ログインน้อยครั้งนักที่ผู้เป็นมารดาสนใจเขา เขาเองที่โหยหาความรักความเอาใจใส่จากผู้เป็นมารดามาตลอดย่อมอยากจะใกล้ชิดและเอาใจม่านม่าน
นางหันไปเลิกคิ้วมองกงหนิงเจี้ยนที่ตอนนี้หลบสายตาจ้องมองออกไปทางด้านนอกแทนอย่างร้อนตัว นางจึงหันมาสนใจหน้าเตาแล้วเริ่มเป่าลมใส่ตามที่กงหนิงอวี่แนะนำ
แต่แทนที่มันจะติดไฟง่ายๆ อย่างที่คิด มันกลายเป็นควันไฟที่ลอยเต็มห้องครัว จนคนทั้งสามอยู่ด้านในไม่ไหว “แค่ก แค่ก” เสียงไอสำลักควันของสามแม่ลูกดังอยู่ที่หน้าห้องครัว
“เจ้าจะบอกข้าได้หรือยัง...ว่าจุดไฟอย่างไร” ม่านม่านดึงคอเสื้อกงหนิงเจี้ยนจนขาเขาลอยขึ้นจากพื้น
“ทุกครั้งข้าก็ทำเหมือนท่าน” เขาร้องเสียงหลงตกใจ ไม่คิดว่าม่านม่านจะยกตัวเขาลอยได้
“ท่านแม่...ปล่อยพี่ใหญ่เถิดขอรับ เขามิได้หลอกท่าน ทุกครั้งพี่ใหญ่ก็เป่าเช่นที่ท่านแม่ทำจริงๆ ขอรับ” กงหนิงอวี่ดึงแขนเสื้อของม่านม่านเพื่อขอร้องให้นางยอมปล่อยตัวพี่ชายของตน
งานที่นางทำไม่เคยต้องเข้าใกล้เด็กน้อย ทั้งยังไม่รู้วิธีที่จะใกล้ชิดเด็กด้วย แต่นางก็ยอมปล่อยมือออกจากคอเสื้อของกงหนิงเจี้ยน แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ถ้ามีไฟแช็กก็คงดี” นางคิดถึงไฟแช็กที่อยู่ภายในห้องพักของตนเอง
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อไฟแช็กที่นางนึกถึงมันปรากฏอยู่ในมือของนาง พอนางแบมือออกดูก็ต้องตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง
“นะ นั่น นั่นคืออะไร” กงหนิงอวี่ร้องออกมาเสียงดัง เมื่อมีสิ่งของหน้าตาประหลาดปรากฏขึ้นมาในมือของมารดา
“ที่จุดไฟ” นางบอกเสียงเรียบด้วยไม่คิดจะอธิบายเรื่องประหลาดให้เด็กทั้งสองที่ยังเล็กเข้าใจ ก่อนจะเดินเข้าไปจุดไฟในห้องครัว ที่ตอนนี้ควันด้านในเริ่มหายไปจนสิ้นแล้ว
หากไฟแช็กที่อยู่ภายในห้องพักสามารถเรียกออกมาได้ เช่นนั้นของอย่างอื่นก็คงเรียกออกมาได้ นางจึงเรียกเครื่องปรุงออกมา ก็พบว่ามันถูกจัดวางอยู่ภายในห้องครัวอย่างเป็นระเบียบ จากนั้น เนื้อสัตว์ ผัก วัตถุดิบอย่างอื่นก็เริ่มปรากฏขึ้นมา ท่ามกลางสายตาของเด็กน้อยสองคู่ที่อ้าปากกว้างอย่างตื่นตระหนก
“อาบน้ำกันเองได้หรือไม่” ม่านม่านที่กำลังทำอาหารอยู่หันไปมองสภาพเด็กน้อยสองคนที่มอมแมมจนแทบอยากจะโยนลงไปในบ่อน้ำ
“อาบได้” กงหนิงเจี้ยนรีบเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว เขาเริ่มกลัวมารดาที่เป็นเช่นนี้แล้ว
“น้ำใกล้เดือดแล้ว พวกเจ้าไปเตรียมตัว ข้าจะยกน้ำร้อนไปให้ในห้องน้ำ พวกเจ้าถือแปรงสีฟันไปด้วย ประเดี๋ยวข้าจะไปสอนพวกเจ้าใช้” นางเอียงคอหันไปมอง มือก็คนแกงในหม้อไปด้วย
เด็กทั้งสองหยิบแปรงสีฟันกับยาสีฟันไปอย่างมึนงง ก่อนออกไปจากห้องครัวพวกเขาชะเง้อคอมองอาหารที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายแล้วยอมเดินออกไปอย่างอาลัยอาวรณ์
ม่านม่าน เพิ่งค้นพบว่า ข้าวของที่อยู่ภายในที่พักนางสามารถนำออกมาได้ทั้งหมด เพียงแต่ไม่รู้ว่าสามารถเข้าไปได้อย่างที่เคยอ่านเจอในนิยายหรือไม่ คงต้องลองดูในภายหลัง
นางแบกถังใส่น้ำร้อนไปให้เด็กแฝดทั้งสองที่ยืนรออยู่ที่หน้าห้องน้ำ
“ท่านแม่ เพียงแค่ล้างหน้าบ้วนปากมิได้หรือขอรับ” กงหนิงอวี่บิดตัวอย่างออดอ้อน เช่นตอนที่อยากให้บิดาใจอ่อนยอมให้เขา แต่ดูว่าเหมือนจะใช่ไม่ได้กับผู้เป็นมารดา
“ไม่ได้ พวกเจ้าเหม็นยิ่งนัก หากไม่อาบน้ำสระผม ข้าไม่ได้นั่งกินข้าวด้วย” นางเอ่ยเสียงเย็นอย่างข่มขู่
“แต่ทุกเช้า ท่านพ่อเพียงแค่ล้างหน้าให้พวกข้า สามวันถึงจะอาบน้ำครั้งหนึ่ง” กงหนิงเจี้ยนเถียงอย่างไม่ยอมแพ้
ม่านม่านหนังตากระตุกไม่หยุด นางมองเด็กทั้งสองตั้งแต่หัวจรดเท้า “ถึงว่า...พวกเจ้าเหม็นเสียยิ่งกว่าหมาตายเสียอีก ใบหน้าก็เปื้อนเสียจนไม่น่ามอง” นางกอดอกมองพวกเขาอย่างรังเกียจ
“พวกข้าสะอาดกว่าเด็กคนอื่นในหมู่บ้านเสียอีก หากท่านไม่เชื่อ ข้าจะพาท่านไปดู” กงหนิงอวี่แก้มแดงก่ำเขาทั้งอายและโมโหที่ถูกมารดาพูดว่าไม่น่ามอง
“จะอาบหรือไม่ หากไม่อาบก็แล้วแต่พวกเจ้า แต่ข้าไม่นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับพวกเจ้าเด็ดขาด”
“อาบ!!!/อาบขอรับ” คงเป็นเพราะกลิ่นอาหารที่ยั่วยวน ทำให้สองพี่น้องรีบถอดเสื้อผ้าออกทันที
ในตอนแรกจะให้พวกเขาอาบน้ำกันเอง แต่นางต้องสอนให้พวกเขาใช้เครื่องอาบน้ำ เลยลงมืออาบน้ำให้ทั้งคู่ ม่านม่านเคยเลี้ยงเด็กเสียที่ไหน ภายในห้องน้ำจึงวุ่นวายไม่น้อย เสื้อผ้าของนางเปียกไปหมด จนต้องอาบน้ำไปพร้อมกับพวกเขา
“ข้าบอกว่าอย่ากลืน!!!” ม่านม่านแทบอยากจะบีบคอกงหนิงอวี่ เมื่อเขากลืนยาสีฟันเป็นรอบที่สามแล้ว
“อย่าเทมันลงไปในโอ่ง!!! ประเดี๋ยวข้าให้เจ้าล้างเอง” ม่านม่านพุ่งตัวไปแย่งครีมน้ำอาบในมือของกงหนิงเจี้ยนมาเก็บไว้ เมื่อเขาเห็นว่าถูกับตัวแล้วทำให้เกิดฟอง จึงอยากจะลองเทลงไปในอาบแล้วตีให้เกิดฟองเพื่อเล่นสนุก
ม่านม่าน นางจำไม่ได้ว่าซื้อของใช้เก็บเอาไว้มากเพียงใด หากมีเพียงขวดเดียวแล้วปล่อยให้เขาเทเล่น ต่อไปจะใช้อะไรกัน
“พวกเจ้าออกไปรอด้านนอกก่อน” ม่านม่านใช้ผ้าขนหนูที่นางนำออกมาห่อตัวเด็กทั้งสองเอาไว้ แล้วให้พวกเขายืนรอที่หน้าห้องน้ำ นางจะเปลี่ยนเสื้อผ้าของตนเองก่อน
ม่านม่านหาที่เก็บของที่นางนำออกมาภายในห้องน้ำ “จะเก็บเอาไว้ที่ใดดี...เอ๊ะ” นางยิ้มกริ่มออกมาเมื่อของในมือหายไปอีกครั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้นางจึงลองเพ่งจิตตามแบบฉบับในนิยายทะลุมิติที่เคยอ่านผ่านตา
พอลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบห้องพักในโลกเดิมของนาง ข้าวของทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วน แม้แต่เงินและทองที่ได้จากการรับงานสังหารคนก็ถูกเก็บเอาไว้อยู่ภายในตู้เซฟ เมื่อตรวจสอบเครื่องใช้และอาหารสดอาหารแห้ง ก็พบว่าจำนวนที่เคยมีอยู่ไม่ได้ลดลงเลย แม้นางจะนำออกไปแล้วก็ตาม “แบบนี้สิถึงจะสนุก”
ม่านม่านเดินไปดูห้องเก็บอาวุธของนางก่อน ก็พบว่าทั้งหมดยังคงวางอยู่ที่เดิม ช่องลับที่สร้างขึ้นภายในห้องพักล้วนแต่เปิดใช้ได้ทั้งสิ้น เมื่อจำได้ว่าทิ้งเด็กสองคนเอาไว้ที่หน้าห้องน้ำ นางจึงได้รีบออกไปด้านนอกทันที
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน” นางเดินนำหน้าอย่างอารมณ์ดี
กงหนิงเจี้ยนและกงหนิงอวี่ เพิ่งค้นพบว่าอาหารฝีมือท่านแม่ของพวกเขาดีกว่าที่ท่านพ่อทำให้กินเสียอีก ทั้งสองกินข้าวไปถึงสองชามโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมาจากถ้วยเลย
“พวกเจ้าไปเอาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วมา ข้าจะเอาไปซัก” นางต้องจัดการเก็บกวาดห้องนอนของนางอีก
“ท่านจะไปซักผ้าที่แม่น้ำหรือ ไหนท่านว่าไม่อยากออกไปอย่างไรเล่า” กงหนิงเจี้ยนเอ่ยถามอย่างสงสัย ด้วยมารดาเขาไม่ชอบที่จะออกไปเจอคนในหมู่บ้าน
“ใช่แล้วท่านแม่ ท่านรอท่านพ่อก่อนเถิด ให้ท่านพ่อไปหาบน้ำมาให้ท่าน หากท่านไม่อยากรอข้ากับพี่ใหญ่จะออกไปหาบให้ท่านเอง” กงหนิงอวี่เองก็ไม่อยากให้ท่านแม่ออกไปเจอชาวบ้าน ทุกครั้งที่มู่ลี่ม่านออกไปด้านนอก กลับมาที่เรือนนางจะอารมณ์เสีย อาละวาดกับกงเพ่ยจิ้นและบุตรชายทั้งสอง
“ผู้ใดบอกว่าข้าจะไปซักที่แม่น้ำเล่า พวกเจ้าไปเอามาเถิด ข้ามีที่ซักของข้าเอง”
ทั้งสองไม่เอ่ยถามสิ่งใดต่อ ขอเพียงแค่ท่านแม่ไม่ออกไปด้านนอกก็พอแล้ว พวกเขาไปนำเสื้อผ้าที่ใส่แล้วกองโตมาให้ม่านม่าน
“พวกเจ้าออกไปเล่นด้านนอกก่อน แล้วกลับมาให้ทันกินมื้อกลางวันเล่า”
“พวกเราจะกินมื้อกลางวันด้วยหรือขอรับ” ดวงตาของกงหนิงอวี่เปล่งประกาย
รุ่งเช้า นางตื่นขึ้นมาก็พบดวงตาสองคู่ที่กำลังจ้องมองนางอยู่ พวกเขาตื่นกันนานแล้ว แต่ไม่กล้าที่จะปลุกท่านแม่ อีกทั้งอ้อมกอดของท่านแม่ก็อบอุ่นจนไม่อยากลุกจากที่นอน“ตื่นกันนานแล้วหรือยัง” นางบิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้น“เพิ่งตื่นขอรับ” กงหนิงอวี่ร้องบอกเสียงใส“ไปล้างหน้ากันก่อน ข้าจะไปเตรียมอาหารเช้า จะได้ออกไปด้านนอก”เด็กทั้งสองลุกขึ้นเก็บผ้าห่ม ม่านม่านมองพวกเขาเก็บอย่างสนใจ หากอยู่ในยุคสมัยของนางเด็กห้าขวบคงยังมิรู้ความเช่นนี้ หากพวกเขาได้รับความรักจากผู้เป็นมารดาอย่างเต็มที่ ก็คงไม่ต้องโตเร็วกว่าอายุทั้งสามกินข้าวอาบน้ำแล้วออกจากมิติ ออกมาได้เพียงไม่นาน เสียงโวยวายที่หน้าประตูเรือนก็ดังขึ้น“พวกเจ้ารออยู่ในเรือน ข้าจะออกไปดูเสียหน่อย”“ขอรับ/ขอรับ”ม่านม่าน ยังเดินไม่ถึงหน้าประตูเรือน ประตูเรือนก็ถูกคนด้านนอกเปิดเข้ามาแล้ว คนนับสิบส่งเสียงดังจนจับใจความไม่ได้ มีคนเจ็บที่ถูกหามเข้ามาด้านใน ตรงหน้าอกของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเลือด ใบหน้าของเขาไร้สีเลือด มีเพียงหน้าอกที่ยังขยับอยู่เล็กน้อยที่บ่งบอกว่ายังมีลมหายใจอยู่"อาม่าน อาจิ้นสามีเจ้าถูกหมีตะปบเข้าที่หน้าอกอาการมิสู้ดีนัก” บุรุษวัยกลาง
ม่านม่านมองเขาแล้วถอนหายใจออกมา สภาพการเงินคงไม่ดี พวกเขาถึงได้กินวันละสองมื้อเท่านั้น “ต่อจากนี้ไปจะกินวันละสามมื้อ ออกไปเล่นเถิด อย่าให้ผู้ใดรังแกได้เล่า” เด็กทั้งสองวิ่งออกไปด้วยความยินดีม่านม่านนางจึงได้เก็บเสื้อผ้ากองโตเข้าไปในมิติ แล้วเข้าไปเก็บกวาดข้าวของภายในห้อง ของทั้งหมดแทบจะเรียกได้ว่ากลายเป็นขยะแล้วในสายตานาง นางจึงจัดการทิ้งทั้งหมดเสียแล้ว โดยรวบทั้งหมดไปโยนทิ้งในห้องเก็บฟืนด้านหลังเรือนแล้วนำที่นอน เครื่องนอน เครื่องเรือนภายในห้องพักออกมาจัดวางภายในห้องใหม่ทั้งหมด กว่านางจะทำความสะอาดทั้งในห้องและภายในเรือนเรียบร้อย ก็เกือบจะถึงมื้อกลางวันเสียแล้วเสียงร้องไห้ของกงหนิงอวี่ดังอยู่หน้าประตูเรือน ม่านม่านที่กำลังจะเดินเข้าห้องครัวก็รีบเปลี่ยนทิศเดินไปดูว่าเกิดเรื่องใดขึ้นเมื่อเปิดประตูออกไปมองก็เห็นกงหนิงเจี้ยนที่ใบหน้าบวมช้ำกับกงหนิงอวี่ที่เปื้อนไปด้วยโคลนกำลังร้องไห้อย่างน่าสงสารอยู่“โดนอะไรมา” นางกอดอกพิงประตูเรือนมองพวกเขา“ต้าเปียว ผลักข้าลงโคลน พี่ใหญ่เข้าไปช่วยเขาเลยตีพี่ใหญ่ขอรับ ฮึก....”แต่ก่อนที่ม่านม่านจะถามอะไรเพิ่มเติม เสียงของหญิงวัยกลางคนที่กำลังดุด่าเด
น้อยครั้งนักที่ผู้เป็นมารดาสนใจเขา เขาเองที่โหยหาความรักความเอาใจใส่จากผู้เป็นมารดามาตลอดย่อมอยากจะใกล้ชิดและเอาใจม่านม่านนางหันไปเลิกคิ้วมองกงหนิงเจี้ยนที่ตอนนี้หลบสายตาจ้องมองออกไปทางด้านนอกแทนอย่างร้อนตัว นางจึงหันมาสนใจหน้าเตาแล้วเริ่มเป่าลมใส่ตามที่กงหนิงอวี่แนะนำแต่แทนที่มันจะติดไฟง่ายๆ อย่างที่คิด มันกลายเป็นควันไฟที่ลอยเต็มห้องครัว จนคนทั้งสามอยู่ด้านในไม่ไหว “แค่ก แค่ก” เสียงไอสำลักควันของสามแม่ลูกดังอยู่ที่หน้าห้องครัว“เจ้าจะบอกข้าได้หรือยัง...ว่าจุดไฟอย่างไร” ม่านม่านดึงคอเสื้อกงหนิงเจี้ยนจนขาเขาลอยขึ้นจากพื้น“ทุกครั้งข้าก็ทำเหมือนท่าน” เขาร้องเสียงหลงตกใจ ไม่คิดว่าม่านม่านจะยกตัวเขาลอยได้“ท่านแม่...ปล่อยพี่ใหญ่เถิดขอรับ เขามิได้หลอกท่าน ทุกครั้งพี่ใหญ่ก็เป่าเช่นที่ท่านแม่ทำจริงๆ ขอรับ” กงหนิงอวี่ดึงแขนเสื้อของม่านม่านเพื่อขอร้องให้นางยอมปล่อยตัวพี่ชายของตนงานที่นางทำไม่เคยต้องเข้าใกล้เด็กน้อย ทั้งยังไม่รู้วิธีที่จะใกล้ชิดเด็กด้วย แต่นางก็ยอมปล่อยมือออกจากคอเสื้อของกงหนิงเจี้ยน แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ถ้ามีไฟแช็กก็คงดี” นางคิดถึงไฟแช็กที่อยู่ภายในห้องพักของตนเองแต่สิ
ไอสังหารแผ่ออกมาจากร่างที่นอนนิ่งอยู่บนที่เตียงไม้เนื้อแข็ง ดวงตากลมโตกวาดมองไปทั่วรอบตัวอย่างสับสน กลิ่นเหม็นหืน กลิ่นเชื้อราลอยเข้าจมูกจนต้องนิ่วหน้าด้วยความสะอิดสะเอียนอยากจะอาเจียนออกมา“ท่านพี่...ฮึก...ท่านแม่ ตายแล้วหรือ ท่านฆ่านางจริงหรือ” เสียงของเด็กน้อยดังวนอยู่ข้างหูจนนางต้องหันไปมอง“ข้าไม่ได้ฆ่านาง และนางก็ยังไม่ตาย”ม่านม่าน มองเด็กผู้ชายฝาแฝดตรงหน้าวัยห้าหนาวด้วยความมึนงง ก่อนจะยื่นมือไปบีบคอเด็กคนที่ใกล้มือนางมากที่สุด “ใครส่งแกมา”“อ๊ากกกก ท่านพี่ช่วยข้าด้วย” เรี่ยวแรงของม่านม่านมีไม่มากนัก“ปล่อย!!! อวี่เออร์นะ หญิงชั่ว” เด็กแฝดคนพี่หยิบของใกล้มือตีไปที่มือของม่านม่านเต็มแรง แต่แรงเด็กจะมากเพียงใด ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้น้องชายของเขาหลุดออกจากการเกาะกุมของม่านม่านมาได้ม่านม่าน ชันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก นางในตอนนี้ยังไม่เข้าใจว่าร่างกายของนางเป็นอันใด หรือว่าจะถูกพิษสลายเรี่ยวแรงที่นางเป็นผู้สร้างขึ้นมา หากเป็นเช่นนั้น นางจะต้องขยับร่างกายไม่ได้ต่างหากเล่าเด็กแฝดคนพี่ดันตัวเด็กแฝดคนน้องไปอยู่ด้านหลัง ไม้ในมือยังชี้มาทางม่านม่านอย่างระวังตัว“หึ จะทำอะไรฉันได้” น







