Masukไม่ได้เธอต้องทำอะไรสักอย่าง
“เอาเถอะ ขอบใจพวกเธอมากที่เอาเรื่องนี้มาบอกนะ” เสียงหวานเรียบของแคลเอ่ยขึ้น ก่อนจะดึงแบงก์สีเทาออกมาจากกระเป๋าเงินแบรนด์หรูแล้วยื่นให้ทั้งสามคน “นี่ เงินเล็กน้อยไว้ใช้ระหว่างนี้ ขอให้หางานได้ไว ๆ”
รำไพ หวาน และแก้วรีบยกมือไหว้ขอบคุณด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มก่อนจะยื่นมือไปรับเงินรีบเก็บใส่กระเป๋า
พราวที่นั่งฟังอยู่ตลอดเธอยิ้มให้สาวใช้แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความอ่อนโยน
“เอาอย่างนี้นะ ถ้าไม่รู้จะไปไหน เดี๋ยวพราวฝากงานให้ก็ได้นะคะ”
“จริงเหรอคะคุณพราว!” ทั้งสามคนพูดขึ้นพร้อมกันด้วยแววตาเป็นประกาย ดีใจอย่างเห็นได้ชัดไม่เสียแรงที่เสียเงินค่าโทรศัพท์โทรหาจริง ๆ
“เดี๋ยวให้คนติดต่อกลับไปก็แล้วกันนะ”
“ขอบคุณค่ะคุณพราว!” ทั้งสามรีบยกมือไหว้ด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะพากันเดินออกไปจากร้านด้วยใบหน้าระรื่นทั้งได้เงินทั้งได้งานจะมีใครไม่ดีใจได้เล่า
หลังจากสาวใช้ทั้งหมดออกไปแล้วก็เหลือเพียงพราวและแคล
“แคลว่าคุณเอมี่นั่นความจำเสื่อมจริง ๆ เหรอ?” พราวถามขึ้นด้วยเสียงหวานแววตาเต็มไปด้วยความเวทนา “ดูน่าสงสารเหมือนกันนะ”
ริมฝีปากแดงคลี่ยิ้มเย็นพลางกระแทกแก้วกาแฟเสียงดัง “สงสารทำไมกันล่ะ พราว! ผู้หญิงคนนั้นร้ายจะตายไปแต่ถ้าเราอยากรู้ความจริงพรุ่งนี้ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตา”
"พิสูจน์ยังไงเหรอ?"
“เอาเถอะ” แคลคลี่ยิ้มมุมปาก “พรุ่งนี้ไปเจอกันที่บ้านพี่คีรินละกันเดี๋ยวก็รู้เอง ป่ะ...ไปช็อปปิ้งกันต่อเถอะ” พูดจบเธอก็หันไปเรียกพนักงานมาเช็กบิล
พราวมองเพื่อนสนิทก่อนจะยกแก้วชาร้อนขึ้นมาจิบ รอยยิ้มละมุนแต้มบนริมฝีปากสวย แต่ในแววตากลับแฝงประกายบางอย่างที่ยากจะอ่านออก
วันรุ่งขึ้นแคลที่ไม่อยากรอเวลาหลังจากที่นัดกับเพื่อนสนิทแล้วเธอก็มาปรากฏตัวอยู่ที่บ้านพี่ชายตั้งแต่เช้า
“เอมี่! ...เอมี่อยู่ไหน!” เมื่อเข้ามาในบ้านเธอก็ตะโกนเรียกอย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เสียงโวยวายนั้นดังพอจะทำให้เอมี่ที่กำลังอยู่ในครัวรีบวางอุปกรณ์ทำอาหารแล้วเดินออกมาอย่างงง ๆ
หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขายาวเหมือนกับยัยซิ้มที่จะไปรำไทเก๊กเส้นผมถูกรวบขึ้นอย่างลวก ๆ หน้าสดไร้เครื่องสำอางที่เดินออกมาจากห้องครัวทำเอาหญิงสาวสองคนที่แต่งตัวสวยจัดถึงกับมองค้าง
แคลที่เห็นเมียที่พี่ชายไม่ได้รักมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเธอก็อึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะกวาดสายตาขึ้นลงมองตั้งแต่หัวจรดเท้า
"เธอความจำเสื่อมจริงนะเหรอ ไม่ใช่ว่าที่ทำทั้งหมดนี้เพราะต้องการยื้อพี่ชายฉันเอาไว้ใช่มั้ย!" พอเห็นคนที่เกลียดแคลก็แหวใส่ทันที
“คะ? เอ่อ... พวกคุณเป็นใครเหรอคะ?” เอมีเลียทำหน้ามึนถามด้วยความงุนงงแต่ก็ยังส่งรอยยิ้มให้ตามมารยาท รอยยิ้มของเธอยิ่งทำให้แคลรู้สึกหมั่นไส้
“เหอะ! เสแสร้ง!” แคลสะบัดหน้าพูดเสียงแข็ง “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้คนอย่างเธอมันทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วคงกลัวสินะ ว่าพี่ชายฉันจะหย่าละสิ! ทุเรศ!”แคลยังเอ่ยเสียงเยาะ ต่อว่ายืดยาว
เอมีเลียเพียงยิ้มอ่อนไม่ตอบโต้อะไร เธอมองน้องสาวของสามีอย่างสงบนิ่ง แววตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจปนเอ็นดูเล็กน้อยท่าทางใสซื่อยิ่งทำให้บทความจำเสื่อมของเธอสมจริง
ข้างกันนั้น หญิงสาวอีกคนที่มาด้วยทำท่าหวาดกลัว ตั้งแต่มาเธอไม่กล้าสบตานาน เมื่อแคลเห็นสายตาของเอมีเลียไปหยุดที่เพื่อนสนิทเธอก็ยกมือผลัดเอมีเลียจนเธอเสียหลักแทบล้มก่อนจะรีบเอาตัวเข้าไปขวางทันที
“อย่าคิดจะทำอะไรเพื่อนฉันนะ!” แคลเอ่ยเสียงแข็งพลางยกมือมากอดอก ใบหน้าสวยหงิกด้วยความไม่พอใจ
“.....”
เอมีเลียที่เพิ่งตั้งหลักได้ กะพริบตาปริบ ๆ มองกลับด้วยความงุนงง
คือ...ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ? เธอเพียงหน้ามึน ไม่แม้แต่จะขยับตัวด้วยซ้ำ
แต่ยิ่งอีกฝ่ายนิ่งสงบ แคลก็ยิ่งเดือดในใจ
‘ตกลงผู้หญิงคนนี้...ความจำเสื่อมหรือเป็นบ้ากันแน่!’
แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้พูดยังกระตุ้นยั่วยุไม่หยุด
"เหอะ! เมื่อไหร่เธอจะหายไปจากชีวิตพี่ชายฉันซะที ฉันสงสารพี่ชายจริง ๆ ที่ต้องทนอยู่ร่วมบ้านกับคนที่เกลียดเข้าไส้ ไม่รู้ทำเวรทำกรรมอะไรไว้"
แคลยกมือกอดอกเดินไปสำรวจเอมีเลีย เดินวนรอบตัวของเธอพลางพิจารณาเสื้อผ้าหน้าผมสีหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยันคิดว่าทำตัวเองเปลี่ยนไปแบบนี้แล้วพี่ชายเธอจะหันมามองยังงั้นเหรอ ประสาท!!
ประกายดาวยังคงยิ้ม
"อาห๊ะ มีอะไรจะพูดอีกไหมคะ จะได้เชิญให้ไปนั่งก่อน ถ้าพูดนานอาจจะเมื่อย"
คำพูดชักชวนหน้าตายทำเอาแคลหน้าตึง ถลึงตาใส่พี่สะใภ้ที่ไม่ต้องการ
"เธอคิดว่าทำแบบนี้แล้วพี่ชายฉันจะเปลี่ยนใจหันมามองเธอหรือยังไง คนที่ไม่ใช่มันก็คือไม่ใช่ ไม่เคยได้ยินเหรอ?"
"อ่อ...ค่ะ" เอมีเลียพยักหน้ารับหงึก ๆ ด้วยท่าทางใสซื่อเหมือนเรื่องที่แคลพูดมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง มีเพียงรอยยิ้มที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้าอยู่ตลอดมันดูซื่อบื้อเสียจนแทบกลายเป็นยั่วโมโหโดยไม่ตั้งใจ
ท่าทีที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวนั้นทำให้แคลเดือดพล่าน เธอกัดฟันแน่นมือที่กอดอกกำไว้ข้างลำตัวความหงุดหงิดพุ่งขึ้นจนแทบจะระเบิดออกมา
"จะบ้าตาย!!" เธอสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะสะบัดหน้าพรืด เส้นผมสวยสยายไปตามแรงอารมณ์จากนั้นเธอก็เดินกระแทกส้นเท้าหนัก ๆ ออกจากบ้านไปทันที
พราวที่เห็นว่าเพื่อนตัวเองเดินออกไปแล้วเธอก็เดินเข้าไปหาเอมีเลียช้า ๆ ท่าทางที่เคยตื่นกลัวที่แสดงออกเมื่อครู่ตอนนี้ไม่มีเหลือ พอเดินเข้ามาใกล้เธอก็ยื่นมือไปจับมือของเอมีเลียเอาไว้พลางส่งรอยยิ้มหวาน พร้อมกับน้ำเสียงนุ่มนวล
"คุณเอมี่ ฉันดีใจด้วยนะคะ ที่คุณปลอดภัย" สายตาที่แสดงความสงสารที่หญิงสาวตรงหน้าความจำเสื่อมแต่มือที่จับกลับออกแรงบีบแน่นจนปลายนิ้วสั่น
"อ๊ะ...คุณ!"
เอมีเลียขมวดคิ้วสวยพร้อมกับทำหน้าเบ้ด้วยความเจ็บพยายามดึงมือกลับแต่พราวกลับเพิ่มแรงบีบพร้อมกับจิกเล็บแหลมที่บนผิวเนื้อเธออย่างตั้งใจ
"อย่าดิ้นสิคะ เดี๋ยวก็เจ็บหรอก" พราวยังคงพูดเสียงหวานแต่สายตาที่มองกลับแข็งกร้าวแสดงความเกลียดชังอย่างไม่ปิดบัง
เอมีเลียพยายามดึงมือออกจนสุดท้ายเธอก็สะบัดมือหลุดออกมาจนได้แต่แรงนั้นทำให้พราวที่เหลือบไปเห็นเพื่อนสนิทเดินเข้ามาใหม่เธอก็ทำท่าเสียหลักเซถลาเกือบจะล้มแคลที่กำลังเดินเข้ามารีบวิ่งเข้ามาช่วยเพื่อน มือเรียวผลักอกเอมีเลียเต็มแรงก่อนจะตวาดเสียงดังลั่น
"อย่ามาแตะต้องเพื่อนของฉันนะ!"
พราวที่วิ่งไปหลบหลังเพื่อนด้วยท่าทางหวาดกลัวดวงตาของเธอแดงก่ำน้ำเสียงสั่นเครือ เอ่ยห้ามเพื่อน
"เปล่าไม่เป็นไรจ้ะคุณเอมี่คงไม่ได้ตั้งใจ" ในขณะที่พูดพราวก็ยกมือขึ้นมาจับข้อมือตัวเองที่มีรอยแดงลึกเป็นทางยาวที่ดูก็รู้ว่าเกิดจากรอยเล็บ ซึ่งแท้จริงแล้วเกิดจากฝีมือตัวเองตอนที่อยู่ในจังหวะชุลมุนเมื่อสักครู่
แคลที่เหลือบไปเห็นข้อมือเพื่อนที่มีรอยเล็บจิกจนเลือดซึมเธอก็ตกใจ ตวัดสายตามองเอมีเลียด้วยความโกรธ
"นี่ไง เห็นไหมฉันบอกแล้วว่าเธอน่ะ มันตัวร้าย!! รู้ไหมว่าทำไมพี่คินถึงเกลียดเธอก็เพราะเธอมันนิสัยแบบนี้ไงชอบทำร้ายคนอื่น" เธอยังพูดออกมาเสียงแข็งอีกว่า
"จำเอาไว้เธอสู้เพื่อนของฉันไม่ได้เลยสักนิดเดียว ทั้งอ่อนโยน ทั้งน่ารัก พี่คินถึงได้เอ็นดู ส่วนเธอน่ะมันเสแสร้ง ปลอม!คอยดูเถอะฉันจะฟ้องพี่คิน"
พูดจบแคลก็สะบัดหน้าหนีจับมือเพื่อนสนิทเดินออกไป แต่ในตอนที่พวกเธอกำลังจะก้าวพ้นประตูพราวก็หันกลับมาส่งรอยยิ้มเย้ยหยันให้
ตอนนี้เอมีเลียก็ไม่ได้ยิ้มแล้วเช่นกัน สายตามองตามผู้หญิงสองคนที่เพิ่งเดินออกจากบ้านไป
'อย่างนี้นี่เองเอมีเลียถึงได้อารมณ์ขึ้นทุกทีเวลาที่เห็นผู้หญิงคนนี้'
ในตอนที่เอมีเลียหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องครัวก็ได้ยินเสียงเรียกจากป้าแววที่วิ่งมาหาเธอด้วยท่าทางตกใจ
"คุณเอมี่ เมื่อกี้ใช่คุณแคลหรือเปล่าคะ"
เอมี่ที่ได้ยินป้าแววเรียกเธอก็หันมาแล้วพยักหน้าให้ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยป้าไปเอาถือถุงอาหารสดเดินคุยกันไปในครัว"
"ค่ะ" เอมี่ตอบตามตรง
"หืม... แล้วมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า?" เพราะรู้ว่าทั้งน้องสาวของเจ้านายไม่ค่อยชอบขี้หน้าของคุณเอมีเลีย เจอกันทีไรก็มีเรื่องทุกที
"ไม่มีหรอกค่ะ ไหนดูสิ ป้าแววซื้ออะไรมาบ้าง?" เอมีเลียปฏิเสธพลางเปลี่ยนเรื่องคุยก่อนจะรื้อถุงที่มีทั้งผลไม้และอาหารสดจากนั้นเธอก็ช่วยป้าแววล้างทำความสะอาดก่อนจะทำอาหารต่อ
บรรยากาศในห้องแคสบทเงียบกริบราวกับเวลาหยุดเดินก่อนหน้านั้นพราวดาราดาวรุ่งที่กำลังมีกระแสมาแรงทำได้ดีเสียจนทีมงานพากันชื่นชมไม่หยุดปาก ผู้กำกับเชิดศักดิ์ยังเอ่ยชมด้วยความพอใจ และทุกคนพากันมั่นใจแล้วว่าบทของ 'คุณหญิงแม้นวาด' ใน 'รอยรักข้ามภพ' ตกเป็นของเธอแน่ ๆแต่พอเสียงเรียกชื่อของเอมีเลียซึ่งเป็นหมายเลขสุดท้ายดังขึ้นทุกคนก็หันไปจับจ้องทันที เธอก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่งแววตาเต็มไปด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ เมื่อเธอเริ่มเล่น เสียงพูดแผ่วเบาและแววตาเปี่ยมด้วยอารมณ์นั้นกลับกลืนเข้ากับบรรยากาศในฉากที่มีกลิ่นอายย้อนยุคคงไว้ซึ่งเป็นแนวพีเรียด ทุกประโยคทุกการขยับร่างกายทุกท่วงท่าล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดบทคุณหญิงแม้นวาดในอดีตที่เฝ้ารอคนรักที่ไม่มีวันสมหวัง เป็นการแสดงผ่านสายตาที่สื่อออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเงียบ....ทีมงานไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่น้อยบางคนถึงขั้นลืมหายใจเลยทีเดียว เพราะในวินาทีนั้นทุกคนต่างก็เห็นเงาร่างของประกายดาวผู้หญิงที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ตอนนี้เธอกลับมายืนอยู่ตรงหน้าผ่านร่างของเอมีเลียอย่างน่าขนลุก"พระเจ้า! เหมือนถูกประกายดาวเข้าสิงเลย" เสียงผู้ช่วยผู้กำกับ พูดอ
ป้าแววที่เดินตามเจ้าของบ้านเข้ามา พอเห็นสภาพของเขาเธอก็ร้องไห้ตาม ก่อนจะพูดในสิ่งที่เกิดขึ้น เธออยากให้เขารู้ว่าทำไมคนที่รักลูกอย่างเอมีเลียถึงสติหลุดออกจากบ้านไปไม่ยอมคุยกับเจ้าตัว“คุณคีรินป้าขอพูดตรง ๆ นะคะ อย่าหาว่าป้าแส่ไม่เข้าเรื่องเลยแต่ป้าก็อยากให้คุณรู้ไว้หากป้าพูดอะไรแล้วคุณไม่พอใจอยากไล่ป้าออกก็แล้วแต่คุณ” เพราะอยากให้เจ้าของบ้านหนุ่มรู้ความจริงเอาไว้บ้าง"ครับ ป้ามีอะไรจะพูดก็พูดเถอะ" เพราะคงไม่มีอะไรที่ทำให้เขาเสียใจมากกว่าลูกและเมียหนีออกจากบ้านไปแล้วล่ะ"คือ ก็ตั้งแต่ที่คุณแคลกับเพื่อนของเธอเข้ามาในบ้านครั้งก่อน หลังจากที่คุณเอมี่เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล ป้าเห็นมาตลอดว่าเธอก็อดทนเพราะรู้ว่าคุณแคลเป็นน้องสาวของคุณเธอไม่เคยเถียงอะไรออกมาเลยถึงจะโดนแซะโดนว่า คุณเอมี่ก็แค่ยิ้มรับทั้งที่คำพูดเหล่านั้นมันไม่น่าฟังเลยสักนิด" ป้าแววยังคิดว่าหากเป็นแต่ก่อนที่คุณเอมีเลียความจำเสื่อมคงมีตบกันไปแล้ว"จนมาถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่คุณเอริร้องไห้ คืนนั้นที่ป้าเอานมไปให้คุณเอมี่ ตัวของคุณเอริมีรอยหยิกตรงท้องแขน ป้าไม่อยากจะใส่ร้ายใคร แต่ป้ารู้อ
"เอริ... เอริเป็นอะไรลูก...หือออ ตัวร้อน!"เสียงสะอื้นเบา ๆ ของลูกน้อยที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้เอมีเลียสะดุ้งตื่น ฝ่ามือบางลูบเพื่อต้องการปลอบให้ลูกนอนแต่เพียงแค่สัมผัสเท่านั้นความร้อนผ่าวของเด็กตัวน้อยก็ทำเอาเธอตกใจไฟหัวเตียงถูกเปิดขึ้นทันที ใบหน้าของเด็กน้อยแดงก่ำกระสับกระส่าย ริมฝีปากเล็กขยับครางอยู่ตลอด เอมีเลียวางมือที่หน้าผากของลูกสาวความร้อนสูงจนน่ากลัว เธอรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำเอาผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดเนื้อตัวเพื่อระบายความร้อนก่อนจะรีบอุ้ม ลูกไว้แนบอกน้ำตาร่วงเผาะบนแก้มเล็กโดยไม่รู้ตัว"ไม่เป็นไรนะลูกเดี๋ยวแม่จะพาไปหาหมอ" เธอพูดเสียงสั่นก่อนจะรีบคว้าเสื้อคลุมหยิบกระเป๋าและของใช้ส่วนตัวใส่เข้าไปในนั้นแล้วพาเอริออกจากบ้านทันทีโดยไม่คิดจะบอกใครเพราะความโกรธความน้อยใจและความผิดหวังที่มันยังค้างคาเมื่อมาถึงโรงพยาบาล เพียงแค่บอกว่าเด็กน้อยมีไข้สูงเจ้าหน้าที่ก็รีบพาเข้าไปยังห้องฉุกเฉินทันทีเธอวิ่งตามตัว หวาดกลัวจนตัวสั่น แต่ก็ถูกพยาบาลดักเอาไว้หน้าห้องฉุกเฉินทำให้เธอได้แต่เดินกระสับกระส่ายอยู่หน้าห้องเธอยกมือกอดอกแน่นเล็บจิกเข้าไปในเนื้อด้วยเครี
ผลั๊กกก!!"เธอทำอะไรลูกสาวฉัน!" เสียงของเอมีเลียตวาดลั่นก่อนที่เธอจะพุ่งเข้าไปผลักพราวจนล้มกระแทกพื้นแล้วเข้าไปอุ้มลูกสาวเข้ามากอดเอาไว้แน่น น้องเอริผวาเมื่อเห็นแม่ก็กอดคอคนเป็นแม่แน่นร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดังจนตัวสั่น มือเล็ก ๆ กำเสื้อคลุมของแม่เอาไว้ไม่ยอมปล่อยเป็นจังหวะเดียวกันกับที่คีรินก้าวเข้ามาพอดีน้ำเสียงของเขาเคร่งเครียด"เกิดอะไรขึ้น!"เขารีบพุ่งเข้ามาเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ภรรยาในชุดคลุมเปียกชื้นกำลังอุ้มลูกสาวที่ยังร้องไห้จ้าไม่หยุดข้างล่างมีพราวนั่งอยู่กับที่ใบหน้าขาวซีดมือจับข้อเท้าแสดงอาการเจ็บปวด“ฮึก! พี่คิน...” เสียงของพราวสั่นเครือพร้อมน้ำตาที่คลอหน่วย “พราว...พราวแค่อยากอุ้มน้องเองค่ะแต่น้องร้องขึ้นมาแล้วคุณเอมี่ก็วิ่งเข้ามาผลัก พราวไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ พราวแค่อยากอุ้มหลาน”เสียงสะอื้นกับใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกเพราะความเจ็บทำให้คีรินรีบเข้าไปช่วยพยุงอีกฝ่ายขึ้นมา สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เขาที่กำลังโกรธกับเรื่องข่าวคู่จิ้นของเอมีเลียและตอนที่เห็นภาพตรงหน้าเหมือนกับตอกย้ำ
หลังจากที่ถ่ายทำเสร็จไปซีนนึง คีรินกับเอมีเลียกำลังกินข้าวอยู่หน้ารถบ้านระหว่างพักกอง ตอนนั้นเองเสียงร้องไห้ของลูกสาวก็ดังขึ้นจากด้านใน พี่เลี้ยงที่อยู่ไม่ไกลรีบลุกขึ้นจะเข้าไปอุ้ม แต่คีรินที่เพิ่งตักข้าวใส่ปากรีบวางช้อนแล้วลุกพรวดก่อนใคร“ไม่เป็นไร ผมจัดการเอง”ไม่นานเสียงร้องไห้ของน้องเอริก็เงียบลงเพียงแค่เขาอุ้มเท่านั้น เอมีเลียมองภาพนั้นเงียบ ๆ ใบหน้าของเขาอ่อนโยนลงมาก เห็นได้ชัดว่าเขารักลูกขนาดไหนเธอเผลอยิ้มออกมาพลางคิดในใจ 'หากเป็นแบบนี้แล้วเขาจะยังหย่ากับเธออยู่รึเปล่า'ในขณะที่ชีวิตครอบครัวกำลังเริ่มต้นขึ้น เอมีเลียในฐานะนักแสดงก็เปล่งประกายเจิดจรัสยิ่งกว่าเดิม หลังจากผลงานเรื่องล่าสุดถูกเผยแพร่ออกไป ทุกคนในวงการต่างพูดถึงเธอไม่หยุดทั้งชื่นชม ทั้งแปลกใจเพราะนางร้ายในอดตีตอนนี้กลับเป็นดารานางเอกแถวหน้าเพียงแค่แสดงเรื่องแรกก็ทำเอาผู้คนลบภาพร้าย ๆ ของเธอไปได้ชื่อของเอมีเลียกลับมาอยู่บนบิลบอร์ดอีกครั้ง พร้อมคำเชิญชวนจากผู้จัดหลายค่ายและในที่สุดเธอก็ได้รับบทนางเอกเรื่องใหม่ต่อเนื่องไม่เพียงแต่มีพีต้า ผู้จัดการคนปัจจุบันที่คอยดูแลงา
ขณะอยู่บนรถที่มุ่งหน้าไปโรงพยาบาล คีรินเอาแต่นั่งกุมมือของเอมีเลียไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เขาพยายามพูดปลอบเธอทั้งน้ำเสียงสั่น ๆ“อย่าเพิ่งเบ่งนะคนเก่ง เก็บแรงไว้ก่อน เดี๋ยวถึงโรงพยาบาลแล้วค่อยเบ่ง เข้าใจไหม”เอมีเลียพยักหน้าเหงื่อผุดเต็มขมับ ความเจ็บจุกแน่นแล่นขึ้นมาจนเธอต้องขบริมฝีปากแน่น แต่พอเหลือบเห็นสีหน้าของคีรินที่กลั้นหายใจตาม แถมหน้าเริ่มขึ้นสีเหมือนเป็นคนเจ็บเอง เธอก็หลุดหัวเราะทั้งน้ำตาก่อนจะฮึบเอาไว้เพราะกลัวว่าลูกจะหลุดออกมาซะก่อน“คุณคีริน อย่ากลั้นเองสิคะ เดี๋ยวเป็นลมก่อนฉันคลอดพอดี”“เอมี่” เขาเรียกชื่อเธอเสียงสั่น“หืม คะ?” เธอหันมามองทั้งที่ยังขมวดคิ้วด้วยความเจ็บ“แทนตัวว่า ‘เอมี่’ ได้ไหม”“อื้มม...นี่มันใช่เวลามั้ยเนี่ย ตอนนี้ปวดจะตายอยู่แล้วนะคะ!”“ไม่! อย่าพูดอย่างงั้นสิ เธอต้องไม่เป็นอะไร” เสียงทุ้มพร่าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาบีบมือเธอแน่นขึ้นราวกับจะส่งแรงทั้งหมดที่มีให้ เขาไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว ต่อไปนี้สัญญาจะทำดีกับเธอให้มากกว่านี้ เขายอมรับแล้วว่าขาดเธอไม่ได้จริง ๆ
“ครับ…แล้ว เอ่อ...ช่างเถอะ ป้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ” คีรินอยากจะถามป้าแววเรื่องอาการคนท้องแต่ปากหนักพูดไม่ออกพอป้าแววออกไป ร่างสูงก็ลุกออกมาจากเก้าอี้เขาเดินมาหยุดที่หน้าต่างตาคมมองไปที่สวนกุหลาบพลางคิดว่าเรื่องสาวใช้พวกนั้นเขาไม่น่าใจร้อนไล่พวกเธอออกไปเลยน่าจะให้อยู่กลั่นแกล้งผู้ห
คีรินเดินหน้าตึงเข้ามาในห้องครัวเพื่อตามหาป้าแววแม่บ้านเก่าแก่ เพราะเขาเองก็อยากจะต่อว่าเธอเล็กน้อยว่าทำไมถึงปล่อยปละละเลยคนรับใช้จนอยู่กันเละเทะได้ขนาดนี้ แต่ในตอนที่เลี้ยวเข้ามาเขาก็ต้องชะงักกับภาพตรงหน้าภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ในครัว ภาพด้านข้างของผู้หญิงคนนั้นที่กำลังตั
"ประกายดาว!""ห๊ะ...ใครนะครับ" ผู้ช่วยหนุ่มที่ได้ยินเสียงเจ้านายแว่ว ๆ ก็ถามขึ้นทำให้คีรินพึ่งรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไปในตอนที่เขามองจุดนั้นจนคอแทบเคล็ดก็หันมามองสบตากับลูกน้องที่มองกันผ่านกระจก"ไม่มีอะไร รีบเถอะเดี๋ยวไม่ทัน" คีรินบอกลูกน้องก่อนจะยกมือขึ้น
"อีแวว นั่นใช่คุณเอมี่จริง ๆ เหรอวะ!" ลุงมั่นสามีป้าแววพูดขึ้นหลังจากที่มองภรรยาเจ้าของบ้านเดินขึ้นไปบนห้อง"เออ ก็จริงสิวะ" ป้าแววพูดออกไปพร้อมกับยกมือขึ้นลูบแขนไปด้วย ที่ตามั่นถามนั้นก็ไม่ใช่ว่าเพราะอะไร ก็มันคงตกใจน่ะสิ เมื่อเห็นผู้หญิงคนนั้นเข้ามาทักเธอก่อน อย่าว่าแต่ผัวเธอตกใจเล







![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)