Share

บทที่ 12 สวนกุหลาบ

last update Petsa ng paglalathala: 2026-05-31 20:00:48

 “ครับ…แล้ว เอ่อ...ช่างเถอะ ป้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ”  คีรินอยากจะถามป้าแววเรื่องอาการคนท้องแต่ปากหนักพูดไม่ออก

พอป้าแววออกไป ร่างสูงก็ลุกออกมาจากเก้าอี้เขาเดินมาหยุดที่หน้าต่างตาคมมองไปที่สวนกุหลาบพลางคิดว่าเรื่องสาวใช้พวกนั้นเขาไม่น่าใจร้อนไล่พวกเธอออกไปเลยน่าจะให้อยู่กลั่นแกล้งผู้หญิงคนนั้นอีกสักหน่อย

คีรินรู้สึกสับสนในใจทั้งที่เขาควรจะรู้สึกดีที่ผู้หญิงคนนั้นโดนกระทำเสียบ้างแต่อีกใจนึงก็แก้ต่างให้ตัวเองว่าที่ทำทั้งหมดก็เพื่อลูกในท้องของเธอต่างหากกลัวว่าจะโดนสาวใช้พวกนั้นรังแกและจะกระทบกับเด็กในท้อง

ดวงตาคู่คมยังมองอยู่ที่สวนกุหลาบข้างบ้านที่มีการปลูกต้นกุหลาบหลากหลายสีเรียงรายสองข้างทางตลอดจนไปถึงซุ้มที่มีเถากุหลาบพันกันเหนียวแน่นและดอกกุหลาบที่พลิบานกันเต็มพื้นที่ ไม่เพียงแค่นั้นด้านล่างยังมีเปลญวนที่แขวนอยู่กลางซุ้มเชือกของเปลนั้นประดับประดาด้วยกุหลาบที่ใส่เลื้อยไปจนถึงด้านบนสุดเป็นซุ้มกุหลาบที่ดูออกแบบไม่ต่างจากในนิยายเจ้าหญิงที่เคยเห็นผ่านตา

เขามองอย่างครุ่นคิดทำไมยิ่งมองก็รู้สึกคุ้นเคยกับการจัดสวนแบบนี้ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นรูปแบบการจัดสวนแบบนี้จากที่ไหน

อืมมม.... นึกได้แล้วเหมือนจะมีครั้งหนึ่งที่ประกายดาวมีการออกรายการและเปิดบ้านให้ชมแต่ทำไมสวนใหม่บ้านเขาคล้ายสวนบ้านเธอนะ เขาเพ่งมองไปที่สวนด้วยความสงสัยเพราะไม่ใช่แค่รูปแบบสวนที่เหมือนทั้งรูปแบบการจัดสวนเส้นทางเดินระหว่างแปลงดอกไม้และซุ้มโค้งที่พันด้วยกุหลาบแดงกับขาวสลับกันมันช่างเหมือนกับสวนที่เขาเคยเห็นมาก่อนราวกับถอดแบบกันมา

“เหลวไหลน่า…”

เขาพึมพำกับตัวเองในที่สุดพยายามปัดความคิดในหัวทิ้งไม่กล้าคิดอะไรเกินไปกว่านี้ “คงแค่บังเอิญแค่นั้นแหละหรือไม่ยัยนี่ก็แต่งสวนเลียนแบบ” แต่ในใจก็ยังแย้งว่าความบังเอิญแบบนี้มีอยู่จริง ๆ นะหรือ

เสียงรถที่แล่นออกจากบ้านทำให้คนที่แอบมองอยู่ตรงหน้าต่างค่อย ๆ ขยับตัวทั้งที่ตื่นมาตั้งนานแล้วเพียงแต่ยังไม่กล้าลงไปเพราะเห็นรถของเขายังจอดอยู่หน้าบ้านหญิงสาวจึงเลือกกลับเข้าไปในห้องน้ำใช้เวลาอาบน้ำขัดผิวอย่างใจเย็นเพื่อรอให้ใครบางคนออกไปเสียก่อนและเมื่อเปิดประตูห้องน้ำออกมาอีกครั้งก็เห็นว่ารถของเขากำลังจะเคลื่อนออก ริมฝีปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มทันทีก่อนที่เธอจะเดินลงมาด้านล่างอย่างอารมณ์ดี

“ป้าคะ” เธอเรียกคนที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ เสียงใส

“อ้าว! ทำไมตื่นเช้าจังเลยล่ะคะคุณเอมี่” ป้าแววที่กำลังจัดโต๊ะอยู่ในครัวหันมาทักด้วยรอยยิ้ม

"เหมือนจะหิวนิดหน่อยค่ะ" เธอพูดพร้อมกับยกมือขึ้นรูปพุงน้อย ๆ ไปด้วย

“งั้นวันนี้คุณเอมี่อยากทานอะไรดีคะ เดี๋ยวป้าแววจะได้เตรียมของไว้ให้”

อยู่ด้วยกันมาหลายวันป้าแววก็พอรู้แล้วว่าหญิงสาวชอบลงมือทำอาหารเองมากกว่าให้ใครทำให้ป้าแววได้แต่เป็นลูกมือช่วยอยู่ใกล้ ๆ

"อืม... งั้นวันนี้ทำไข่เจียวน้ำดีกว่าค่ะ" 

"ค่ะงั้นเดี๋ยวป้า เตรียมของให้สักครู่นะคะ"

"ค่ะป้า" 

ประกายดาวพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินไปที่ตู้เย็นหยิบนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ออกมาเทใส่แก้วยกดื่มรวดเดียวจนหมดใบหน้าสวยมีรอยยิ้มบางเลียริมฝีปากก่อนจะเดินไปล้างแก้วแล้วคว่ำเอาไว้ที่เดิมจากนั้นก็เดินไปหยิบหม้อขึ้นมาตั้งเตาโดยไม่รอให้ป้าแววจัดเตรียมอะไรให้เลย

ไม่นานไข่เจียวน้ำก็ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

"หืมม... หอมน่าทานมาก ๆ เลยค่ะ" ป้าแววชมเปาะหลังจากที่หญิงสาวหยิบผักชีโรยหน้าตามด้วยพริกไทยป่น ป้าแววตักข้าวสวยร้อน ๆ มาวางให้หญิงสาวจากนั้นก็มองเธอทานอาหารด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนระคนเอ็นดู คุณเอมีเลียเวอร์ชันนี้ทำเอาเธอชอบมากจริง ๆ

ในใจเธออดภาวนาไม่ได้ 'ขอให้คุณเป็นแบบนี้ไปตลอด อย่าได้กลับไปเป็นเหมือนเดิมเลย'  เพราะหากเป็นแบบนี้ไม่แน่คุณผู้ชายอาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของเธอและมีความรู้สึกดี ๆ ให้เธอบ้างไหน ๆ ก็จะมีลูกด้วยกันแล้ว

“อย่าลืมทานยาบำรุงด้วยนะคะคุณเอมี่” ป้าแววเอ่ยเตือนขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะเลื่อนตะกร้ายาบำรุงหลายกระปุกมาวางไว้ตรงหน้า

ประกายดาวยื่นมือมาหยิบกระปุกยาก่อนจะเทใส่มือ ดวงตากลมโตเบิกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองป้าแววสลับกับก้มลงมองยาเม็ดเบ้อเร่อในฝ่ามือ

 "หือ... เม็ดใหญ่จัง ทำไมต้องกินเยอะแยะขนาดนี้ด้วย" ประกายดาวอดไม่ได้ที่จะถามมองตะกร้ายาบำรุงตาปริบ ๆ พูดอย่างงอแง

"ทานเถอะค่ะ คุณหนูในท้องจะได้แข็งแรง" ป้าแววพูดยิ้ม ๆ พร้อมยื่นแก้วน้ำให้ ยาบำรุงเหล่านี้คุณคีรินเป็นคนสั่งให้มาส่งเองถึงบ้าน

“กว่าจะกินหมดนี่ เอมี่คงกินน้ำอืดพอดีเลยค่ะ” ประกายดาวพูดพลางทำปากยู่ ส่งยิ้มแหย ๆ ให้ป้าแววก่อนจะเงยหน้าค่อย ๆ  หย่อนยาเม็ดโตพวกนั้นลงคอทีละเม็ดน้ำในแก้วพร่องไปเกือบครึ่งแก้ว

“อึก... แค่เม็ดแรกก็แทบติดคอแล้ว” เธอพึมพำเสียงอู้อี้ทำท่าจะกลืนไม่ลงแต่ก็ยังฝืนยกน้ำขึ้นดื่มต่อป้าแววมองภาพตรงหน้าแล้วเผลอยิ้มเหมือนกำลังเลี้ยงเด็กยังไงไม่รู้

เมื่อกินข้าวกินยาเสร็จเรียบร้อย ประกายดาวก็ออกมายืนชมสวนกุหลาบที่กำลังบานสะพรั่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกลีบดอกช่วยให้หัวใจสงบลงเธอมองผลงานตรงหน้าด้วยความภาคภูมิใจ นี่คือสิ่งที่เธอรักที่สุดซุ้มกุหลาบที่ออกดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตลบอบอวลไปทั้งสวนพร้อมกับเปลญวนสำหรับนอนพักผ่อน

มือเรียวอุปกรณ์ตกแต่งกิ่งไม้ที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาแล้วหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กแล้วเริ่มตกแต่งอย่างใจเย็น ต้นไหนหนามเยอะก็ค่อย ๆ ตัดออก ต้นไหนใบรกเกินไปก็ริดออกให้โปร่งขึ้น เธอทำอย่างละเมียดละไม  

เมื่อตอนเป็น ‘ประกายดาว’ ทุกครั้งที่ทำงานหนัก เธอมักจะหนีจากโลกวุ่นวายไปยังสวนกุหลาบลอยฟ้าพื้นที่โปรด

 สวนนั่นเธอเป็นคนออกแบบและจัดตกแต่งอย่างเอง ตามความชอบโดยดัดแปลงมาจากสวนในนิยายเจ้าหญิง เรื่องหนึ่งที่เคยดูเมื่อครั้งยังเด็ก เธอเฝ้าใฝ่ฝันว่าจะมีส่วนแบบนี้และเธอก็ทำมันได้จริง ๆ เมื่อมีสวนดอกไม้แล้วเธอก็ทำซุ้มและนำเปลมาลงแค่นี้ก็กลายเป็นเจ้าหญิงที่เคยใฝ่ฝันแล้ว

เธอชอบนอนหลับที่เปลญวนตรงสวนกุหลาบอยู่บ่อย ๆ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกกุหลาบและบรรยากาศทำให้เธอสดชื่นผ่อนคลายถือว่าเป็นมุมโปรดของเธอเลยทีเดียว

พอเสร็จเธอก็โน้มตัวลงดมดอกกุหลาบสีครีมต้นโปรดที่พึ่งบานยามเช้า กลิ่นหอมของมันทำให้สมองปลอดโปร่ง

“เอาไปใส่แจกันดีกว่า...” เธอพูดพร้อมกับตัดดอกกุหลาบงามสองสามดอกเพื่อจะนำขึ้นไปใส่แจกันในห้องนอน

ในขณะที่เมียเจ้าของบ้านอยู่อย่างมีความสุข 

รำไพ หวานและแก้วสาวใช้สามคนที่ถูกไล่ออกจากบ้านหลังนั้น ตอนนี้อาศัยอยู่รวมกันในห้องเช่าขนาดเล็กเพราะยังไม่มีที่ไปความสุขสบาย รายได้ดีหายวับไปกับตาทำให้ทั้งสามคนเกิดความเคียดแค้นพวกเธอทั้งสามคนจึงรวมหัวกันและคิดจะเอาคืน

รำไพที่ยังโมโหและหงุดหงิดเพราะยังไงก็ยังหางานไม่ได้และไม่อยากกลับบ้านนอกด้วย เธอก็คิดอะไรดี ๆ ออก

“กูคิดออกแล้ว...” สิ่งที่คิดถูกเล่าออกมาให้เพื่อนฟังอย่างละเอียด

"รำไพมึงจะเอาจริงเหรอวะ!" เป็นแก้วที่ถามขึ้นหลังจากได้ฟังสิ่งที่รำไพพูดออกมา

“จริงสิ!” รำไพกระแทกเสียงตอบ “มึงไม่เจ็บใจหรือไง มึงลืมแล้วเหรอว่าอีนั่นมันทำให้เราต้องโดนไล่ออก ทั้งที่เราก็อยู่รับใช้บ้านนั้นมาตั้งหลายปี” ทั้งที่ตัวเองเป็นคนทำผิดแต่กลับโทษคนอื่นอย่างหน้าด้าน ๆ 

"เออ ๆ มึงว่าไงก็ว่าตาม" แก้วตอบ

"แล้วมึงล่ะ อีหวาน?"

รำไพหันไปถามเพื่อนอีกคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาจิ้มโทรศัพท์มือถือ พยายามหางานในแอปสมัครงานอย่างหมดหวัง ใบหน้าเธอดูซีดโทรมและเครียดหนัก นัยน์ตาแดงคล้ำเพราะอดนอน

"เออ เอาดิ" หวานตอบ

"งั้นก็ไป" 

คาเฟ่แห่งหนึ่ง

“พวกเธอว่ายังไงนะ...โดนไล่ออกเหรอ?”  เสียงของหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ ดังขึ้น เธอสวมแว่นตาดำขนาดใหญ่ก่อนจะให้นิ้วเรียวดึงออกมองไปยังสาวใช้ของพี่ชาย

“ค่ะ...คุณแคล ตอนนี้พวกเรายังหางานทำไม่ได้เลยค่ะ” รำไพตอบพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบแก้มอย่างน่าสงสาร พร้อมกับหันไปมองเพื่อนอีกสองคนที่ดวงตาแดงก่ำอย่างรู้งาน

“จริงค่ะคุณแคล” แก้วรีบเสริม หวานเองก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาเบา ๆ อย่างรู้จังหวะ

แคลมองสาวใช้ของพี่ชายที่ถูกไล่ออกอย่างกะทันหันด้วยความสงสาร ไม่รู้ว่าแม่นั่นใช้มารยาอะไรถึงให้พี่ชายเธอไล่สาวใช้ออกได้ เธอยกแก้วกาแฟขึ้นจิบเบา ๆ พลางเหยียดยิ้ม

“มันร้ายจริง ๆ แต่ที่พวกเธอบอกว่ามัน ความจำเสื่อม น่ะ เรื่องจริงเหรอ? ไม่ใช่เสแสร้งเหมือนที่มันเคยทำอีกล่ะ?”

“จริงค่ะ คุณแคล ผู้หญิงคนนั้นความจำเสื่อมจริง ๆ พวกเรามั่นใจ”  หวานยืนยันหนักแน่น

ความจริงแล้วพวกสาวใช้รู้เพียงแค่ว่าเอมีเลียนั้นเกิดอุบัติเหตุจนความจำเสื่อม แต่ไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง

แคลขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาฉายแววไม่เชื่อ “เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยเหรอ?”

“ใช่ค่ะคุณแคล!” แก้วรีบพูดเสริมทันที “ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นราวกับเป็นอีกคนเลยนะคะ จากที่เมื่อก่อนใส่แต่ชุดหรูแต่งหน้าจัดจ้านทุกวัน ตอนนี้กลับใส่แค่เสื้อยืดกับกางเกงสบาย ๆ อยู่บ้านเฉย ๆ ยังพูดจาอ่อนหวาน ไม่ด่าทอ ไม่ทุบตีพวกเราเหมือนเมื่อก่อนเลยค่ะ”

“ใช่ค่ะ” รำไพรีบผสมโรงทันที “ท่าทางแบบนั้นสักวันคุณคีรินต้องตกหลุมเสน่ห์เธอแน่ ๆ เลยค่ะ” 

ทั้งสามคนรู้นิสัยเจ้านายดีว่าเขาชอบผู้หญิงเรียบร้อย พูดจานุ่มนวล และมีเสน่ห์แบบผู้หญิงอบอุ่นไม่ต่างจากคุณพราวที่กำลังนั่งยิ้มอยู่ตรงนี้ คำพูดนั้นทำให้แคลที่กำลังจิบกาแฟถึงกับชะงัก ในใจเกิดความกังวลถ้าเป็นแบบนั้นจริงเธอก็กลัวว่าพี่ชายจะหลงเสน่ห์ยัยนั่นไปจริง ๆ 

'ไม่ได้เธอต้องทำอะไรสักอย่าง'

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เมื่อนางเอกเกิดใหม่ในร่างนางร้าย   บทที่ 45 เรื่องเหลือเชื่อ

    บรรยากาศในห้องแคสบทเงียบกริบราวกับเวลาหยุดเดินก่อนหน้านั้นพราวดาราดาวรุ่งที่กำลังมีกระแสมาแรงทำได้ดีเสียจนทีมงานพากันชื่นชมไม่หยุดปาก ผู้กำกับเชิดศักดิ์ยังเอ่ยชมด้วยความพอใจ และทุกคนพากันมั่นใจแล้วว่าบทของ 'คุณหญิงแม้นวาด' ใน 'รอยรักข้ามภพ' ตกเป็นของเธอแน่ ๆแต่พอเสียงเรียกชื่อของเอมีเลียซึ่งเป็นหมายเลขสุดท้ายดังขึ้นทุกคนก็หันไปจับจ้องทันที เธอก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่งแววตาเต็มไปด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ เมื่อเธอเริ่มเล่น เสียงพูดแผ่วเบาและแววตาเปี่ยมด้วยอารมณ์นั้นกลับกลืนเข้ากับบรรยากาศในฉากที่มีกลิ่นอายย้อนยุคคงไว้ซึ่งเป็นแนวพีเรียด ทุกประโยคทุกการขยับร่างกายทุกท่วงท่าล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดบทคุณหญิงแม้นวาดในอดีตที่เฝ้ารอคนรักที่ไม่มีวันสมหวัง เป็นการแสดงผ่านสายตาที่สื่อออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเงียบ....ทีมงานไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่น้อยบางคนถึงขั้นลืมหายใจเลยทีเดียว เพราะในวินาทีนั้นทุกคนต่างก็เห็นเงาร่างของประกายดาวผู้หญิงที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ตอนนี้เธอกลับมายืนอยู่ตรงหน้าผ่านร่างของเอมีเลียอย่างน่าขนลุก"พระเจ้า! เหมือนถูกประกายดาวเข้าสิงเลย" เสียงผู้ช่วยผู้กำกับ พูดอ

  • เมื่อนางเอกเกิดใหม่ในร่างนางร้าย   บทที่ 44 ปรับไม่ได้...ก็ลองเลิกกันดู

    ป้าแววที่เดินตามเจ้าของบ้านเข้ามา พอเห็นสภาพของเขาเธอก็ร้องไห้ตาม ก่อนจะพูดในสิ่งที่เกิดขึ้น เธออยากให้เขารู้ว่าทำไมคนที่รักลูกอย่างเอมีเลียถึงสติหลุดออกจากบ้านไปไม่ยอมคุยกับเจ้าตัว“คุณคีรินป้าขอพูดตรง ๆ นะคะ อย่าหาว่าป้าแส่ไม่เข้าเรื่องเลยแต่ป้าก็อยากให้คุณรู้ไว้หากป้าพูดอะไรแล้วคุณไม่พอใจอยากไล่ป้าออกก็แล้วแต่คุณ” เพราะอยากให้เจ้าของบ้านหนุ่มรู้ความจริงเอาไว้บ้าง"ครับ ป้ามีอะไรจะพูดก็พูดเถอะ" เพราะคงไม่มีอะไรที่ทำให้เขาเสียใจมากกว่าลูกและเมียหนีออกจากบ้านไปแล้วล่ะ"คือ ก็ตั้งแต่ที่คุณแคลกับเพื่อนของเธอเข้ามาในบ้านครั้งก่อน หลังจากที่คุณเอมี่เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล ป้าเห็นมาตลอดว่าเธอก็อดทนเพราะรู้ว่าคุณแคลเป็นน้องสาวของคุณเธอไม่เคยเถียงอะไรออกมาเลยถึงจะโดนแซะโดนว่า คุณเอมี่ก็แค่ยิ้มรับทั้งที่คำพูดเหล่านั้นมันไม่น่าฟังเลยสักนิด" ป้าแววยังคิดว่าหากเป็นแต่ก่อนที่คุณเอมีเลียความจำเสื่อมคงมีตบกันไปแล้ว"จนมาถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่คุณเอริร้องไห้ คืนนั้นที่ป้าเอานมไปให้คุณเอมี่ ตัวของคุณเอริมีรอยหยิกตรงท้องแขน ป้าไม่อยากจะใส่ร้ายใคร แต่ป้ารู้อ

  • เมื่อนางเอกเกิดใหม่ในร่างนางร้าย   บทที่ 43 ไปแล้ว

    "เอริ... เอริเป็นอะไรลูก...หือออ ตัวร้อน!"เสียงสะอื้นเบา ๆ ของลูกน้อยที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้เอมีเลียสะดุ้งตื่น ฝ่ามือบางลูบเพื่อต้องการปลอบให้ลูกนอนแต่เพียงแค่สัมผัสเท่านั้นความร้อนผ่าวของเด็กตัวน้อยก็ทำเอาเธอตกใจไฟหัวเตียงถูกเปิดขึ้นทันที ใบหน้าของเด็กน้อยแดงก่ำกระสับกระส่าย ริมฝีปากเล็กขยับครางอยู่ตลอด เอมีเลียวางมือที่หน้าผากของลูกสาวความร้อนสูงจนน่ากลัว เธอรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำเอาผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดเนื้อตัวเพื่อระบายความร้อนก่อนจะรีบอุ้ม ลูกไว้แนบอกน้ำตาร่วงเผาะบนแก้มเล็กโดยไม่รู้ตัว"ไม่เป็นไรนะลูกเดี๋ยวแม่จะพาไปหาหมอ" เธอพูดเสียงสั่นก่อนจะรีบคว้าเสื้อคลุมหยิบกระเป๋าและของใช้ส่วนตัวใส่เข้าไปในนั้นแล้วพาเอริออกจากบ้านทันทีโดยไม่คิดจะบอกใครเพราะความโกรธความน้อยใจและความผิดหวังที่มันยังค้างคาเมื่อมาถึงโรงพยาบาล เพียงแค่บอกว่าเด็กน้อยมีไข้สูงเจ้าหน้าที่ก็รีบพาเข้าไปยังห้องฉุกเฉินทันทีเธอวิ่งตามตัว หวาดกลัวจนตัวสั่น แต่ก็ถูกพยาบาลดักเอาไว้หน้าห้องฉุกเฉินทำให้เธอได้แต่เดินกระสับกระส่ายอยู่หน้าห้องเธอยกมือกอดอกแน่นเล็บจิกเข้าไปในเนื้อด้วยเครี

  • เมื่อนางเอกเกิดใหม่ในร่างนางร้าย   บทที่ 42 อยากหย่าก็อย่า

    ผลั๊กกก!!"เธอทำอะไรลูกสาวฉัน!" เสียงของเอมีเลียตวาดลั่นก่อนที่เธอจะพุ่งเข้าไปผลักพราวจนล้มกระแทกพื้นแล้วเข้าไปอุ้มลูกสาวเข้ามากอดเอาไว้แน่น น้องเอริผวาเมื่อเห็นแม่ก็กอดคอคนเป็นแม่แน่นร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดังจนตัวสั่น มือเล็ก ๆ กำเสื้อคลุมของแม่เอาไว้ไม่ยอมปล่อยเป็นจังหวะเดียวกันกับที่คีรินก้าวเข้ามาพอดีน้ำเสียงของเขาเคร่งเครียด"เกิดอะไรขึ้น!"เขารีบพุ่งเข้ามาเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ภรรยาในชุดคลุมเปียกชื้นกำลังอุ้มลูกสาวที่ยังร้องไห้จ้าไม่หยุดข้างล่างมีพราวนั่งอยู่กับที่ใบหน้าขาวซีดมือจับข้อเท้าแสดงอาการเจ็บปวด“ฮึก! พี่คิน...” เสียงของพราวสั่นเครือพร้อมน้ำตาที่คลอหน่วย “พราว...พราวแค่อยากอุ้มน้องเองค่ะแต่น้องร้องขึ้นมาแล้วคุณเอมี่ก็วิ่งเข้ามาผลัก พราวไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ พราวแค่อยากอุ้มหลาน”เสียงสะอื้นกับใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกเพราะความเจ็บทำให้คีรินรีบเข้าไปช่วยพยุงอีกฝ่ายขึ้นมา สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เขาที่กำลังโกรธกับเรื่องข่าวคู่จิ้นของเอมีเลียและตอนที่เห็นภาพตรงหน้าเหมือนกับตอกย้ำ

  • เมื่อนางเอกเกิดใหม่ในร่างนางร้าย   บทที่ 41 ใส่ร้าย

    หลังจากที่ถ่ายทำเสร็จไปซีนนึง คีรินกับเอมีเลียกำลังกินข้าวอยู่หน้ารถบ้านระหว่างพักกอง ตอนนั้นเองเสียงร้องไห้ของลูกสาวก็ดังขึ้นจากด้านใน พี่เลี้ยงที่อยู่ไม่ไกลรีบลุกขึ้นจะเข้าไปอุ้ม แต่คีรินที่เพิ่งตักข้าวใส่ปากรีบวางช้อนแล้วลุกพรวดก่อนใคร“ไม่เป็นไร ผมจัดการเอง”ไม่นานเสียงร้องไห้ของน้องเอริก็เงียบลงเพียงแค่เขาอุ้มเท่านั้น เอมีเลียมองภาพนั้นเงียบ ๆ ใบหน้าของเขาอ่อนโยนลงมาก เห็นได้ชัดว่าเขารักลูกขนาดไหนเธอเผลอยิ้มออกมาพลางคิดในใจ 'หากเป็นแบบนี้แล้วเขาจะยังหย่ากับเธออยู่รึเปล่า'ในขณะที่ชีวิตครอบครัวกำลังเริ่มต้นขึ้น เอมีเลียในฐานะนักแสดงก็เปล่งประกายเจิดจรัสยิ่งกว่าเดิม หลังจากผลงานเรื่องล่าสุดถูกเผยแพร่ออกไป ทุกคนในวงการต่างพูดถึงเธอไม่หยุดทั้งชื่นชม ทั้งแปลกใจเพราะนางร้ายในอดตีตอนนี้กลับเป็นดารานางเอกแถวหน้าเพียงแค่แสดงเรื่องแรกก็ทำเอาผู้คนลบภาพร้าย ๆ ของเธอไปได้ชื่อของเอมีเลียกลับมาอยู่บนบิลบอร์ดอีกครั้ง พร้อมคำเชิญชวนจากผู้จัดหลายค่ายและในที่สุดเธอก็ได้รับบทนางเอกเรื่องใหม่ต่อเนื่องไม่เพียงแต่มีพีต้า ผู้จัดการคนปัจจุบันที่คอยดูแลงา

  • เมื่อนางเอกเกิดใหม่ในร่างนางร้าย   บทที่ 40 เด็กหญิงเอริสา

    ขณะอยู่บนรถที่มุ่งหน้าไปโรงพยาบาล คีรินเอาแต่นั่งกุมมือของเอมีเลียไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เขาพยายามพูดปลอบเธอทั้งน้ำเสียงสั่น ๆ“อย่าเพิ่งเบ่งนะคนเก่ง เก็บแรงไว้ก่อน เดี๋ยวถึงโรงพยาบาลแล้วค่อยเบ่ง เข้าใจไหม”เอมีเลียพยักหน้าเหงื่อผุดเต็มขมับ ความเจ็บจุกแน่นแล่นขึ้นมาจนเธอต้องขบริมฝีปากแน่น แต่พอเหลือบเห็นสีหน้าของคีรินที่กลั้นหายใจตาม แถมหน้าเริ่มขึ้นสีเหมือนเป็นคนเจ็บเอง เธอก็หลุดหัวเราะทั้งน้ำตาก่อนจะฮึบเอาไว้เพราะกลัวว่าลูกจะหลุดออกมาซะก่อน“คุณคีริน อย่ากลั้นเองสิคะ เดี๋ยวเป็นลมก่อนฉันคลอดพอดี”“เอมี่” เขาเรียกชื่อเธอเสียงสั่น“หืม คะ?” เธอหันมามองทั้งที่ยังขมวดคิ้วด้วยความเจ็บ“แทนตัวว่า ‘เอมี่’ ได้ไหม”“อื้มม...นี่มันใช่เวลามั้ยเนี่ย ตอนนี้ปวดจะตายอยู่แล้วนะคะ!”“ไม่! อย่าพูดอย่างงั้นสิ เธอต้องไม่เป็นอะไร” เสียงทุ้มพร่าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาบีบมือเธอแน่นขึ้นราวกับจะส่งแรงทั้งหมดที่มีให้ เขาไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว ต่อไปนี้สัญญาจะทำดีกับเธอให้มากกว่านี้ เขายอมรับแล้วว่าขาดเธอไม่ได้จริง ๆ

  • เมื่อนางเอกเกิดใหม่ในร่างนางร้าย   บทที่ 9 คุณผู้หญิงเปลี่ยนไป

    "อีแวว นั่นใช่คุณเอมี่จริง ๆ เหรอวะ!" ลุงมั่นสามีป้าแววพูดขึ้นหลังจากที่มองภรรยาเจ้าของบ้านเดินขึ้นไปบนห้อง"เออ ก็จริงสิวะ" ป้าแววพูดออกไปพร้อมกับยกมือขึ้นลูบแขนไปด้วย ที่ตามั่นถามนั้นก็ไม่ใช่ว่าเพราะอะไร ก็มันคงตกใจน่ะสิ เมื่อเห็นผู้หญิงคนนั้นเข้ามาทักเธอก่อน อย่าว่าแต่ผัวเธอตกใจเล

  • เมื่อนางเอกเกิดใหม่ในร่างนางร้าย   บทที่ 8 คนใช้หรือเจ้าของบ้าน

    **เนื่องจากประกายดาวสวมในร่างเอมีเลียเต็มตัว ต่อไปนี้จะเป็นการใช้ชื่อเอมีเลียนะคะ**เอมีเลียอาศัยอยู่อย่างสงบในบ้านไม่สุงสิงกับใคร เธออยู่อย่างเงียบ ๆ อย่างที่รับปากกับเมธาไว้ ไม่ใช่เพราะเชื่อคำพูดไร้สาระอะไรนั่น แต่เพราะการใช้ชีวิตของเอมีเลียถ้าไม่ต้องไปถ่ายละคร หรื

  • เมื่อนางเอกเกิดใหม่ในร่างนางร้าย   บทที่ 6 วิญญาณสาว

    ไม่แก่อย่างเดียวปากหมาด้วย!อันที่จริงไม่ได้เป็นอย่างที่ประกายดาวคิดแม้แต่น้อยเป็นเพราะว่าคีรินนั้นโมโหจนแทบอยากจะฆ่าเธอได้เขาพยายามระงับอารมณ์สุดขีดไม่ให้เข้าไปบีบคอหญิงสาวที่มองเขาด้วยสีหน้าไร้เดียงสาสายตาราวกับมองคนแปลกหน้า แต่ว่าทำไมสายตาไร้เดียงสาแบบนั้น

  • เมื่อนางเอกเกิดใหม่ในร่างนางร้าย   บทที่ 7 สวมร่าง

    "สวัสดีค่ะ สแกนยอดค่าใช้จ่ายตรงนี้แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าได้เลยค่ะ"หญิงวัยกลางคนที่คาดว่าเป็นพยาบาลเร่งเร้าให้หญิงสาวจ่ายเงินก่อนจะยื่นชุดยัดมือใส่ให้เธอ เมื่อเห็นว่า หญิงสาวสแกนจ่ายยอดเงินเรียบร้อยแล้วเธอก็ดันให้เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ในห้องน้ำที่อยู่ข้าง ๆประกายดาวที่ตามเอมีเลี

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status