로그인“คุณหนู... ท่านพูดเรื่องอะไรกันเจ้าคะ บ่าวไม่ตลกด้วยนะเจ้าคะ” อวี่ถงหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก
อันที่จริงอวี่ถงนั้นเป็นคนซื่อจนเข้าขั้นโง่เง่าเหมือนอดีตเจ้านายอยู่แล้ว ไม่ว่าใครพูดอะไรนางก็เชื่ออย่างง่ายดาย ดังนั้นหากหลิวซีซีจะพูดสิ่งใดออกมา สาวใช้ตัวน้อยเห็นเจ้านายเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ นางก็คงจะปักใจเชื่อไปเสียหมด...
“ข้าชื่อหลิวซีซี ในโลกก่อนข้าเป็นองครักษ์ระดับสูง... แต่เจ้าวางใจเถอะ ในเมื่อข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว ข้ารับปากว่าจะแก้แค้นและทวงคืนความยุติธรรมให้คุณหนูของเจ้าเอง” หลิวซีซีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสาวใช้เพื่อยืนยันความจริงใจ ความน่าเกรงขามนั้นทำเอาบ่าวตัวน้อยเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลพรากเมื่อตระหนักได้ว่าคุณหนูผู้โง่เขลาของนางได้จากโลกนี้ไปแล้วจริง ๆ
“เจ้าค่ะ... ท่าน... ไม่ใช่คุณหนูจริงหรือ?” อวี่ถงสะอื้นไห้แล้วทรุดตัวลงอย่างคนสิ้นหวัง หลิวซีซีถอนหายใจออกยาว
“เรียกข้าว่าคุณหนูเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่จากนี้ไปเจ้าอย่าปฏิบัติกับข้าเหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติต่อนาง... จะว่าไปแล้ว คุณหนูคนก่อนของเจ้าช่างโง่เง่าเป็นสุกรจริงๆ ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อผู้ชายสารเลวพรรค์นั้น”
อวี่ถงก้มหน้าสะอื้นจนตัวโยน มือเล็ก ๆ กุมชายเสื้อของคุณหนูคนใหม่ไว้แน่น แม้จะเสียใจจนแทบขาดใจที่เจ้านายเดิมจากไป ทว่าความแข็งแกร่งและแววตาที่พร้อมจะทวงแค้นให้อย่างจริงใจของหญิงแปลกหน้าผู้นี้ ก็ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด
หลิวซีซีมองสาวใช้ที่น่าสงสาร ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
“เราสองคนจะทำหลุมศพอันทรงเกียรติให้คุณหนูหลินจิ่นของเจ้า ไปนำของแทนใจของคุณหนูเจ้ามา...”
อวี่ถงปาดน้ำตาช้า ๆ พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย นางเดินตรงไปยังหีบไม้เก่าตรงมุมห้อง ก่อนจะประคองหยิบเอา ‘ผ้าปักผืนเก่าที่ยังปักไม่เสร็จ’ ออกมาด้วยสองมือที่สั่นเทา
ผ้าเช็ดหน้าผืนบางที่มีรอยคราบเลือดจาง ๆ ติดอยู่ มุมผ้าปรากฏลวดลายต้นกล้วยไม้ที่ปักค้างไว้เพียงครึ่งหนึ่ง ฝีเข็มแต่ละเส้นสะท้อนถึงความอุตสาหะและความตั้งใจจริงของคุณหนูที่แอบนั่งปักโต้รุ่งจนดวงตาพร่ามัวเพื่อหวังจะมอบมันให้แก่ชายในดวงใจ
หลิวซีซีรับผ้าปักผืนนั้นมาถือไว้ นางมองลวดลายที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วลอบถอนหายใจเบา ๆ ความรักที่ยึดติดและดื้อรั้นนี้ ช่างเป็นสิ่งไร้ค่าในสายตาของคนสารเลวพรรค์นั้นจริง ๆ
“ผ้าผืนนี้... ต่อไปก็ไม่ต้องปักต่ออีกแล้ว ความรักที่น่าเวทนาของนาง ให้มันจบลงตรงนี้เถอะ” หลิวซีซีเอ่ยเสียงนิ่ง คลี่ผ้าออกก่อนจะพับมันอย่างประณีต
นางพาอวี่ถงเดินไปยังมุมหนึ่งของสวนเรือนท้ายจวน ซึ่งมีต้นหลิวใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่โดดเดี่ยว บอดี้การ์ดสาวใช้กระบี่เก่าคร่ำคร่าเท่าที่พอจะหาได้ในเรือนขุดหลุมลึกลงไปในดินช้า ๆ ท่วงท่าของนางสง่างามและหนักแน่น ก่อนจะจัดแจงนำสิ่งของสำหรับทำพิธีศพจำลองตามมีตามเกิดมาวางเตรียมไว้จนครบถ้วน ทั้งสุราหยาบหนึ่งจอก ดอกไม้ป่าสีขาวบริสุทธิ์ที่เด็ดมาจากข้างรั้ว และเศษเหรียญดินเผาเก่าวางเรียงราย เพื่อทำพิธีไว้อาลัยและทำความเคารพศพคุณหนูผู้ล่วงลับ
อวี่ถงมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกหลากอารมณ์ที่ประดังประเดเข้ามา สิ่งเดียวที่แจ่มชัดที่สุดในยามนี้ คือความเศร้าหมองระทมทุกข์จนสุดหัวใจ นางร้องไห้เสียงดังจนหัวไหล่สั่นเทา เมื่อหลิวซีซีวางผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นลงแล้วกลบดินฝัวลงไป
“ข้าก็เคยต้องสูญเสียสหายองครักษ์ไปยามปฏิบัติหน้าที่ พวกเราไม่เคยละเลยที่จะทำความเคารพศพ ระลึกถึงจิตวิญญาณของมิตรสหาย” หลิวซีซีรำลึกถึงความหลังในโลกก่อน พลางเทสุราจอกนั้นลงบนหน้าดินช้า ๆ เพื่อไว้อาลัย
“แต่เจ้าอย่าลืม คนตายนั้นได้ตายจากไปแล้ว หากวันใดในอนาคตมีผู้ใดคิดจะนำเรื่องราวความหลังหรือของสิ่งใดมาข่มขู่เรา จงเมินเฉยมันไปเสีย เราจะไม่ยอมให้เรื่องของคนตายมาเป็นเครื่องมือฉุดรั้งหรือทำลายอนาคตของเราได้เด็ดขาด”
“คุณหนูหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
“เด็กโง่... เจ้าไม่เข้าใจตอนนี้ก็ช่างเถิด” หลิวซีซีส่ายหน้าพลางยิ้มบางเบา อวี่ถงหน้าตามึนงง ไม่เข้าใจเบื้องลึกของคำเตือนนั้นเลยแม้แต่น้อย นางเลื่อนมือไปลูบศีรษะน้อยเบา ๆ “ข้ารับปากว่าจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าให้กินดีอยู่ดีและสุขสบายที่สุด ในวันหน้าหากเจ้าอยากได้เครื่องประดับราคาแพงชิ้นไหนในเมืองหลวงนี้ ข้าจะหาซื้อมาประดับกายให้เจ้าทั้งหมด... เพื่อเป็นการตอบแทนความภักดีของเจ้า”
“เจ้าค่ะนายหญิง...”
“เรียกข้าคุณหนูเช่นเดิมก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีหน่อย...” หลิวซีซียกยิ้มมีเลศนัย ดวงตาคู่สวยส่องประกายวาวโรจน์เมื่อคิดถึงแผนการร้ายที่จะทำให้นางได้รับการยอมรับและสยบผู้คนในยุคโบราณแห่งนี้ “ต่อไปนี้ให้เจ้าเรียกข้าว่า ‘อี้หลิน’ ข้าจะเป็นหยกที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ เป็นเทพสงครามผู้ทำลายล้างและล้างแค้นให้คุณหนูของเจ้าเอง”
หลังจากความโกลาหลหน้าประตูจวนผ่านพ้นไป อี้หลินก็นั่งเอนกายจิบชาด้วยท่าทางเรียบเฉยอยู่ในเรือนรับรอง ในขณะที่บิดาไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เขาก้าวเท้าเข้ามาหาบุตรสาวคนใหม่ที่แสนเย็นชา แววตาของขุนนางใหญ่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย“อี้หลิน... เจ้าช่วยบอกพ่อมาตามตรงเถิด เรื่องราวทั้งหมดมันเป็นอย่างไรกันแน่ เจ้าไปพบท่านอ๋องเก้าได้ยังไง เหตุใดทางกู่ซานเพิ่งจะส่งหนังสือขอหมั้นหมายจากท่านบรรพจารย์น้อยโม่เยี่ยนมาถึงมือพ่อหมาด ๆ ท่านอ๋องก็ประกาศก้องว่าจะแต่งเจ้าเป็นพระชายาเอก พ่อสับสนไปหมดแล้ว”“ข้าช่วยเขาเอาไว้ ตอนอยู่ในสำนักกู่ซาน เขาบาดเจ็บอยู่ตีนเขา เขาถูกลอบทำร้ายจากผู้ไม่ประสงค์ดี” นางตอบบิดาไปตามตรง ทั้งยังเล่าเรื่องราวที่แต่งเสริมขึ้นมาอีกหลายส่วน ทว่าบิดาก็ยังคงสงสัยอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของบรรพจารย์หนุ่มที่ส่งหนังสือมาหลายฉบับด้วยความร้อนใจ“ท่านพ่อโปรดวางใจเถิด... เรื่องเสน่ห์ของข้าผู้นี้ มิใช่หลินจิ่นคนเก่าที่ใช้ความสาวความสวยไปอย่างเลื่อนลอยไร้ค่าเสียหน่อย หากพวกบุรุษผู้ดีจะมาหลงใหลข้าก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด”เสนาบดีลู่ยังคงยืนนิ่งอึ้ง พลันบรรดาลูกอนุรองและพวกสายรองคนอื่น ๆ ใ
เพียงทอดสายตาจ้องมองอี้หลินที่มีสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยความตื่นตระหนกหรือความอาลัยอาวรณ์ใด ๆในแววตาคมกริบคู่นั้น ช่างนิ่งสงบราวกับผืนน้ำอันเยือกเย็นและแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวสะใจอยู่ลึก ๆ ยิ่งส่งเสริมให้สตรีตรงหน้าดูทรงเสน่ห์และน่าค้นหา ในสายตาของพญามารหนุ่มมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าทวีส่วนทางด้านฝูชิงอวิ๋นที่เพิ่งจะตั้งสติได้ เมื่อความโลภและความกลัวตายเข้าตา พลันสลัดความขลาดเขลาทิ้งไปชั่วคราว ลนลานก้าวเท้าพุ่งตัวออกจากซุ้มประตูหินอย่างลนลาน ทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นศิลาหน้าลานจวน“ท่านท่านอ๋องเก้าโปรดเมตตาด้วยพะยะค่ะ! คุณหนูผู้นี้แท้จริงแล้วนางเป็นคนรักของกระหม่อมมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว” ฝูชิงอวิ๋นละล่ำละลักเอ่ย ก่อนจะกวาดตามองใบหน้าเรียบเฉยของอี้หลินอย่างมีความหวัง“หลินจิ่น... เจ้าเลิกประชดข้าด้วยการเกาะชายเสื้อท่านอ๋องเสียทีเถิด ที่ผ่านมาเจ้ารักข้าถึงเพียงนั้น เจ้าถึงกับยอมสละเงินทองข้าวของทุกชิ้นมาให้ข้า เจ้าจะแสร้งทำใจดำกับข้าได้อย่างไร!”อี้หลินจ้องมองสวะไร้ค่าตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งเศษเสี้ยวความสงสารแม้เพียงน้อยนิด หญิงสาวเหยียดยิ้มเย็นชา พลางก้าวเท้าเยื้องก้าวเข้าไปหาชา
ประตูรถม้าหรูหราเปิดออกอย่างช้า ๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าของร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำทมิฬปักดิ้นทองลายมังกร แววตาของเขาในยามนี้เป็นนัยน์ตาสีดำขลับสนิทอย่างมนุษย์ทั่วไป ผู้คนในจวนเสนาบดีเพียงได้ยินว่าท่านอ๋องเก้ามาเยือนจวนนี้ ต่างก็เร่งออกมาให้การต้อนรับ โดยเฉพาะฝั่งฮูหยินใหญ่และบุตรสาวของนาง“คารวะท่านอ๋องเพคะ! หม่อมฉันกับบุตรสาวเตรียมน้ำชารสเลิศคอยต้อนรับอยู่ด้านในแล้วเพคะ”“หม่อมฉันหลินซือ... ยินดีรับใช้ปรนนิบัติท่านอ๋องเพคะ”ลู่หลินซือรีบช้อนสายตาหวานเยิ้มทอดสะพานส่งให้อย่างเปิดเผย เช่นเดียวกับมารดาของนาง ฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีท่าทางประจบประแจงท่านอ๋องกลับหาได้ชายตาแลพวกนางไม่ เขาเพียงแค่นยิ้มเย็นชา ปรายตามองหญิงหน้าหนาทั้งสองด้วยความรังเกียจราวดั่งมองเศษขยะ ก่อนจะหันหลังกลับไปยื่นมือแกร่งเข้าไปในรถม้า ประคองร่างเพรียวลมของอี้หลินให้ก้าวเท้าลงมาเคียงข้างกายอย่างทะนุถนอมเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของเมื่อใบหน้าเนียนงดงามและแผงซอกคอที่มีรอยรักเด่นชัดของอี้หลินปรากฏแก่สายตา เสียงสูดหายใจด้วยความตื่นตระหนกก็ดังก้องไปทั่วทั้งลานจวน!ฮูหยินใหญ่และลู่หลินซือเบิกตากว้างอ้าปาก ชี้ปลายนิ้วสั่นเทา
อี้หลินเลิกคิ้วขึ้น จิตใจร้อนรุ่มด้วยโทสะ เพียงได้ยินว่าไอ้ฆาตกรชั่วฝูชิงอวิ๋นยังคงเสนอหน้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ที่เรือนเก่า นางยังนึกหน้าตาเกรี้ยวกราดของฮูหยินใหญ่ที่เฝ้ารังแกหลินจิ่นมาตั้งแต่ยังเล็กไม่ไหว พวกเขาคงจะคลุ้มคลั่งแน่ ๆ หากลูกอนุเช่นนางได้เป็นถึงพระชายาของท่านอ๋อง“ไหนจะเรื่องที่เจ้าพรากพรหมจรรย์ข้าไปอีก เราสองคนมีสัมพันธ์กันแล้ว ตามธรรมเนียมย่อมจะต้องแต่งงาน ถึงเจ้าจะไม่ถือสา แต่ข้าถือ...”บุรุษผู้ครองตนมาดี มิใช่ในฐานะจอมมาร ทว่าเป็นอ๋องผู้ยกทัพปราบกบฏมาด้วยสองมือมนุษย์ โดยไม่ใช่พลังปีศาจเข้าช่วยแม้แต่น้อย บัดนี้ถือว่านางเป็นฮูหยินรักของเขาแล้ว ไม่ว่ายังไงนางก็ต้องยอมเป็นพระชายาของเขาแต่โดยดี----------ทางด้านจวนเสนาบดีกรมคลัง ฮูหยินใหญ่จัดแจงเชิญแม่สื่อชื่อดังประจำเมืองหลวงมานั่งรออยู่พร้อมสรรพในบริเวณโถงกลาง นางตวัดสายตาคาดคั้นเอาความกับลู่เจิ้นหัวผู้เป็นสามีด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งไม่เกรงใจ“ท่านพี่ ท่านจะมัวรีรอสิ่งใดอยู่เนี่ยเจ้าคะ? ในเมื่อนังหลินจิ่นหนีขึ้นเขากู่ซานไปโดยไม่บอกกล่าว เช่นนั้นเราก็รีบให้แม่สื่อจัดการเลือกคู่ครองที่เหมาะสม ส่งหนังสือหมั้นหมายตามไปมัดมือชกนางเ
อี้หลินต้องนั่งเผชิญหน้าอยู่ร่วมกับสามีทางพฤตินัยในรถม้าหรูหรา ตัวรถม้าของจวนอ๋องนั้นมีขนาดใหญ่โตโอฬารราวกับห้องหับขนาดย่อม หลังคาทรงโค้งประดับด้วยตราพญามังกรสี่เล็บ รอบคันกั้นด้วยม่านผ้าไหมหนาทึบสีดำสนิทขลิบดิ้นทองคำเพื่อบดบังสายตาจากภายนอก ภายในบุด้วยเบาะนุ่มหนาสองชั้นกรุผ้ากำมะหยี่สีแดงชาดเข้ม พร้อมโต๊ะน้ำชาไม้แกะสลักยึดแน่นอยู่ตรงกลาง“ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าข้าสามารถอ่านใจของเจ้าได้... มีเรื่องอันใดในหัวก็ไม่ต้องมัวปิดบังซ่อนเร้นข้าให้เสียเวลาหรอก อี้หลิน”จิ่วโถวเสินมัวสลัดภาพลักษณ์ของราชาปีศาจทิ้งไปจนสิ้น เขาสวมอาภรณ์เต็มยศทำจากผ้าไหมปักทอด้วยดิ้นทองคำ สีนิลสง่าขับเน้นใบหน้าคมเข้มของเขาให้ดูดุดันยิ่งขึ้นไปอีก“แหม... ท่านอ๋องเจ้าคะ ในเมื่อท่านเก่งกาจอ่านใจข้าได้ปรุโปร่งปานนั้น ไฉนไม่ลองอ่านดูเล่าว่าข้ากำลังนึกอยากจะไปเดินเที่ยวชมตลาดกลางเมืองหลวงเพื่อเปิดหูเปิดตา ดูความรื่นเริงของแคว้นต้าเหอของท่านเสียหน่อย ข้าเพิ่งลงมาจากป่าเขา ย่อมอยากจะลิ้มลองสุรารสเลิศและอาหารขึ้นชื่อก่อนเรื่องอื่นใด”นางรู้สึกไม่ไว้วางใจคนข้างกายผู้นี้เลยแม้แต่น้อย เมื่อเขาเฝ้าเอาเปรียบนางมาสองวัน แถมนางก็เป็นพ
เมื่อฝ่ามือหยาบกร้านอันทรงพลังเริ่มลูบไล้อย่างเอาแต่ใจ ใบหน้าคมคายดุจหยกสลักเคลื่อนต่ำลงมา ริมฝีปากหยักลึกซุกไซ้ไปตามลาดไหล่นวลเนียน ก่อนจะเลื่อนลงสู่ทรวงอกอวบอิ่มอย่างย่ามใจ เขาละเลียดชิมยอดปทุมถันชูชันที่กำลังสั่นระริกด้วยความเท่าเทียม ท่วงท่าเชื่องช้าทว่าหนักแน่นดุดัน ราวกับเสือร้ายที่กำลังละเลียดกลืนกินเหยื่อเนื้อหวานล้ำร่างบางทำได้เพียงนอนหอบหายใจถี่กระชั้น สองมือเรียวจิกฝังเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างแกร่งเพื่อระบายความเสียวซ่านในหัวของอี้หลินพลันนึกถึงสีหน้าสุขสมของเหล่าสตรีปีศาจที่นางไปลอบดูเมื่อค่ำวาน จึงได้ประจักษ์แจ้งในบัดนี้ว่าพวกนางรู้สึกเช่นไร... แน่นอนว่านี่มิใช่เพียงความอยากรู้อยากเห็นเพียงชั่วขณะ“อืม... ท่านอ๋องเจ้าคะ... อื้อ...”เสียงหวานครางกระเส่าในลำคอพาลพาให้บุรุษบนร่างของนางเกิดอารมณ์ฮึกเหิมขึ้นมา นางไม่ลืมว่าอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นอสรพิษพันปี คงจะต้องช่ำชองงานเป็นอย่างมาก เมื่อจังหวะรุกคืบเริ่มหนักหน่วงและทวีความเร่าร้อนขึ้นไปอีกขั้น เขาพยายามจะสอดประสานแทรกกายอันแข็งขึงดึงดันเข้าหานาง มองเห็นไอปีศาจที่พลันผุดขึ้นรอบกาย เขาพูดสิ่งที่น่าเหลือเชื่อออกมา“ข้าจะระวัง
นางเยื้องก้าวเข้าประตูเรือนไม้ของคนชนชั้นกลางเข้าไปด้วยท่วงท่าสง่างามในชุดสีชาด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ“ท่านพี่ โปรดระงับโทสะก่อนเถิดเจ้าค่ะ...”“เจ้าเงียบเสีย!”เสนาบดีลู่หันไปตวาดดุฮูหยินใหญ่เสียงเข้ม แววตาของเขาเต็มไปด้วยกระแสความเกรี้ยวกราดจนลู่ฮูหยินถึงกับต้องชะงักงันด้วยความคาดไม่ถึงเจ
เสนาบดีลู่ตกอยู่ในสภาวะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขายังหวนคิดขึ้นมาว่า ถ้าหากบุตรสาวของเขาได้ด่วนจากโลกนี้ไปจริง ๆ ก็เท่ากับว่าจะไม่มีใครมาคอยเข้าหาออดอ้อนบิดาเช่นเขาอีกแล้ว...ตัวเขานั้นมีบุตรสาวอยู่เพียงสี่คนเท่านั้น เขามีบุตรชายถึงสามคนและบุตรสาวหนึ่งคนกับฮูหยินใหญ่ ส่วนอนุอีกคนหนึ่งก็มีบุตรสาวฝาแฝ
ในอดีตนั้น ‘หลินจิ่น’ เป็นเพียงคุณหนูผู้ปราศจากพรสวรรค์ทางด้านการบำเพ็ญเพียร ทั้งยังมีร่างกายอ่อนแอและขี้โรคที่สุดในตระกูล มิหนำซ้ำนางยังโง่เขลาเบาปัญญาจนหาได้มีผู้ใดเทียบเทียมอี้หลินตระหนักดีว่านางจะต้องกระทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรอบคอบ หลังจากที่นางได้ครอบครองเงินตำลึงก้อนใหญ่จนก้าวแรกมั่นคงพอจ
“เยี่ยม... กลับไปขุดมันขึ้นมา” อี้หลินแสยะยิ้มร้าย นางไม่รอช้า จับจูงมือสาวใช้พากันกลับจวนไป ลอบปีนข้ามกำแพงอย่างเงียบเชียบด้วยวิชาตัวเบา องครักษ์พวกนั้นก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรแปลกที่นางผู้ทะลุมิติมาอยู่ดี ๆ ก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วเหนือธรรมชาติหลังฟื้นกำลังได้ไม่กี่วัน นางลองใช้วิ







