Mag-log inเมื่อวันใหม่มาเยือนจ้าวเล่อเลียนก็ต้องมานั่งขยี้ศีรษะตนเองเพราะความยุ่งยากสำหรับคนยุค 2022 ต้องมาอยู่ในแผ่นดินเทียนสุ่ยที่อาจจะล้าหลังกว่าในโลกที่นางจากมาหลายพันปีดังนั้นไม่ว่าจะเป็น แปรงสีฟัน ที่ยังดีว่ามีให้นางได้ใช้กับเกลือจนสบายปากโล่งคอไม่ใช่ว่าต้องใช้นิ้วขัดถูฟันเอาเพราะหากเป็นเช่นนั้นนางคงประสาทแดกเสียเป็นแน่
แค่การมีเพียงเอี๊ยมบังทรงกับกางเกงตัวในขายาวเพียงแค่หัวเข่า แต่ไร้เจ้าชิ้นเล็กสามเหลี่ยมแนบเนื้ออันคุ้นชินกับน้องสาวของนาง ในยามก้าวเดินมันโล่งเบาหวิวแปลก ๆ แล้วไหนจะยังห้องส้วมที่เป็นแบบโบราณซึ่งนางเพิ่งจำเป็นต้องไปปลดทุกข์ก็ช่างยากเย็นสำหรับเด็กสาวยุคไอทีเช่นนางอย่างยิ่ง ที่เคยสะดวกสบายใช้แต่โถชักโครกมาตลอดจึงต้องมานั่งส้วมโบราณย่อมลำบากจริง ๆ
ดังนั้นในวันที่สองของโลกใบใหม่นี้จ้าวเล่อเยียนคิดว่านางจะต้องตัดเย็บเข้าเจ้าสามเหลี่ยมชิ้นน้อยส่วนตั๊วส่วนตัวของนางก่อนเป็นอันดับแรกไม่ใช่เดินไปทางไหนก็เย็นวูบวาบโหวงเหวงเช่นนี้
“วันนี้ข้ายังมิต้องไปร่วมมื้อเช้ากับเรือนใหญ่ใช่หรือไม่พี่ฟางหรู”
เพราะเมื่อวานก่อนบิดาและมารดาสามีของนางจะจากไปได้ย้ำว่าให้นางพักผ่อนอยู่ที่เรือนไปก่อนงดเว้นการไปคารวะบิดาและมารดาของสามีเช่นสะใภ้ปกติเขาต้องทำกันเป็นกรณีพิเศษ เพราะนางเพิ่งจะฟื้นจากการสลบไปถึงสามวันสามคืนนับจากวันจมน้ำ
ส่วนฝ่ายสามีของนางนั้นปกติในยามเช้าเขาเองต้องไปรวมตัวกันที่ห้องโถงรับประทานอาหารหลักรวมไปถึงน้องชายกับพวกน้องต่างมารดาจะไปร่วมมื้อเช้าพร้อมหน้าที่เรือนใหญ่ของนายท่านและเหล่าฮูหยินเช่นกัน ส่วนมื้อค่ำก็แล้วแต่ว่าเขาจะไปกินที่เรือนของตนเองหรืออาจจะเป็นเรือนของเหล่าอนุภรรยาทั้งสามที่ตัวของจ้าวเล่อเยียนในอดีตถึงขนาดไปสู่ขอมาให้แก่สามีด้วยตนเอง
อันที่จริงอีตาพี่ฮ่าวเฉินก็มิใช่ถึงกับเป็นสามีที่ไม่เอาไหน ทว่าเป็นจ้าวเล่อเยียนต่างหากที่มิอาจทำหน้าที่ของภรรยาได้จึงทำให้เขาต้องแต่งอนุภรรยาเข้าจวน เพราะมีอนุภรรยาร่วมหลับนอนยังปลอดภัยกว่าไปท่องเที่ยวในหอคณิกาสินะ โดยเฉพาะในยุคนี้ยิ่งไม่มีถุงยางอนามัยอยู่ด้วยการไปเที่ยวหอนางโลมคงไม่ดีเป็นแน่แท้นางพอจะเข้าใจเขาได้อยู่ อีกสิ่งอนุภรรยานอกจากคนแรกอีกสองคนก็ล้วนเป็นจ้าวเล่อเยียนที่จัดหามาให้ ‘พี่ฮ่าวเฉิน’ ด้วยตัวเองนี่นาจะไปกล่าวหาว่าเขามากราคะคงผิดไปสักหน่อยกระมัง
“ใช่เจ้าค่ะคุณหนู”
เด็กสาวจึงค่อยหายใจหายคอสะดวกถึงจะเพียงสองสามวันแต่อย่างน้อยก็ทำให้นางเตรียมตัวพร้อมที่จะต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอนุภรรยาทั้งหลายไหนจะยังมียายสหายรักหักเหลี่ยมโหดเช่นสะใภ้รองนั่นอีกคน
“เสี่ยวชุ่ยมานี่”
หากนางจะสอบถามอันใดคิดว่าหลอกถามเด็กสาวตรงหน้าคงได้ความกว่าไปถามฟางหรูหลายส่วน เช่นนั้นพอสาวใช้คนสนิทรุ่นท่านน้านำอาภรณ์ของนางไปซักนิวจ้าวเล่อเยียนจึงค่อยสืบความอยากทราบว่าภายในจวนนี้เป็นอย่างไรบ้างเมื่อนับจากนางแต่งเข้ามาร่วมสองเดือนกลับแทบไม่เคยคบค้าสมาคมกับผู้ใดในจวนเลยนอกจากมารดาและบิดาของสามีเท่านั้น
“ปกตินอกจากไปที่เรือนใหญ่ปรนนิบัตินายท่านและเหล่าฮูหยินแล้วข้าไม่เคยออกไปที่ใดบ้างหรือเช่น...ตลาด”
ก็สตรีเชียวนะแต่นี่แม้แต่ตลาดเนี่ยจ้าวเล่อเยียนยังไม่คิดจะไปมันออกจะเกินคนไปแล้วจริง ๆ เพราะในความคิดของตนเองแล้วไม่ว่าจะยุคใดสมัยไหนสตรีมันต้องชอบการชอปปิงชอบการจับจ่ายซื้อข้าวของอย่างน้อยก็สมควรซื้อพวกเสื้อผ้าบ้างเครื่องประดับเครื่องหอมบ้าง หรือไม่ซื้อได้เดินส่องข้าวของสวย ๆ งาม ๆ ก็มีความสุขแล้ว แต่ยายอดีตเจ้าของกายนี้กลับฝังตนเองอยู่เพียงในจวนกับแวะไปเอาใจบิดาและมารดาสามีเช่นนี้สะใภ้อื่นไม่ชังน้ำหน้ากันไปทั่วแล้วหรือ
...ไม่ได้การแล้ว...
การอยู่ร่วมกันในจวนใหญ่เช่นนี้มันต้องมีพวกมีฝูงจะมาคิดเพียงบิดามารดาสามีเอ็นดูแต่คนทั้งจวนชิงชังคิดดักตบกันทั่วทั้งจวนเห็นทีจะไม่งาม คนเรามีพวกมากอำนาจย่อมมากไปด้วยจะเป็นกระเทียมหัวเหี่ยวเฉาอยู่เพียงในเรือนเห็นทีจะไม่ไหว
“อ้าวพี่ใหญ่วันนี้ต้าซ้อเพิ่งฟื้น ท่านจะไม่ไปเยี่ยมเยียนหรือร่วมกินมื้อเช้ากับนางสักหน่อยหรือ?”
กฎของสกุลมู่หรงคือเหล่าบุตรไม่ว่าจะเกิดจากฮูหยินเอกหรืออนุภรรยารวมไปถึงสะใภ้ ทุกเช้าจะต้องมาทำความเคารพนายท่านมู่หรงและเหล่าฮูหยินเว้นเสียจากคนผู้นั้นจะเจ็บป่วย ส่วนอนุภรรยานั้นไม่ว่าจะเป็นของนายท่านใหญ่แห่งสกุลมู่หรงเองหรือของเหล่าบุตรชายไม่ว่าจะคนใดล้วนห้ามมาวุ่นวายยังเรือนใหญ่เด็ดขาด
มิใช่เพียงเรือนใหญ่เหล่าอนุภรรยาทุกนางหากไม่มีคำสั่งหรือการเรียกหาจากผู้เป็นฮูหยินเอกหรือภรรยาเอกก็มิอาจเข้าไปวุ่นวายในจวนหลักของเหล่าพวกเขาได้เช่นกัน จะอนุภรรยาของมู่หรงฮ่าวเฉินและของมู่หรงฮ่าวหรานล้วนมิได้มาร่วมมื้อเช้าที่เรือนใหญ่มีเพียงสะใภ้รอง กับสะใภ้ห้าเท่านั้น ดังนั้นคนเป็นคุณชายรองที่นั่งข้างคุณชายใหญ่จึงอดจะแอบกระซิบถามพี่ชายเสียมิได้
“ข้ามิใช่ท่านหมอจะไปวุ่นวายเยี่ยมเยียนนางด้วยเหตุอันใด แล้วอีกสิ่งนางจะเห็นหรือไม่เห็นหน้าของข้าก็มิได้ทำให้นางเจริญอาหารเพิ่มขึ้นหรอก”
คนที่มีเพียงใบหน้าเดียวคือ ‘เย็นเฉียบ’ จนเหล่าน้องชายและน้องสาวต่างมารดานั้นมิมีผู้ใดกล้าพูดจาทักทายคุณชายใหญ่หรือใต้เท้ามู่หรงผู้เป็นรองเจ้ากรมอาญามากเกินสามประโยคนับจากเขาเติบโตมา ผิดกับคุณชายรองที่เป็นคนยิ้มแย้มอัธยาศัยดี ดังนั้นตั้งแต่เด็กมาแล้วมู่หรงฮ่าวหรานจึงถูกวางตัวให้สืบทอดกิจการทำการค้าของทางฝ่ายสกุลหลวนที่เป็นคหบดีใหญ่ผู้เป็นท่านตาของเขาแทนที่จะเป็นคุณชายใหญ่มู่หรงไปเสียได้
ส่วนมู่หรงฮ่าวเฉินความจริงด้วยนิสัยเด็ดขาดและเย็นชาเคยถูกท่านปู่และผู้เป็นบิดาคาดหวังให้อีกฝ่ายนั้นรับราชการทหาร ทว่ากลับเป็นเหล่าฮูหยินที่ให้เอาดาบมาเชือดคอนางก็ไม่ยอมปล่อยให้บุตรชายคนโตเอาชีวิตไปเสี่ยงทิ้งเสียที่ชายแดนนานปีกว่าจะได้พบหน้า
ดังนั้นเขาจึงต้องเบนเข็มมุ่งสู่สายงานทางด้านกฎหมายเสียแทนจนวัยสิบหกปีมู่หรงฮ่าวเฉินก็สามารถสอบจอหงวนเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นได้เป็นอันดับหนึ่ง มิใช่เพียงปีเดียวทว่าเขาสอบได้ถึงสามปีซ้อน เช่นนั้นฮ่องเต้จึงประทานยศท่านรองเจ้ากรมอาญาให้แก่ชายหนุ่มนับตั้งแต่เขาวัยครบยี่สิบปีบริบูรณ์นี่ผ่านมาห้าปีงานในหน้าที่ของเขามิเคยผิดพลาดเลยสักครั้ง
ดังนั้นในเมืองหลวงนี้ต่อให้เขาเย็นชาใบหน้าไม่เคยรับไมตรีของสตรีใด แต่ก็ยังมีสกุลใหญ่มากมายอยากเกี่ยวดองกับคุณชายใหญ่มู่หรง หากแต่น่าเสียดายที่นับจากสิบเจ็ดปีก่อนตำแหน่งภรรยาเอกของเขาก็ถูกคุณหนูรองสกุลจ้าวจับจองมาโดยตลอดตามคำสัญญาของมู่หรงฮ่าวหนานกับท่านแม่ทัพจ้าวมาหลายสิบปีแล้วนั่นเอง
ตอนพิเศษนับจากวันนั้นที่จ้าวเล่อเยียนไปอำลาน้องสามีจากใจจริงก็ผ่านมาร่วมหกเดือน บัดนี้เหลาอาการ ‘เฉินเล่อ’ ก็ตกแต่งสำเร็จและพร้อมปิดร้านเปิดกิจเป็นวันแรก แขกมากมายนั้นมาจนเต็มแน่น เพราะวันนี้นางลงทุนลดค่าอาหารทุกเมนูถึงครึ่งราคาทุกจาน แถมร้านนั้นอยู่ในทำเล ‘ทอง’ ไม่พอท่านผู้เฒ่ามู่หรงฮ่าวหนานกับเหล่าฮูหยินต่างลุกขึ้นมาประกาศออกไปอย่างไม่อับอายผู้ใดว่าร้าน ‘เฉินเล่อ’ แห่งนี้คือกิจการของบุตรชายคนโตมู่หรงฮ่าวเฉินร่วมกันเปิดขึ้นมากับสะใภ้ใหญ่ ‘จ้าวเล่อเยียน’ บุตรีคนรองของท่านแม่ทัพจ้าวจึงทำให้คนทั่วเมืองหลวงของเทียนสุ่ยนั้นต่างก็อดจะสนอกสนใจอยากมีพิสูจน์รสชาติและสีสันของอาหารกันถ้วนหน้า“คนมากจริง ๆ เหนื่อยแย่เลย พักก่อนดีหรือไม่?”มู่หรงฮ่าวเฉินเดินเข้ามาดูภายในห้องครัวเห็นทุกคนวุ่นวาย ก็สงสารภรรยายิ่งนัก เพราะนางไม่เคยวางตนเองเป็น ‘นายหญิง’ ทว่านางทำตนเองเสมอภาคกับคนภายในครัวทุกอย่าง ปรุงอาหาร จัดจานเอง มีเพียงไม่ได้เดินออกไปส่งอาหารตามโต๊ะเองก็เพียงเท่านั้น“ไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะพี่ฮ่าวเฉิน ยิ่งคนมากเสี่ยวเยียนยิ่งมีความสุข”พวงแก้มแดงระเรื่อมีหยาดเหงื่อเกาะแพรวพราวแต่ดวงตาคู่นั้นสดใสง
และแล้วกำหนดเดินทางก็มาถึงเร็วไวยิ่งนัก มู่หรงฮ่าวเฉินเดินมาส่งภรรยาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยด้วยต้องจากกันไกลไปถึงห้าร้อยลี้ เดินทางก็ถึงหกวันกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง แต่คนไม่ชอบพูดมากหรือแสดงกิริยาใดภายนอก วันนี้จึงเพียงดึงภรรยามากอดจนแน่นกระซิบกระซาบแผ่วเบาว่า “หากงานพี่เสร็จเร็วจะเร่งตามไปรับเจ้ากลับเรือนของเรานะเสี่ยวเยียน” ซึ่งเพียงเท่านี้สำหรับเขาแล้วนับว่ามากจนจ้าวเล่อเยียนนั้นยังตกอกตกใจเลย ดังนั้นมู่หรงฮ่าวหรานที่มาแอบมองยังต้องกำหมัดแน่นเพราะเริ่มทราบแล้วว่าพี่ชายตนเองนั้นมีใจให้จ้าวเล่อเยียนมากเพียงใด“เสี่ยวเยียนจะรอนะเจ้าคะ”นางจับมือแกร่งมาบีบแล้วยิ้มอ่อนหวานและเอ่ยทิ้งท้ายจากนั้นจึงก้าวขึ้นรถม้าที่มีเฉินกุ้ยถิงกับฟางหรูนั่งรออยู่ภายในก่อนแล้ว เมื่อรถม้าเคลื่อนออกไปนางก็ยังเปิดผ้าม่านของรถม้าออกมาโบกมืออำลาคนหน้าขรึมที่ยังยืนอยู่จนเงาร่างนั้นลับสายตาไปจ้าวเล่อเยียนจึงกลับมานั่งรถม้า เดินทางไกลเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาอยู่ยังแผ่นดินเทียนสุ่ยแห่งนี้ สาวน้อยที่เติบโตเป็นหญิงสาว แล้วมองสำรวจถนนหนทางและสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองที่รถม้าผ่านไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ผ่านไปหกวันไ
สตรีเราจะมัวมานั่งจิบน้ำชากินของว่างหายใจทิ้งเวลาให้หมดลงไปวันต่อวัน แล้วปล่อยให้บุรุษที่ออกไปทำงานมาทำตนเป็นใหญ่ในจวน คิดจะตบแต่งอนุภรรยาก็แต่ง คิดจะรับสตรีบำเรอก็ทำ มันไม่ใช่แนวของนาง เพราะสำหรับนาง สามีเขามีงานในส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบ นางเองก็มีความฝันมีสิ่งที่อยากจะทำเช่นกันเรียกได้ว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน วันใดขาดเขาพวกสตรีเช่นเราต้องอยู่ได้ ไม่ใช่ขาดเขาแล้วเราหมดสิ้นคุณค่าไปทุกสิ่ง ชีวิตอันสดใสจบสิ้นไร้สีสันมีเพียงสีดำและสีเทาครอบคลุมไปชั่วชีวิตที่เหลือนั่นมันไม่ใช่แล้ว“วันนี้ลองจับมีดนี้ดู ข้าสั่งทำมาเพื่อเจ้า แกะสลักนี้มีดคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะต้องพอเหมาะกับมือ คล้ายกับเจ้ากับมีดนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน”จ้าวเล่อเยียนจดจำคำสอนนี้มาจากมารดาในอดีต ก่อนจะมาแต่งงานกับบิดาของนางท่านนั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาคหกรรมศาสตร์มาก่อน เรื่องแกะสลักนี้ อดีตคุณหนูพันซ์จึงนับว่าเชี่ยวชาญมาตั้งแต่สิบขวบเห็นจะได้ มีดกับมือและใจของคนที่จะสลักลวดลายลงไปนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นกับพ่อครัวบางคนที่นางเคยได้ฟังมาว่าเขาต้องมีมีดส่วนตัว ไปจนถึงกระทะและตะหลิวที่พิเศษ มีเพียงเขาจับและใช้ได้เพ
พอมาถึงมื้อเช้า จ้าวเล่อเยียนนั้นจึงแจ้งให้แก่บิดาและมารดาของสามีได้ทราบว่าตนเองจะขออนุญาตพวกท่านกลับไปบ้านเดิมโดยเล่าถึงจุดประสงค์ของนางเรื่องจะรับเอาเฉินกุ้ยถิงมาเป็นคนของสกุลจ้าว สองผู้เฒ่าได้ฟังก็อยากจะเห็นเด็กสาวที่สะใภ้ใหญ่ถูกตาต้องใจจนถึงขนาดจะให้ใช้สกุลจ้าว ไม่พอยังจะส่งเสริมให้เด็กสาวไปเรียนอย่างจริงจังในสำนักศึกษาของเทียนสุ่ยอีกด้วย เลยอยากพบหน้าสักหนึ่งครั้ง“เสี่ยวชุ่ยไปเรียกอาถิงมาคารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเร็วเข้า”พอได้โอกาสจ้าวเล่อเยียนจึงเร่งให้สาวใช้ของตนเองนั้นไปพาเอาเฉินกุ้ยถิงมาคารวะท่านผู้เฒ่าทั้งสองทันที ส่วนคนอื่นบนโต๊ะกินข้าวนอกจากมู่หรงฮ่าวเฉินก็ล้วนอยากเห็นเด็กสาวที่มากความสามารถทั้งฝีมือทำอาหารและจัดตกแต่งผลไม้กับจัดตกแต่งดอกไม้อย่างงดงามได้เร็วไวมากเช่นนี้“เสี่ยวถิง คารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเสีย ทางด้านนั้นคือคุณชายรอง ด้านนั้นคุณชายห้าและสะใภ้ห้า”จ้าวเล่อเยียนแนะนำทุกคนบนโต๊ะอาหารที่อาหารถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงถ้วยน้ำชาหลังมื้ออาหารของแต่ละคนเพียงเท่านั้น ซึ่งวันนี้เฉินกุ้ยถิงสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ผมนั้นถูกรวบไว้เป็นมวยก้อนกลมคล้ายซาลาเปาอยู่ส
นางยังคงอยู่ในเสื้อคลุมครบครัน แต่บุรุษผู้เป็นสามีนั้นเปลือยเปล่าอวดโฉมแข็งแกร่งกำยำจนจ้าวเล่อเยียนมองแล้วกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ นางทรุดลงไปคุกเข่า พร้อมสองมือตรงเข้าโอบประคองท่อนลำเอ็นแกร่งเอาไว้แล้วเหลือบสายตาขึ้นไปประสานสายตากับสามีราวกับจะกล่าวขออนุญาต 'กลืนกิน’ อีกฝ่ายให้หายกระหายหิว ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่งสายตาลงมาว่าจงเร่งลง ‘ลิ้น’ เถิด แล้วเพียงนางตวัดปลายลิ้นลงไปทักทายปลายหัวบากบานใหญ่ราวดอกเห็ดนั้น มู่หรงฮ่าวเฉินก็ถึงกับถอยหลังไปพิงกับถังอาบน้ำไปใหญ่สองมือเอื้อมไปกำขอบถังไม้เอาไว้แน่น ยิ่งนางดูดกลืนด้วยกิริยาอร่อยลิ้นหนักหนา คุณชายใหญ่ก็แทบจะทรงตัวยืนอีกต่อไปไม่ไหว แน่นอนว่าเขาที่มีอายุขนาดนี้ย่อมมิใช่บุรุษผู้ถือครองพรหมจรรย์ แต่ไม่เคยมีสตรีใดเอาอกเอาใจปรนเปรอเขาจนแทบแตกสลายเพียงเรียวปากงามกับลิ้นนุ่มสัมผัสส่วนปลายเท่านั้นเช่นที่จ้าวเล่อเยียนนั้นทำให้แก่เขา“ปล่อยมันออกมาเจ้าค่ะ อย่าเสียดาย เสี่ยวเยียนรอดื่มกินท่านพี่อยู่นะเจ้าคะ”สายตาออดอ้อนอ่อนหวานมาพร้อมกันกับน้ำเสียงยั่วยวนเป็นธรรมชาติ แล้วนางก็ก้มลงไป ‘จัดการ’ เขาต่อ นางเริ่มจากกดจุมพิตไปที่ขาพับด้านใน จนถึงถุงทองสองใบนั้นนางกล
หลังจากนั้นอีกสามวันต่อมาเด็กสาวเช่นเฉินกุ้ยถิงก็ถูกหนิงเจียวและหมิงเซินพามาส่งจนถึงจวนสกุลมู่หรง พอพบหน้าจ้าวเล่อเยียนก็ยิ้มแย้มแล้วเดินตรงไปต้อนรับเด็กสาวทันที นางดีใจมากที่สุดท้ายตนเองก็สามารถช่วยชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งไม่ให้ต้องใช้ร่างกายสนองราคะของบุรุษเพื่อดำรงชีวิตอยู่รอด คนเรามีสองมือ สองเท้า หนึ่งสมอง สองใบหู สองดวงตากับหนึ่งจมูกเช่นกัน ถึงกำลังสตรีจะน้อยกว่าบุรุษแต่เชื่อเถิดสตรีนั้นก็มิได้มีสมองไม่น้อยกว่าบุรุษเช่นกัน“ไหนเข้ามานั่งตรงนั้นสิอาถิง” จ้าวเล่อเยียนกวักมือเรียกเด็กสาวที่หน้าตาหมดจดวัยสิบสามปีให้ขยับเข้ามาใกล้ อดีตนางไม่เคยมีน้องแม่เดียวกัน ถ้าต่างมารดานั้นนับหัวไม่ถูก แต่เด็กสาวตรงหน้านั้นนางถูกชะตายิ่งนัก ต้องจับอาบน้ำขัดถูคราบไคลแล้วก็หาอาภรณ์สะอาดสะอ้านให้สวม กับสระผมและตัดให้เข้ารูปเข้าทรงอีกหน่อย รับรองได้เลยว่าเฉินกุ้ยถิงย่อมงดงามราวนางอุทัยเทวีเป็นแน่“มานี่ดีกว่า เสี่ยวชุ่ยเจ้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าหน่อย”คิดแล้วหญิงสาวก็ต้องลงมือทำเลย ขั้นแรกนางจึง ‘ต้อน’ ลูกห่านป่าของนางไปอาบน้ำสระผมทำความสะอาดร่างกาย ขัดถูผิวพรรณจนสะอาดเอี่ยมอ่องภายในเวลาร่วมสองชั่วยาม ท
“เอ่อ…ไยพี่ฮ่าวเฉินจึงไม่ตอบเล่อเยียนแม้เพียงครึ่งคำเล่าเจ้าคะว่าอร่อยหรือไม่?”สุดท้ายคนที่นั่งพูดอยู่คนเดียวจนน้ำลายจะแห้งมหาสมุทรก็อดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมาเพราะคงมีเพียงเท่านี้จึงจะสามารถง้างปาก ‘พ่อก้อนศิลายักษ์’ ตรงหน้าของนางได้แล้วละ“ในยามกินอาหารข้าไม่ชอบพูดปาก เคี้ยวอา
“เจ้าค่ะท่านแม่สามี”จะให้นางกล่าวอันใดไปได้มากกว่านั้นอีก ในเมื่อมารดาสามีเอ่ยบอกเช่นนั้นจึงเป็นอันว่าเย็นนั้นนางจึงต้องไปยืนรอ ‘ท่านพี่ฮ่าวเฉิน’ กลับจากกรมอาญาอย่างที่จ้าวเล่อเยียนในอดีตมิเคยทำมาก่อนเลยตลอดสองเดือน ดังนั้นพอรถม้าคันโตมาหยุดนิ่งไล่เรียงกันถึงสามคันก็ทำเอาบุรุษทั้งสามที่ก้าวลงจากรถ
เดิมชมหิมะและดอกเหมยจนหนาวเสียเรียวปากซีดเผือด จ้าวเล่อเยียนก็เดินมาถึงเรือนใหญ่ที่เป็นจุดหมายของคนตัวเล็กตั้งแต่ต้น นางสูดลมหายใจเข้าท้องจนเต็มแล้วปล่อยออก ที่ทำเช่นนั้นก็เพราะเด็กสาวกำลังระลึกไปถึงความหลังว่าจ้าวเล่อเยียนในอดีตนั้นเคยกระทำตนเช่นไรกับมารดาของสามีผู้นี้บ้าง เพราะต่อให้นางจะยังคงควา
“คำตอบช่างใจดำเสียจริง ต้าซ้อนั้นแสนจะงดงามปานล่มเมืองมิอาจจะละลายน้ำแข็งในใจของพี่ใหญ่ได้บ้างเซียวหรือ?” คนอารมณ์ดีอยู่เสมอยังเอ่ยปากหยอกเย้าผู้เป็นพี่ชายโดยแท้เพียงคนเดียวอย่างเห็นเป็นสนุกเสียมิได้“หากจะกล่าวว่าข้านั้นมีใจดำอำมหิตต่อเล่อเยียนแล้วตัวของเจ้าเล่ามิเรียกว่าอำมหิตกว่าข้าหลายหมื่นเท่า







