LOGINหลังจากระบบประกาศภารกิจแรกเป็นทางการแล้ว หลินหลินก็ยังยืนนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง ยังคงจ้องอากาศที่ระบบป้อนคำสั่งให้ด้วยความ...
“เอาวะ! ได้บทแล้วก็ต้องแสดง!” หญิงสาวปลอบใจตัวเอง ทั้งที่รู้ดีว่ากำลังหงุดหงิดอย่างมาก
หงุดหงิดกับบทนางเอกงี่เง่านั่นแหละ แต่ไม่ทันจะทำอะไร สาวใช้ก็ยกถาดเสื้อผ้ากับเครื่องประดับเข้ามาแล้ว ดังนั้นจึงต้องปล่อยให้สาวใช้ช่วยสวมชุดเข้าพิธีปักปิ่นและรับการประกาศหมั้นหมายอย่างเลี่ยงไม่ได้
ว่าแต่ทำไมชุดถึงรุ่มร่ามน่ารำคาญเช่นนี้ล่ะ แถมยังเกล้าผมสูงเป็นก้อนตรงกลางกระหม่อม แต่ที่เหลือปล่อยสยายคลุมแผ่นหลังอีก
เฮ้อ! รู้สึกเหมือนเป็นตุ๊กตาที่คนจับมาแต่งตัวเล่นเลย ยิ่งมองตัวเองในกระจกทองเหลืองมัว ๆ แล้วก็... ให้ตาย! นางเอกบ้าอะไรเนี่ย แต่งองค์ทรงเครื่องเว่อร์วังยิ่งกว่าไปเดินพรมแดงงานประกาศรางวัลออสการ์ซะอีก!
แต่เมื่อก้าวออกมาเห็นชุดพิธีปักปิ่นของหลินเหมิงเหยา
...เอาเหอะ ชุดนี้เบากว่าเยอะ
ชั่วขณะก่อนหน้าหลินหลินคิดจะหนีไป แต่แค่ก้าวเดียวที่ออกนอกเส้นทางไปลานพิธีปักปิ่น ทั่วร่างก็สัมผัสถึงความเจ็บปวดแสนสาหัส เจ็บลึกถึงแก่นกระดูก ดังนั้นก็ต้องยอมตามน้ำตามบทไปก่อน
หลินหลินในร่างหลินซูเหยาเดินไปหยุดยืนข้างลานพิธีหน้าเรือนหลักซึ่งตกแต่งงดงามสมกับใช้เป็นสถานที่จัดพิธีปักปิ่นบุตรสาวเสนาบดีกับฮูหยินเอก และยิ่งเหมาะสมกับการใช้เป็นสถานที่ประกาศการหมั้นหมายของบุตรสาวทั้งสองของเสนาบดีด้วย
ครั้นลอบมองจนรอบ นางร้ายหลงยุคก็จำต้องยอมรับว่า นี่เป็นฉากที่สมบูรณ์แบบราวกับเป็นละครที่สปอนเซอร์ยอมทุ่มทุนมหาศาลเพื่อเนรมิตบรรยากาศเช่นนี้ขึ้นมาจริง ๆ
จากนั้นไม่ถึงสามอึดใจ เสนาบดีหลินกับฮูหยินเอกก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเครือญาติและแขกเหรื่อที่มาร่วมพิธีปักปิ่นของหลินเหมิงเหยาและหลินซูเหยาซึ่งเกิดวันเดียวกัน แน่นอนว่าพิธีปักปิ่นของบุตรสาวคนโตอย่างหลินเหมิงเหยา ทุกขั้นตอนครบถ้วนอย่างอลังการสมกับเป็นบุตรีฮูหยินเอก ผู้คนรุมมองด้วยแววตายินดีอย่างเห็นได้ชัด
ต่างกับการปักปิ่นของหลินซูเหยา บุตรสาวอนุ ด้วยหลินหลินยังคงยืนขาแข็งข้างลานพิธีที่เดิม มีเพียงฮูหยินเอกเจิ้งซูเฟินที่เดินมายืนตรงหน้า ด้วยแววตาคล้ายสับสน เป็นความสับสนที่หลินซูเหยาทันเห็น แต่ตีความไม่ออกเพราะฮูหยินเอกไม่พูดไม่จาไม่คิดกล่าวคำใด นางทำเพียงหยิบปิ่นทองที่ส่วนปลายประดับหยกตุ้งติ้งเล็กน้อยขึ้นมา แล้วปักลงบนมวยผมของหลินซูเหยาคล้ายกับฝืนทำด้วยซ้ำไป
ทว่าหลินซูเหยากลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ในทีท่าเฉยเมยนั้น
“ขอให้มีชีวิตรุ่งโรจน์นับจากนี้”
ฮูหยินเอกกล่าวน้ำเสียงเย็นชาทว่ามือสั่นจนหลินซูเหยารู้สึกได้อีกแล้ว
นี่มันอะไรกัน ทำไมแม่บังเกิดเกล้าที่ไม่รู้ว่านางเป็นลูกสาวถึงพูดจาเช่นนี้ แล้วความรู้สึกอบอุ่นที่สัมผัสได้ชั่วขณะก็ช่างย้อนแย้งกับสีหน้าฮูหยินเอกผู้นี้เหลือเกิน
อย่างไรก็ตาม หลินหลินทำได้เพียงทนยืนนิ่งจนจบพิธีที่ไร้ขั้นตอนใด ด้วยรู้ดีอยู่ว่าพิธีปักปิ่นวันนี้จัดเพื่อหลินเหมิงเหยาคนเดียว บุตรอนุอย่างนางเป็นแค่ตัวแถมข้างเวทีเท่านั้น
ต่อมาเสนาบดีหลินและฮูหยินเอกเจิ้งซูเฟินก็ออกไปต้อนรับเจ้าหน้าที่กรมพิธีการที่มาประกาศการหมั้นหมายตามสัญญาระหว่างตระกูล นั่นคือบุตรีฮูหยินเอก นามหลินเหมิงเหยาหมั้นกับองค์ชายรองฉีจิ้น และหลินซูเหยาบุตรสาวอนุ หมั้นกับหลิวเฟิงผู้เป็นศิษย์อุปถัมภ์[1]ของเสนาบดีหลิน
หลังจบประกาศให้รู้ทั่วกันแล้ว กลุ่มผู้อาวุโสก็ยืนจับกลุ่มกันโอภาปราศรัย[2]ด้วยความยินดี ทันใดหลินเหมิงเหยาในชุดสีแดงก็เดินหลบเลี่ยงคนมาหาหลินซูเหยาพร้อมรอยยิ้มหวาน ทว่าแววตาเหยียดหยามชัดเจน
นางมาเพื่อกระซิบให้หลินซูเหยาได้ยินคนเดียวว่า “นังโง่ วันนี้ถึงเจ้าจะมีคู่หมั้นเหมือนข้า แต่คู่หมั้นเจ้าก็มีแต่ตัว อนาคตย่อมจะมีแต่ตัว ข้าขอแช่งให้ชีวิตเจ้าลำบากยิ่งกว่านี้”
หลินซูเหยาแย้มริมฝีปากพองามขณะนึกในใจ ถ้าคุณหนูใหญ่จวนหลินรู้ว่าหลิวเฟิงที่นางดูถูกดูแคลนแท้จริงเป็นถึงองค์รัชทายาท ไม่รู้นางจะเต้นเป็นเจ้าเข้าด้วยท่าทางใด
พูดจบหลินเหมิงเหยาก็ผละไป ด้วยนางเห็นหลิวเฟิงเดินตรงมา หลินซูเหยายืนมองคู่หมั้นที่คนเขียนบทบรรยายว่าเป็นคนจืดชืด ทว่าภาพชายตรงหน้าช่างต่างกับที่บทบรรยายไปไกลโข
เริ่มตั้งแต่ชุดที่หลิวเฟิงสวมแม้แบบตัดเย็บจะธรรมดาก็ยังเป็นผ้าเนื้อดี ถึงกับมีลวดลายปักซ่อนอยู่อย่างกลมกลืน ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึม ทว่าคิ้วเข้มได้รูปรับกับดวงตาคมกล้าจนดูมีเสน่ห์น่าค้นหา ท่วงท่าและอากัปกิริยาเช่นนี้ แม้จะเป็นบัณฑิตธรรมดาก็ต้องยอมรับว่าเปี่ยมราศีที่ดูสูงศักดิ์อย่างยากจะเข้าถึง สมกับเป็นพระเอกของเรื่อง
หลินหลินมองหลิวเฟิงที่มาหยุดยืนนิ่งแล้วก็... เอาเหอะ! ต้องเป็นนางสินะ ที่ให้ท่าพระเอกก่อน! แต่จะบอกให้ ที่ยอมก่อนเพราะนางเป็นนักแสดงมากฝีมือหรอกนะ
นางร้ายในจออย่างหลินหลินย่อมรู้ดีว่า หากต้องการให้ตัวละครชายประทับใจถึงขั้นลุ่มหลง จะต้องทำอย่างไร ขอบอกว่าเรื่องหว่านเสน่ห์นั้น เชื่อเหอะ สาวยุคสองพันนิด ๆ ทำได้สบาย เพียงแต่หลินหลินยังไม่ทันอ้าปากแสดงบทอ่อยชายโบราณ เสียงเอไอก็ดังขัดขึ้นแล้ว
[คำเตือน! ผู้ใช้งานต้องแสดงให้ตรงกับนิสัยของตัวละครหลินซูเหยา]
จู่ ๆ มุมปากของหลินหลินก็กระตุก หน้าเบ้จากความเจ็บปวดที่ร้าวลึกจนนางร้ายในร่างหลินซูเหยาถึงกับกัดฟันกรอด ๆ “ได้ ได้ จะเอาแบบนี้ใช่มั้ย” ...และแล้วประโยคที่ออกจากปากก็ไม่ใช่ถ้อยคำที่ตั้งใจแต่เป็นน้ำเสียงหวานปานน้ำผึ้ง
“คุณชายหลิว...”
หลิวเฟิงก้มศีรษะตอบรับแล้วเบือนหน้าไปทางอื่นทันที หลินซูเหยาเห็นความไม่สนใจนางเช่นนั้น ก็เลือกยืนนิ่งคล้ายเป็นหุ่นบ้าง
[ติ๊ง! ภารกิจที่ 1: ยอมรับการหมั้นหมายกับหลิวเฟิง... สำเร็จ!]
[ได้รับรางวัล: เงินระบบ 1,000 ตำลึงเสมือน แต้มทักษะ 1 แต้ม]
ทันทีที่การประกาศหมั้นจบและพระเอกนางเอกยอมรับแล้ว ระบบก็แจ้งผลและมอบรางวัลให้ทันที แสงสีฟ้าอ่อนปรากฏในหัวหลินหลิน พร้อมรายละเอียดของรางวัลที่ได้
“หึ! นี่คือการเริ่มต้นของเกมชีวิตสินะ”
หลินหลินพูดเบา ๆ สูดหายใจเข้าลึก ๆ ...ต้องยอมรับว่าถึงภารกิจแรกจะชวนหงุดหงิด แต่รางวัลก็คุ้ม ต้องรีบใช้แต้มทักษะและเงินระบบที่ได้มาแลกความสบายให้ตัวเองแล้ว
...ก็นะ ความฝันสูงสุดในมิติโบราณเยี่ยงนี้ของหลินหลินคือการเป็นเจ้าแม่นั่งกินนอนกินบนกองเงินกองทองยังไงล่ะ
[1] ศิษย์อุปถัมภ์ หมายถึง ศิษย์ที่ได้รับการอุปถัมภ์ (สนับสนุน ดูแล) จากสถาบัน, ครู หรือบุคคลอื่น ด้วยความผูกพันส่วนตัว
[2] โอภาปราศรัย [-ปฺราไส] ก. ทักทายด้วยความสนิทสนมเป็นกันเอง.
ช่วงแรกที่หลินซูเหยาตัดสินใจอยู่สำนักเซียนแพทย์ นางก็ปวดหัวทันที ด้วยคนกว่ายี่สิบต้องช่วยกันทำความสะอาดสำนักที่ถูกทิ้งร้างมานานวันแรกไม่เท่าไหร่ แต่สองสามวันผ่านไปก็เริ่มท้อ ด้วยทั้งหมดเป็นผู้ชาย มีเพียงหลินซูเหยาที่เป็นผู้หญิง กระนั้นก็เป็นนางเองก็ไม่สันทัดเรื่องการทำความสะอาดเลย เถียนสุ่ยจึงไปซื้อทาสจากในเมืองมาเพื่อทำงานบ้านโดยเฉพาะและแน่นอนว่า ทาสทั้งหลายเป็นสตรี“คนนี้คือเสี่ยวจิง คนนี้คือเสี่ยวถานขอรับ”เถียนสุ่ยทำงานรอบคอบ ปิดตาทาสสาวทั้งสองมาตลอดทาง เพื่อป้องกันไม่ให้จดจำเส้นทาง“ดี ดี เจ้าช่วยกันทำความสะอาดกับซักผ้าก็พอ เรื่องทำอาหาร ข้าจัดการเอง” หลินซูเหยาออกคำสั่งง่าย ๆนางเก่งทุกอย่าง ยกเว้นทำความสะอาดบ้าน มิเช่นนั้นห้องนางในโลกโน้นคงไม่รกหรอก“เหยาเหยา ข้าส่งจดหมายไปตระกูลเจิ้งแล้ว เราจะได้จัดงานแต่งกันเสียที”ซีหมิงเดินมาหาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ท่าทางราวกับเด็กได้ของขวัญชิ้นใหญ่ หลินซูเหยาหน้าแดง สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพยายามเก็บรอยยิ้มซ่อนความขัดเขินเอาไว้“แล้วแต่ท่านหมอซีเจ้าค่ะ”“เปลี่ยนจากท่านหมอซีเป็นท่านสามี ดีหรือไม่” ซีหมิงยกมุมปากขึ้นยิ้มกว้าง ใบหน้าอ่อนโยนกลายเ
“ข้าต้องการให้เทพธิดาเงาหายไปจากโลกนี้ทันที” หลินซูเหยาเอ่ยขอพร“เหอะ! เจ้าเด็กน้อย เจ้าเพิ่งเกิดแค่ไม่กี่ปี คิดว่าแค่บอกว่าข้าจะหายไป ก็ทำได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ” เทพธิดาเงาแสยะยิ้ม เตรียมลงมือกับหลินซูเหยาทว่าซีหมิงเข้ามาขวางก่อน“คู่ต่อสู้ของเจ้า คือข้า”พลังปราณบริสุทธิ์ของซีหมิงปลดปล่อยออกมาเต็มที่เพื่อปกป้องหลินซูเหยา[ถ้าเทพธิดาเงาหายไป พลังทางสายเลือดของโฮสต์และซีหมิงก็จะหายไปด้วยนะครับ]“ท่านหมอซี ถ้าเทพธิดาเงาหายไป พวกเราจะไม่มีพลังทางสายเลือดอีก ท่านรับได้หรือไม่เจ้าคะ”ซีหมิงพยายามอย่างยากลำบากในการหาโอสถบรรจบมังกรมาเพื่อปลดผนึก หลินซูเหยาไม่แน่ใจว่า อีกฝ่ายจะยอมเสียพลังอำนาจที่สามารถครองโลกได้แค่พลิกฝ่ามือหรือไม่“ข้ายอมรับ”คำตอบของซีหมิง ทำให้หลินซูเหยายิ้มกว้าง นางพยักหน้ากับระบบ“ใช้เลย” หญิงสาวตะโกนอย่างไม่ลังเลเช่นกันพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ แลกมาด้วยความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ แต่ว่า...นางขี้เกียจมากขนาดทำความสะอาดห้องยังขี้เกียจทำ แล้วจะไปรับผิดชอบชีวิตใครได้“เชอะ! งี่เง่า” เทพธิดาเงาทุ่มพลังมหาศาลเพื่อจัดการซีหมิงในคราวเดียวทว่าจู่ ๆ นางก็รู้สึกถึงความว่างเปล่า แล้
“ท่านอาจารย์ ที่ท่านอายุยืนยาวถึงเพียงนี้ล้วนแย่งชิงจากผู้อื่นมา วันนี้ข้าจะเป็นผู้ปลดปล่อยท่านแล้วกัน”บุญคุณที่เลี้ยงดู ไม่สู้เอาชีวิตรอด เขาไม่เคยรู้จักบิดามารดา ด้วยคนตรงหน้าคือต้นเหตุ แม้จะไม่โกรธแค้นแต่จะไม่ยอมให้ภัยอันตรายนี้คุกคามตนอีกคน“เจ้าคิดว่าสู้ข้าได้หรือ ยอมจำนนโดยดีเถอะ ข้ายังจะเหลือลมหายใจให้เจ้าได้” ชายชรากล่าวน้ำเสียงเย็นชา ปลดปล่อยจิตสังหารออกมาเต็มสิบส่วนแล้วพุ่งเข้าโจมตีอย่างไม่ลังเลกระบี่ของซีซวนพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ซีหมิงด้วยความเร็วและแม่นยำระดับปรมาจารย์ การปะทะครั้งแรกทำให้เกิดคลื่นปราณรุนแรงแผ่กระจายออกไปรอบทิศซีซวนมั่นใจว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะยืดเยื้อและสูสีอยู่บ้าง แต่ตราบที่ซีหมิงยังถูกตราบรรจบมังกรผนึกไว้ ย่อมไม่มีทางจะสู้เขาได้ แน่นอนว่าซีซวนไม่มีทางคิดได้ว่าซีหมิงจะใช้เวลาไม่ถึงเดือนในการรวบรวมสมุนไพรและวัตถุดิบหลักทั้งหมดจนหลอมเป็นโอสถบรรจบมังกรออกมาได้แล้วและยิ่งไม่คิดว่า ซีหมิงตอนนี้ปลดผนึกพลังทางสายเลือดได้เต็มที่แล้วทว่าพริบตาที่ซีซวนส่งกระบี่เข้าใส่เป็นครั้งที่สาม ซีหมิงก็หยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด ร่างกายของเขาไม่ตอบโต้ด้วยอาวุธ แต่พลังปราณสีท
กระแสพลังงานดำสนิทและเย็นเยียบคล้ายมังกรถูกจองจำ พุ่งทะยานออกจากแก่นวิญญาณของซีหมิง แผ่รังสีสังหารเข้าปะทะพลังบริสุทธิ์ของโอสถอย่างบ้าคลั่ง เส้นเลือดบนลำคอและหน้าผากของซีหมิงปูดโปน ร่างกายสั่นเทาจนเหงื่อเย็นไหลซึมซีหมิงกัดฟันแน่น เขาทนต่อความเจ็บปวดที่ราวกับถูกฉีกกระชากจากภายใน กระแสพลังทั้งสองสายห้ำหั่นกัน เพื่อช่วงชิงแก่นแท้ของสายเลือดสกุลเทียนและเมื่อพลังโอสถบรรจบสวรรค์แผ่ซ่านถึงขีดสุด กระแสแสงสีทองเจิดจ้าก็ระเบิดออกจากร่างซีหมิงอย่างควบคุมไม่ได้ แสงนั้นสว่างกว่าดวงอาทิตย์หลายเท่า! พร้อมกันนั้นตราบรรจบมังกรที่เป็นเหมือนพันธนาการก็แตกสลาย เสียงกึกก้องเหมือนระฆังทองคำตีประสานกับเสียงคำรามก้องของมังกรที่เพิ่งถูกปลดปล่อย ดังทั่วห้องลับโชคดีที่ที่นี่เป็นค่ายกลซึ่งสร้างโดยตระกูลเจิ้ง จึงไม่มีคนภายนอกคนใดรับรู้ซีหมิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาไม่แสดงความเจ็บปวดอีกแล้ว กลับเต็มไปด้วยรัศมีสีทองอร่ามทรงอำนาจ ร่างสูงยืนขึ้นอย่างสง่างาม ท่าทีไม่ดุดัน มีเพียงสงบนิ่งราวกับมังกรตื่นจากการหลับใหลและตระหนักถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ในกำมือตนตอนนี้ไม่แปลกใจแล้วที่ใครต่อใครหวาดกลัวราชวงศ์เทียน ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ
“บอก บอก ข้าบอกแล้ว”ถูกทรมานยังมีโอกาสรักษาหาย แต่ถูกตัดตอน ย่อมต่อกลับเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แน่ เขาไม่อยากเป็นฮ่องเต้ขันทีคนแรกบนหน้าประวัติศาสตร์“รีบพูด” หลินซูเหยาใช้น้ำเสียงประหนึ่งนางปีศาจที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างให้สิ้นซาก“ยาอมตะ ยาอมตะ ไม่เชื่อเจ้าถามตงกงกง เขารู้ดี ข้าต้องนำไปทำยาอมตะ”แน่นอนว่าทุกคนเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น แต่เหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้องซึ่งหลินซูเหยายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แต่เจ้าฉีเหยียนจงผู้นี้ ไม่ได้พูดความจริงออกมาทั้งหมด“ท่านหมอซี ท่านคิดว่าอย่างไรเจ้าคะ”ซีหมิงที่เงียบมาตลอด มองหลินซูเหยาด้วยแววตาโศกเศร้า ก่อนจะหันไปหาฉีเหยียนจง“เจ้ารู้จักซีซวนหรือไม่”เป็นเพียงคำถามสั้น ๆ ฉีเหยียนจงถึงกับสั่นสะท้าน ก่อนจะฝืนกลับมาเป็นปกติ“ไม่ ไม่รู้จัก เขาคือใคร”หลินซูเหยาที่จับตามองอยู่ตลอดเห็นความผิดปกตินี้ทันที จึงหันไปมองซีหมิง ชายหนุ่มพยักหน้าให้หลินซูเหยาเป็นอันว่าเขาคาดเดาบางอย่างถูกต้องแล้ว“ตัดมันทิ้ง” หลินซูเหยาออกคำสั่งกับตงกงกง“ไม่ ไม่ เจ้าคนแซ่ตง หากเจ้าตัดตอนข้า ข้าจะไม่ไว้ชีวิตเจ้า เจ้าจะไม่มีวันได้ยาอมตะ”ฉีเหยียนจงพยายามขยับตัวหนี แต่ดิ้นไปก็เท่านั้น
หลินซูเหยากับซีหมิงอาศัยตงกงกงจึงจับตัวฉีเหยียนจงมาได้โดยง่าย“พวกเจ้า พวกเจ้าบังอาจ กล้าจับเจิ้นได้อย่างไร!”ตงกงกงก้มหน้าไม่กล้าสบตา ทว่าซีหมิงกับหลินซูเหยานั่งจิบชากินขนม ราวกับกำลังนั่งชมจันทร์อย่างเพลิดเพลิน“เอาละ บอกข้า เจ้ามีจุดประสงค์อะไร” เสียเวลาสืบหาความจริง การจับคนร้ายมาถาม ง่ายกว่ามาก“หมายความว่าอย่างไร” ฉีเหยียนจงยังคงลักษณะผู้ถือครองอำนาจสูงสุดมาอย่างยาวนานแต่หลินซูเหยาคือนักแสดงมากฝีมือ คิดจะใช้สง่าราศีแข่งกับนางหรือ เชื่อเถอะว่านางทำได้ดีกว่า หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นสูง ยืดหลังตรง ใช้วิธีมองฮ่องเต้ด้วยการชำเลืองหางตา “เจ้าคิดจะให้ข้าแต่งกับลูกชายเจ้า คงไม่ใช่แค่อยากได้สะใภ้ธรรมดากระมัง”ถูกระบบบังคับ นางยังเล่นงานถึงเทพชะตา แล้วเป็นแค่ฮ่องเต้ นางจะไม่กล้าหรือ ใครใช้ให้นางถือแต้มเหนือกว่าเล่า“เจ้าพูดอะไร เจิ้นไม่รู้เรื่อง” ฉีเหยียนจงดวงตาหดแคบ ไหนใครบอกว่าหลินซูเหยาเป็นสตรีอ่อนแอ นี่มันนางจิ้งจอกห่มหนังแกะชัด ๆหลินซูเหยาลุกขึ้นเดินไปเหยียบไหล่ของฉีเหยียนจงอย่างไม่เกรงกลัว พลันแส้เส้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือซีหมิงเห็นแล้วขัดตา ลุกเดินตามหลินซูเหยามาดึงแส้จากมือนางแล้วเอ่







