LOGINจางเจียที่ได้ยินข่าวร้ายรีบออกจากบ้านไปพร้อมกับเพื่อนอันธพาลของเขา ก่อนจะก้าวออกไปพ้นประตู เขาหันมามองจางเหม่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย แม้เขาจะไม่พูดอะไร แต่ความไม่แน่ใจที่ปะทุขึ้นในใจของเขาชัดเจนจนมองเห็นได้ในแววตา เขาเริ่มคิดว่าอาจมีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการตายของอาห่วย และจางเหม่ยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ภายในบ้าน สายตาของทุกคนต่างหันมาที่จางเหม่ยด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แม่จางและจางจวนพี่สาวคนที่สามของเธอ ทั้งสองรู้ดีว่าจางเหม่ยคือคนที่พวกเธอส่งไปให้กับอาห่วยเมื่อคืนนี้ พวกเธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจางเหม่ย ผู้หญิงรูปร่างผอมบางและขี้โรค จะสามารถทำอะไรได้มากกว่าการดิ้นรนพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์นั้นแต่ไม่น่าจะสามารถเอาชนะผู้ชายที่กำลังมากกว่าได้ อีกทั้งยังถึงแก่ความตายเลยด้วย
จางจวนผู้มีพยายามหาอะไรที่น่าจะทำให้ตัวเองดูดีในสายตาพ่อพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว "หรือว่าแกจะเป็นคนฆ่าอาห่วย?" เธอถามพลางก้าวออกไปให้ไกลจางเหม่ย แต่ในน้ำเสียงของเธอมีความกลัวและหวั่นใจเจือปนอยู่
จางเหม่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "ฉันไม่ได้ทำอย่างนั้น พี่มีหลักฐานหรือถึงได้เอาแต่บอกว่าฉันต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ได้"
คำตอบที่สงบนิ่งของจางเหม่ยทำให้จางจวนหยุดชะงัก เธอเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ แต่ยังพยายามกดดันต่อ "เรื่องนั้น..."
ก่อนที่จางจวนจะพูดจบประโยค จางเหม่ยหันไปมองพ่อจางก่อนที่จะบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบแม้เนื้อความจะเต็มไปด้วยความกดดันก็ตาม
"ถ้ามีข่าวว่าลูกเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แพร่ไปทั่วหมู่บ้าน มันจะส่งผลต่อชื่อเสียงของหัวหน้าหมู่บ้านอย่างคุณพ่อไหมคะ ?"
พ่อจางที่กำลังครุ่นคิดอยู่หันมามองจางเหม่ยอย่างจริงจัง เขารู้ดีว่าเรื่องชื่อเสียงเป็นสิ่งที่เขาหวงแหนที่สุด หากมีข่าวเช่นนั้นจริง ๆ มันคงสร้างความเสียหายให้กับเขาและหน้าที่การงานไม่น้อย
"ถ้าอย่างนั้น ให้คนไปถามป้าหยางที่ลูกบอกตอนนี้เลยสิ ว่าลูกไปอยู่กับนางที่ลำธารช่วงเช้านั้น" จางเหม่ยเสนออย่างมั่นใจ
พ่อจางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย เขาหายไปถามความจริง เมื่อได้รับการยืนยันจากป้าหยางว่าจางเหม่ย
อยู่กับเธอในช่วงเวลานั้นจริง ๆ ความเครียดและความกดดันในบ้านก็เริ่มคลี่คลายลง พ่อจางไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าจางเหม่ยเกี่ยวข้องกับการตายของอาห่วย แม้เขาจะยังไม่พอใจที่จางเหม่ยไม่ได้ทำอาหารเช้าและทำให้เขาต้องไปทำงานสาย แต่เขาก็รู้ว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เขาเองจะต้องเสียชื่อเสียงอย่างแน่นอนตามจริงแล้วการที่จางเหม่ยอยู่ที่ลำธารตอนเช้าไม่ได้ยืนยันได้ทีเดียวหรอกว่าเธอจะไม่ใช่เป็นคนฆ่าซึ่งหากพวกเขาคิดมากเสียหน่อยก็คงเข้าใจจุดนี้ดี แต่ก็นั่นแหละพ่อจางนั้นต้องเลือกเชื่อในสิ่งที่ตนอยากเชื่ออยู่แล้ว
“เพื่อความปลอดภัยของฉันและสกุลเรา แกขังตัวเองอยู่ในห้องจนกว่าข่าวเรื่องนี้จะซาลงและมั่นใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก เข้าใจไหม?”
จางเหม่ยยืนนิ่งรับคำสั่งโดยไม่แสดงอาการใด ความสงบที่เธอแสดงออกนั้นยิ่งทำให้คนในบ้านรู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่มีใครกล้าโต้เถียงอีก
หลังจากที่พ่อจางสั่งเสร็จ เขาก็รีบออกจากบ้านทันทีเพื่อจัดการกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นคนลงมือฆ่าอาห่วย เพราะในใจลึก ๆ ของเขากลัวว่าความจริงอาจจะเป็นอย่างที่เขาคิด และนั่นอาจทำลายชื่อเสียงของเขาในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน
เช่นนั้นแล้วสู้ยอมปิดตาก่อน แล้วไว้ไปจัดการนังลูกไม่รักดีในบ้านทีหลังดีกว่า
เมื่อพ่อจางออกไปแล้ว บรรยากาศในบ้านก็เงียบงันชั่วครู่ ก่อนที่คุณแม่จางและจางจวนจะสบตากันและรีบเดินตรงไปหาจางเหม่ย
"แกเป็นคนทำใช่ไหม?" คุณแม่จางถามเสียงเบาแต่แฝงไปด้วยความกดดัน สายตาของเธอจ้องจางเหม่ยอย่างจับผิด
"ฉันไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น" จางเหม่ยตอบกลับอย่างเรียบเฉย
จางจวนที่ยืนอยู่ข้างแม่รีบเสริมด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น "อย่ามาโกหก เรารู้ว่าเมื่อคืนเธอไปที่บ้านนั้น !"
บทส่งท้ายหลังจากนั้นไม่ถึงเดือน เหม่ยและเว่ยเจียตัดสินใจที่จะกลับไปที่บ้านหลี่ในเมืองจ้านเจียงเพื่อให้เหม่ยได้คลอดลูกที่นั่น เว่ยเจียต้องการอยู่เคียงข้างเธอและดูแลอย่างใกล้ชิด เขาต้องกลับไปรับยศพันโทใหม่ในค่ายทหารใกล้ๆ จึงคิดว่าเป็นการดีที่จะกลับไปเยี่ยมครอบครัวไปด้วยเมื่อรถของพวกเขาจอดลงหน้าบ้านหลี่ เหม่ยรู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย แม้เธอจะพยายามเตรียมใจมาแล้ว แต่ความทรงจำที่ผ่านมาก็ยังทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจนัก เมื่อพวกเขาลงจากรถ เธอก็เห็นแม่หลี่ พี่สาวฉิงอี้ และน้องสาวยืนรออยู่หน้าบ้าน แต่พวกเธอไม่กล้าสบตาเหม่ยโดยตรง แววตาของพวกเธอแสดงถึงความระมัดระวังและรู้สึกผิดอยู่ลึกๆแม่หลี่เป็นคนแรกที่พูดขึ้น “เอ่อ... เหม่ย ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะจ๊ะ” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเหม่ยพยักหน้าเบาๆ และยิ้มอ่อนให้โดยไม่ได้พูดอะไรมาก เธอรู้สึกถึงความไม่เต็มใจของครอบครัวหลี่ที่จะต้อนรับเธอกลับมา แต่พวกเขาจำต้องพูดขอโทษเพราะได้คุยกับเว่ยเจียมาก่อนหน้านี้พี่สาวฉิงอี้สังเกตเห็นเหม่ยสวมเสื้อผ้าสวยงามและเครื่องประดับหลายชิ้น “ดูเหมือนคนรวยจริงๆ” เธอพึมพำเบาๆ ให้แม่และน้องสาวได้ยินแม่
เหม่ยมองเขาด้วยความประหลาดใจ "แล้วพวกเขายอมเหรอคะ?"เว่ยเจียยิ้ม "ไม่ยอมง่ายๆ หรอกครับ แต่ผมจัดการเรื่องนี้ได้ ไม่ต้องห่วง"พวกเขานั่งคุยกันต่อ เว่ยเจียเล่าถึงเรื่องของจางจวนที่เหม่ยได้เตือนไว้ในจดหมาย "คุณพูดถูกทุกอย่าง จางจวนขโมยของไปหลายอย่าง ผมให้คนตามจับตัวเขาเข้าคุกไปแล้ว แม้ว่าของที่ขโมยไปจะไม่ได้คืนเพราะถูกขายไปหมดแล้ว แต่ผมขอบคุณคุณมากนะ แม้ว่าทางบ้านผมจะทำเรื่องไม่ดีกับคุณ แต่คุณก็ยังคิดจะช่วยพวกเขา"เหม่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน "ฉันแค่อยากให้คุณปลอดภัย ฉันรู้ว่าคุณรักครอบครัวของคุณมาก ฉันก็เลยทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเขาไม่ต้องเดือดร้อน"เว่ยเจียยิ้มและพูดขึ้นอย่างจริงใจ "ของที่หายไปก็ให้เป็นบทเรียนกับแม่และพี่ๆ นั่นแหละ ผมเชื่อว่าพวกเขาคงได้เรียนรู้จากเรื่องนี้มากพอสมควร"ความเข้าใจและความรักระหว่างพวกเขากลับคืนมาอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านม่านหน้าต่างให้ห้องนอนของเหม่ยดูอบอุ่นและเป็นส่วนตัว เว่ยเจียจ้องมองเหม่ยด้วยแววตาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น เหม่ยเองก็จ้องมองกลับด้วยสายตาที่ไม่ต่างกัน ทั้งสองต่างรู้สึกถ
“ไม่สำคัญว่าคุณมาช้าไหมขอแค่คุณมาก็พอแล้วค่ะ ฉันและลูกน้อยรอคุณเสมอ...”ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปากของเหม่ย เว่ยเจียรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน เขาตกใจจนพูดไม่ออก เขารู้ทันทีว่าภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ข่าวนี้ ความรู้สึกหลากหลายไหลท่วมท้นเข้าไปในใจของเขา ทั้งความดีใจ ความรู้สึกผิด และความซาบซึ้งจนมันกลั่นเป็นน้ำตาของลูกผู้ชายชาติทหาร น้ำตาที่ไม่ได้ไหลออกมานานแล้ว แต่ตอนนี้มันกลับกลั่นจากหัวใจของเขาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เว่ยเจียคิดย้อนไปถึงเวลาที่เขาอยู่ในสนามรบ เขาทำเพื่อชาติ ทุ่มเททุกอย่างเพื่อหน้าที่โดยไม่คิดถึงชีวิตของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน เหม่ย ภรรยาที่เขารักก็ทำเพื่อครอบครัวของเขาเช่นกัน เธอต้องอดทนกับครอบครัวของเขา เผชิญหน้ากับความยากลำบากและความอึดอัดใจ รวมทั้งต้องหนีออกจากบ้านที่เธอเคยอยู่เพื่อปกป้องลูกในครรภ์ และเดินทางข้ามเมืองมาอย่างลำบากความรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งทำให้เว่ยเจียรู้สึกเหมือนถูกทับทมด้วยหินหนัก เขาไม่สามารถยืนได้อีกต่อไป ขาของเขาอ่อนแรงจนต้องคุกเข่าลงตรงหน้าภรรยา น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของเขาอย่างไม่อาจห้าม เหม่ยมองสามีที่ค
25วันนี้ที่รอคอย...หลี่เหม่ยเดินทางมาเมืองเซินเจิ้นหลังจากออกมาจากบ้านหลี่แล้ว เพราะเธอรู้ว่าเมืองที่ติดชายทะเลนี้จะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลจีนจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ที่นี่จะมีการกำหนดนโยบายพิเศษต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุน เช่น การลดภาษีและข้อบังคับที่ผ่อนคลายมากขึ้นเหม่ยรู้ว่าเมืองเซินเจิ้นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในขณะนี้ แต่เธอมีความรู้และวิสัยทัศน์ว่าเมืองนี้จะเจริญรุ่งเรืองในอนาคต เธอจึงรีบเดินทางมาก่อนที่รัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะต้องการมาดูลาดราวและศึกษาพื้นที่ทำมาหากิน เธอใช้เวลาช่วงแรก ๆ ในการทำเรื่องขอเช่าบ้านและร้านค้าในพื้นที่ที่ยังไม่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ ทำให้สามารถเช่าได้ในราคาที่ถูก นอกจากนี้ เธอยังได้เลือกทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดก่อนใคร พร้อมเจรจาธุรกิจกับคนในท้องถิ่นที่ผลิตวัตถุดิบที่เธอต้องการ และเจรจาเชื่อมสัมพันธ์กับโรงงานเล็ก ๆ บางแห่งที่รัฐเริ่มปล่อยให้ชาวเมืองดูแลเองเธอเริ่มสำรวจพื้นที่รอบ ๆ และพบว่ามีร้านค้าเล็ก ๆ และบ้านเก่าหลายหลังที่เจ้าของ
24ความจริงที่เจ็บปวดหลายเดือนผ่านไป ในที่สุดสงครามก็สิ้นสุดลง เสียงปืนใหญ่และเสียงระเบิดเงียบสงบ ปล่อยให้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิเริ่มแต่งแต้มท้องฟ้าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เว่ยเจียยืนมองทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองจ้านเจียงจากหน้าต่างรถขบวนทหารที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน ความรู้สึกอบอุ่นและความตื่นเต้นพุ่งพล่านในใจของเขาเมื่อคิดถึงการได้กลับไปพบกับเหม่ย ภรรยาสุดที่รักของเขาใจของเว่ยเจียคะนึงหาเหม่ยมากเหลือเกิน เขาจินตนาการถึงรอยยิ้มหวานๆ ของเธอที่เขาคิดถึงตลอดเวลาที่อยู่ในสนามรบ เธอเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตของเขา เป็นคนที่ทำให้เขารู้สึกมีความหวังและมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อกลับมาอยู่กับเธออีกครั้ง ในระหว่างที่เขารับหน้าที่เป็นพันตรีในสนามรบ เสื้อกันกระสุนที่เหม่ยมอบให้เขาก็ได้ช่วยชีวิตเขาหลายครั้ง หากไม่มีเสื้อเกราะกันกระสุนของเธอ เขาอาจจะตายไปแล้ว ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณเหม่ยมากขึ้นกว่าเดิม"เหม่ยจะรู้สึกอย่างไรนะ เมื่อเห็นฉันกลับมาโดยไม่แจ้งข่าวล่วงหน้า?" เว่ยเจียคิดในใจด้วยความคาดหวังเขาหลับตาลงสักครู่เพื่อจินตนาการถึงภาพของเหม่ยที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน
“เหม่ย หยุดก่อน! ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”แม้เหม่ยจะรู้สึกไม่ดีแต่ก็ยอมหันกลับมายืนรอฟังสิ่งที่แม่สามีอยากพูดด้วย“ฉันสงสัยว่าหล่อนขโมยเครื่องประดับของฉันไป...” แม่หลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความสงสัยและความโกรธ “เครื่องประดับของฉันหายไปหลายชิ้นในช่วงนี้ และจางจวนบอกว่าเห็นเธอออกมาจากห้องทำงานของฉันตอนดึกๆ หลายครั้ง”เหม่ยตกใจเล็กเล็กน้อยกับเรื่องที่ได้ยิน ร่างกายรู้สึกอ่อนแรงมากขึ้นแต่พยายามรักษาสีหน้าให้คงที่“ฉันไม่เคยเข้าไปในห้องทำงานของคุณเลยค่ะ แม่หลี่”“อย่ามาปฏิเสธเลย” ฉิงอี้พูดเสริม “จางจวนมีหลักฐาน เธอทำผ้าเช็ดหน้าตกไว้ในห้องทำงานของแม่หลี่เมื่อคืนนั้นเอง”จางจวนยิ้มเยาะ ยื่นผ้าเช็ดหน้าที่มีคนเห็นว่าเหม่ยใช้เป็นประจำปักอยู่ขึ้นมาให้ดู “นี่คือผ้าเช็ดหน้าของคุณ ใช่ไหมคะ?”เหม่ยพยายามจะหาคำอธิบาย แต่รู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนแรงและเหนื่อยมากเกินไปที่จะพูดอะไรออกมาได้“ใช่... แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันเข้าไปขโมยอะไร อาจเป็นเธอเองที่ใส่ร้ายฉันก็ได้”“หน้าซีดเชียวนะ ดูเหมือนเธอจะกลัวที่พวกเราจับได้สินะ”แม่หลี่กล่าวอย่างเย็นชา “เธอคิดว่าจะโกหกและทำให้หลงเชื่อคำพูดปากเปล่าของเธอง







