Masukเสียงเครื่องสายบรรเลงก้องทั่วโถงจัดเลี้ยงของโรงแรมระดับห้าดาว โคมไฟคริสตัลระยิบระยับเหนือศีรษะแขกผู้ทรงเกียรติ ราวกับดวงดาวนับพันที่ส่องประกายในยามค่ำคืน เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงแก้วไวน์กระทบกันเป็นจังหวะเบา ๆ เติมเต็มบรรยากาศแห่งความยินดีในงานวันเกิดของเซเรน่า
หญิงสาวในชุดราตรีเรียบหรู ก้าวลงจากบันไดโค้งกลางงานเลี้ยง ใบหน้างดงามราวกับผลงานชิ้นเอกของพระเจ้า สะดุดทุกสายตาในห้องให้จับจ้องมาเธอคล้ายถูกมนต์สะกด
เธอคือลูกสาวคนเดียวของ วศิน อัครเดชา มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ และวันนี้คือวันสำคัญที่เขาบินกลับจากต่างประเทศ เพียงเพื่อมาร่วมฉลองวันเกิดลูกสาวคนโปรดด้วยตัวเอง
เสียงปรบมือดังขึ้นกึกก้องทั่วห้อง เซเรน่ายิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ ตอนนี้เธอไม่ใช่หญิงสาวที่รักการเป็นจุดสนใจ แต่คืนนี้เธอจำเป็นต้องยืนอยู่ตรงกลางเวทีนั้น ในฐานะวันเกิดและภรรยาของภาคิน ที่ต้องรักษาหน้าตาของครอบครัวเอาไว้
“เซเรน่าลูกรักของพ่อ พ่อภูมิใจในตัวหนูจริง ๆ ”
เสียงอบอุ่นของวศินเอ่ยขึ้นเมื่อก้าวเข้ามากอดลูกสาวแน่น ดวงตาของชายสูงวัยเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ ที่กลับมาทันงานวันเกิดของหนู” เซเรน่ายิ้มอ่อน
“พ่อจะพลาดได้ยังไงล่ะ ลูกสาวคนโปรดของพ่อนี่นา”
น้ำเสียงของวศินเต็มไปด้วยความรักจนแขกหลายคนมองด้วยความอบอุ่น โดยที่ข้าง ๆ กันนั้น ภาคินยืนเงียบ ๆ ขณะที่ดวงตาเขามองภาพพ่อลูกคู่นั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขาเองก็ได้รับคำสั่งเด็ดขาดจากพ่อของเขาเมื่อช่วงเช้า
“คืนนี้ดูแลเซเรน่าให้ดี อย่าทำตัวขายหน้าเด็ดขาด และห้ามพาผู้หญิงคนนั้นมา”
น้ำเสียงของพ่อยังคงดังก้องอยู่ภายในหัว พร้อมกับสายตาแข็งกร้าวที่สั่งห้ามเขาไม่ให้แม้แต่ เอ่ยชื่อกอหญ้าออกมา
“ครับ ผมเข้าใจ”
นั่นคือคำเดียวที่ภาคินตอบได้ในตอนนั้น... ทั้งที่ในใจกลับยังเต็มไปด้วยความสับสน
คืนนี้เขายืนอยู่ในฐานะสามีของเซเรน่า อย่างถูกต้อง แต่หัวใจของเขากลับถูกพันธนาการไว้กับอีกคน กอหญ้าเป็นหญิงสาวที่เขาคิดว่ารักสุดหัวใจ
แต่ในความจริงแล้ว เขาไม่รู้เลยว่าความรักที่ผิดนั้น กำลังจะกลายเป็นต้นเหตุของหายนะที่ไม่อาจย้อนคืน
กลับมาที่บรรยากาศโถงงานเลี้ยงเต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ เสียงเพลงแจ๊สจากวงดนตรีสดขับกล่อมเบา ๆ และเหล่าผู้บริหารระดับสูง นักลงทุน และนักธุรกิจพันธมิตรถูกเชิญมาร่วมงานมากมาย รวมถึงวศินและภูวเดช พ่อของภาคิน ที่ยืนสนทนากันอยู่ใกล้โต๊ะกลางห้อง
“ฉันดีใจจริง ๆ ที่ได้หนูเซเรน่ามาเป็นลูกสะใภ้” คุณภูวเดชกล่าวด้วยน้ำเสียงมีขบขัน แต่สายตายังไม่วางจากลูกชายตนเองที่ยืนข้าง ๆ
“แน่นอนสิ เซเรน่าน่ะรักเจ้าภาคินมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และฉันเองก็มั่นใจว่าลูกชายของแกจะทำให้ลูกสาวของฉันมีความสุข” วศินหัวเราะเบา ๆ ขณะสนทนากับเพื่อนสนิทอย่างภูวเดช
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวของภาคิน แต่เจ้าตัวกลับรู้สึกเหมือนมีมีดบาง ๆ แทงเข้ากลางอก
“ครับ...” เขาตอบเบา ๆ พลางหลบสายตาพ่อ
“หนูต้องขอบคุณคุณพ่อมากนะคะ ที่ให้เกียรติมาร่วมงานในวันนี้” เซเรน่าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยังคงยิ้มอย่างสง่างาม เธอพูดกับพ่อของภาคินอย่างสุภาพ
“วันเกิดลูกสะใภ้คนโปรดแบบนี้ จะให้พ่อนิ่งเฉยได้ยังไง จะไม่มาก็คงไม่ได้”
น้ำเสียงของคุณภูวเดชอ่อนโยนเมื่อพูดกับเซเรน่า ต่างจากตอนพูดกับลูกชายโดยสิ้นเชิง ภาคินยืนนิ่ง ไม่กล้าสบตาใคร ดวงตาเขามองไปยังเวทีที่มีจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ติดอยู่ ซึ่งตอนนี้กำลังฉายภาพรวมความทรงจำในชีวิตของเซเรน่า ทั้งรูปในวัยเด็ก รูปกับครอบครัว และช่วงเวลาต่าง ๆ ที่เธอยิ้มอย่างบริสุทธิ์ ไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยันที่มีต่อเขาในตอนนี้
พร้อมเสียงผู้คนภายในงานพูดคุยกันอย่างชื่นชม
“ลูกสาวคุณวศินงดงามมากจริง ๆ ที่ว่าเป็นคุณหนูร้ายกาจคงเป็นแค่ข่าวลือ”
“ฉันว่าสามีภรรยาคู่นี้เหมาะสมกันมากเลยค่ะ แถมยังตระกูลทรงอิทธิพลทั้งคู่ด้วย”
แต่แล้วเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น เสียงดนตรีพลันหยุดลงอย่างกะทันหัน และภาพบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ก็กระตุก ก่อนจะดับวูบพร้อมเสียงฮือฮาเบา ๆ ดังขึ้นจากบรรดาแขก
“เกิดอะไรขึ้น?”
“โปรเจกเตอร์เสียหรือเปล่า?”
ในเวลาเดียวกัน ทีมงานผู้รับผิดชอบก็วิ่งวุ่นเข้าไปตรวจสอบ แต่ทว่ายังไม่ทันได้แก้ไขภาพบนจอก็กลับมาปรากฏอีกครั้ง
แต่ไม่ใช่ภาพของเซเรน่า...
แต่เป็นภาพของหญิงสาวในชุดนอนลูกไม้สีดำสุดเซ็กซี่ ที่กำลังแนบชิดอยู่กับชายหนุ่มร่างสูงในห้องนอนอันคุ้นตา เวลานั้นเสียงพูดคุยในห้องเงียบกริบในทันที เพราะทุกสายตาหันไปมองจอโปรเจกเตอร์ที่ตอนนี้ฉายคลิปอื้อฉาวที่ไม่ควรเกิดขึ้น
เสียงหอบหายใจและเสียงครางแผ่ว ๆ และภาพการเคลื่อนไหวอันเร่าร้อนของภาคินกับกอหญ้า ปรากฏชัดกลางงาน ก่อนแก้วไวน์จะตกแตกกระจายบนพื้นจากมือใครบางคน หญิงสาวหลายคนอ้าปากค้าง บางคนถึงกับยกมือปิดปากด้วยความตกใจ
“พระเจ้า... นั่นมัน...”
“คุณภาคินกับ...กับใครกัน?”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน!”
“นั่นมันผู้หญิงที่กล่าวหาว่าคุณเซเรน่าผลักในงานประมูลคราก่อนนี้!”
เสียงซุบซิบระงมทั่วห้องราวกับไฟลามทุ่ง ขณะเดียวกันเสียงแฟลชจากกล้องมือถือเริ่มดังขึ้นเช่นกัน แขกบางคนอ้าปากร้องอย่างตกตะลึง ส่วนเซเรน่ายืนนิ่ง ร่างของเธอแข็งทื่อในทันที ดวงตาเบิกกว้างมองภาพนั้นอย่างไม่เชื่อในสายตา
แสงจากจอสะท้อนบนใบหน้าของเธอ แทนที่จะอาละวาดหรือเสียใจ แววตาเซเรน่ากลับนิ่งสงบ เธอยกมือขึ้นปิดปากช้า ๆ ท่ามกลางเสียงครางหวานของกอหญ้า
ไม่ใช่เพราะตกใจ... แต่เพราะกำลังกลั้นหัวเราะ
เพราะเธอรู้ดีว่านี่คงเป็นฝีมือของกอหญ้า ที่กำลังอิจฉาเธอจนย่อมทำอะไรโง่ ๆ เพื่อให้เธออับอายหรือไม่ก็ต้องการแสดงตัวตนเป็นเจ้าของภาคิน โดยไม่รู้ว่าคนที่ควรอายกลับไม่ใช่เธอ แต่เป็นผู้หญิงที่กำลังประกาศตัวเองว่าหลับนอนกับสามีชาวบ้าน
“เธอกล้าขนาดนี้เลยเหรอ...” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงขบขัน
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







