Masuk“เธอกล้าขนาดนี้เลยเหรอ...” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงขบขัน
“ตัดภาพ! ปิดมันเดี๋ยวนี้!”
ในขณะเดียวกันที่บรรยากาศรอบข้างกลายเป็นโกลาหล เสียงของเจ้าหน้าที่เทคนิคตะโกน แต่ไม่ทันการณ์ เพราะคลิปนั้นเล่นไปเกือบห้านาทีเต็มก่อนจอจะดับวูบลง
“ไม่ใช่... ไม่จริง...”
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ใบหน้าหล่อเหลาของภาคินซีดเผือด เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับคนสิ้นเรี่ยวแรง ก่อนที่ภูวเดชจะหันขวับมามองลูกชายด้วยสายตาเดือดดาล
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรภาคิน!” ภูวเดชตวาดลั่น
เซเรน่าเห็นดังนั้นก็ยกยิ้ม ก่อนจะแกล้งตัวสั่นเทา ยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกับดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก
“ไม่นะ ไม่นะคะ...”
เสียงหวานอันสั่นเทาค่อย ๆ เอ่ยลอดออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่ม หยาดน้ำตาเอ่อล้นทะลักนัยน์ตาคู่สวย มันค่อย ๆ ไหลอาบลงมาบนแก้มเนียน ร่างบางทรุดลงนั่งช้า ๆ มือสั่นระริก เธอพยายามเอื้อมมือไปคว้าแขนของภาคินที่ยืนนิ่งราวกับถูกตบหน้าเข้าฉาดใหญ่
“คะ...คุณภาคิน นี่อะไรกันคะ?”
น้ำเสียงของเธอสั่นสะท้านจนแขกหลายคนที่อยู่ใกล้ต่างหันมามองด้วยแววสงสาร เช่นเดียวกับภาคินที่หน้าเสีย เขาอ้าปากแต่ไม่มีเสียงใดออกมา ความอับอายและความตกใจตีตื้นขึ้นคอ เขาไม่รู้จะอธิบายยังไง ภาพนั้นมันชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธ
“ฉัน...ฉันไม่รู้ มันต้องมีใครบางคน...”
“พอเถอะค่ะ” เซเรน่าพูดเสียงเบา แต่แววตาที่มองเขานั้นเต็มไปด้วยความปวดร้าว “ไม่ต้องแก้ตัว...ฉันเข้าใจแล้ว”
เสียงสะอื้นของเธอดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน แขกหลายคนเริ่มพากันซุบซิบถึงความใจดำของภาคิน และชื่นชมความอดกลั้นของหญิงสาว
บรรยากาศภายในงานกลายเป็นสนามอารมณ์อันร้อนระอุ แสงไฟส่องลงบนใบหน้าของเซเรน่าที่เต็มไปด้วยน้ำตา เธอยกมือขึ้นปาดเบา ๆ แต่ไม่หมด เพราะต้องการให้มันยังคงไหลอยู่ เธอกลืนก้อนสะอื้น พลางเอ่ยเสียงเบาอย่างปวดร้าว
“ขอโทษนะคะ...ที่ทำให้ทุกคนต้องเห็นภาพแบบนั้นในวันของฉัน”
คำพูดนั้นยิ่งตอกย้ำให้ทุกคนสงสารเธอมากขึ้นไปอีก บางคนถึงกับยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาตัวเองด้วยความรู้สึกเห็นใจ
“เซเรน่า ฟังฉันก่อน...ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้” ภาคินพยายามเดินเข้าไปหาเธอ
แต่เธอกลับถอยหลังช้า ๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนเจ็บปวด
“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว ทุกอย่างมันชัดเจนดีอยู่แล้ว” เธอหันไปทางแขกที่ยังคงจับจ้อง “ขอโทษจริง ๆ ค่ะ ที่ทำให้ค่ำคืนนี้เสียบรรยากาศ”
เซเรน่าก้มศีรษะเบา ๆ อย่างอย่างรู้สึกผิด ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายทั้งที่น้ำตายังไหลไม่หยุด ภาพนั้นตราตรึงใจทุกคน จนไม่มีใครเห็นเธอเป็นเป็นคุณร้ายกาจเหมือที่ผ่านมา มีเพียงหญิงสาวผู้ถูกหักหลังกลางวันสำคัญ ที่ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามแม้หัวใจจะแหลกสลาย
แขกหลายคนเริ่มพากันลุกออกจากโต๊ะ บางคนกระซิบ บางคนถ่ายรูป บางคนส่ายหน้าอย่างสมเพช
“อับอายขายหน้าชะมัด...”
“ทั้งที่มีภรรยาตัวเองอยู่แล้วแท้ ๆ ”
“ไม่นึกเลยว่าคุณภาคินจะกล้าทำได้ถึงขนาดนี้...”
เสียงซุบซิบพวกนั้นแทงเข้ากลางใจของภาคินอย่างจัง โดยที่มีเซเรน่าสะอื้นจนตัวโยนอยู่ข้าง ๆ เธอหันไปมองพ่อของตนที่ยืนข้าง ๆ สีหน้าของวศินนิ่งสนิท แต่แววตาเข้มข้นเย็นเยียบจนใครก็ไม่กล้าเอ่ยอะไร
“เซเรน่า ลูกโอเคไหม” เสียงของเขาเอ่ยเรียกเบา ๆ
“หนูไม่เป็นไรค่ะพ่อ” หญิงสาวพยายามฝืนยิ้ม
“แกยังจะยืนอยู่ทำไม! ขอโทษหนูเซเรน่าเดี๋ยวนี้!”
ภูวเดชหันไปตวาดลูกชายเสียงดัง ใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยโทสะและความอับอาย ส่วนภาคินพูดไม่ออกราวกับมีบางสิ่งจุกที่บริเวณลำคอ เขาหันไปมองเซเรน่าที่ยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ท่าทางของเธอเจ็บปวดจนเขาเริ่มหวั่นใจ
“เซเรน่า... ฉัน...”
“ไม่ต้องพูดหรอกค่ะ ฉันรู้ว่าคุณคงอธิบายไม่ได้อยู่ดี” เธอตัดบทเบา ๆ ดวงตาคู่สวยสั่นระริกมองเขาอย่างเจ็บปวด
“เซเรน่า...”
“พ่อคะ ขออนุญาตนะคะ หนูขอตัวไปห้องน้ำสักครู่”
เซเรน่าหันไปหาวศิน เธอก้าวเดินจากไปทันทีโดยไม่รอฟังคำตอบ พร้อมทุกสายตาที่ยังคงจับจ้องแผ่นหลังเล็กที่สั่นระริก ผู้คนในงานต่างเชื่อว่าเซเรน่ากำลังเจ็บปวดมาก ๆ และคงกำลังหนีไปร้องไห้คนเดียว
“โถ่คุณเซเรน่า น่าสงสารจริง ๆ ฉันเห็นว่าเธอร้องไห้ คงเจ็บปวดที่ถูกสามีนอกใจ”
“ฉันเองก็สงสารคุณเซเรน่าเหมือนกัน ให้ตายสิ ตระกูลอภิวัฒน์กุลคิดจะหยามหน้ากันหรือไง”
เสียงกระซิบดังขึ้นทั่วโถงใหญ่ ภาคินพยายามจะตามภรรยาไป แต่ถูกพ่อของเขาคว้าแขนไว้แน่น
“อย่าไปไหนทั้งนั้น! แกทำให้ชื่อเสียงตระกูลของฉันต้องอับอายขนาดนี้!” เสียงภูวเดชตวาดลั่น ไม่สนใจสายตาผู้คนมากมาย
“พ่อ... ผมไม่ได้---” ภาคินหันไปสบตาพ่อ สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความสับสน
เพียะ!
เสียงฝ่ามือตบลงใบหน้าหล่อเหลาก้องกลางงานอีกครั้ง
“ฉันเตือนแกแล้วไม่ใช่เหรอ! ว่าอย่ายุ่งกับผู้หญิงคนนั้นอีก!”
“คืนนี้... ผมว่าเราควรเลิกงานแค่นี้ดีกว่า”
วศินถอนหายใจยาวก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ท่าทีห่างเหินของเพื่อนสนิทตัวเอง ทำให้ภูวเดชหวั่นใจ คำพูดนั้นเหมือนคำพิพากษาที่ทำให้ทุกคนภายในห้องเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าโต้แย้ง
ภาคินยังคงยืนนิ่ง รู้สึกเหมือนโลกรอบตัวกำลังพังทลายลงทีละนิด เขาไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนปล่อยคลิป แต่สิ่งที่รู้แน่ชัดคือหลังจากนี้ชีวิตของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ในขณะเดียวกันที่อีกฟากหนึ่งของโรงแรม เซเรน่ายืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำหรู เธอมองเงาสะท้อนของตัวเอง มือเรียวเช็ดน้ำตาเบา ๆ หลังพึ่งแสดงละครฉากใหญ่จบไป ก่อนริมฝีปากอวบอิ่มจะค่อย ๆ คลี่ยิ้มอย่างขบขัน
“แค่นี้...คงสมจริงพอแล้วสินะ”
“น่าสมเพชชะมัด สุดท้ายเธอก็ทำลายตัวเองด้วยมือของเธอจริง ๆ แต่ต้องขอบคุณเธอนะกอหญ้า เพราะตอนนี้ฉันมีเหตุผลที่จะได้หย่ากับไอ้บ้านั่นเสียที”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







