LOGINวันต่อมาลุคและครอบครัวรวมถึงคนอื่น ๆ ได้มานั่งร่วมตัวกันในห้องรับแขก ตอนแรกบนสนทนาของพวกเขาก็เป็นเรื่องทั่วไปอย่างการเล่าสิ่งที่ตัวเองประสบพบเจอจนลุคได้พูดถึงประเด็นความเป็นอยู่ของคนบนเกาะมายา จากที่หัวเราะกันอยู่ก็พลันเงียบลงแล้วเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดแทนทุกคนคงเห็นกับตาแล้วว่าเกาะมายาในตอนนี้เปลี่ยนไปเป็นอย่างไร ถ้าให้เทียบกับเมื่อก่อนบอกเลยว่าเกาะมายาตอนนี้คือแย่มาก ๆ“เฮ้อ พ่อเองก็หนักใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะแก้ไขยังไง” กษัตริย์ปีเตอร์พ่นลมหายใจออกมาเฮือกยาวด้วยความหนักใจตอนนี้อาหารบนเกาะเริ่มลดน้อยลงทุกที ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ไม่ว่าจะดูแลดีหรือรดน้ำมากแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์ สัตว์น้อยใหญ่ก็พากันล้มตายเพราะความอดอยากยังดีที่พวกเราสามารถล่าสัตว์ทะเลมากินได้และไม่สูญเสียแห่งทรัพยากรน้ำสะอาดไป ไม่อย่างนั้นคงจะเกิดการสูญเสียมากมายอย่างคาดไม่ถึงสองมือของราชินีโซเฟียเอื้อมไปกุมมือของสามีเอาไว้ด้วยความปลอบประโลม ก่อนจะหันไปพูดกับลุค “ลูกก็รู้ใช่ไหมตั้งแต่วันนั้นทุกอย่างในโลกก็เปลี่ยนไป ไม่เว้นแม้แต่เกาะแห่งนี้”“แม่คิดว่าคงถึงเวลาที่พวกเราทุกคนจะต้องออกไปจากเกาะมายาแล้ว
บัวเกี๋ยงและคนอีกหลายชีวิตใช้ชีวิตอยู่บนเรือสำเภาที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่น้ำทะเลไกลสุดลูกหูลูกตาย ในที่สุดวันนี้เขาก็เห็นพื้นดินแล้ว เรือขับผ่านช่องเขาที่อยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาสองลูกเนื่องจากตรงนี้แสงจากดวงอาทิตย์เข้าไม่ถึง ความมืดจึงเข้าปกคลุมตลอดเส้นทาง อากาศโดยรอบก็เริ่มหนาว โจสั่งให้ลูกน้องจุดโคมไฟตามจุดต่าง ๆ บนเรือจะได้มองเห็นทาง“พ้นจากตรงนี้ไปก็ถึงบ้านของพี่แล้ว” ลุคบอกคนในอ้อมกอด สายตาคู่สมจ้องมองไปทางข้างหน้าอย่างในจดในจ่อ แสงสว่างที่ปลายทางบ่งบอกว่าเขามาถึงบ้านแล้วหาดทรายสีขาวที่เขามักจะมาวิ่งเล่นกับเพื่อนเป็นประจำ ถัดไปนิดก็จะเห็นบ้านที่ปลูกสร้างไว้ตามจุดต่าง ๆ บนเกาะ และปราสาทสูงที่ลุคอาศัยตั้งแต่เกิด“ที่นี่ดูจากเดิมไปมากโขเลย” เคนเอ่ยขึ้นทันทีที่ได้เห็นสภาพของเกาะมายา“ใช่ กูจำได้ว่าที่นี่เคยน่าอยู่มากกว่านี้นะ” เจซเอ่ยต่อจากเพื่อนพร้อมกับหันไปมองรอบ ๆ ต้นไม้บนเกาะเกือบทั้งหมดแห้งตายเกาะที่เคยอุดมสมบูรณ์วันนี้กลับเหมือนกับเกาะร้าง ทั้งที่ปกติเวลานี้จะมีเด็ก ๆ ออกมาวิ่งเล่นบนหาดทรายและน้ำทะเลบัดนี้กลับเงียบสงัดราวกับไม่มีผู้คนอาศัย“ลงจากเรือกันเถอะทุกคน”“ครับ”ด้านก
“ทุกคนเจออะไรบ้างไหม” โรมเอ่ยถามคนอื่น ๆ พลางนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น หลังจากเขาที่เดินกลับลงมาจากการไปสำรวจที่ชั้นสองของคฤหาสน์จนทั่วแต่ก็ไม่พบอะไรเลยเขาเป็นนักแกะรอยและหัวหน้าทีมนักสำรวจของเมือง W เขาได้รับมอบหมายให้มาสำรวจจุดสีเขียว ระหว่างทางเขาก็ได้เจอกับเพื่อนร่วมงานจากเมืองอื่น ๆพวกเราทั้งหมดมีเป้าหมายที่เหมือนกันคือตามหาพืชที่กินได้แล้วนำกลับไปให้ปลูก ลูกบ้านที่อยู่ในเมืองของตัวเองจะได้มีอาหารการกินที่ดีขึ้น สุดท้ายก็ตกลงกันว่าจะเดินทางพร้อมกัน เพราะไม่ว่าจะหลีกเลี่ยงยังไงก็ต้องเจอกันอยู่ดี จากทีมเล็ก ๆ ไม่กี่คนก็กลายเป็นกลุ่มใหญ่ตอนนี้พวกเราอยู่กันที่คฤหาสน์หลังหนึ่งในเมือง S และกำลังเป็นค้นหาใครบางคนที่ติดตามมานานเกือบเดือน แต่ก็ต้องคว้าน้ำเหลวในคฤหาสน์มีร่องรอยที่บ่งบอกว่าเคยมีคนจำนวนหลายคนอาศัยอยู่ บวกกับที่มีรถจอดอยู่ด้านหน้าทำให้มั่นใจว่าคนที่ตามหาอยู่ที่นี่ แต่ไม่ว่าจะหาอย่างไรก็ไม่เจอราวกับว่าพวกเขาหายตัวได้“ไม่เลย” ส่ายหน้าตอบอย่างจนใจ ก่อนจะทิ้งร่างบนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้า“พวกเขาหายไปไหนกันนะ” มีอานักสำรวจเมือง N โคลงศีรษะเล็กน้อยขณะที่พูด เธอค้นหาทั้งในบ้านแ
ในยามราตรีที่เงียบสงบมีเพียงเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งกับแสงจากดวงดาวนับล้าน ๆ ดวงบนท้องฟ้าที่ส่องประกายวิบวับ กระทบบนผิวน้ำทะเลก่อให้เกิดภาพที่สวยงามชายหนุ่มร่างสูงเดินออกมารับลมข้างนอกหลังจากที่ส่งบัวเกี๋ยงกับเจ้ามะลิเข้านอน ส่วนคนอื่น ๆ ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้าแกร็ก“ยังไม่นอนอีกเหรอ” ลุงโจที่เปิดประตูออกมาเอ่ยถามพลางเดินเข้าไปหาหลานชายที่ยืนรับลมอยู่หน้ากระท่อม“ครับ ผมยังไม่ค่อยง่วง แล้วลุงล่ะ ทำไมยังไม่นอนอีก” ลุคถามกลับ“ลุงก็ยังไม่ง่วงเหมือนกัน”พลันบรรยากาศระหว่างกันตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั้งโจเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง“คิดอะไรอยู่”“คิดถึงบ้านน่ะครับ ผมไม่ได้กลับบ้านตั้งหลายปี ไม่รู้ว่าที่นั่นจะเปลี่ยนไปอะไรไปบ้าง แล้วก็...” น้ำเสียงทุ้มเว้นจังหวะครู่หนึ่งแล้วพูดต่อว่า “คิดถึงท่านพ่อกับท่านแม่ด้วย”“ลุงก็คิดถึงทั้งสองคน”โจเองก็ไม่ได้เจอหน้าน้องสาวสุดที่รักมาหลายปี ตอนแรกเขากะจะไปเยี่ยมโซเฟียที่เกาะมายาหลังจากที่หลาน ๆ กลับมาจากการเที่ยวเล่น แต่ดันเกิดเรื่องขึ้นมาเสียก่อนทำให้แผนที่วางไว้ล้มลงไม่เป็นท่าโจไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหลานชายแท้ ๆ ของเขาเ
ซู่ ซ่าณ สถานที่ลับแห่งหนึ่งมีอดีตนักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ริมหาดทรายฟังเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง สายตาจับจ้องไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอยและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยตั้งแต่ที่ซอมบี้ระบาดหนักเขาก็ทิ้งคฤหาสน์ที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงแล้วมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่แทน โชคดีที่เขาได้เตรียมพร้อมทางหนีหากเหตุการณ์ไม่คาดคิดไว้แล้ว พอมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากมาก จะห่วงก็แต่หลานชายทั้งสามคนช่วงที่เกิดเรื่องหลานของเขาได้เดินทางออกไปเที่ยวพอดี ไม่รู้ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน จะเป็นตายร้ายดีบ้าง ได้กินอิ่มนอนหลับสบายไหม นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้วแต่เขาก็ไม่ได้ข่าวคราวจากทั้งสามคนเลย“เฮ้อ หวังว่าพวกหลานจะปลอดภัยนะ” โจหวังอยู่ตลอดว่าสักวันลุค เคน เจซ จะกลับมาหาเขาขณะที่ชายหนุ่มกำลังนั่งรำลึกความหลังถึงเรื่องราวในอดีตอยู่นั้น หูของเขาก็พลันได้ยินเสียงพูดคุยของมนุษย์หลายคนที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขานั่งอยู่โจผุดลุกขึ้นยืนทันทีแล้วรีบเดินตามเสียงไป ในมือของเขาถือปืนสั่นเอาไว้ ที่จริงแล้วเขาเริ่มพกปืนติดตัวตลอดเวลาตั้งแต่ที่รูู้ว่าโลกนี้มีซอมบี้เขาต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ หากเจอซอมบี้จะได้ยิงป้องกันตัว นานวันเข้าก
ติ้ด ติ้ดนิ้วเรียวกดรหัสปลดล็อกประตูลับที่อยู่ในความทรงจำ ตอนนั้นเจซกับเพื่อนยังพูดเล่นขำ ๆ กันอยู่เลยว่าพวกเขาคงไม่มีโอกาสได้ใช้เส้นทางลับนี้หรอกหรือถ้าได้ใช้จริง ๆ คงเป็นตอนที่มนุษย์ต่างดาวบุกโลก ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้แน่ ๆแต่แล้ววันนี้ก็มาถึง เพียงแต่เจซไม่เคยคิดเคยว่าเขาจะได้ใช้รหัสนี้เพื่อเปิดประตูทางลับเร็วกว่าที่คิดแกร็กใต้คฤหาสน์หลังนี้มีห้องใต้ดินที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บไวน์ชั้นดีเอาไว้นับร้อยขวด แต่คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าห้องเก็บไวน์แห่งนี้มีประตูลับที่สามารถทะลุไปอีกที่หนึ่งได้ เมื่อกดจำนวนรหัสครบ ชั้นไวน์ที่ติดกับผนังด้านหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง ชั้นวางไวน์เลื่อนออกอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นว่าด้านหลังมีช่องทางลับซ่อนอยู่มองด้วยตาเปล่าจะเห็นเพียงความมืดมิด เดาไม่ออกเลยว่าทางข้างหน้ามีอะไรรออยู่บ้าง แสงสว่างจากด้านนอกส่องเข้ามาในปากทางเข้าทำให้เห็นภาพทางเดินสลัว ๆ“เข้าไปข้างในกันเถอะ”“มึงนำไปสิ” เคนเอ่ยพร้อมพยักเพยิดหน้าไปยังเส้นทางลับที่ดูวังเวงยังไงชอบกลลุคเหลือบตามองคนพูดแวบหนึ่งแล้วถอนสายตากลับมา ชายหนุ่มเดินเข้าไปขางในเป็นคนแรก ตามมาด้วยบัวเกี๋ยง มะลิ เคน และเจซเป็นคนปิดท้า







