เข้าสู่ระบบเผลอจ้องรอยสักของคนตรงหน้าอยู่นาน โดยไม่รู้ตัวเองเลยว่านั่นคือการเสียมารยาท
แต่ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่ได้เอ่ยอันใด เขาจ้องมองหญิงสาวกลับด้วยความคลับคล้ายคลับคลา ว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่คิดเท่าไรก็ยังคิดไม่ออก
กวาดตามองการแต่งตัว สภาพเนื้อตัวมอมแมม อีกทั้งเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง มือขวามีเลือดติด ให้เดาว่าคงหนีใครมาอย่างแน่นอน
เห็นทีคงให้คนเก็บกวาดอีกตามเคย
แต่สะดุดตามากที่สุดก็คงเป็นเจ้าตัวเล็กกำลังจ้องเขาตาแป๋ว ดวงตาสีควันบุหรี่ ผมดำขลับ ผิวขาว ปากคาบจุกนม หน้าตาละม้ายกับตนในวัยเด็ก ราวพิมพ์เดียวกันอย่างไรอย่างนั้น
“ขอโทษนะคะ”
“เดินก็หัดดูทางให้ดีๆ หน่อย เธอตัวคนเดียวก็ว่าไปอย่าง” ร่างสูงตำหนิด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ส่วนคนโดนต่อว่าถึงกับหน้าเหลอหลา เหลียวมองด้านหลังว่ามีใครตามเธอมาหรือไม่ พอดูดีแล้วว่าภวินท์ไม่ได้ตามมา หญิงสาวก็เป่าปากอย่างโล่งอก
“ยุ่ง” เธอตอบสั้นๆ
ไม่จำเป็นต้องมีมารยาทสำหรับคนแปลกหน้า คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นไม่พอใจ เอาลูกพาดบ่าให้หันหน้าไปทางด้านหลัง ก่อนที่เธอเดินชนไหล่กว้างแล้วรีบจ้ำอ้าว หนีไปจากตรงนี้เสียก่อน
ขณะเจ้าของดวงตาคมมองตามหลังคนตัวเล็กไป ยิ่งเจ้าหนูพีพีกำลังจ้องมองเขาตาแป๋วด้วยแล้ว เขายิ่งรู้สึกตงิดใจแปลกๆ แต่นั่นมันอาจจะเป็นความรู้สึกคิดมากของตัวเองก็เป็นได้
“แขกที่จองห้องสำหรับเตรียมถ่ายพรีเวดดิ้ง ถูกตีหัวนอนสลบอยู่ในห้องครับ ที่สำคัญยังเป็นว่าที่เจ้าบ่าวด้วยครับนาย”
เลขาหนุ่มเข้ามารายงาน ก่อนชายหนุ่มจะล้วงเอาบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ พ่นควันสีขาวออกจากปากอย่างไม่นึกตกใจ
แขกเข้ามาเป็นพันเป็นหมื่น ใช่ว่าจะเจอเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไร หนำซ้ำเขาพอที่จะปะติดปะต่อเรื่องราวได้คร่าวๆ จากสภาพเสื้อผ้าของหญิงสาวคนนั้น
“ให้แจ้งตำรวจเลยไหมครับนาย” ลูกน้องเอ่ยถาม
“ไม่ต้อง…แต่มึงช่วยตามผู้หญิงคนที่ออกมาจากห้องนั้นเป็นคนสุดท้าย ก่อนพนักงานเราจะเข้าไปพบให้หน่อย เอาแบบละเอียดยิ่งดี”
คนรับคำสั่งถึงกับงุนงง ว่าเหตุใดเจ้านายของเขาถึงล่วงรู้เหตุการณ์ได้อย่างตาเห็น ทั้งที่ยังไม่ได้ดูกล้องวงจรปิดเลยด้วยซ้ำ
“ครับนาย” คนตัวสูงโค้งศีรษะ แล้วรีบเดินออกไปทำตามคำสั่งของเจ้านายทันที
แอรินกำลังอยู่ในระหว่างตัดสินใจ ระหว่างรถจอดติดไฟแดงอยู่ตรงสี่แยก หากตรงไปก็จะถึงอพาร์ตเมนต์ที่เธอเช่าอยู่กับลูกน้อย แต่ถ้าหากเลี้ยวซ้ายก็จะพบกับสถานีตำรวจ ซึ่งในตอนแรกเธอตั้งใจจะไปแจ้งความสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น
แต่เพราะอีกฝ่ายคือแฟนหนุ่มของปิ่น อีกทั้งชื่อเสียงและอิทธิพลของภวินท์ใครๆ ก็รู้ว่าไม่ธรรมดา ทำให้ในใจของหญิงสาวเกิดหวาดหวั่นขึ้นมา
ลำพังตัวเธอเอง แอรินไม่ห่วงเลยสักนิดเดียว เธอเชื่อมั่นว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย และเชื่อกฎของการกระทำ ใครทำอย่างไรก็ต้องได้รับผลกรรมอย่างนั้น ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง
เหลือบมองกระจกด้านหลังเห็นเจ้าตัวหนูพีพี เธอก็ได้แต่ถอนหายใจยาวพรืด ดวงตากลมสั่นระริก เอาหลังมือปาดน้ำตาอย่างลวกๆ นึกน้อยใจในโชคชะตาอันแสนโหดร้าย
ตั้งแต่เด็กเธอสูญเสียแม่ผู้เป็นที่รักอย่างไม่วันหวนกลับ ขณะที่พ่อของเธอพาเมียน้อยเข้าบ้าน ทั้งที่ยังไม่ถึงวันเผาแม่เธอเลยด้วยซ้ำ
เพราะเหตุนี้ทำให้แอรินหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุสิบห้า พึ่งพาตัวเองโดยการไปเป็นลูกจ้างทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต ส่งเสียตัวเองเรียนจบมหาลัย
ถ้าหากครอบครัวนั้นรู้ว่าเธอท้องไม่มีพ่อ คงได้หัวเราะเยาะเธออย่างแน่นอน
มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอซมซานกลับไปที่บ้านหลังนั้น เป็นเพราะตอนนั้นเธอตกงาน หนำซ้ำยังถูกมหาลัยทวงค่าเทอมค้างไว้เกินสองงวด ตอนนั้นเธอไร้ที่พึ่งจนต้องไปขอหยิบยืมจากผู้เป็นบิดา แต่ทว่ากลับถูกพ่อแท้ๆ และแม่เลี้ยงไล่ตะเพิดออกจากบ้านเหมือนหมูเหมือนหมา
จนเธอตั้งปฏิญาณตนไว้ว่าถึงจะยากดีมีจน อย่างไรเสียเธอจะไม่เหยียบบ้านหลังนั้นอีกเด็ดขาด
รถญี่ปุ่นคันเล็กมาจอดหน้าสถานีตำรวจ แอรินถอนหายใจยาวก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัย เธอตัดสินใจเข้าแจ้งความแฟนของเพื่อนสนิท แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะคว้าตัวลูกน้อยเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ติ๊ดๆๆๆๆ
(แอร์เป็นยังไงบ้าง)
เจ้าของปลายสายพูดเสียงสั่น ทำเอาแอรินถึงกับชะงัก รู้สึกตกใจที่ปิ่นโทรมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ไม่เป็นไร ปิ่นล่ะ” แอรินเอ่ยถามเสียงเบา
(ปิ่นบอกเลิกพี่วินแล้วนะ ฮึก)
“แกใจเย็นๆ ก่อนปิ่น”
(ปิ่นไม่น่าคบกับคนๆ นั้นเลย ฮึก ปิ่นเพิ่งขอทางโรงแรมดูแล้วเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ฮึก ปิ่นขอโทษนะที่ให้แอร์กับน้องพีต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้)
“ปิ่นไม่ต้องโทษตัวเองหรอก เป็นผู้ชายคนนั้นที่เลว ดีแล้วที่ปิ่นเลิกกับมัน” แอรินพูดบอก
(อืม ว่าแต่แอร์อยู่ไหน รู้ไหมว่าปิ่นกับมิกกิเป็นห่วงแอร์มาก) ปิ่นเอ่ยถาม
“เรากำลังจะเข้าไปแจ้งความ” แอรินบอกตามตรง ซึ่งนั่นก็ทำให้ปลายสายตกใจอยู่ไม่น้อย
(อย่าแจ้งความเลยนะแอร์ เราขอร้อง) ปิ่นพูดขอร้องเพื่อน
“ทำไมล่ะ” คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน สงสัยว่าทำไมปิ่นถึงไม่ยอมให้เธอแจ้งความ
(ไม่ใช่ว่าเราอยากปกป้องผู้ชายพรรค์นั้นหรอกนะ แต่เพราะเราห่วงความปลอดภัยของแอร์กับหลานมากกว่า)
“...”
(คนบ้านนั้นค่อนข้างมีอิทธิพลเลยล่ะ และเราก็คิดว่าเราเลิกกับพี่วินไปแล้วทุกอย่างก็น่าจะจบแล้ว พี่วินก็คงไม่กล้าทำอะไรมากกว่านี้แล้ว)
“...”
แอรินนิ่งคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เปลือกตาสีไข่ค่อยๆ หลับลง เอาฟันขบไปที่ริมฝีปากล่างเบาๆ ราวกับคิดหนักว่าเธอควรจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ดีหรือไม่
มือเรียวเสยผมยาวขึ้นเพื่อไม่ให้ปรกหน้า เธอไม่หวั่นที่ต้องเผชิญหน้ากับคนมีอำนาจล้นฟ้าหากเธอไม่ได้ผิด แต่พอมองหน้าเจ้าหนูพีพีที่กำลังนอนหลับอย่างสบาย เธอก็ต้องลดอารมณ์ขุ่นมัวที่อยู่ภายในใจลง
“อืม..ก็ได้ แอร์จะไม่แจ้งความ” แอรินตอบเสียงอ่อน ซึ่งนั่นก็ทำให้ปลายสายดีใจไม่น้อย
ที่ปิ่นพูดมาเป็นความจริง เธออยากจบความสัมพันธ์กับภวินท์ตั้งแต่รู้ว่าเขาทำเรื่องเลวๆ กับเพื่อนสนิทของเธอ ซึ่งเธอเพิ่งรู้ว่าแอรินไม่ใช่คนแรก แต่ยังมีบรรดาสาวๆ ซุกซ่อนอยู่ในแชทของเขาอีกมากมาย
ด้วยความรักบังตา และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทำให้ปิ่นไม่ระแคะระคายอะไรในตัวของแฟนหนุ่มเลย
ปิ่นเข้าไปเยี่ยมภวินท์ที่โรงพยาบาลทั้งยังอยู่ในชุดเจ้าสาวด้วยซ้ำ ทันทีที่พบหน้าเธอบอกเลิกอีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล ซึ่งภวินท์ก็ไม่ได้ยื้อหรือตอบอะไรกลับมา นั่นก็ชัดแล้วว่าเขาไม่เคยรักเธอเลย
ปิ่นเดินออกมาด้วยหัวใจแสนปวดร้าว ภาวนาว่าสักวันบาปกรรมคงตามสนองคนเลวแบบนั้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง
(ขอบคุณนะแอร์ เดี๋ยวปิ่นเคลียร์เรื่องทุกอย่างเสร็จแล้ว ปิ่นจะไปหานะ)
ปลายสายตอบเสียงสั่น ซึ่งทำให้แอรินนั้นหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง
ลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้เพื่อนรักเองก็บอบช้ำพอกัน ทั้งที่ใกล้เข้าประตูวิวาห์แต่กลับต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ ไม่ได้ต่างจากเธอเลยแม้แต่น้อย
เช้าวันถัดมา ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาตื่นเห็นเพดานสีขาวที่ไม่คุ้นเคย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปมองคนที่กำลังฟุบหลับอยู่ข้างๆ เตียงนี่เขายังไม่ตายเหรอ?เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองครั้งแรก อยู่ๆ ภาพความฝันทำให้เขานึกย้อนกลับไป เขาจำได้ว่าเดินอยู่ในความมืด ปลายทางสีขาวทำให้เขาเดินตรงไป แต่ทว่ากลับมีคนคนหนึ่งกลับรั้งเขาไว้ผู้หญิงที่มีใบหน้าอ่อนโยนคล้ายภรรยา แต่ดูมีอายุกว่า เธอแนะนำตัวว่าเป็นแม่ของหญิงสาว ฝากฝั่งให้ช่วยดูแลลูกน้อยของเธอ และบอกให้เขาเดินไปอีกทาง ซึ่งปลายทางนั้นมีแอรินกับลูกๆ รออยู่“คุณธัน คุณตื่นแล้ว” เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย หญิงสาวก็เด้งตัวตื่นขึ้นมาทันที“ทำไมเราไม่ไปนอนที่โซฟาดีๆ ล่ะคะ” เขาถาม กลัวว่าภรรยาจะปวดหลัง แต่ทว่าแอรินกลับส่ายหน้า“แอร์รอให้คุณตื่น” เธอตอบ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยน้ำตา“เลิกร้องไห้ได้แล้ว พี่ไม่ชอบที่เราร้องไห้เลยรู้ไหม” เขาเอ่ยพลางเกลี่ยน้ำสีใสออกจากหางตาของเธอ“อืม...แต่คุณธัน”“เรียกพี่สิคะ เรียกคุณมันห่างเหินไปไหม” เขาพูดขัด พยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง จนแอรินต้องรีบเข้าไปช่วยประคองอีกแรง“แผลพี่มันจะปริเอาได้นะ ค่อยๆ ลุกสิคะ” หญิงสาวพูดดุ แต่ธันวากล
“โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยว่าไหม? ถ้าไม่ใช่มึง คุณธันคงไม่เป็นแบบนี้” และแล้วใบตองก็พูดความรู้สึกออกมาตั้งแต่เด็กหัวใจของเธอมีเพียงธันวาเพียงหนึ่งเดียว หากแต่ชายหนุ่มกลับไม่เหลียวแลเธอ แม้กระทั่งสถานะคู่นอนเหมือนกับปลายฟ้า ธันวายังให้เธอไม่ได้หัวใจที่แสนด้านชาของเขาเปลี่ยนไป ก็ตั้งแต่มีสองแม่ลูกนั้นเข้ามาในบ้าน ใบตองรับรู้ได้ถึงความรัก ความเอาใจใส่ที่ชายหนุ่มทำให้แอริน จนความอิจฉาพวยพุ่ง และคิดทำลายแม้กระทั่งตัวธันวาเองในเมื่อเธอไม่ได้ ก็ไม่ควรมีใครได้เขาไปเช่นกัน“พี่ชอบคุณธันเหรอคะ” แอรินถามเสียงเบา ดูไม่ออกจริงๆ ว่าใบตองรู้สึกอย่างไร“กูรักเขา มึงเข้าใจไหมว่ากูรักเขา” ใบตองตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติ ก่อนที่หญิงสาวจะควักของสีเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงมีดปลายแหลมถูกจ่ออยู่ที่คอของแอริน ความคมของเหล็กสีเงิน หากใช้แรงกดเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งเธอให้ไปอยู่อีกภพหนึ่งได้เลย“หยุด!! นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ”เสียงเปิดประตูเหล็กพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบนาย กรูเข้ามาพร้อมกับชี้ปลายกระบอกปืนไปทางใบตอง“วางมีดเถอะตอง” เจ้าของร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาตามหลัง พร้อมกับโน้มน้าวให้สาวใช้ของเขาวางอาวุ
แสงไฟสาดเข้ามาทำให้เปลือกตาบางค่อยๆ ลืมขึ้น ก่อนจะหรี่ตามองเพราะดวงตายังปรับโฟกัสได้ไม่ทัน ภาพแรกเธอมองเห็นหญิงสาวแสนคุ้นหน้ายืนอยู่ตรงหน้า กับชายหนุ่มมาดเนี้ยบที่เธอจำไม่เคยลืมว่าคืออดีตแฟนเพื่อนรักอย่างภวินทร์ในโกดังร้างซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองชลบุรี แทบจะไม่มีรถสัญจร ในนั้นมีหญิงสาวถูกจับตัวมาขังไว้ ลำตัวถูกเชือกมัดไว้กับเก้าอี้ไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เธอไม่สามารถกระดิกตัวไปไหนไม่ได้แอรินจำได้ว่ากำลังทำอาหารอยู่ในครัว พอไฟดับก็มีชายฉกรรจ์เข้ามาจากทางหลังบ้าน จากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยแต่ว่าตอนนี้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เธอไม่คาดคิดกลับมาอยู่ที่นี่ได้ หนำซ้ำรอยเขียวช้ำบริเวณใบหน้าและเนื้อตัวเด่นชัด“พี่ตองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” แอรินเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะคิดว่าใบตองนั้นคงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับเธอ แต่ทว่าหญิงสาวกลับมองด้วยสายตาเย็นชา ราวกับคนไม่รู้จักกัน“เลิกตอแหล แล้วเอาหน้าจริงมาคุยกันดีกว่า” ใบตองเอ่ย“พี่ตองพูดแบบนี้หมายความว่าไงคะ” แอรินสงสัยว่าเธอไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ถึงขั้นร่วมมือกับไอ้โรคจิตอย่างภวินท์“นี่เหรอแผนการของเธอ” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเรียบ“ค่
เช้าวันถัดมา แอรินตื่นตั้งแต่ตีห้าลุกขึ้นมาทำกับข้าว จัดของแบ่งใส่ถุงเอาไว้เตรียมไปทำบุญที่วัด เนื่องด้วยเป็นวัดพระใหญ่ ชาวบ้านจึงแห่กันไปฟังเทศน์กันเพื่อเป็นสิริมงคล และเธอเองก็ตั้งใจจะทำบุญอยู่แล้วเช่นกันขณะที่กำลังเตรียมของอยู่นั้น ร่างสูงของธันวาก็เข้ามาร่วมช่วยสองสาว แม้จะไม่เคยหยิบจับตะหลิว หรือแม้กระทั่งปอกหัวหอมก็ยังทำไม่เป็น แต่แม่บ้านสาวอย่างเพียรก็ใจเย็นช่วยสอน ด้วยความเห็นใจชายหนุ่มอยู่“คุณอยู่ที่นี่แหละ” เห็นใบหน้าของเขาดูอิดโรย แอรินจึงพูดบอก หลังจากนำอาหารใส่ท้ายรถเก๋งคันเล็กเป็นที่เรียบร้อย“ให้พี่ไปทำบุญด้วยสิ”“แต่...”“ขัดคนทำบุญมันบาปนะคะหนูแอร์” ธันวาพูดสวน เพราะรู้อยู่แล้วว่าภรรยาจะปฏิเสธ ทว่าข้ออ้างของเขากลับทำให้แอรินไม่สามารถขัดได้ทั้งคู่ตอนนี้อยู่ในรถ ธันวาอาสาขับรถ ส่วนสองสาวพากันนั่งอยู่เบาะท้าย ส่วนเจ้าหนูพีพีนั่งคาร์ซีทข้างคนขับก็หัวเราะเสียงดังเอิ๊กอ๊าก เพราะรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว“ไอ้รถคันนี้มันเล็กเกินไปไหมเนี่ย” ธันวาพูดบ่น หลังจากที่เข้ามานั่งในรถคันเล็ก เขารู้สึกอึดอัด ด้วยความที่ช่วงขายาว กับเบาะที่ปรับไปด้านหลังไม่ได้มาก“ให้ฉันขับไหมคะ” แอรินเสนอ
“คุณทำจะทำอะไรน่ะ”คนตัวเล็กรีบลุกจากที่นอนในทันที ก่อนจะเดินไปเปิดไฟ ความสว่างทำให้เห็นหน้าคนที่ไม่ได้เจอเกือบสองอาทิตย์ พลันรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย จากใบหน้าที่เคยหล่อเหลา บัดนี้แก้มของเขาตอบอย่างเห็นได้ชัด ส่วนขอบตาดำเพราะอดหลับอดนอนมาหลายคืนติดช่างไม่ดูแลตัวเองเอาเสียเลย..“พี่แค่อยากกอดเมียให้หายคิดถึง” เขาตอบน้ำเสียงเบา ไม่อยากรบกวนการนอนของเจ้าพีพี ที่กำลังหลับสบายอยู่ที่เปลไฟฟ้าตัวโปรด“เราสองคนหย่ากันแล้วค่ะ ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกันแล้ว” เธอย้ำสถานะต่อชายหนุ่ม“ได้ไง พี่ยังไม่เซ็น จะถือว่าสมบูรณ์ได้ยังไง” เขาตอบ“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ช่วยเซ็นให้มันจบๆ สักทีเถอะ ปล่อยเราสองคนแม่ลูกไปซะ” แอรินขอร้อง เธอเบื่อที่จะหนีเต็มทน ลำพังเธออยากจะกลับไปดูร้านทำเล็บที่กรุงเทพจะแย่อยู่แล้ว“พี่ไม่หย่า เรากลับบ้านกันเถอะนะแอร์” ชายหนุ่มพูดขอร้อง พยายามจะขยับเข้ามาใกล้ แต่แอรินกลับก้าวถอยหลังหนี“แอร์ไม่กลับ คุณกลับไปเถอะ เราไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ด้วยกันแล้วค่ะ” เธอพยายามพูดเกลี้ยกล่อมทว่าขณะที่กำลังพูดคุย สายตาของร่างสูงดันเหลือบไปเห็นแผงยาเป็นจำนวนมาก ที่ว
การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชนบท ห่างไกลจากผู้คนก็ไม่ได้แย่สักเท่าไร เพียงแต่ตอนนี้หญิงสาวกลับคิดถึงร้านทำเล็บเล็กๆ ของเธอเป็นอย่างมาก โชคดีที่ระหว่างนี้แอรินขอให้แม่บุญธรรมของเธอเข้ามาดูแลกิจการชั่วคราว ทำให้หายห่วงไปเปลาะหนึ่งส่วนอาการแพ้ท้องตอนนี้ทุเลาลงไปมาก อาจเพราะเด็กในท้องคงชอบที่จะอยู่กับอากาศบริสุทธิ์มากกว่าในเมือง ทำให้ช่วงนี้แอรินเริ่มทานอาหารได้เยอะ จนท้องยื่นออกมาเห็นเด่นชัด“มีอะไรให้เพียรช่วยอีกไหมคะ” แม่บ้านสาวเข้ามาเอ่ยถาม หลังจากที่ช่วยทำงานบ้านจนเสร็จหมดแล้ว“งั้นเพียรช่วยไปเก็บดอกมะลิได้ไหมจ๊ะ แอร์จะเอามาร้อยพวงมาลัยไปไหว้พระวันพรุ่งนี้” แอรินอยากหาอะไรทำฆ่าเวลา สบโอกาสที่ดอกมะลิกับกุหลาบในสวนบานสะพรั่ง เธอจึงอยากเอามาร้อยไปถวายพระ“ได้ค่ะ เดี๋ยวเพียรไปช่วยเก็บให้นะคะ” พูดจบแม่บ้านสาวก้มหน้าเดินออกไป ส่วนแอรินก็เดินไปตัดดอกกุหลาบสีแดงสดที่อยู่ในกระถางหน้าบ้านหวลนึกถึงความหลังตอนที่เธอยังเด็ก ตอนนั้นเธอมาอยู่กับแม่บุญธรรมไม่นานนัก ลดาสอนเธอร้อยพวงมาลัยขาย ได้ค่าขนมไปกินที่โรงเรียนอยู่เป็นประจำเพราะความจนมันทำให้แอรินแข็งแกร่ง ไม่ว่าเจอปัญหาในรูปแบบไหนเธอก็ไม่หวั่น เพร







