เข้าสู่ระบบบทที่ 1 นิวจ้าวเล่อเยียน
“อืม…” เรียวปากงดงามขยับพึมพำบางอย่างออกมาแต่ยังจับใจความมิได้ เพราะน้ำเสียงนั้นแสนจะแหบแห้งเกินไปจากนั้นอีกครู่หนึ่งกายอรชรใต้ผ้าห่มผืนหนาหนักจึงค่อยเริ่มขยับ แขนเรียวสองข้างยกขึ้นประสานกันเอาไว้เหนือศีรษะก่อนที่เจ้าของร่างบอบบางจะบิดตัวเพื่อขับไล่ความเมื่อยขบที่ตนเองนอนอยู่กิริยาท่าทางเดียวนานเกินไป
“ทำไมวันนี้แอร์มันถึงหนาวขนาดนี้แค่ก…แค่ก…แค่ก”
ยังไม่ทันลืมตาตื่น แต่คนถูกความหนาวเย็นอันไม่คุ้นเคยกัดกินไปจนถึงกระดูกก็อดจะบ่นงึมงำพึมพำออกมาอีกครั้งเสียไม่ได้ ทว่าในคราวนี้พอพันวารีเปล่งเสียงออกมากลับแหบแห้งราวกับคนเป็นไข้หวัดใหญ่เสียอย่างนั้น เสียงแหบแห้งไม่พอเธอยังไอติดกันออกมาจนแสบลำคอระหงไปหมดราวกับตนเองเพิ่งจะจมน้ำมาอย่างไรอย่างนั้น แต่เซียนว่ายน้ำอย่างเธอน่ะหรือจะไปจมน้ำที่ไหนได้?
ซึ่งอาจเป็นเพราะเสียงไอนั้นจึงปลุกให้สาวใช้คนสนิทเช่น’ ฟางหรู’ ตื่นขึ้นมาจากการที่นางเผลอหลับไปกับพื้นหน้าเตียงของ’ ฮูหยินจวนคุณชายใหญ่’ ของสกุลมู่หรงที่ตนเองเลี้ยงดูมากับมือ จนอีกฝ่ายถึงเวลาออกเรือนในวัยเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้นเมื่อราวสองเดือนก่อน
“คุณหนู…คุณหนูรอง ท่านเร่งฟื้นขึ้นมาเถิดนะเจ้าคะ…”
สาวใช้วัยสามสิบปีเรียกผู้เป็นนายพร้อมกับใช้สองมือของตนเองบีบนวดไปตามแขนและขาบอบบางของนางที่บัดนี้ยังคงนอนแน่นิ่งมาร่วมสามวันแล้ว นับจากที่คนภายนอกเข้าใจเพียงว่านางนั้นพลัดตกบึงบัว ทว่าความจริงที่มีเพียงสาวใช้เช่นฟางหรูที่รู้แจ้งว่าคุณหนูจ้าวเล่อเยียนของตนนั้นตั้งใจที่จะกระโดดหวังจบชีวิตตนเองลงในวันแต่งงานของชายอันเป็นที่รักกับสตรีซึ่งเป็นสหายสนิทกันเช่นคุณชายรองมู่หรงฮ่าวหรานและ เสวียนเหม่ยอิง
“??? …”
…ใครคือคุณหนูรอง? …
นั่นคือสิ่งแรกที่สมองซึ่งยังมึนงงและสับสนได้รับฟังแล้วถึงกับต้องนิ่งฟังอีกครั้งว่า นี่ตนเองเปิดทีวีทิ้งเอาไว้แล้วเกิดเผลอหลับไปอีกแล้วใช่หรือไม่?
“คุณหนูเล่อเยียนเจ้าคะ ตื่นขึ้นมาสักคราเถิดนะเจ้าคะ ฟางหรูใจจะขาดตามคุณหนูไปอยู่แล้วนะเจ้าคะ”
“นี่ฉันเผลอหลับทั้งที่ดูซีรีส์ค้างเอาไว้อีกแล้วเหรอเนี่ย”
เจ้าของร่างงดงามทนไม่ไหวจึงกระชากหนังตาลืมพรึ่บขึ้นพร้อมกับเด้งกายลุกขึ้นมานั่งพลางเริ่มควานมือไปหารีโมตแอร์ที่ปกติจะวางอยู่ตรงโต๊ะข้างหัวเตียงพร้อมกับพวกมือถือและรีโมตทีวี เพราะขณะนี้เธอหนาวมาก ก่อนจะปิดทีวีขอปิดแอร์ช่วยชาติก่อนย่อมดีกว่า
“คุณหนู!!!”
ฟางหรูตกใจจนล้มก้นกระแทกหงายหลังลงไปกับพื้น เพราะไม่คิดว่าร่างที่นอนหายใจรวยรินจนท่านหมอทั้งหลายพากันส่ายหน้าว่ายากจะมีความหวังให้นางตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และคงต้องนอนเป็นผักเน่าเหี่ยวเฉาไปจนกว่าร่างกายนี้จะทนไม่ไหวแล้วสิ้นใจไปเอง เนื่องจากกว่าจะช่วยนางขึ้นมาจากน้ำได้นั้นใช้เวลานานเกินไป จะลุกขึ้นมาอีกครั้งจริง ๆ จนนางเผลอคิดไปว่าที่อยู่ตรงหน้าของนางเวลานี้นั้น ตกลงคือผีหรือคนกันแน่!?
“เธอเป็นใคร?”
“คุณหนูรองฟื้นแล้ว!!?”
ไม่ใช่เพียงแค่ฟางหรูที่ตกใจ ทว่าพันวารีเองก็ตกใจเช่นกันที่ในห้องนอนของตนเองมีคนแปลกหน้าไม่พอยังแต่งกายแปลกราวกับคนจีนในยุคโบราณที่เธอเคยเห็นในซีรีส์อีกด้วย ยิ่งเด็กสาวเป็นพวกโลกส่วนตัวสูงนอกจากเก็บกวาดทำความสะอาดภายในห้องแล้ว การที่จะให้สาวใช้มาอยู่ร่วมในห้องยิ่งเป็นไปไม่ได้ไปใหญ่ และถึงบ้านเธอจะรวยมาก มีสาวใช้กับเหล่าคนงานนับสิบ แต่เธอก็แน่ใจว่าไม่เคยเห็นคุณน้าตรงหน้านี้มาก่อนเลย
“คุณหนูรอง ท่านฟื้นแล้วจริง ๆ เสี่ยวชุ่ย เสี่ยวหาน เร่งไปแจ้งแก่เหล่าฮูหยินว่าฮูหยินใหญ่นางฟื้นแล้ว”
…เหล่าฮูหยิน!? …ฮูหยินใหญ่!? …
พันวารีมอง’ คุณน้า’ ที่ดูตื่นเต้นดีใจราวกับบุตรสาวฟื้นจากความตายวิ่งวุ่นวายส่งเสียงเอ็ดอึงร้องเรียกเด็กสาวกับเด็กชายวัยคงราวสิบสามถึงสิบสี่ปีเข้ามาภายในห้อง แล้วก็รัวคำสั่งจนสมองของเธอเรียบเรียงไม่ทัน นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่?
สาวน้อยนั่งนิ่งในท่าเทพธิดาอยู่กลางเตียงไม่ได้ขยับไปทางใด เพราะกำลังเรียบเรียงเรื่องราวต่าง ๆ ก่อนที่ตนเองจะหลับไปแล้วจึงมาตื่นในที่ประหลาดกับคนแปลกหน้าเช่นนี้
…!!!…
แล้วภาพสุดท้ายก่อนที่สติของเธอจะมืดสนิทลงไปก็ค่อย ๆ ย้อนหวนคืนมาอย่างเชื่องช้า เธอนอนอยู่บนเตียงแล้วจึงตื่นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมออกไป ‘แรด’ กับสองเพื่อนสนิท แต่ระหว่างการเดินทางเธอจะขับรถลงจากทางด่วน แต่เบรกของรถหรูราคาแพงดันใช้งานไม่ได้
…ฆาตกรรม…
ใช่แล้ว เธอต้องถูกวางแผนฆาตกรรม แต่จะเป็นใครอันนี้เธอไม่รู้ เพราะบรรดาเหล่าเมียน้อยของบิดาตนเองไม่ได้มีเพียงคุณนายรองกับคุณนายสามที่อยู่ในเขตรั้วบ้านเดียวกัน เอาเป็นว่าบัดนี้เธอตายสนิทแม้แต่ศพก็ยังไม่เหลือรูปร่างเดิม พอคิดมาถึงตรงนี้เด็กสาวที่เพิ่งผ่านพ้นความตายก็ก้มลงสำรวจร่างกายนี้ทันที
ตอนพิเศษนับจากวันนั้นที่จ้าวเล่อเยียนไปอำลาน้องสามีจากใจจริงก็ผ่านมาร่วมหกเดือน บัดนี้เหลาอาการ ‘เฉินเล่อ’ ก็ตกแต่งสำเร็จและพร้อมปิดร้านเปิดกิจเป็นวันแรก แขกมากมายนั้นมาจนเต็มแน่น เพราะวันนี้นางลงทุนลดค่าอาหารทุกเมนูถึงครึ่งราคาทุกจาน แถมร้านนั้นอยู่ในทำเล ‘ทอง’ ไม่พอท่านผู้เฒ่ามู่หรงฮ่าวหนานกับเหล่าฮูหยินต่างลุกขึ้นมาประกาศออกไปอย่างไม่อับอายผู้ใดว่าร้าน ‘เฉินเล่อ’ แห่งนี้คือกิจการของบุตรชายคนโตมู่หรงฮ่าวเฉินร่วมกันเปิดขึ้นมากับสะใภ้ใหญ่ ‘จ้าวเล่อเยียน’ บุตรีคนรองของท่านแม่ทัพจ้าวจึงทำให้คนทั่วเมืองหลวงของเทียนสุ่ยนั้นต่างก็อดจะสนอกสนใจอยากมีพิสูจน์รสชาติและสีสันของอาหารกันถ้วนหน้า“คนมากจริง ๆ เหนื่อยแย่เลย พักก่อนดีหรือไม่?”มู่หรงฮ่าวเฉินเดินเข้ามาดูภายในห้องครัวเห็นทุกคนวุ่นวาย ก็สงสารภรรยายิ่งนัก เพราะนางไม่เคยวางตนเองเป็น ‘นายหญิง’ ทว่านางทำตนเองเสมอภาคกับคนภายในครัวทุกอย่าง ปรุงอาหาร จัดจานเอง มีเพียงไม่ได้เดินออกไปส่งอาหารตามโต๊ะเองก็เพียงเท่านั้น“ไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะพี่ฮ่าวเฉิน ยิ่งคนมากเสี่ยวเยียนยิ่งมีความสุข”พวงแก้มแดงระเรื่อมีหยาดเหงื่อเกาะแพรวพราวแต่ดวงตาคู่นั้นสดใสง
และแล้วกำหนดเดินทางก็มาถึงเร็วไวยิ่งนัก มู่หรงฮ่าวเฉินเดินมาส่งภรรยาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยด้วยต้องจากกันไกลไปถึงห้าร้อยลี้ เดินทางก็ถึงหกวันกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง แต่คนไม่ชอบพูดมากหรือแสดงกิริยาใดภายนอก วันนี้จึงเพียงดึงภรรยามากอดจนแน่นกระซิบกระซาบแผ่วเบาว่า “หากงานพี่เสร็จเร็วจะเร่งตามไปรับเจ้ากลับเรือนของเรานะเสี่ยวเยียน” ซึ่งเพียงเท่านี้สำหรับเขาแล้วนับว่ามากจนจ้าวเล่อเยียนนั้นยังตกอกตกใจเลย ดังนั้นมู่หรงฮ่าวหรานที่มาแอบมองยังต้องกำหมัดแน่นเพราะเริ่มทราบแล้วว่าพี่ชายตนเองนั้นมีใจให้จ้าวเล่อเยียนมากเพียงใด“เสี่ยวเยียนจะรอนะเจ้าคะ”นางจับมือแกร่งมาบีบแล้วยิ้มอ่อนหวานและเอ่ยทิ้งท้ายจากนั้นจึงก้าวขึ้นรถม้าที่มีเฉินกุ้ยถิงกับฟางหรูนั่งรออยู่ภายในก่อนแล้ว เมื่อรถม้าเคลื่อนออกไปนางก็ยังเปิดผ้าม่านของรถม้าออกมาโบกมืออำลาคนหน้าขรึมที่ยังยืนอยู่จนเงาร่างนั้นลับสายตาไปจ้าวเล่อเยียนจึงกลับมานั่งรถม้า เดินทางไกลเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาอยู่ยังแผ่นดินเทียนสุ่ยแห่งนี้ สาวน้อยที่เติบโตเป็นหญิงสาว แล้วมองสำรวจถนนหนทางและสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองที่รถม้าผ่านไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ผ่านไปหกวันไ
สตรีเราจะมัวมานั่งจิบน้ำชากินของว่างหายใจทิ้งเวลาให้หมดลงไปวันต่อวัน แล้วปล่อยให้บุรุษที่ออกไปทำงานมาทำตนเป็นใหญ่ในจวน คิดจะตบแต่งอนุภรรยาก็แต่ง คิดจะรับสตรีบำเรอก็ทำ มันไม่ใช่แนวของนาง เพราะสำหรับนาง สามีเขามีงานในส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบ นางเองก็มีความฝันมีสิ่งที่อยากจะทำเช่นกันเรียกได้ว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน วันใดขาดเขาพวกสตรีเช่นเราต้องอยู่ได้ ไม่ใช่ขาดเขาแล้วเราหมดสิ้นคุณค่าไปทุกสิ่ง ชีวิตอันสดใสจบสิ้นไร้สีสันมีเพียงสีดำและสีเทาครอบคลุมไปชั่วชีวิตที่เหลือนั่นมันไม่ใช่แล้ว“วันนี้ลองจับมีดนี้ดู ข้าสั่งทำมาเพื่อเจ้า แกะสลักนี้มีดคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะต้องพอเหมาะกับมือ คล้ายกับเจ้ากับมีดนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน”จ้าวเล่อเยียนจดจำคำสอนนี้มาจากมารดาในอดีต ก่อนจะมาแต่งงานกับบิดาของนางท่านนั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาคหกรรมศาสตร์มาก่อน เรื่องแกะสลักนี้ อดีตคุณหนูพันซ์จึงนับว่าเชี่ยวชาญมาตั้งแต่สิบขวบเห็นจะได้ มีดกับมือและใจของคนที่จะสลักลวดลายลงไปนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นกับพ่อครัวบางคนที่นางเคยได้ฟังมาว่าเขาต้องมีมีดส่วนตัว ไปจนถึงกระทะและตะหลิวที่พิเศษ มีเพียงเขาจับและใช้ได้เพ
พอมาถึงมื้อเช้า จ้าวเล่อเยียนนั้นจึงแจ้งให้แก่บิดาและมารดาของสามีได้ทราบว่าตนเองจะขออนุญาตพวกท่านกลับไปบ้านเดิมโดยเล่าถึงจุดประสงค์ของนางเรื่องจะรับเอาเฉินกุ้ยถิงมาเป็นคนของสกุลจ้าว สองผู้เฒ่าได้ฟังก็อยากจะเห็นเด็กสาวที่สะใภ้ใหญ่ถูกตาต้องใจจนถึงขนาดจะให้ใช้สกุลจ้าว ไม่พอยังจะส่งเสริมให้เด็กสาวไปเรียนอย่างจริงจังในสำนักศึกษาของเทียนสุ่ยอีกด้วย เลยอยากพบหน้าสักหนึ่งครั้ง“เสี่ยวชุ่ยไปเรียกอาถิงมาคารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเร็วเข้า”พอได้โอกาสจ้าวเล่อเยียนจึงเร่งให้สาวใช้ของตนเองนั้นไปพาเอาเฉินกุ้ยถิงมาคารวะท่านผู้เฒ่าทั้งสองทันที ส่วนคนอื่นบนโต๊ะกินข้าวนอกจากมู่หรงฮ่าวเฉินก็ล้วนอยากเห็นเด็กสาวที่มากความสามารถทั้งฝีมือทำอาหารและจัดตกแต่งผลไม้กับจัดตกแต่งดอกไม้อย่างงดงามได้เร็วไวมากเช่นนี้“เสี่ยวถิง คารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเสีย ทางด้านนั้นคือคุณชายรอง ด้านนั้นคุณชายห้าและสะใภ้ห้า”จ้าวเล่อเยียนแนะนำทุกคนบนโต๊ะอาหารที่อาหารถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงถ้วยน้ำชาหลังมื้ออาหารของแต่ละคนเพียงเท่านั้น ซึ่งวันนี้เฉินกุ้ยถิงสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ผมนั้นถูกรวบไว้เป็นมวยก้อนกลมคล้ายซาลาเปาอยู่ส
นางยังคงอยู่ในเสื้อคลุมครบครัน แต่บุรุษผู้เป็นสามีนั้นเปลือยเปล่าอวดโฉมแข็งแกร่งกำยำจนจ้าวเล่อเยียนมองแล้วกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ นางทรุดลงไปคุกเข่า พร้อมสองมือตรงเข้าโอบประคองท่อนลำเอ็นแกร่งเอาไว้แล้วเหลือบสายตาขึ้นไปประสานสายตากับสามีราวกับจะกล่าวขออนุญาต 'กลืนกิน’ อีกฝ่ายให้หายกระหายหิว ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่งสายตาลงมาว่าจงเร่งลง ‘ลิ้น’ เถิด แล้วเพียงนางตวัดปลายลิ้นลงไปทักทายปลายหัวบากบานใหญ่ราวดอกเห็ดนั้น มู่หรงฮ่าวเฉินก็ถึงกับถอยหลังไปพิงกับถังอาบน้ำไปใหญ่สองมือเอื้อมไปกำขอบถังไม้เอาไว้แน่น ยิ่งนางดูดกลืนด้วยกิริยาอร่อยลิ้นหนักหนา คุณชายใหญ่ก็แทบจะทรงตัวยืนอีกต่อไปไม่ไหว แน่นอนว่าเขาที่มีอายุขนาดนี้ย่อมมิใช่บุรุษผู้ถือครองพรหมจรรย์ แต่ไม่เคยมีสตรีใดเอาอกเอาใจปรนเปรอเขาจนแทบแตกสลายเพียงเรียวปากงามกับลิ้นนุ่มสัมผัสส่วนปลายเท่านั้นเช่นที่จ้าวเล่อเยียนนั้นทำให้แก่เขา“ปล่อยมันออกมาเจ้าค่ะ อย่าเสียดาย เสี่ยวเยียนรอดื่มกินท่านพี่อยู่นะเจ้าคะ”สายตาออดอ้อนอ่อนหวานมาพร้อมกันกับน้ำเสียงยั่วยวนเป็นธรรมชาติ แล้วนางก็ก้มลงไป ‘จัดการ’ เขาต่อ นางเริ่มจากกดจุมพิตไปที่ขาพับด้านใน จนถึงถุงทองสองใบนั้นนางกล
หลังจากนั้นอีกสามวันต่อมาเด็กสาวเช่นเฉินกุ้ยถิงก็ถูกหนิงเจียวและหมิงเซินพามาส่งจนถึงจวนสกุลมู่หรง พอพบหน้าจ้าวเล่อเยียนก็ยิ้มแย้มแล้วเดินตรงไปต้อนรับเด็กสาวทันที นางดีใจมากที่สุดท้ายตนเองก็สามารถช่วยชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งไม่ให้ต้องใช้ร่างกายสนองราคะของบุรุษเพื่อดำรงชีวิตอยู่รอด คนเรามีสองมือ สองเท้า หนึ่งสมอง สองใบหู สองดวงตากับหนึ่งจมูกเช่นกัน ถึงกำลังสตรีจะน้อยกว่าบุรุษแต่เชื่อเถิดสตรีนั้นก็มิได้มีสมองไม่น้อยกว่าบุรุษเช่นกัน“ไหนเข้ามานั่งตรงนั้นสิอาถิง” จ้าวเล่อเยียนกวักมือเรียกเด็กสาวที่หน้าตาหมดจดวัยสิบสามปีให้ขยับเข้ามาใกล้ อดีตนางไม่เคยมีน้องแม่เดียวกัน ถ้าต่างมารดานั้นนับหัวไม่ถูก แต่เด็กสาวตรงหน้านั้นนางถูกชะตายิ่งนัก ต้องจับอาบน้ำขัดถูคราบไคลแล้วก็หาอาภรณ์สะอาดสะอ้านให้สวม กับสระผมและตัดให้เข้ารูปเข้าทรงอีกหน่อย รับรองได้เลยว่าเฉินกุ้ยถิงย่อมงดงามราวนางอุทัยเทวีเป็นแน่“มานี่ดีกว่า เสี่ยวชุ่ยเจ้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าหน่อย”คิดแล้วหญิงสาวก็ต้องลงมือทำเลย ขั้นแรกนางจึง ‘ต้อน’ ลูกห่านป่าของนางไปอาบน้ำสระผมทำความสะอาดร่างกาย ขัดถูผิวพรรณจนสะอาดเอี่ยมอ่องภายในเวลาร่วมสองชั่วยาม ท
“เอ่อ…ไยพี่ฮ่าวเฉินจึงไม่ตอบเล่อเยียนแม้เพียงครึ่งคำเล่าเจ้าคะว่าอร่อยหรือไม่?”สุดท้ายคนที่นั่งพูดอยู่คนเดียวจนน้ำลายจะแห้งมหาสมุทรก็อดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมาเพราะคงมีเพียงเท่านี้จึงจะสามารถง้างปาก ‘พ่อก้อนศิลายักษ์’ ตรงหน้าของนางได้แล้วละ“ในยามกินอาหารข้าไม่ชอบพูดปาก เคี้ยวอา
“เจ้าค่ะท่านแม่สามี”จะให้นางกล่าวอันใดไปได้มากกว่านั้นอีก ในเมื่อมารดาสามีเอ่ยบอกเช่นนั้นจึงเป็นอันว่าเย็นนั้นนางจึงต้องไปยืนรอ ‘ท่านพี่ฮ่าวเฉิน’ กลับจากกรมอาญาอย่างที่จ้าวเล่อเยียนในอดีตมิเคยทำมาก่อนเลยตลอดสองเดือน ดังนั้นพอรถม้าคันโตมาหยุดนิ่งไล่เรียงกันถึงสามคันก็ทำเอาบุรุษทั้งสามที่ก้าวลงจากรถ
เดิมชมหิมะและดอกเหมยจนหนาวเสียเรียวปากซีดเผือด จ้าวเล่อเยียนก็เดินมาถึงเรือนใหญ่ที่เป็นจุดหมายของคนตัวเล็กตั้งแต่ต้น นางสูดลมหายใจเข้าท้องจนเต็มแล้วปล่อยออก ที่ทำเช่นนั้นก็เพราะเด็กสาวกำลังระลึกไปถึงความหลังว่าจ้าวเล่อเยียนในอดีตนั้นเคยกระทำตนเช่นไรกับมารดาของสามีผู้นี้บ้าง เพราะต่อให้นางจะยังคงควา
“คำตอบช่างใจดำเสียจริง ต้าซ้อนั้นแสนจะงดงามปานล่มเมืองมิอาจจะละลายน้ำแข็งในใจของพี่ใหญ่ได้บ้างเซียวหรือ?” คนอารมณ์ดีอยู่เสมอยังเอ่ยปากหยอกเย้าผู้เป็นพี่ชายโดยแท้เพียงคนเดียวอย่างเห็นเป็นสนุกเสียมิได้“หากจะกล่าวว่าข้านั้นมีใจดำอำมหิตต่อเล่อเยียนแล้วตัวของเจ้าเล่ามิเรียกว่าอำมหิตกว่าข้าหลายหมื่นเท่า







