Masukสายลมอ่อนพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างบานกว้าง ของเพนท์เฮ้าส์หรูย่านกลางเมืองแห่งหนึ่ง เสียงม่านสีขาวพลิ้วไหวเบา ๆ กลางแสงแดดยามเช้า ที่สาดกระทบหญิงสาวในชุดเชิ้ตสีขาวตัวบาง เดินเท้าเปล่าช้า ๆ ขณะถือแก้วกาแฟหอมกรุ่นไว้ในมือ ริมฝีปากอวบอิ่มคลี่ยิ้ม พลางทอดสายตามองวิวตึกสูงที่ทอดตัวสุดสายตา
“อิสรที่ฉันโหยหา...” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางสูดอากาศยามเช้าเข้าปอด
วันนี้เป็นวันแรกหลังจากที่เธอหย่ากับภาคินอย่างเป็นทางการ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วราวกับฝันที่ถูกปลุกให้ตื่น เธอออกจากคฤหาสน์ในคืนนั้นโดยไม่หันกลับมามองอีก ไม่มีน้ำตา ไม่มีคำลา มีเพียงหัวใจที่โล่งเบา เมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการที่แบกรับภายใต้ชื่อเซเรน่ามานาน
เพนต์เฮาส์แห่งนี้เป็นของเซเรน่าคนเก่า เธอซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานกับภาคิน แต่ไม่เคยได้กลับมาอยู่ เพราะเธอไม่อยากให้ตัวเองต้องห่างกับภาคิน
แต่วันนี้วิเวียนกลับมาที่นี่อีกครั้ง ในฐานะเซเรน่า นางร้ายที่ตายจากบทนิยายงี่เง่าไปแล้ว
หลังจากดื่มกาแฟเสร็จ เซเรน่าเดินสำรวจไปทั่วห้อง เสียงเท้าสัมผัสพื้นอย่างแผ่วเบา ทุกมุมเต็มไปด้วยฝุ่นบาง ๆ ที่จับตัวอยู่ตามขอบโต๊ะ หญิงสาวจึงหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดด้วยมือของตัวเอง กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดลอยปะปนกับกลิ่นดอกไม้แห้งที่เธอวางไว้ในแจกันตั้งแต่เมื่อก่อน
“ดอกไม้ที่น่าสงสาร ถูกละทิ้งจนเหี่ยวเฉา”
มือเรียวลูบดอกไม้ที่ตายในแจกัน ก่อนจะทำความสะอาดมัน พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ร้านดอกไม้ประจำในความทรงจำของเซเรน่าคนเก่า ก่อนเสียงปลายสายดังขึ้น
“สวัสดีค่ะ ร้านXXXค่ะ คุณเซเรน่าเหรอคะ?”
“ค่ะ อยากได้ดอกไม้สดจัดใส่แจกันสักสามชุดนะคะ โทนขาวเขียวอ่อน เอาแบบดูสะอาดตา สดชื่น ๆ หน่อย”
“ได้เลยค่ะ คุณเซเรน่าจะให้จัดส่งไปที่คฤหาสน์อภิวัฒน์กุลวันนี้เลยไหมคะ?”
“ไม่ต้องค่ะ หลังจากนี้ให้จัดส่งมาที่เพนท์เฮ้าส์XXX แทน ขอบคุณค่ะ”
เซเรน่าวางสายแล้วยิ้มบาง ๆ ดูเหมือนว่าบางคนยังไม่รู้เรื่องที่เธอหย่ากับภาคินจริง ๆ แต่นั่นก็ถือว่าดีแล้วเพราะเธอต้องการความสงบ
เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงประตูก็ดังขึ้น เซเรน่าหันไปก็พบชายหนุ่มในสูทสีกำขลับสียืนยิ้มอยู่ พร้อมถุงขนมมากมายในมือหนา
“เป็นยังไงบ้าง น้องสาวคนสวยของฉัน” น้ำเสียงอบอุ่นและคุ้นเคยนั้นทำให้เธอยิ้มกว้างขึ้นทันที
“พี่ธันวา!” เธอพูดพร้อมกับเดินเข้าไปกอดแน่น
“ดูสิ ยังตัวเท่าเดิมเลย ไม่ยอมกินข้าวอีกแน่ ๆ ใช่ไหม” ธันวากอดตอบเบา ๆ ก่อนจะลูบศีรษะเธออย่างอ่อนโยน
“หนูจะโตขึ้นได้ยังไงล่ะคะ ในเมื่อเราพึ่งเจอกันอาทิตย์ที่ผ่านมาเอง” เซเรน่าหัวเบาะ ๆ พลางผละจากร่างสูง
“แต่หน้าดูมีความสุขขึ้นเยอะเลยนี่” ธันวาเอ่ยพลางมองรอบห้อง “เธอจัดเองหมดเลยเหรอ?”
“ค่ะ หนูไม่ชอบใครคนอื่นเข้ามาในที่ส่วนตัวของหนู” เซเรน่ายิ้มบาง ๆ
“ดีแล้ว นี่แหละที่ฉันอยากเห็น รอยยิ้มของน้องสาวคนสวย”
ธันวาลูบกลุ่มผมนุ่มของเซเรน่า ก่อนจะเดินไปนั่งบนโซฟากลางห้อง ในขณะที่เธอนั่งลงตรงข้าม ทั้งสองคนก็พูดคุยกันอย่างสนุกโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะแอบฟัง หรือเอาไปนินทาลับหลังอีกต่อไป
“พ่อเล่าให้ฉันฟังทั้งหมดแล้ว เรื่อง... เธอโอเคไหม?” ธันวาเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
“โอเคสิคะ จะให้ร้องไห้อีกเหรอ ฉันเหนื่อยกับการเสียน้ำตาให้คนที่ไม่เคยเห็นค่ามันแล้ว”
เซเรน่าหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ โดยไม่คาดคิดว่าการแสดงของเธอจะทำให้พี่ชายกับพ่อของเธอเป็นห่วงถึงเพียงนี้
“พี่ไม่ได้อยากให้เธอร้อง แค่กลัวว่าเธอจะรู้สึกโดดเดี่ยว”
“ฉันโดดเดี่ยวมานานแล้วค่ะพี่ธัน ตอนที่อยู่ในคฤหาสน์นั่น ถึงจะมีคนอยู่เต็มไปหมด แต่ไม่มีสักคนที่จริงใจกับฉัน แม้แต่สามีของฉันเองก็ตาม”
“วันนั้นฉันน่าจะต่อยมันอีกหลาย ๆ หมัด” ธันวาขบกรามแน่น
“ช่างมันเถอะค่ะ ตอนนี้ฉันเป็นอิสระแล้ว ได้ตื่นมาพร้อมแสงแดดจริง ๆ ไม่ต้องกลัวใครหงุดหงิด ไม่ต้องแกล้งยิ้ม ไม่ต้องทำให้ใครพอใจ ฉันได้หายใจในแบบของตัวเองสักที” แววตาเซเรน่าเปล่งประกาย
เสียงลมจากระเบียงพัดเข้ามา กลิ่นดอกไม้ที่เพิ่งถูกจัดส่งลอยอบอวลไปทั่วห้อง เซเรน่าลุกขึ้นไปจัดแจกันทีละใบ วางไว้บนโต๊ะกลาง ห้องรับแขก และข้างหัวเตียง โดยมีธันวายืนมองอยู่นิ่ง ๆ ก่อนจะพูดขึ้น
“รู้ไหม ฉันไม่เคยเห็นเธอยิ้มแบบนี้มานานมากแล้ว”
“งั้นเหรอคะ แต่ตอนนี้พี่ธันคงได้เห็นบ่อย ๆ แล้ว”
เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ พลางเดินไปเปิดเพลงคลอเบา ๆ เสียงเปียโนอ่อนหวานดังทั่วห้อง เสียงดนตรีนั้นกลมกลืนกับแสงแดดที่ลอดเข้ามาเหมือนฉากในภาพยนตร์
หลังจากนั้นเวลาก็ล่วงเลยไปช่วงบ่าย ทั้งสองคนช่วยกันจัดห้องครัวใหม่ เธอหยิบถ้วยชามจากกล่อง วางเรียงบนชั้น ธันวาช่วยต่อเครื่องชงกาแฟให้ ก่อนที่เสียงหวานจะหัวเราะเมื่อเห็นพี่ชายต่อสายไฟผิด
“พี่ธัน! เดี๋ยวมันระเบิด!”
“โธ่ พี่ก็แค่ลองดู”
“นั่นแหละ สิ่งที่น่ากลัวที่สุด!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นภายในห้องครัวจนทุกความหม่นเศร้าถูกลบหายไปหมด หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งคู่มานั่งพักบนระเบียง ชมวิวเมืองยามเย็น แสงอาทิตย์ตกกระทบตึกระฟ้าจนกลายเป็นสีทองอมส้ม พร้อมเซเรน่าที่กำลังเอนตัวพิงพนักเบา ๆ หลับตาสูดกลิ่นอากาศ
“รู้ไหม ฉันเคยกลัวการอยู่คนเดียวมาก แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกสงบที่สุดในชีวิต”
เซเรน่าพูดพลางคิดถึงตัวเธอในโลกเดิมก่อนที่จะเข้ามาในโลกแห่งนี้ ตอนที่ได้ยินว่าพี่ชายของเธอเสียชีวิต โลกของเธอทั้งใบก็หยุดหมุน แต่ตอนนี้เธอมีพี่ชายอย่างธันวา ที่เปรียบเสมือนพี่ชายของเธอจริง ๆ ที่อยู่เคียงข้างในโลกใบนี้ และพ่อที่คอยสนับสนุนทุกอย่าง
“เพราะนี่คืออิสระของเธอจริง ๆ ไม่ใช่อิสระที่ใครให้ แต่เป็นอิสระที่เธอเลือก” ธันวาว่าพร้อมยิ้ม
“ใช่ค่ะ บางทีการเริ่มต้นใหม่...มันไม่จำเป็นต้องมีใครอยู่ข้าง ๆ เสมอไป แค่มีตัวเราเองก็พอ” เธอลืมตาขึ้น พลางมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี
บรรยากาศยามค่ำคืนเริ่มคลี่คลุมทั่วเมือง แสงไฟระยิบระยับจากตึกสูงสะท้อนในดวงตาของเซเรน่า ราวกับดวงดาวนับล้าน เธอยกแก้วไวน์ขึ้นก่อนชนกับพี่ชายเบา ๆ
“ขอให้ชีวิตใหม่ของเธอสวยงามกว่านี้ทุกวันนะ” ธันวากล่าว
“และขอให้พี่อยู่เป็นกำลังใจให้ฉันทุกวันด้วย” เธอคลี่ยิ้มอย่างมีความสุข
“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันมีน้องสาวคนเดียวนี่ ฉันจะหนีไปไหนได้”
ทั้งคู่หัวเราะอย่างขบขัน ผสานกับเสียงสายลมพัดผ่านม่านขาวพลิ้วไหว และในรอยยิ้มอันมีความสุขของหญิงสาวที่เคยน่าสงสารในสายตาคนอื่น
เธอไม่ใช่นางร้ายหรือภรรยาของใครอีกแล้ว
แต่เธอคือเซเรน่า ผู้หญิงที่ได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







