LOGINหลังจากวันนั้นเวลาก็ล่วงเลยไปหลายวัน เซเรน่าเริ่มมีตารางชีวิตที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ตอนเช้าเธอออกมาอยู่ในสวน ดื่มกาแฟดำอ่านหนังสือศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนและธุรกิจของตระกูล ตอนบ่ายเธอปลูกดอกไม้ หรือไม่ก็เดินออกกำลังกายในสวน และตอนเย็นเธอมักจะนั่งฟังเพลงคลาสสิกในห้องอ่านหนังสือ
เซเรน่าไม่โทรตามภาคินอีก
ไม่ร้องไห้ ไม่ฟูมฟาย หรือตามอาละหวาด ไม่เฝ้ารอเขากลับบ้านเหมือนเดิม
นั่นจึงเป็นหัวข้อหลักในการสนทนาของเหล่าสาวใช้ที่พูดกันหนาหูขึ้นทุกวัน
‘ฉันว่าคุณเซเรน่าเสียสติไปแล้วแน่ ๆ’
‘แต่ฉันว่าไม่ใช่นะ ดูสิ เธอสงบขึ้นแปลก ๆ เหมือนคนที่กำลังโตขึ้น’
‘ฮึ! สงบอะไรล่ะ สงบก่อนจะระเบิดอีกมากกว่า’
‘แต่คุณภาคินเอง ก็ดูเหมือนจะ...แปลก ๆ ไปด้วยนะช่วงนี้’
เสียงนินทาเหล่านั้นดังวนอยู่ทุกมุมของคฤหาสน์ และทุกครั้งที่ได้ยิน เซเรน่าก็เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ เธอไม่ได้ต้องการให้ใครเชื่อในทันที เพราะระเบิดเวลาที่แท้จริง มันหลังจากนี้ตั้งหาก
บ่ายวันหนึ่ง ในขณะที่เซเรน่ากำลังนั่งคุกเข่าปลูกดอกไม้ตรงมุมสวนที่ร่มรื่น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านหลังของหญิงสาว พร้อมเสียงทุ้มแสนคุ้นเคยพลันดังขึ้น
“เซเรน่า” เสียงทุ้มเย็นเรียบดังขึ้น
“มีอะไร?”
เธอตอบเรียบ ๆ เงยหน้าขึ้นมองภาคินที่ยืนอยู่ตรงหน้าในชุดสูทดำขลับ เขามองเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ขณะที่มือเรียวยังไม่ละจากต้นไม้ในมือ
“กำลังทำอะไร?”
“ปลูกต้นไม้ค่ะ คุณเห็นว่าฉันกำลังทำอะไรล่ะ”
“เห็นแล้ว แต่ฉันไม่คิดว่าเธอควรมาทำเรื่องแบบนี้”
“เรื่องแบบนี้?” เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย “หมายถึงอะไรคะ?”
“สภาพแบบนั้น มันไม่เหมาะกับเธอ” เขากวาดตามองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“ไม่เหมาะกับเซเรน่าคนเดิม...แต่เหมาะกับฉันในตอนนี้ค่ะ”
“เซเรน่า เธอคิดจะทำอะรกันแน่”
ภาคินกล่าวเสียงเรียบ ทว่าในใจกลับเคลือบแคลงกับการกระทำของเธอไม่น้อย
“แน่นอนว่าความปรารถนาของฉัน แค่ต้องการอยู่เฉย ๆ โดยไม่ต้องตามใคร ไม่ต้องวุ่นวายกับใคร”
คำตอบนั้นทำให้ภาคินนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาเขาวูบไหวด้วยความรู้สึกบางอย่าง ทว่าไม่นานก็กลับมาเย็นชาเหมือนดังเดิม
“เธอคงคิดว่าจะทำให้ฉันสนใจด้วยวิธีนี้เหรอ?”
“ถ้าฉันอยากให้คุณสนใจ คงไม่ใช้วิธีนี้หรอกค่ะ เพราะมันคงไม่ได้ผล”
“เซเรน่า เธอกำลังเล่นสงครามประสาทกับฉันงั้นเหรอ”
“เปล่าค่ะ ฉันแค่พูดความจริง ฉันเหนื่อยกับการพยายามทำให้คุณมองเห็นค่าแล้วค่ะ และตอนนี้ก็ไม่สนใจแล้ว ฉันจะใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง” เธอเช็ดมือกับผ้าขนหนูที่พาดไว้ข้างตัว ก่อนลุกขึ้นยืน
โดยไม่รู้ว่าคำพูดนั้นเหมือนมีบางอย่างกระแทกใจของภาคินเข้าอย่างจัง เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาคมนิ่งแต่มีประกายบางอย่าง หงุดหงิด? หรือไม่พอใจ? หรือเพราะเขารู้สึกแปลกใจที่เธอดูไม่ทุกข์อีกต่อไป
“ทำอะไรก็ทำ แต่จำไว้นะเซเรน่า อย่าลืมว่ายังมีนามสกุลของฉันอยู่ข้างหลังชื่อเธอ” เขาหันหลังทันที
“ค่ะ แต่วันหนึ่ง ฉันจะทำให้ชื่อของฉันมีค่าด้วยตัวเอง...ไม่ใช่เพราะชื่อคุณ” เธอตอบอย่างไม่ใส่ใจ
การที่เธอตอบอย่างไม่ใส่ใจ ทำเอาภาคินหยุดเท้าเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก และเมื่อเสียงฝีเท้าเขาลับไป เธอก็ยกมือแตะอกตัวเองเบา ๆ หัวใจเธอเต้นแรง...ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะเธอรู้สึกว่ากำลังยืนอยู่ได้ด้วยขาของตัวเองจริง ๆ
“คุณผู้หญิงไม่เป็นไรนะครับ?” ต้นเดินเข้ามาข้าง ๆ
“ฉันไม่เป็นไร แค่รู้สึกดีที่ได้พูดในสิ่งที่อยากพูดมานาน”
“คุณเปลี่ยนไปจริง ๆ ครับ” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ
“ฉันก็คิดแบบนั้น” เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
ในขณะเดียวกันที่ชั้นสองของคฤหาสน์หลังนั้น
ภาคินที่เดินกลับเข้ามาในห้องทำงาน กลับไปยืนนิ่งตรงหน้ากระจกมองลงไปยังสวนอีกครั้ง มองใบหน้าของเธอที่กำลังหัวเราะกับคนสวน รอยยิ้มแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มือที่ถือแฟ้มอยู่บีบแน่นโดยไม่รู้ตัว
“หัวเราะกับคนอื่นได้...แต่กับฉัน เธอกลับเย็นชา” เขาพึมพำกับตัวเองในเสียงต่ำ
“ผู้หญิงคนนี้ จะทำอะไรกันแน่”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







