Masukเมื่อพ่อจางง้างมือที่กำไม้ขึ้นเพื่อจะตีเต็มแรงเพื่อคลายความโกรธในใจ จางเหม่ยไม่รอช้า เธอยกมือขึ้นจับไม้ไว้แน่น แล้วบิดมันด้วยเทคนิคพิเศษจนคนจับไม้อยู่จำต้องปล่อยไม้นั่นลงทันใดเพราะความเจ็บปวดที่ข้อมือ การกระทำนี้สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในครอบครัว จางเหม่ยไม่ได้แสดงความกลัวหรือหวาดหวั่นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เธอมองตรงไปที่พ่อของเธอด้วยสายตาแน่วแน่
“ลูกจะไม่ยอมถูกตีแบบไร้เหตุผลหรอกค่ะ” จางเหม่ย
กล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มข้นและหนักแน่น สายตาเด็ดเดี่ยวนี้สบเข้ากับผู้ชายที่เส้นผมเริ่มเปลี่ยนจากดำเป็นขาวแล้วคุณพ่อจางไม่เคยถูกขัดขืนเช่นนี้มาก่อน หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาขบฟันแน่นก่อนจะตะคอกกลับ “ถ้าแกคิดจะต่อต้าน เดือนนี้คูปองอาหารของแก ฉันจะยึดเสียให้หมด!”
จางเหม่ยหรี่ตาลงอย่างพินิจพิจารณา คำพูดของพ่อทำให้เธอรื้อฟื้นความทรงจำจากร่างเดิมขึ้นมาได้ คุณพ่อจาง นอกจากจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่มีหน้าที่จัดสรรคูปองอาหารและสินค้าต่างๆ ให้กับครอบครัวในหมู่บ้านแล้ว เขายังมีอิทธิพลสูงในเรื่องการแจกจ่ายทรัพยากรต่างๆ การยึดคูปองอาหารถือเป็นการลงโทษที่รุนแรง เพราะมันหมายถึงการกีดกันจางเหม่ยออกจากสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต
แต่จางเหม่ยในตอนนี้ไม่ได้หวั่นไหวอย่างเดียวกับจางเหม่ยคนก่อน เธอจ้องมองพ่อของเธอด้วยความสงบนิ่ง ในแววตามีความเข้มแข็งอย่างไม่เคยมีมาก่อน
“ผู้นำหมู่บ้านที่ยุติธรรมไม่ควรใช้ตำแหน่งและอำนาจของตนมากดขี่ข่มเหงลูกบ้านของตนเช่นนี้ คุณพ่อคิดจะใช้อำนาจเพื่อยึดคูปองอาหารจากลูกสาวที่บริสุทธิ์อย่างนั้นหรือ?”
จางเหม่ยตอบโต้ไปด้วยความมั่นใจ เธอรู้ดีว่าการปกป้องสิทธิ์ของตนเองไม่ใช่เรื่องผิด และในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน คุณพ่อจางควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ความยุติธรรม ไม่ใช่ใช้อำนาจเพื่อกดขี่ผู้อ่อนแอ
พ่อจางที่ถูกลูกสาวตอกกลับอย่างไม่คาดคิดนิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขาไม่เคยถูกท้าทายเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะจากลูกสาวที่เคยอ่อนแอและยอมแพ้ง่าย
...เขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจคาดเดาได้จากดวงตาของเธอ
แววตาของพ่อจางในตอนนี้เต็มไปด้วยความเยาะเย้ย เขาหัวเราะเสียงดัง พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นแต่แฝงด้วยอำนาจ
“ในบ้านนี้ ใครจะกล้าพูดว่าข้าไม่แบ่งคูปองอาหารให้? เรื่องภายในครอบครัวจะไปฟ้องร้องที่ไหน ใครจะสนใจ? แถมคนในบ้านนี้ก็ไม่มีใครจะมาเป็นพยานให้แกหรอก”
จางเหม่ยมองไปรอบๆ เห็นทุกคนในครอบครัวต่างหลบสายตาเธอ แววตาของพ่อเต็มไปด้วยความท้าทาย สายตาของแม่ที่ไร้ความสนใจ พี่ชายใหญ่จางเจียเองก็หันหน้าหนี ไม่ต้องการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์นี้แม้แต่น้อย ส่วนพี่สาม จางจวน ที่ทำทีเป็นห่วงน้องสาวกลับรีบก้าวเข้ามา ทำท่าทางเป็นคนดีที่รักและหวังดีต่อจางเหม่ยต่อหน้าพ่อจาง
“น้องเหม่ย อย่าโกหกอีกเลย ยอมรับเถอะว่าทำผิดแล้วก็ขอโทษพ่อเสีย คุณพ่อเป็นคนยุติธรรมไม่เคยเกลียดพวกเราหรอก คุณพ่อพร้อมให้อภัยเราเสมอ”
จางจวนพูดด้วยน้ำเสียงหวานลื่น แต่ในคำพูดนั้นมีความร้ายกาจซ่อนอยู่ เธอพยายามสร้างภาพว่าตนเองเป็นพี่สาวที่ดี มีความเมตตา แต่ทุกถ้อยคำที่ออกจากปากกลับเป็นการโยนความผิดทั้งหมดไปให้จางเหม่ย
จางเหม่ยที่มีจิตวิญญาณของสายลับอยู่ภายในมองดูภาพตรงหน้านี้ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ความเจ็บปวดที่จางเหม่ยคนเก่าเคยรู้สึก ตอนนี้จางเหม่ยคนใหม่มีแต่ความสงสารและสมเพชตัวของร่างนี้เอง พี่สาวที่เก่งแต่แสร้งทำดีต่อหน้าพ่อเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง พ่อที่ใช้อำนาจในบ้านอย่างไร้ความยุติธรรม และครอบครัวที่พร้อมจะละเลยเธอในทุกๆ เรื่อง
แม้จางจวนจะพยายามทำให้ตนดูดีแค่ไหน แต่จางเหม่ยที่มองทะลุถึงเบื้องลึกของทุกคนก็เพียงยิ้มเบาๆ เธอรู้ดีว่าไม่มีใครในบ้านนี้ที่อยู่ข้างเธอ ไม่มีใครที่จะยืนหยัดปกป้องความยุติธรรมที่แท้จริง แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่คิดจะยอมแพ้ ไม่คิดจะปล่อยให้พวกเขากดขี่เธอได้ง่ายๆ เช่นกัน
“พี่สาม พี่พูดถูก คุณพ่อเป็นคนยุติธรรมจริงแท้ แต่ความยุติธรรมนั้นควรเป็นสิ่งที่ทุกคนในบ้านได้รับ ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดสวยหรูที่พี่พูด” จางเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง สายตาของเธอจ้องไปที่พ่อของเธอ พูดเสริมต่อไป “ฉันจะไม่ยอมรับความผิดที่ฉันไม่ได้ทำ หากพี่สามอยากช่วยฉันจริงพี่มาถูกลงโทษแทนฉันสิ”
...
ในขณะที่บรรยากาศในบ้านยังคงตึงเครียด เสียงตะโกนดังมาจากด้านนอกก็ดึงความสนใจของทุกคนไป
"พี่จาง! พี่จาง!"
เสียงนั้นฟังดูรีบร้อนและสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด จางเจีย พี่ชายคนโตสุด เดินไปเปิดประตู พบว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนอันธพาลของเขาที่วิ่งหน้าตื่นมาหยุดตรงหน้า ท่าทางลนลานอย่างไม่ปิดบัง
"อาห่วย! อาห่วย ถูกคนแทงตายที่บ้านของพวกเราแล้ว!"
เพื่อนอันธพาลคนนั้นพูดด้วยเสียงสะอื้น จางเจียยืนชะงัก ความตกตะลึงแล่นเข้าสู่หัวใจของเขาในทันที
สิ้นคำรายงานนั้น บ้านสกุลจางก็เงียบสนิท ทุกคนหยุดนิ่งราวกับเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ สายตาทุกคู่ที่อยู่ในบ้านต่างพุ่งตรงมาที่จางเหม่ยพร้อมกัน ราวกับสิ่งที่พวกเขาเคลือบแคลงใจมาโดยตลอดถูกเปิดเผยออกมาโดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดเพิ่มเติม ความหวาดหวั่นเริ่มปกคลุมภายในจิตใจของทุกคนโดยเฉพาะแม่จางและจางจวน ผู้ที่รู้ถึงแผนการในคืนก่อนหน้านี้เป็นอย่างดี
จางเหม่ยยังคงยืนนิ่ง เธอไม่แสดงท่าทีอะไรต่อสายตาที่จับจ้องมา ไม่มีร่องรอยความหวาดกลัวหรือความกังวลใดบนใบหน้า ราวกับว่าคำประกาศนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเธอแม้แต่น้อย สายตาของเธอยังคงแน่วแน่และเยือกเย็น
แม่จางมองลูกสาวคนสุดท้องด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความหวาดระแวง ขณะที่จางจวนพี่สามค่อยๆ ถอยห่างออกไปเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว ส่วนพ่อจางที่เคยคิดว่าจะลงโทษจางเหม่ย ตอนนี้กลับรู้สึกชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อดี
บรรยากาศในบ้านที่เคยเต็มไปด้วยเสียงตะโกนโวยวายกลับกลายเป็นความเงียบงันที่ให้รู้สึกไม่สบายใจ...
บทส่งท้ายหลังจากนั้นไม่ถึงเดือน เหม่ยและเว่ยเจียตัดสินใจที่จะกลับไปที่บ้านหลี่ในเมืองจ้านเจียงเพื่อให้เหม่ยได้คลอดลูกที่นั่น เว่ยเจียต้องการอยู่เคียงข้างเธอและดูแลอย่างใกล้ชิด เขาต้องกลับไปรับยศพันโทใหม่ในค่ายทหารใกล้ๆ จึงคิดว่าเป็นการดีที่จะกลับไปเยี่ยมครอบครัวไปด้วยเมื่อรถของพวกเขาจอดลงหน้าบ้านหลี่ เหม่ยรู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย แม้เธอจะพยายามเตรียมใจมาแล้ว แต่ความทรงจำที่ผ่านมาก็ยังทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจนัก เมื่อพวกเขาลงจากรถ เธอก็เห็นแม่หลี่ พี่สาวฉิงอี้ และน้องสาวยืนรออยู่หน้าบ้าน แต่พวกเธอไม่กล้าสบตาเหม่ยโดยตรง แววตาของพวกเธอแสดงถึงความระมัดระวังและรู้สึกผิดอยู่ลึกๆแม่หลี่เป็นคนแรกที่พูดขึ้น “เอ่อ... เหม่ย ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะจ๊ะ” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเหม่ยพยักหน้าเบาๆ และยิ้มอ่อนให้โดยไม่ได้พูดอะไรมาก เธอรู้สึกถึงความไม่เต็มใจของครอบครัวหลี่ที่จะต้อนรับเธอกลับมา แต่พวกเขาจำต้องพูดขอโทษเพราะได้คุยกับเว่ยเจียมาก่อนหน้านี้พี่สาวฉิงอี้สังเกตเห็นเหม่ยสวมเสื้อผ้าสวยงามและเครื่องประดับหลายชิ้น “ดูเหมือนคนรวยจริงๆ” เธอพึมพำเบาๆ ให้แม่และน้องสาวได้ยินแม่
เหม่ยมองเขาด้วยความประหลาดใจ "แล้วพวกเขายอมเหรอคะ?"เว่ยเจียยิ้ม "ไม่ยอมง่ายๆ หรอกครับ แต่ผมจัดการเรื่องนี้ได้ ไม่ต้องห่วง"พวกเขานั่งคุยกันต่อ เว่ยเจียเล่าถึงเรื่องของจางจวนที่เหม่ยได้เตือนไว้ในจดหมาย "คุณพูดถูกทุกอย่าง จางจวนขโมยของไปหลายอย่าง ผมให้คนตามจับตัวเขาเข้าคุกไปแล้ว แม้ว่าของที่ขโมยไปจะไม่ได้คืนเพราะถูกขายไปหมดแล้ว แต่ผมขอบคุณคุณมากนะ แม้ว่าทางบ้านผมจะทำเรื่องไม่ดีกับคุณ แต่คุณก็ยังคิดจะช่วยพวกเขา"เหม่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน "ฉันแค่อยากให้คุณปลอดภัย ฉันรู้ว่าคุณรักครอบครัวของคุณมาก ฉันก็เลยทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเขาไม่ต้องเดือดร้อน"เว่ยเจียยิ้มและพูดขึ้นอย่างจริงใจ "ของที่หายไปก็ให้เป็นบทเรียนกับแม่และพี่ๆ นั่นแหละ ผมเชื่อว่าพวกเขาคงได้เรียนรู้จากเรื่องนี้มากพอสมควร"ความเข้าใจและความรักระหว่างพวกเขากลับคืนมาอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านม่านหน้าต่างให้ห้องนอนของเหม่ยดูอบอุ่นและเป็นส่วนตัว เว่ยเจียจ้องมองเหม่ยด้วยแววตาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น เหม่ยเองก็จ้องมองกลับด้วยสายตาที่ไม่ต่างกัน ทั้งสองต่างรู้สึกถ
“ไม่สำคัญว่าคุณมาช้าไหมขอแค่คุณมาก็พอแล้วค่ะ ฉันและลูกน้อยรอคุณเสมอ...”ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปากของเหม่ย เว่ยเจียรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน เขาตกใจจนพูดไม่ออก เขารู้ทันทีว่าภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ข่าวนี้ ความรู้สึกหลากหลายไหลท่วมท้นเข้าไปในใจของเขา ทั้งความดีใจ ความรู้สึกผิด และความซาบซึ้งจนมันกลั่นเป็นน้ำตาของลูกผู้ชายชาติทหาร น้ำตาที่ไม่ได้ไหลออกมานานแล้ว แต่ตอนนี้มันกลับกลั่นจากหัวใจของเขาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เว่ยเจียคิดย้อนไปถึงเวลาที่เขาอยู่ในสนามรบ เขาทำเพื่อชาติ ทุ่มเททุกอย่างเพื่อหน้าที่โดยไม่คิดถึงชีวิตของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน เหม่ย ภรรยาที่เขารักก็ทำเพื่อครอบครัวของเขาเช่นกัน เธอต้องอดทนกับครอบครัวของเขา เผชิญหน้ากับความยากลำบากและความอึดอัดใจ รวมทั้งต้องหนีออกจากบ้านที่เธอเคยอยู่เพื่อปกป้องลูกในครรภ์ และเดินทางข้ามเมืองมาอย่างลำบากความรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งทำให้เว่ยเจียรู้สึกเหมือนถูกทับทมด้วยหินหนัก เขาไม่สามารถยืนได้อีกต่อไป ขาของเขาอ่อนแรงจนต้องคุกเข่าลงตรงหน้าภรรยา น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของเขาอย่างไม่อาจห้าม เหม่ยมองสามีที่ค
25วันนี้ที่รอคอย...หลี่เหม่ยเดินทางมาเมืองเซินเจิ้นหลังจากออกมาจากบ้านหลี่แล้ว เพราะเธอรู้ว่าเมืองที่ติดชายทะเลนี้จะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลจีนจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ที่นี่จะมีการกำหนดนโยบายพิเศษต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุน เช่น การลดภาษีและข้อบังคับที่ผ่อนคลายมากขึ้นเหม่ยรู้ว่าเมืองเซินเจิ้นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในขณะนี้ แต่เธอมีความรู้และวิสัยทัศน์ว่าเมืองนี้จะเจริญรุ่งเรืองในอนาคต เธอจึงรีบเดินทางมาก่อนที่รัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะต้องการมาดูลาดราวและศึกษาพื้นที่ทำมาหากิน เธอใช้เวลาช่วงแรก ๆ ในการทำเรื่องขอเช่าบ้านและร้านค้าในพื้นที่ที่ยังไม่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ ทำให้สามารถเช่าได้ในราคาที่ถูก นอกจากนี้ เธอยังได้เลือกทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดก่อนใคร พร้อมเจรจาธุรกิจกับคนในท้องถิ่นที่ผลิตวัตถุดิบที่เธอต้องการ และเจรจาเชื่อมสัมพันธ์กับโรงงานเล็ก ๆ บางแห่งที่รัฐเริ่มปล่อยให้ชาวเมืองดูแลเองเธอเริ่มสำรวจพื้นที่รอบ ๆ และพบว่ามีร้านค้าเล็ก ๆ และบ้านเก่าหลายหลังที่เจ้าของ
24ความจริงที่เจ็บปวดหลายเดือนผ่านไป ในที่สุดสงครามก็สิ้นสุดลง เสียงปืนใหญ่และเสียงระเบิดเงียบสงบ ปล่อยให้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิเริ่มแต่งแต้มท้องฟ้าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เว่ยเจียยืนมองทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองจ้านเจียงจากหน้าต่างรถขบวนทหารที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน ความรู้สึกอบอุ่นและความตื่นเต้นพุ่งพล่านในใจของเขาเมื่อคิดถึงการได้กลับไปพบกับเหม่ย ภรรยาสุดที่รักของเขาใจของเว่ยเจียคะนึงหาเหม่ยมากเหลือเกิน เขาจินตนาการถึงรอยยิ้มหวานๆ ของเธอที่เขาคิดถึงตลอดเวลาที่อยู่ในสนามรบ เธอเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตของเขา เป็นคนที่ทำให้เขารู้สึกมีความหวังและมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อกลับมาอยู่กับเธออีกครั้ง ในระหว่างที่เขารับหน้าที่เป็นพันตรีในสนามรบ เสื้อกันกระสุนที่เหม่ยมอบให้เขาก็ได้ช่วยชีวิตเขาหลายครั้ง หากไม่มีเสื้อเกราะกันกระสุนของเธอ เขาอาจจะตายไปแล้ว ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณเหม่ยมากขึ้นกว่าเดิม"เหม่ยจะรู้สึกอย่างไรนะ เมื่อเห็นฉันกลับมาโดยไม่แจ้งข่าวล่วงหน้า?" เว่ยเจียคิดในใจด้วยความคาดหวังเขาหลับตาลงสักครู่เพื่อจินตนาการถึงภาพของเหม่ยที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน
“เหม่ย หยุดก่อน! ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”แม้เหม่ยจะรู้สึกไม่ดีแต่ก็ยอมหันกลับมายืนรอฟังสิ่งที่แม่สามีอยากพูดด้วย“ฉันสงสัยว่าหล่อนขโมยเครื่องประดับของฉันไป...” แม่หลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความสงสัยและความโกรธ “เครื่องประดับของฉันหายไปหลายชิ้นในช่วงนี้ และจางจวนบอกว่าเห็นเธอออกมาจากห้องทำงานของฉันตอนดึกๆ หลายครั้ง”เหม่ยตกใจเล็กเล็กน้อยกับเรื่องที่ได้ยิน ร่างกายรู้สึกอ่อนแรงมากขึ้นแต่พยายามรักษาสีหน้าให้คงที่“ฉันไม่เคยเข้าไปในห้องทำงานของคุณเลยค่ะ แม่หลี่”“อย่ามาปฏิเสธเลย” ฉิงอี้พูดเสริม “จางจวนมีหลักฐาน เธอทำผ้าเช็ดหน้าตกไว้ในห้องทำงานของแม่หลี่เมื่อคืนนั้นเอง”จางจวนยิ้มเยาะ ยื่นผ้าเช็ดหน้าที่มีคนเห็นว่าเหม่ยใช้เป็นประจำปักอยู่ขึ้นมาให้ดู “นี่คือผ้าเช็ดหน้าของคุณ ใช่ไหมคะ?”เหม่ยพยายามจะหาคำอธิบาย แต่รู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนแรงและเหนื่อยมากเกินไปที่จะพูดอะไรออกมาได้“ใช่... แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันเข้าไปขโมยอะไร อาจเป็นเธอเองที่ใส่ร้ายฉันก็ได้”“หน้าซีดเชียวนะ ดูเหมือนเธอจะกลัวที่พวกเราจับได้สินะ”แม่หลี่กล่าวอย่างเย็นชา “เธอคิดว่าจะโกหกและทำให้หลงเชื่อคำพูดปากเปล่าของเธอง







