LOGINบทที่สี่สิบสามควรกำจัดจุดอ่อนเหล่านี้ซะปัง! โฮก!เสียงเหล็กพังดังขึ้น เสือดำพุ่งออกจากกรงอย่างดุดัน หลายคนร้องลั่นก่อนถูกมันตะปบเข้าที่ไหล่หนึ่งคนเสียงกรีดร้องดังอีกหลายเสียงตามมาเป็นระลอก“เสือหลุด มันหลุดมาได้อย่างไรกัน”“เฮ้ย! จับมันไว้”“งูพิษนั่นก็หลุดมาแล้ว”ความโกลาหลปะทุทั่วทุกหนแห่งเก้าอี้รับแขกของโรงประมูลล้มระเนระนาด บรรดาผู้ประมูลต่างพากันวิ่งหนีเอาตัวรอด แตกตื่นกันไปหมดสิ้น บางคนวิ่งชนกัน ผู้ดูแลประมูลบนเวทีหน้าเสีย มือไม้สั่นไม่รู้จะควบคุมสถานการณ์อย่างไรดี ยามที่เห็นสัตว์ที่ควรอยู่ในกรงขังวิ่งพล่านแถมมันยังจ้องมาทางเวที ความกลัวทำให้ละทิ้งหน้าที่วิ่งหนีเอาตัวรอดเช่นกันไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็พากันลุกพรึ่บ วิ่งหลบสัตว์ป่าหลุดกันอุตลุดจนในที่สุดทางโรงประมูลก็มีเสียงประกาศดังขึ้น“การประมูลวันนี้ถูกระงับชั่วคราว! ขออภัยในความผิดพลาด ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ”บอกให้สงบทั้ง ๆ ที่มีเสือ มีงูยังไม่ถูกจัดการเช่นนี้ช่างน่าขำยิ่งนักจางจิ่วเม่ยที่ถอดเสื้อเสี่ยวเอ้อร์ออกแล้วยืนหลบอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัยรอจังหวะที่ผู้คนกำลังวิ่งหลบกันให้วุ่นวายนี้คว้าผ้าใกล้มือมาคลุมปิดใบหน้าให้มิด
บทที่สี่สิบสองเชิญสร้างความวุ่นวายให้พอใจจางจิ่วเม่ยนั่งนิ่ง ดวงตาใต้ผ้าคลุมบางปรายมองผู้คนในเรือนประมูลเงาโลหิตอย่างเงียบเชียบ บรรยากาศรอบข้างคล้ายกับโรงเตี๊ยมทั่วไป หากแต่ทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้กลับแผ่รังสีไม่น่าไว้วางใจออกมาทุกขณะ“…แน่นอนว่าสินค้าตัวต่อไป ไม่เพียงเลอโฉมแต่กริยามารยาทเพรียบพร้อมสมแล้วที่เคยรับใช้ในตระกูลขุนนาง หากใครได้ไปครอบครอง รับรองว่าทั้งสามารถปรนนิบัติเอาใจพวกท่านได้ไม่บกพร่องแน่ขอรับ”เสียงโห่ฮาจากกลุ่มชายในชุดดำกลบเนื้อความตอนท้าย พวกเขามีแววตาคล้ายหมาป่าที่จ้องเหยื่อในกรงอย่างกระหายจางจิ่วเม่ยเม้มริมฝีปากเบา ๆ แล้วหันไปกระซิบถามชายข้างกายที่จ้องไปยังเวทีไม่ต่างไปจากคนอื่น ทว่านางนั่งข้างเขาจึงไม่เห็นว่าอีกฝ่ายมองด้วยแววตาหื่นกระหายเช่นคนอื่นหรือไม่“ว่าแต่พี่เฟิง...ท่านมาที่นี่เพื่อประมูลสิ่งใดหรือขอรับ”หวางเสี่ยวเฟิงไม่ตอบในทันที หากแต่ยกจอกน้ำชาขึ้นดื่ม แล้วเอียงหน้ามาทางนางเล็กน้อย มุมปากโค้งยิ้ม“เจ้าอยากรู้หรือ?” เขาถามกลับแววตาคู่นั้นฉายแววเจ้าเล่ห์แสนยียวนหญิงสาวเลิกคิ้ว “อยากรู้บ้างเล็กน้อย...”“เช่นนั้นก็รอดูเองแล้วกัน” ชายหนุ่มวางจอกลงคำพู
บทที่สี่สิบเอ็ดทุกอย่างบนโลกล้วนมีขาวมีดำโรงประมูลเงาโลหิต เรือนประมูลเถื่อนที่หลบเร้นในตรอกท้ายเมืองลึกเข้าไปหลายช่วงคูหา ปรากฏเพียงแผ่นไม้ผุ ๆ ที่แขวนอยู่หน้าประตูด้านข้างเขียนด้วยตัวอักษรลบเลือนคล้ายภาพลวงตา ยามไม่รู้จัก ย่อมมองไม่ออกว่านี่คือสถานที่เปิดให้บริการลูกค้าแห่งหนึ่งเมื่อจางจิ่วเม่ยเดินเข้าไปภายในตามหลังสองบุรุษในคราบชาวบ้านธรรมดา หากแต่กิริยาสงบนิ่งกลับฉายแววสูงศักดิ์ยากปิดบังเขาคือองค์ชายใหญ่หวางเสี่ยวเฟิง ที่ปลอมตัวเข้ามาในสถานที่ต้องห้ามแห่งนี้เช่นกัน“สถานที่เช่นนี้ แม้เพียงหายใจยังรู้สึกหนักอกยิ่งนัก” นางกระซิบพูดเสียงเบาขณะเดินสายตามองไปรอบตัวอย่างระวังภายในห้องโถงหลังคาเตี้ยของโรงประมูลเงาโลหิต อากาศอบอ้าวและอบอวลไปด้วยกลิ่นธูปแปลกประหลาด ทุกที่นั่งด้านล่างถูกจับจองโดยชายหญิงนับสิบล้วนสวมหน้ากากครึ่งหน้า กลบอัตลักษณ์เดิมจนหมดสิ้น โคมไฟกระดาษสีขาวหม่นแขวนอยู่ตามเสาไม้ซึ่งเก่าแก่จนเห็นรอยร้าวราวกับพร้อมจะผุพังได้ทุกเมื่อ เสียงพูดคุยเบา ๆ ปนเปกันไปมาเนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่กำลังรอคอยบางสิ่งอย่างใจจดใจจ่อ“ท่านใดมาเป็นครั้งแรก ขอกล่าวแสดงการต้อนรับ และข้าน้อยรับรอง
บทที่สี่สิบพี่เฟิง น้องหานร้านบะหมี่หลิงซานไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก หากไม่ได้คำแนะนำจากแม่ค้าใจดีผู้นั้นแล้วละก็ ต่อให้เดินผ่านตรอกนี้อยู่หลายรอบก็ใช่ว่าจะหามันเจอได้ง่าย ๆในตรอกแคบที่มีร้านบะหมี่หลังเล็กที่มีเพียงป้ายไม้เล็ก ๆ แขวนอยู่หน้าร้านก็ส่งกลิ่นน้ำซุปหอมหวลจนท้องของผิงผิงในคราบเด็กชายตัวเล็กร้องจ๊อกขึ้นมาอีกครั้ง“ถึงแล้ว ๆ” ผิงผิงตบมือแปะ ๆ อย่างตื่นเต้น “เสี่ยวเป่าได้กินบะหมี่แล้ว”“เก็บอาการหน่อยเถิดเสี่ยวเป่า...” อาหาน หรือจางจิ่วเม่ยในคราบบุรุษกล่าวพลางส่ายหน้าเบา ๆ“ให้ข้าน้อยไปสั่งให้นะขอรับ คุณชายทั้งสองนั่งรอที่โต๊ะเถอะ” ซูเหยียนที่ปลอมเป็นอาซื่อเอ่ยขึ้น พลางเดินไปยังหน้าโต๊ะไม้ยาวที่มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนคนซุปในหม้อด้วยท่าทางชำนาญเพื่อสั่งอาหารใช้เวลาไม่นานนัก บะหมี่สามชามก็ถูกยกมาวาง กลิ่นน้ำซุปที่เคี่ยวจนหวานหอมอบอวลไปทั้งบริเวณ เส้นบะหมี่บางเหนียวนุ่ม เรียงตัวเรียบร้อยอยู่ในชามเคลือบลายกระเรียน“หอมมาก ต้องอร่อยแน่!” เสี่ยวเป่าพูดเสียงดังแล้วก็เริ่มซดน้ำซุปด้วยความสุขใจจางจิ่วเม่ยนั่งตรงข้าม มองดูลูกน้อยยิ้มไป กินไป พลางยิ้มอ่อนหวานอย่างที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได
สามสิบเก้าน้องคนนี้จะมอบมันให้อีกด้านหนึ่งภายในตำหนักบูรพาซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเขตพระราชวัง แสงจันทราที่ส่องลอดม่านบางเฉียบลงบนพรมปักลายมังกรทอง สะท้อนเงาระยิบระยับบนโต๊ะหยกตรงหน้า เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีหนุ่มดังขึ้นจากนอกประตู ก่อนจะหยุดอยู่หน้าบันได หายใจหอบเล็กน้อยพลางโค้งกายคำนับ“องค์รัชทายาทพะย่ะค่ะ กระหม่อมมีเรื่องสำคัญมาเรียนแจ้ง”บุรุษผู้เปี่ยมล้นด้วยอำนาจในชุดอาภรณ์สีครามเข้มที่ปักลายหงส์ทะยาน ตวัดสายตาคมกริบจากบัลลังก์ไม้จันทน์ขึ้นมองขันทีเบื้องล่าง มือเรียวยกถ้วยชาขึ้นอย่างเชื่องช้า “ว่ามา” “ทหารของพวกเราเห็นองค์ชายใหญ่หวางเสี่ยวเฟิงทรงรับองค์หญิงหนิงเยว่ขึ้นรถม้าพะย่ะค่ะ หลังจากนางออกจากรั้ววัง ดูท่าสนิทสนมกันอยู่ไม่น้อย…”เสียงวางถ้วยชาดังกริ๊กริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มแผ่วตรงมุมปาก ดวงตาคมประหนึ่งเหยี่ยวมองออกไปยังสวนหย่อมเบื้องนอกโดยไม่กล่าวคำใดครู่หนึ่ง บรรยากาศรอบห้องพลันเย็นยะเยือกลงจนน่าอึดอัด“เช่นนั้นหรือ…”ภายใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืนสะท้อนใบหน้าขององค์รัชทายาทหวางชุนเทียนสงบไร้อารมณ์ ทว่าในดวงตานั้นกลับแฝงไปด้วยความร้ายกาจซับซ้อนซ่อนอยู่“เสด็จพี่...แม้จะเ
สามสิบแปดไม่ใช่แววตาของพยัคฆ์รถม้าสีดำสนิทแล่นไปบนเส้นทางที่คดเคี้ยว เคลื่อนผ่านถนนสายรองที่ไม่มีชื่อ ก่อนจะวกเข้าสู่ทางไร้ถนนเป็นเพียงดินโคลนแคบ ๆ ที่รอบข้างปกคลุมด้วยแนวไผ่สูงชะลูด แสงแดดยามบ่ายทอดผ่านใบไม้ราวม่านบางสั่นไหวนี่มิใช่เส้นทางสำหรับเดินทางโดยทั่วไป หากมิใช่ผู้ที่รู้จักทาง ย่อมหลงวนเวียนอยู่ในเส้นทางที่เปรียบเสมือนเขาวงกตแห่งนี้เป็นแน่รถม้ามุ่งหน้าไปยังเขตตะวันตกของเมืองหลวง ที่ดินแดนเงียบสงบห่างไกลวังหลวงและสายตาของผู้คน...ที่นั่นเป็นสถานที่ตั้งจวนพักตากอากาศลับของหวางเสี่ยวเฟิงสถานที่แห่งนี้ ไม่มีปรากฏอยู่ในแผนที่นักเดินทาง ไม่มีป้าย ไม่มีธง ไม่มีแม้กระทั่งเส้นทางชัดเจน หากแต่ทุกก้าวล้วนถูกจัดวางไว้อย่างแนบเนียน เพื่อปกปิดตัวตนของผู้พำนักไว้ให้มิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อรถม้าผ่านประตูไม้บานใหญ่ ไม่ไกลเห็นมีเงาร่างหนึ่งยืนรออยู่ตรงลานหน้าจวนแล้วพ่อบ้านเหิง ชายชราวัยเจ็ดสิบปี ร่างผอมเล็กหลังงุ้มเล็กน้อยหากแต่ดวงตายังเห็นชัดวาววับดูฉลาดเฉลียวชายชราผู้นี้มีที่ไปที่มาปริศนามีเพียงองค์ชายใหญ่ที่รู้ว่าเขาเป็นใครนอกนั้นแม้กระทั่งคนสนิทก็ไม่มีใครรู้ว่าก่อนจะเข้ามาดูแ