงสิบสามปีจึงค่อยมีบุตรสาวเช่นเด็กหญิงพันวารีออกมา ดังนั้นข้ออ้างของผู้ชายเจ้าชู้มักมากจึงเกิดขึ้นมาโดยโยนความผิดให้ฝ่ายภรรยาว่าให้ความสุขเขาไม่ได้ ให้ทายาทสืบสกุลแก่เขาก็ยิ่งไม่ได้ จึงต้องไปมีหญิงอื่นมาทำหน้าที่แทน
…โคตรเห็นแก่ตัวบรรลัยเลยคุณว่าไหม?…
ดังนั้นเด็กสาวเกิดมาเป็นลูกของเมียหลวงก็จริง แต่เธอดันกลับมีพี่ชายและพี่สาวต่างมารดาที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอีกสองคน เรียกว่าได้ว่าเด็กสาวนั้นเป็นบุตรสาวคนเล็ก แต่จะคนเล็กหรือตัวเล็ก ทว่าพันวารีไม่ใช่เด็กสาวที่เหล่ามารดาเลี้ยงหรือเหล่าพี่ ๆ จะมาจิกศีรษะเอารัดเอาเปรียบเธอได้เด็ดขาด เพราะมารดาเป็นพวก ‘อะไรก็ได้’ แค่ยืนอยู่ในตำแหน่ง ‘ที่หนึ่ง’ ก็พอดังนั้นพันวารีจึงเป็นตัวแทนของมารดาด้วยการด่ามาตบกลับ กัดมาแม่ถีบยับ!!!
“แม่ไปบวชชีคราวนี้ หนูแน่ใจหรือว่าจะไม่ไปกับแม่จริง ๆ น่ะหนูพันซ์”
คุณสุภาพรรณ สตรีวัยเพียงสี่สิบหกปีแต่กลับทำตัวถือศีลธรรมะธัมโมราวกับคนอายุสักหกสิบถึงเจ็ดสิบปี กระนั้นก็คงเพราะเธอเบื่อหน่ายกับเหล่าผู้หญิงของสามีที่มีมากมายจนนางไม่คิดจะนับ ใครอยากตบตีแย่งชิงสามีกันคุณสุภาพรรณก็ปล่อยไป นางสนใจก็เพียงแก้วตาดวงใจเช่นพันวารีเท่านั้น ส่วนสามีหากเขากลับมานางมีหน้าที่ใดก็ดูแลกันไปแทบจะเป็น ‘เพื่อน’ กันมากกว่าจะเป็น ‘คู่สามีภรรยา’ กันเสียแล้ว
“หนูพันซ์มีนัดกับยายจอยแล้วก็นางโอ๋ค่ะแม่ว่าสงกรานต์นี้เราจะไปน้ำตกกัน ปิดเทอมทั้งทีขอให้หนูพันซ์ไปปีนเขาเที่ยวป่าบ้างเถอะค่ะ ไปวัดน่ะหนูไปมาทุกปีแล้วน้า…แม่จ๋า…หนูพันซ์อยากไปน้ำตกจริง ๆ …นะ…นะ…นะคะแม่”
เด็กสาวที่เพิ่งสลัดชุดมัธยมปลายกำลังจะก้าวไปสู่รั้วมหาวิทยาลัยตรงเข้าไปออดอ้อนมารดาที่เธอทั้งรัก เคารพ และอดจะเห็นใจท่านเสียมิไม่ได้ เพราะคุณสุภาพรรณนั้นเป็นเมียหลวงแห่งชาติมากในสายตาของเด็กสาว
ไม่ว่าบรรดาเมียน้อยของบิดาคนไหนมาวุ่นวายระรานแต่มารดาของเธอก็เพียงแค่นยิ้มแล้วก็เดินหนีขึ้นห้องพระสวดมนต์จนพันวารีต้องร้องเรียกอีกฝ่ายว่า’ คุณแม้ **เนื่องจาก ม.ม้าไม่สามารถผันด้วยวรรณยุกต์ตรีได้**’ อยู่บ่อยครั้งในวัยเด็ก หากพอเธอเข้าวัยสิบเอ็ดขวบบิดานั้นถึงขนาดพาเมียน้อยกับลูกนอกสมรสที่อายุมากว่าเธอนับสิบปีมาอยู่ร่วมคฤหาสน์เดียวกัน ตั้งแต่วันนั้นมาจะร้ายมาเพียงใด แรงมาเท่าไร พันวารีบ่เคยหวั่นไหว เด็กสาวสู้กลับชีวิตลูกเมียหลวงแทบทุกวัน
“แล้วหนูบอกคุณพ่อหรือยังคะ?”
ทุกคำที่มารดาพูดคุยกับบุตรสาวนั้นนุ่มนวล อ่อนหวาน ละมุนละไม เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีก็ตามจนเพื่อนสนิทเช่นจอยและนางโอ๋พวกมันชอบล้อเลียนในยามที่เธอกล่าวคำหยาบคายว่า ‘ระวังคุณหญิงแม่จะไม่ปลื้มนะคะหญิงพันซ์’ อยู่บ่อยครั้ง
“เรียบร้อยค่ะ พร้อมค่าขนมเล็กน้อย”
‘ค่าขนมเล็กน้อย’ สำหรับคุณหนูพันซ์แน่นอนว่าย่อมต้องเลยหกหลักอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเสี่ยวิโรจน์ก็เหมือนคนรวยทั่วไปที่เลี้ยงลูกด้วย’ เงิน’ และแสดงความรักว่าจะมากหรือน้อยก็ล้วนเป็น’ เงิน’ ทั้งสิ้น และสำหรับลูกสาวคนเล็กเช่นพันวารีที่ในยามร้ายเขายังต้องสยบ ทว่าในยามออดอ้อนขอกระเป๋าใบละเป็นล้าน อาเสี่ยใหญ่ก็กล้าเปย์ให้บุตรสาวคนนี้มาแล้ว ดังนั้นค่าขนมคราวนี้จึงไม่น้อยเลย
“ระหว่างที่แม่ไม่อยู่หนูก็อย่าไปมีเรื่องกับ’ บ้านโน้น’ เขานะคะ เราต่างคนต่างอยู่น่ะมีความสุขที่สุดแล้ว คิดแต่จะเอาชนะคะคานกันมันมีแต่ความทุกข์ร้อนนะคะลูก เพราะเพลิงโทสะมันร้อน”
ดวงตาคู่งามกลอกกลิ้งขึ้นมองบนในยามที่ตนเองตรงเข้าไปกอดแล้วส่งมารดาขึ้นรถไปยังวัดป่าที่จะไปปฏิบัติธรรม ส่วนปากก็เอ่ยบอกอีกฝ่ายว่าอย่าได้เป็นห่วงไปเลยที่จะสงบเสงี่ยมเจียมตัว...เสียเมื่อใดกัน!...
“เดินทางปลอดภัยนะคะแม่ หนูพันซ์อยู่ทางนี้จะรอรับผลบุญจากคุณแม่ทุกวันเล้ย”
...เพียะ!...
“พูดอะไรก็ไม่รู้เด็กคนนี้”
เพราะคำกล่าวเช่นนั้น สำหรับนางแล้วคล้ายกับจะเป็นลางร้ายฟังแล้วใจหายชอบกล แต่เด็กสาวยุคไอทีเช่นพันวารีนั้นกลับมองว่าเป็นเรื่องตลกและไร้สาระมาก เรื่องบาปบุญอะไรนั่นเด็กสมัยใหม่เช่นเธอไม่สนใจอยู่แล้ว
พอส่งมารดาเรียบร้อยคนร่างอวบอัดก็วิ่งซอยเท้าขึ้นบันไดวนไปสู่ชั้นที่สามของตัวคฤหาสน์ แล้วความบังเอิญที่เธอต้องผ่านชั้นสองซึ่งเป็นของภรรยาคนที่สองกับลูกสาววัยมากกว่าเธอสี่ปี ก็ยากจะหลบหลีกยายพี่สาวต่างมารดาที่ในยามต่อหน้าเธอพูดจาดีวาจาเคลือบน้ำผึ้ง แต่หลายครั้งที่ยายฟองจันทร์ปล่อยพิษร้ายกับเธอแบบแนบเนียน
เรียกว่าหากคุณนายสามกับลูกชายนั้นร้ายกาจโจ่งแจ้ง คุณนายสองกับบุตรสาวสองฟองคือฟองจันทร์กับฟองแขคู่นี้ก็เป็นนางร้ายที่ร้ายลึกร้ายจริงร้ายชนิดอันลิมิต อิดิชัน ร้ายจนโลกต้องจดจำเลยทีเดียว
“น้องพันซ์...”
ดวงตากลมสวยเพราะได้เชื้อสายทางฝ่ายมารดามาถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์กลอกกลิ้งเมื่อได้ฟังเสียงหวานเจี๊ยบจนเธอขนลุกขนชันไปหมด แต่เท้าเรียวก็หยุดลง อย่างน้อยก็ไม่อยากหันหลังให้อีกฝ่าย เพราะยายฟองจันทร์อาจถีบเธอตกบันไดไปคอหักตายเอาได้ ก็อย่างว่าบิดาเธอร่ำรวยระดับหมื่นล้านก็จริง แต่หากตัวหารสมบัติเช่นเธอที่มีแววว่าจะได้ส่วนแบ่งมรดกมากกว่าลูกจากเมียน้อยอีกสองคนถูกกำจัดไปเสียทรัพย์สินที่พวกสี่แม่ลูกพวกนี้จับจ้องอยู่ย่อมได้เพิ่มมากขึ้นแน่นอน
“อ้าวเจ๊ฟอง วันนี้ทำไมตื่นก่อนตะวันตรงหัวได้อะ”
คนตัวอวบหันไปเผชิญหน้าอีกฝ่ายด้วยกิริยาไม่หวาดหวั่น แม้อีกฝ่ายจะอายุมากกว่ากันร่วมห้าปีก็ตาม เพราะสำหรับเธอมีแม่คนเดียวและเธอคือลูกโทน ส่วนสัตว์เลื้อยคลานพวกนี้มันคือ’ ปลิง’ดี ๆ นี่เองในสายตาของเธอ เพราะพวกมันที่มาอาศัยต่างก็คอยสูบเลือดสูบเนื้อจากบิดาของตนเองทั้งสิ้น
“พอดีว่าคืนนี้เจ่เจ๊มีนัดไปบางแสนก็เลยอยากขอยืมรถคันใหม่ของน้องพันซ์จะได้ไหมจ๊ะ”
...หน้าด้าน กล้ามาขอยืมลูกรักป้ายแดงที่บิดาเพิ่งถอยมาเป็นของขวัญครบสิบแปดปีของเธอเชียวหรือ? ...
“กล้าเนอะ...กล้ามายืมรถของฉันทั้งที่รถในบ้านมีเป็นสิบคัน แต่ขอโทษ เธอกล้าหน้าด้านขอแต่ฉันมันก็พวกหน้าด้านกว่า...ดูปากพันวารีนะคะ...ฉัน-ไม่-ให้!”
พูดจบเท้าเรียวก็ซอยยิบขึ้นชั้นบนที่เป็นชั้นส่วนตัวของเธอกับมารดาแล้วจึงเตรียมตัวไปจัดกระเป๋า เพราะพรุ่งนี้เธอมีนัดกับเพื่อนสนิทแบกเป้ไปเที่ยวจังหวัดตรังด้วยกัน ซึ่งเด็กสาวใช้เวลาจัดของไม่นานก็เสร็จแล้วขึ้นไปนอนเล่นมือถือต่ออย่างสบายอารมณ์เพราะถึงเธอจะเป็นคุณหนูที่มีบิดารวยเป็นหมื่นล้าน แต่สิ่งที่พันวารีไม่ชอบที่สุดก็คือให้เหล่าสาวใช้ขึ้นมาวุ่นวายกับข้าวของ ดังนั้นไม่ว่าจะไปไหนพันวารีก็จัดกระเป๋าด้วยตนเองเสมอ
“ฮัลโหล...มีอะไรนางหอยจอย”
คุยกันทางช่องแช็ตดูจะไม่มันเด็กสาวจึงประชุมสายกับหัวโจกเช่นจอย หรือจีระวัฒน์ที่ชัดเจนว่าเป็นสาวสองมาตั้งแต่พวกเธอเพิ่งก้าวขึ้นวัยสิบสองขวบ
“คืออย่างนี้ คืนนี้ทางสะดวกพวกเราไปลั้ลลาที่ผับ...ก่อนบินไปตรังช่วงบ่ายกันไหม?”
เรื่อง ‘ลั้ลลา’ นี้หมายถึงการออกไป’ แรด’ ส่องผู้งานดีในผับกึ่งบาร์โฮส ที่นับจากวัยครบสิบแปดพันวารีก็ไม่เคยพลาดที่จะไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตามันทุกสถานที่ เพราะถือว่าหนึ่งพ่อรวย และสองเธอก็เพียงไปท่องเที่ยว ไปเรียนรู้โลกกว้าง ไม่ได้ไปทำอะไรเสียหายกว่านั้น
หรือหากจะเสียหายเธอก็มองว่ามันไม่แปลกอะไรกับวัยรุ่นอายุขนาดพวกเธอ เรียกว่าหากเจอหนุ่มถูกใจพวกเธอก็พร้อมเปย์ พร้อมพลีกาย พลีพรหมจรรย์อย่างไม่คิดเสียดายอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาสิบแปดปีเธอยังไม่เจอผู้ชายคนดังกล่าวก็เท่านั้น แต่ไม่แน่คืนนี้เธออาจจะพบคนคนนั้นก็เป็นไปได้
“โอเคงั้นคืนนี้พบกันที่บ้านแกนะนางหอยกระป๋องจอย”
หลังจากนั้นทั้งสามเพื่อนสนิทก็ยังคุยเล่นกันอีกร่วมชั่วโมง สุดท้ายเด็กสาวก็หลับไปเพราะตื่นมาส่งมารดาตั้งแต่ตีสื่ ทั้งที่ปกติแล้วไม่แปดโมงพันวารีไม่เคยลงจากเตียงนอนและหมอนสุดที่รัก
แต่พอเธอหลับลงก็กลับไปโผล่ในขบวนแต่งงานซึ่งคล้ายในซีรีส์จีนโบราณที่เพื่อนสาวทั้งสองชอบดู ซึ่งขบวนแต่งงานดังกล่าวใหญ่โตไม่น้อย เจ้าบ่าวที่อยู่บนหลังอาชาสีดำสนิทนั้นหน้าตาก็ดูหล่อเหลาชวนกรี๊ด เพียงแต่ใบหน้าของเขาดูไร้อารมณ์ไปสักหน่อย เรียกว่าเย็นชาจนหนาวสะท้านก็ไม่ผิดนัก
...หล่อแต่ดูเย็นจนหนาวเข้าสมอง แม่ก็ไม่ไหวนะคะ ขอเลื่อนผ่าน...
แล้วพลันสายตาของพันวารีก็เหลือบไปเห็นผู้ชายอีกคนคาดว่าคงเป็นญาติฝ่ายเจ้าบ่าวเพราะหน้าตาคล้ายกันอยู่มาก แต่ที่เด็กสาวสะดุดปังจนศีรษะทิ่มก็คือรอยยิ้มของเขา ผู้ชายบ้าอะไรยิ้มทีโลกทั้งใบพร้อมจะสยบอยู่แทบเท้าเขาเสียจริง ไม่ใช่สิ ไม่ใช่โลกทั้งใบ แต่เป็นสตรีทั้งใต้หล้าต่างหากที่พร้อมจะสยบอยู่หน้าเตียงและพลีกายอย่างไม่คิดชีวิต ซึ่งแน่นอนในนั้นมีเธออยู่ด้วยแล้วหนึ่ง!
พอมองคนหล่อใจระทวยจนอิ่มก็มาถึงพิธีแต่งงานซึ่งพิธีที่พันวารีได้มาพบเห็นนี้เป็นช่วงที่ฝ่ายเจ้าสาวมาถึงบ้านของฝ่ายเจ้าบ่าวแล้ว พิธีการเริ่มจากเจ้าบ่าวเตะไปยังเกี้ยวเจ้าสาวสามครั้ง แม่สื่อก็ส่งเด็กหญิงคนหนึ่งไปจับจูงมือของเจ้าสาวมาส่งให้แก่เจ้าบ่าว
ซึ่งพอพันวารีได้เห็นหน้าเจ้าสาวหลังด้ามพัดสวยงามก็ต้องตกตะลึง เพราะความงามนี้คงมีเพียงงามล่มบ้านล่มเมืองเท่านั้นจึงเหมาะสมกับเจ้าสาวคนนี้ ทว่าใบหน้างดงามกลับไร้แววยินดีอย่างที่เธอเคยเห็นตอนไปร่วมงานแต่งงานมาตลอดอายุสิบแปดปี
นอกจากไร้ความยินดีแล้ว พันวารียังแลเห็นถึงความเศร้าโศกที่ฝ่ายเจ้าสาวมีไม่ได้ มันมากล้นอย่างยิ่งโดยเพราะในยามที่สายตาคู่งามเหลือบไปมองพ่อคนหล่อยิ้มหนึ่งครั้งใต้หล้าแทบระทวยสิ้นด้วยแล้ว มันมีแต่ความอาลัยอาวรณ์ในแววตาคู่นั้น เพียงเท่านี้ติ่งซีรีส์คนหนึ่งเช่นเธอก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าฝ่ายเจ้าสาวมีใจให้ผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่สามีของตนเอง
...ดรามาเฉยเลยตรู...
พันวารีคิดถึงความฝันนี้อย่างคนดูคนหนึ่งเท่านั้น จวบจนถึงพิธีส่งตัวเข้าหอก่อนจะเดินจากไป เจ้าสาวคนนั้นยังทอดสายตามองไปยัง ‘น้องสามี’ ที่เธอพอจะจับใจความเป็นครั้งสุดท้ายอย่างกับจะมองภาพดังกล่าวแล้วฝังลึกสลักเอาใบหน้าของชายอันเป็นที่รักปักตรึงเอาไว้กลางทรวงก็ไม่ปาน
ฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นก็ดูเฉยชากับสายตาเหล่านั้นของผู้ที่กำลังจะเป็นภรรยาซึ่งจับจ้องไปที่ ‘น้องชาย’ คล้ายกับเขาเองทราบทุกสิ่งดีอยู่แล้วแต่ก็ไม่สนใจ จวบจนฝ่ายเจ้าบ่าวถูกส่งเข้าห้องหอ ซึ่งหากว่าเป็นซีรีส์บอกเลยนี่แหละฉากที่รอคอย
“ท่านพี่...”
กายอรชรนุ่มนิ่มของเจ้าสาวลุกขึ้นมายืนหน้าเตียง ทั้งสีหน้าและแววตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาของน้องสาวคนหนึ่งมองพี่ชาย ไร้แววเสน่หาใดให้พันวารีเห็นเลยสักนิด ดังนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวเองเขาย่อมต้องมองออกมิแตกต่างจากเธอเช่นกัน
"เล่อเยียนหวังว่าท่านพี่ฮ่าวเฉินจะทำตามคำพูดที่รับปากเอาไว้ก่อนวันแต่งงานของพวกเรานะเจ้าคะ”
บุรุษร่างกายกำยำหยุดฝีเท้าห่างจากกายของเจ้าสาวหนึ่งช่วงแขนเลยเห็นจะได้ เขาไม่กล่าวสิ่งใดเพียงก้มศีรษะให้ผู้เป็นเจ้าสาวดังกับจะรับปากว่าเขาทราบดีและจะทำตามไม่มีขัดข้อง
“เช่นนั้นจวนมู่หรงยินดีต้อนรับเจ้าจากใจจริง นับจากนี้เรือนแสงจันทร์แห่งนี้จะเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียวข้าจะมิมาวุ่นวายให้เจ้าลำบากใจเด็ดขาด เล่อเยียน”
“เล่อเยียนขอบคุณพี่ฮ่าวเฉินยิ่งนัก”
แล้วฝ่ายเจ้าสาวก็ย่อกายลงทำความเคารพบุรุษผู้เป็นเจ้าบ่าว ซึ่งอีกฝ่ายก็เดินไปรินสุรามงคลส่งให้เจ้าสาวหนึ่งถ้วย ตัวของเขาหนึ่งถ้วย ทั้งจัดการป้อนผลไม้แห้งและขนมบนโต๊ะที่มีของกินมากมายนั้นอีกครู่ เสร็จแล้วเขาก็ถอยห่างเดินไปที่ประตูห้องหอโดยมีเจ้าสาวคนงามเดินตามไปส่ง
“เล่อเยียนขอน้อมส่งท่านพี่ ขอให้ราตรีเข้าหอระหว่างท่านพี่และอนุหนิงเจียวจงมีแต่ความสุขนะเจ้าคะ”
...โอ้โห...
ถึงขนาดเดินออกมาส่งสามีของตนเองให้ไปเข้าหอกับอนุภรรยาด้วยใบหน้าสงบสุขได้ขนาดนี้เลยหรือ ต้องมีใจไม่รักกันแค่ไหนถึงทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งจะยินดีส่งสามีในค่ำคืนเข้าหอไปให้กับผู้หญิงอื่น ช่างเป็นความฝันที่แสนเศร้าจนถึงขนาดที่พันวารีตื่นขึ้นมาแล้วน้ำตายังติดอยู่ที่ปลายหางตาอยู่เลย
“เฮ้อคงต่างถูกบีบบังคับให้แต่งงานกันทั้งที่ก็ต่างมีคนในใจกันแล้วทั้งคู่แน่นอน นางพันซ์ฟันธง!”
คนยังอารมณ์ค้างจากความฝันบ่นพึมพำขึ้นมาเบา ๆ ก็มันอดจะสงสารฝ่ายหญิงไม่ได้นี่นา เธอคนนั้นรักกับคนน้องแต่จำเป็นต้องมาแต่งกับคนพี่ พอแต่งงานแล้วเรื่องสมหวังตัดทิ้งไปได้เลย มีเพียงต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็นเมื่อเห็นผู้ชายอันเป็นดวงใจแต่งงานออกไปกับผู้หญิงอื่น ส่วนฝ่ายเจ้าบ่าวภายในใจของพันวารีไร้ความเห็นใจทั้งหมด เพราะเหมือนกับวันนี้เขาแต่ง ‘เล่อเยียน’ มาเป็นภรรยาเอกแล้วคล้ายกับเขาก็รับอนุภรรยาหนิงเจียวอะไรนั่นเข้ามาด้วย
...หึ!...
จะยุคไหน สมัยใด หรือแม้แต่ความฝันไยเธอต้องพบเจอแต่เหล่าบุรุษผู้กำหนดให้ตนเองอยู่เหนือสตรีอยู่เสมอกันนะ ไม่เข้าใจเลย อีตาฮ่าวเฉินอะไรนั่นนอกจากจะไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไรแล้ว เขายังสามารถแต่งอนุภรรยาเข้าจวนได้อีกเป็นสิบเป็นร้อย แต่เล่อเยียนคนนั้นชั่วชีวิตก็คงจบสิ้นอยู่เพียงในเรือนที่สามียกให้เพียงเท่านั้น
“เป็นไอ้พันซ์หน่อยไม่ได้แม่จะยื่นข้อเสนอรับอนุชายมาอุ่นเตียงให้ร้อนจนเรือนไหม้ไปเล้ย!”
พันวารีกล่าวทิ้งท้ายแค่นั้นก่อนจะมองดูเวลาก็เห็นว่าใกล้เวลาที่ตนเองได้นัดกับสองเพื่อนซี้เอาไว้แล้วจึงสลัดเรื่องความฝันแสนจะดรามา เพราะคาดว่าชีวิตตนเองคงเผชิญกับบรรดาเหล่าผู้หญิงของบิดาจนเก็บเอามาฝันเป็นตุเป็นตะไปเท่านั้น คนตัวอวบอั๋นด้วยวัยเริ่มสาวจึงรีบเข้าไปอาบน้ำแต่งตัว พอเสร็จก็เดินลงจากชั้นสามที่เป็นอาณาจักรของเธอกับมารดาตรงไปยังโรงรถที่มีเจ้าพอร์ชสีเหลืองมะนาวสดใส ซึ่งบิดาเพิ่งจะถอยมาให้ได้ยังไม่ถึงเดือนและเธอก็ขับมันเพียงแค่สามครั้งเท่านั้น
กายอวบอั๋นเปิดประตูขึ้นไปนั่งยังไม่ทันปิดประตูรถคันหรูก็พอดีกับมือถือราคาแพงกรีดเสียงร้องขึ้นมาเสียก่อน พันวารีนั้นรีบดึงออกจากกระเป๋าใบหรูแล้วยกขึ้นมาดู พอเห็นว่าเป็นชื่อของบิดาเด็กสาวก็กดรับสายโดยที่ยังไม่ขับรถออกไปจากโรงรถ เพราะไม่ได้รีบร้อนอะไรและนี่เพิ่งทุ่มกว่าเท่านั้น
“ค่ะคุณป๊า”
‘อยู่ไหนน่ะอาพันซ์’ เพราะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน นายวิโรจน์จึงพูดภาษาไทยไม่แข็งแรงเท่าไร
“บ้านสิคะคุณป๊า” เธอไม่ได้โกหกนะ ก็ตอนนี้เธอยังจอดรถคันหรูอยู่ในคฤหาสน์ราคาหลายพันล้านของบิดาจริง ๆ ไม่ได้ออกไปไหนเลย
‘จริง ๆ นะอาพันซ์’ เสียงอาทรของบิดาดังลอดมาตามสายจนพันวารีแย้มยิ้มแก้มตุ่ย
“จริงสิคะคุณป๊า พรุ่งนี้พันซ์มีบินไปตรังคุณป๊าก็รู้ เนี่ยกำลังจะเข้านอนแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ไปเที่ยวแล้วหน้าเหี่ยว”
‘ลื้อต้องเข้านอนจริง ๆ นะอาพันซ์ วันนี้อาป๊าใจคอไม่ดีเมื่อครู่นี้ฝันร้ายถึงลื้อด้วย เฮ้อ! อันที่จริงลื้อน่าจะไปกับแม่มากกว่า ไอ้น้ำตงน้ำตกอะไรนั่นอาป๊าไม่อยากให้ลื้อไปเลยอาพันซ์’
และก็ตามมาด้วยเสียงบ่นอีกครู่ใหญ่ซึ่งพันวารีนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก คิดเพียงว่าบิดาตนเองไปประชุมที่ฮ่องกงคงเครียดมากไปจึงเก็บไปฝันร้ายเป็นตุเป็นตะ ดังนั้นเธอกับบิดาพูดคุยกันอีกไม่กี่คำเธอก็ขอตัดสายอ้างว่าจะไปว่ายน้ำที่สระเพื่อให้ตนเองหลับสบายขึ้น พอวางสายจากบิดาได้เด็กสาวก็ถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่งอก ก่อนจะถอยเจ้าเหลืองมะนาวโฉบเฉี่ยวตรงไปรับเพื่อนสนิทที่อยู่ฝั่งธนฯ ด้วยความเร็วที่ยิ่งขึ้นไปบนช่องทางด่วนคนเพิ่งขับรถเป็นนั้นมันเท้าอย่างยิ่ง
ซึ่งสาวน้อยทายาทเจ้าสัวตระกูลดังมิได้หวาดระแวงเลยว่ารถหรูของตนเองถูกคนใจทรามลักลอบตัดสายเบรกหวังปลิดชีพของเธอให้มอดม้วย ดังนั้นเมื่อถึงแยกลงทางด่วนพอเธอแตะเบรกมันจึงกดแล้วยุบวาบไม่อาจห้ามล้อที่กำลังพุ่งไปด้วยความเร็วถึง120กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ จนเด็กสาวตกใจแทบเสียสติ และในเวลาเพียงไม่ถึงเสี้ยวนาทีรถหรูก็พุ่งตกลงไปเป็นเศษซากของเหล็กที่เคยมีราคาหลายสิบล้านสมใจของเหล่าคนชั่ว โดยที่ร่างอวบอั๋นนั้นก็แหลกเหลวกลายเป็นเพียงเศษเนื้อและกระดูกหนึ่งกองเท่านั้น...
เป็นเป็นสะใภ้ห้า เย่อวี่ อีกครั้งที่หันไปพบกับคุณชายรองและสะใภ้รองก็ย่อกายทำความเคารพอีกฝ่ายตามลำดับศักดิ์อีกครั้ง ทว่าใบหน้าของเสวียนหลิวอิ๋งกลับเชิดสูง ใช้เพียงหางตามองสะใภ้ห้าเท่านั้น แต่เยอวี่ที่คุ้นเคยเสียแล้วกับกิริยานี้ของสะใภ้รองที่นับจากแต่งเข้ามานางก็เย่อหยิ่งเพราะถือว่ารายได้หลักของสกุลมู่หรงล้วนเป็นสามีของนางที่หามาเลี้ยงดูคนในจวน จึงมิได้ถือสาหาความให้มากเรื่อง“หลิวอิ๋ง!”มู่หรงฮ่าวหรานจำเป็นต้องดุภรรยาให้หันไปทำความเคารพสะใภ้ใหญ่เช่นจ้าวเล่อเยียนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประจำของตนเองด้วย นั่นเอง เสวียนหลิวอิ๋งจึงเสแสร้งแสดงกิริยาตกอกตกใจราวกับเพิ่งเห็นว่าภายในห้องโถงรับประทานอาหารนี้ในคราวแรกมีเพียงสะใภ้ห้ากับคุณชายห้าที่นั่งอยู่ในลำดับท้ายสุดเพียงเท่านั้น“อุ๊ย!...อรุณสวัสดิ์สะใภ้ใหญ่เจ้าค่ะ แหม...หลิวอิ๋งเสียมารยาทแล้ว เมื่อครู่สายตาเลอะเลือนไปมองไม่เห็นสะใภ้ใหญ่ ต้องขออภัยสะใภ้ใหญ่จากใจนะเจ้าคะ”นางเสแสร้งปั้นแต่งทั้งใบหน้าและน้ำเสียงทว่าสายตาหลุกหลิกดังอสรพิษนั้นมิอาจปกปิดความร้ายกาจเอาไว้ได้ทำให้จ้าวเล่อเยียนเพียงยิ้มหวานแล้วตอบไปว่า“มิเป็นไร...มิเป็นไร...ข้ามิถือสา โด
“เช่นนั้นพวกเราควรทำเช่นไรกันดี”สามอนุภรรยามานั่งสุมหัวกันอีกครั้ง หลังจากแผนที่ช่วยกันวางเอาไว้เสียดิบดีว่าพวกนางจะทำใจกล้าหน้าด้านแต่งกายยั่วราคะบุรุษบุกไปหาคุณชายใหญ่ หวังว่าอย่างไรบุรุษที่มีเลือดมีเนื้อพบเห็นล้วนต้องเกิดอารมณ์หวั่นไหวกันบ้าง หากนอกจากมู่หรงฮ่าวเฉินจะไม่สนใจพวกนางหนึ่งในสามนี้ไม่พอ เขายังมองพวกนางด้วยสายตาราวกับแท่งน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่พร้อมจะพุ่งเข้ามาปลิดชีพกันเสียอีกด้วย ทำเอาพวกนางเสียขวัญอย่างหนักจึงเผลอวิ่งหนีกันเสียกระเจิดกระเจิงแผนทั้งหลายพังทลายลงมาไม่เป็นท่า…“จะทำอันใดได้เล่า ผู้ใดก็ทราบว่าคุณชายใหญ่นั้นไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึก ข้าได้ฟังมาว่าเขาอยู่กับศพคนตายติดต่อกันยาวนานเกินไปจึงไร้อารมณ์ราคะ เจ้าน่ะเคยหลับนอนกับเขามิใช่หรือ จริงหรือไม่ที่ข่าวลือนั้นกล่าวเล่าขานกันมา?”อนุหรูเอินหันไปทางอนุหนิงเจียวเพราะนับว่าอีกฝ่ายเป็น ‘รุ่นพี่’ ที่แต่งเข้ามาก่อนและอนุหนิงเจียวนั้นก็ยังเป็นเพียงนางเดียวซึ่งคุณชายใหญ่มู่หรงเคยร่วมหลับนอนด้วยมาก่อน แต่ผู้ใดจะทราบดีไปกว่าตัวของนางกันเล่าว่าคืนนั้น...นางถูกคุณชายใหญ่ไล่ให้ลงไปนอนที่พื้นหน้าเตียงแล้วยึดครองเตียงนอนไปเพียงผ
“ดี!…แต่จงจับตาดูเอาไว้ หากวันใดจะเป็นนางใดไปวุ่นวายยังเรือนแสงจันทร์ก็ไม่ต้องมารายงานข้า แต่ให้จัดการมอบเงินให้แก่อนุนางนั้นไปแล้วส่งกับบ้านเดิมของพวกนางไปได้เลย”…โอ้โห…หมิงเซินร้องอยู่ในใจแต่มิกล้าแสดงกิริยาใดออกมานอกจากรับคำสั่งของผู้เป็นนายด้วยดีเท่านั้น เพราะรับใช้มาหลายปีคุณชายรองและคุณชายห้าที่วัยใกล้กันเคียงกันรับอนุภรรยาและสตรีบำเรอเข้าเรือนมานับสิบนางจนปลดไปบ้าง เปลี่ยนไปบ้าง จนเขานั้นนับนิ้วมือรวมไปถึงนิ้วเท้าด้วยยังเกิน แต่คุณชายใหญ่ของเขาท่านกลับไม่เคยรับอนุภรรยาเข้าเรือนสักนางจวบจนในวันที่แต่งงานกับฮูหยินเอกเท่านั้นที่มู่หรงฮ่าวเฉินยอมรับอนุภรรยาเข้าจวนมาพร้อมกับฮูหยินจ้าวเล่อเยียนทว่าคุณชายใหญ่นั้นก็เคยไปเยือนเรือนของอนุหนิงเจียวเพียงหนึ่งคืนนั่นก็คือในราตรีเข้าหอเท่านั้น แล้วพอนับจากค่ำคืนนั้นผ่านมานี่ก็ร่วมจะสองเดือนต่อให้ฮูหยินเอกจ้าวเล่อเยียนจะยอมออกหน้าไปแต่งเอาอนุภรรยามาอีกสองนางหวังชดเชยให้คุณชายใหญ่ของเขา ทว่ามู่หรงฮ่าวเฉินแม้แต่เงายังไม่เคยเฉียดผ่านไปใกล้ในส่วนเรือนของเหล่าอนุภรรยาอีกเลยทั้งที่แต่ละนางก็รูปโฉมงดงามจนเขาที่เป็นบุรุษด้วยกันยังเหลือบมองแล้วกลื
เป็นท่านผู้เฒ่ามู่หรงที่สอบถามสะใภ้ใหญ่ด้วยใบหน้าอิ่มเอม เพราะนับจากจ้าวเลอเยียนหายป่วยจากการจมน้ำ เด็กสาวที่อ่อนหวานอยู่แล้วกลับยิ่งทำขนม อาหาร รวมไปถึงอาหารหลากหลายชนิดมามัดกระเพาะ อย่างน้อยก็บิดาสามีเช่นเขา ถึงอาจจะถูกมองว่าตนเองนั้นลำเอียงรักและเอ็นดูเพียงจ้าวเล่อเยียนผู้เป็นสะใภ้ใหญ่ เขาก็ยืดอกยอมรับเชียวละ เพราะบรรดาสะใภ้คนอื่นดูจะไร้ความสามารถอย่างยิ่ง นอกจากแต่งกายแต่งหน้าจนเฉิดโฉมอย่างอื่นกลับไม่ได้ความสักนาง มิสู้สะใภ้ใหญ่อ่อนหวาน รู้ความ แล้วยังขยันขันแข็ง คนเราจะยากดีมีจนมันต้องรู้จักกิน รู้จักใช้ รู้จักประหยัด และฝึกทำงานทุกสิ่งให้เป็นเอาไว้ มิเช่นนั้นจะถูกบ่าวไพร่สาวใช้นำไปพูดต่อได้ว่าเป็นเจ้านายที่ร่ำรวยแต่เบาปัญญาเอาได้“มันชื่ออาลัวเถียนเถียนเจ้าค่ะ”แล้วนางก็อธิบายบายให้บิดาและมารดารวมถึงสามีได้รับฟังว่าเหตุใดจึงไม่ค่อยเห็นขนมเช่นนี้มีขายทั่วไป เพราะวัตถุดิบหลักของมันคือมะพร้าวแก่จัดที่ต้องขูดแล้วจึงนำมาบีบและคั้นเอาเพียงน้ำสีขาวขุ่นที่เรียกว่า ‘กะทิ’ ซึ่งคล้ายน้ำนมแพะ น้ำนมวัว แต่คุณสมบัตินั้นต่างกันมาก พอสองผู้เฒ่าฟังก็ยิ้มแย้มหน้าบานที่สะใภ้ใหญ่นั้นมากความรู้จนขนา











