Masuk…ห้าปีก่อน
ภาวีในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ ยืนอยู่ปลายทางเดินในโบสถ์ รอยยิ้มของเธอหวานละมุน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความรัก
“ธาม…วันนี้เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันนะคะ” เสียงนั้นยังชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ภาพตัดกลับสู่ปัจจุบันเสียงหัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ มือที่วางบนเข่ากำแน่นจนเส้นเลือดขึ้นชัด
แววตาที่เคยนิ่งกลับสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาแข็งกระด้าง
เขาลุกขึ้นทันทีราวกับต้องการหนีบางอย่าง ลินดาชะงักเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น
“คุณธาม…” เธอเรียกเบา ๆ ความเขินเปลี่ยนเป็นความสับสนในชั่วพริบตา
ธามมองเธอสายตานั้นเต็มไปด้วยบางอย่างที่อ่านไม่ออก ความเจ็บ ความโกรธ หรือความหวาดกลัวที่เขาไม่ยอมรับก็ไม่แน่
“เลือกเอาเอง” เขาพูดเสียงเรียบเย็นชา
“ผมมีงาน” คำพูดสั้น ๆ เหมือนมีดบาง ๆ กรีดผ่านบรรยากาศอบอุ่นในร้าน
เขาหยิบสูทขึ้นพาดแขนหันหลังเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ ประตูกระจกเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่งเบา ๆ ก่อนจะปิดลงทิ้งความเงียบไว้ด้านหลัง
ลินดายืนนิ่งมือกำชายกระโปรงแน่นจนผ้ายับเล็กน้อย หัวใจเธอกระตุกวูบเหมือนถูกทิ้งกลางอากาศ พนักงานสองคนมองหน้ากันอย่างเก้อเขิน
“เอ่อ…เจ้าสาวไม่ต้องกังวลนะคะ บางทีเจ้าบ่าวอาจมีธุระด่วนจริง ๆ” เสียงปลอบโยนฟังดูบางเบา จนลินดาฝืนยิ้ม
“ค่ะ…เขางานยุ่ง” เธอพยายามพูดให้ดูปกติ แม้ในอกจะเริ่มร้าวเล็ก ๆ
เธอหมุนตัวมองกระจกบานใหญ่ ภาพหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสะท้อนกลับมา ดวงตาที่ควรเต็มไปด้วยความสุขกลับมีเงาเศร้าเจือปน
“งั้น…เอาชุดนี้ค่ะ” เธอตัดสินใจเร็วเกินไปเสียด้วยซ้ำ พนักงานรีบจดรายละเอียดอย่างกระตือรือร้น
“ดีมากเลยค่ะ คุณเจ้าสาวสวยมากจริง ๆ นะคะ” ลินดาพยักหน้าเบา ๆ
ฉันทำอะไรผิดอีกแล้วเหรอ…คำถามนั้นดังซ้ำในใจ
ช่วงเย็นแสงแดดอ่อนกลายเป็นสีส้มจาง ๆ เมื่อเธอเดินออก มาจากร้านพร้อมถุงเอกสารในมือ รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้องดังเป็นจังหวะ
แต่ข้างหน้าไม่มีรถยุโรปสีเข้มจอดรออยู่เหมือนตอนเช้า ลินดาชะงักมองซ้ายขวาอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอว่างเปล่า ไม่มีข้อความ ไม่มีสายเรียกเข้า เธอจ้องมันอยู่ครู่หนึ่งราวกับหวังว่าการแจ้งเตือนจะปรากฏขึ้นมาเอง
ลมเย็นพัดผ่านทำให้ชายกระโปรงเดรสเรียบ ๆ ของเธอปลิวเล็กน้อย ลินดากลืนน้ำลายความรู้สึกอ้างว้างแผ่ซ่านในอก
“ทิ้งกันง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ…” เสียงเบา ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้ายามเย็นที่เริ่มหม่นลง สีส้มซีดกำลังถูกกลืนด้วยสีเทาเข้มเหมือนความหวังบางอย่างที่ค่อย ๆ เลือนหาย
เธอสูดลมหายใจลึกพยายามยืดไหล่ให้ตรงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ก็แค่ตัดชุดเองนี่” เธอพึมพำกับตัวเองแต่ปลายเสียงกลับสั่นนิด ๆ เธอก้าวลงบันไดช้า ๆ กดเรียกรถแท็กซี่ด้วยมือที่ยังเย็นเฉียบจากความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
ในหัวเธอยังติดภาพสายตาของเขาเมื่อครู่ ไม่ใช่ความรังเกียจชัดเจนแต่ก็ไม่ใช่ความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อยเหมือนกัน
และในขณะที่รถคันหนึ่งจอดรับเธอ…ธามกำลังขับรถไปบนถนนอีกสายหนึ่งด้วยใบหน้าแข็งกระด้าง
เขาไม่รู้เลยว่าการหันหลังหนีในวันนี้ไม่ได้เพียงพาเขาออกจากร้านชุดแต่งงาน
หากแต่กำลังผลักใครบางคนให้ถอยห่างจากเขาไปทีละนิดเหมือนกัน
บนแท็กซี่สีเขียวเหลืองที่แล่นฝ่าการจราจรช่วงบ่าย ลินดานั่งชิดหน้าต่าง มือกอดถุงเอกสารใส่รายละเอียดชุดแต่งงานแน่นราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเธอไว้ไม่ให้แตกสลาย
แสงแดดสะท้อนผ่านกระจกเป็นริ้ว ๆ ทาบลงบนใบหน้าเธอ ดวงตากลมใสที่เคยเป็นประกายเมื่อเช้า
บัดนี้แดงระเรื่ออย่างพยายามกลั้นน้ำตา เธอเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นบาง ๆ สูดลมหายใจลึกหลายครั้งเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดออกมา
คนขับแท็กซี่เหลือบมองกระจกหลังเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองถนนต่ออย่างไม่ถามอะไร ความเงียบในรถหนักอึ้งพอ ๆ กับความรู้สึกในอกของเธอ
“คนอะไร…ไม่มีมารยาทที่สุด” เธอพึมพำเบา ๆ เสียงสั่นนิด ๆ ราวกับกลั้นอะไรบางอย่างไว้
หรือจริง ๆ เขาแค่ไม่อยากอยู่กับเรา
ความคิดนั้นแทรกเข้ามาอย่างเจ็บแปลบ เธอก้มมองถุงเอกสารในอ้อมแขน ชื่อของเธอกับเขาพิมพ์คู่กันอยู่บนหน้าปก มันควรจะเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น
แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนหลักฐานของความโดดเดี่ยว รถเลี้ยวเข้าสู่ซอยบ้าน เสียงล้อบดกับพื้นคอนกรีตดังเบา ๆ ก่อนจะจอดหน้าประตูรั้ว
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอ ทำไมกลับคนเดียวล่ะลูก” พิมดาวเดินออกมาจากบ้านทันทีที่ได้ยินเสียงรถ น้ำเสียงเธอแฝงความสงสัย
ลินดาจ่ายเงินแล้วก้าวลงจากรถโดยไม่ตอบทันที เธอเดินผ่านแม่เข้าไปในบ้าน ก่อนวางถุงเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดังเกินจำเป็น
“ก็เขาทิ้งหนูไว้สิแม่!” คำพูดหลุดออกมาเร็วและแรงจน
พิมดาวชะงัก“ทิ้ง” เธอทวนช้า ๆ
“อยู่ดี ๆ ก็ลุกออกจากร้าน บอกให้หนูเลือกเองแล้วก็หายไปเลย ไม่โทร ไม่บอก ไม่รอ!” ลินดาหันมามองแม่ดวงตาแดงก่ำชัดเจนแล้ว เสียงเธอสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“แม่คิดดูสิ หนูกำลังลองชุดแต่งงานนะ มันควรเป็นวันที่ดีไม่ใช่เหรอ” พิมดาวขมวดคิ้วเดินเข้ามาใกล้ลูกสาว
“เขามีธุระด่วนหรือเปล่า บางทีอาจมีเรื่องงานจริง ๆ” ลินดาหัวเราะหยัน เสียงนั้นฟังดูเจ็บปวดมากกว่าขำ
“ธุระอะไรสำคัญกว่าเจ้าสาวตัวเองกำลังลองชุดแต่งงานล่ะ!”
เธอทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง มือยกขึ้นปาดหางตาอย่างรวดเร็วเหมือนไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตา
“แม่…หนูรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นของที่โดนยัดเยียดให้เขาเลย” คำพูดนั้นทำให้พิมดาวนิ่งไปทันทีแววตาผู้เป็นแม่สะท้อนความสะเทือนใจ
“แม่ไม่เคยคิดแบบนั้นนะลูก” เธอนั่งลงข้างลูกลูบหลังเบา ๆ เสียงเธอนุ่มลง
“แต่ถ้าหนูรู้สึกแบบนี้ บอกแม่นะ”
“ตอนเขามองหนู…มันเหมือนเขามองผ่านไปเหมือนหนูไม่ใช่คนที่เขาอยากเห็น” ลินดาก้มหน้ามองมือของตัวเองนิ้วเรียวยังกำแน่น
“หนูยังอยากแต่งไหม” พิมดาวถามตรง ๆ ไม่มีอ้อมค้อม ลินดาเงียบไปสายตาวูบไหวอย่างชัดเจน
“ไม่รู้…” คำตอบนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“แต่หนูไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลยแม่ หนูไม่อยากเริ่มชีวิตคู่ด้วยการถูกทิ้งกลางทางแบบนี้อะ”
ตัดไปยังอีกฟากหนึ่งของเมือง อาคารสำนักงานใหญ่สูงตระหง่านสะท้อนแสงแดดช่วงบ่าย ภายในห้องทำงานชั้นบนสุด บรรยากาศเงียบขรึม
เสียงเครื่องปรับอากาศดังสม่ำเสมอ ธามนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สีเข้ม เอกสารกองสูงเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
เขาพยายามก้มอ่านตัวเลขในรายงาน แต่สายตากลับลอยไปไกลเกินกว่ากระดาษตรงหน้า มือเขาหยุดนิ่งอยู่กลางหน้าเอกสารอยู่นานก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
เขาเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักโต๊ะช้า ๆ ภายในมีกรอบรูปหนึ่งคว่ำอยู่เหมือนถูกตั้งใจซ่อนไว้ ธามหยิบมันขึ้นมาอย่างลังเลภาพในกรอบคือเขากับภาวีในชุดแต่งงานเมื่อห้าปีก่อน
ทั้งคู่ยืนเคียงกันรอยยิ้มของเธอสว่างไสวอย่างจริงใจ ส่วนเขาในวันนั้นก็ดูอ่อนโยนกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ นิ้วของเขาลูบผ่านกระจกเบา ๆ ราวกับสัมผัสอดีต เสียงในความทรงจำดังขึ้นชัดเจน
“ธาม…ขอบคุณนะที่รักเรา”
ก่อนภาพตัดสลับกับอีกเสียงหนึ่งเสียงหมอในห้องตรวจที่เย็นเยียบ
“เด็กไม่ใช่ลูกคุณธามครับ” คำพูดนั้นยังคงสะท้อนในหัวเหมือนเพิ่งได้ยินเมื่อวาน มือของเขากำกรอบรูปแน่นจนขอบไม้ส่งเสียงลั่นเบา ๆ เส้นเลือดที่หลังมือปูดชัดแววตาเปลี่ยนจากเศร้าเป็นแข็งกร้าว
“ทำไม…” เขาพึมพำเสียงแหบ
“ทำไมต้องเป็นฉัน”
ความทรงจำไหลย้อนกลับมาอย่างไม่ปรานี ภาพภาวีน้ำตาไหลพราก เสียงเธอสั่นเครืออธิบายบางอย่างที่เขาไม่อยากฟัง เสียงประตูที่ปิดดังสนั่นในวันหย่าร้าง
ทุกอย่างยังชัดเจนจนเหมือนบาดแผลไม่เคยสมาน ธามสูดลมหายใจแรง ๆ ก่อนจะวางรูปคว่ำลงเหมือนเดิม ราวกับการคว่ำมันคือการปิดประตูความรู้สึกทั้งหมด
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้หลับตาชั่วครู่ ใบหน้าเรียบเฉยกลับมาอีกครั้งเหมือนหน้ากากที่สวมจนชิน
โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นเบา ๆ เขาเหลือบมองหน้าจอชื่อ…แม่ปรากฏขึ้น
เขาไม่รับสายทันทีปล่อยให้มันสั่นจนเงียบลง ดวงตาคมเข้มจ้องเอกสารตรงหน้า แต่ในหัวกลับมีภาพหญิงสาวอีกคนในชุดสีขาวเช้านี้แทรกเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ
ภาพดวงตาใสที่มองเขาอย่างรอคำตอบ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนรำคาญตัวเอง
“อย่าคิดมาก” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงต่ำแล้วหยิบปากกาขึ้นมาทำงานต่อ ราวกับการจมอยู่กับตัวเลขและตัวอักษรหวังจะช่วยกลบเสียงในความทรงจำที่ยังตามหลอกหลอนอยู่ไม่เลือนหาย
บ่ายวันนั้นร้านเสื้อผ้าของลินดาค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ ประตูร้านเปิดเข้าออกแทบไม่หยุดเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งสลับกับเสียงพูดคุยของลูกค้าและพนักงาน ลินดายืนอยู่กลางร้านมือหนึ่งจับไม้แขวนเสื้ออีกมือค่อย ๆ จัดชายผ้าให้เข้าที่ท้องที่นูนขึ้นชัดทำให้ท่าทางเธอดูช้าลงนิดหน่อยแต่ก็ยังคล่องเหมือนเดิม สีหน้าสงบยิ้มง่ายเหมือนเคย“พี่ลินดาคะ ตัวนี้เอาไซซ์ไหนดีคะ ลูกค้าสูงประมาณนี้ค่ะ” พนักงานสาวเรียกจากอีกมุม ลินดาหันไปมองวัดสายตาเร็ว ๆ ก่อนตอบ“ลอง S ก่อนนะ ถ้าคับเดี๋ยวค่อยขยับเป็น M พี่ไปดูให้” เธอเดินเข้าไปช่วยจัดชุดให้ลูกค้าอย่างใส่ใจ เสียงพูดนุ่มนวลทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัวหน้าร้านชายหนุ่มคนหนึ่งยืนมองอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินเข้ามา เขาแต่งตัวดีดูสะอาดสะอ้านยิ้มง่ายแบบคนอัธยาศัยดี“คุณลินดาใช่ไหมครับ” เสียงเขาสุภาพ ลินดาหันไปยิ้มรับ“ค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ เหมือนเกรงใจ“ผมอยากซื้อเสื้อผ้าให้แฟนครับแต่…ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลย กลัวเลือกผิด” ลินดาหัวเราะนิด ๆ“เข้าใจเลยค่ะ ผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะงง ๆ แบบนี้ งั้นเดี๋ยวฉันช่วยเลือกให้ก็ได้นะคะ” เธอเดินนำเขาไปที่ราวเสื้
ห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ในยามค่ำไม่ได้เงียบสงบเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว พื้นพรมสีอ่อนเต็มไปด้วยของเล่นที่ถูกทิ้งกระจัดกระจายรถของเล่นคันเล็ก ๆ หลายคันวางคว่ำอยู่ข้างโซฟา ตุ๊กตาผ้าถูกโยนไปคนละทิศ ส่วนบล็อกไม้ถูกต่อเป็นกองสูงอยู่กลางห้องและกำลังจะถูกทำลายธันวานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นสีหน้าจริงจังอย่างกับกำลังทำงานสำคัญ มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ วางบล็อกชิ้นสุดท้ายลงไปอย่างระมัดระวัง“ไม่ล้ม ๆ…” เขาพึมพำกับตัวเองเหมือนกำลังอ้อนวอนให้มันตั้งอยู่ได้ แต่พอเสร็จปุ๊บเด็กชายกลับยิ้มกว้างแล้วใช้มือปัดใส่ทันที“พัง!”บล็อกไม้กระจายออกเสียงหัวเราะใส ๆ ดังลั่นห้อง เขาหัวเราะจนตัวโยนเหมือนมันเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในโลกในครัวลินดายืนอยู่หน้าเตามือหนึ่งจับทัพพีค่อย ๆ คนซุปในหม้ออย่างช้า ๆ อีกมือวางประคองหน้าท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ท้องหกเดือนทำให้การเคลื่อนไหวของเธอช้าลงแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เธอชะโงกหน้าออกมามองลูกแล้วเรียกเสียงนุ่ม“ธันวา อย่าวิ่งนะลูก เดี๋ยวล้ม”“ไม่ล้มมม!” เสียงตอบกลับมาทันทีพร้อมเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งตึงตังไปทั่วบ้าน “ดื้อจริง ๆ เลยนะเรา” ลินดาส่ายหัวขำ ๆ เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนจะ
แสงแดดช่วงสายตกลงมาบนสนามหญ้ากว้างหลังคฤหาสน์อย่างอบอุ่น หญ้าสีเขียวสดถูกตัดเรียบร้อยแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยของเล่นเด็กหลากสี ทั้งรถของเล่น ลูกบอล และตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้ตามพื้นเหมือนเจ้าของมันกำลังเล่นเพลินจนลืมเก็บเสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กชายตัวเล็กดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศทั้งสวนมีชีวิตชีวาอย่างประหลาดธันวาเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งอยู่กลางสนาม เขาถือรถของเล่นสีแดงไว้ในมือเล็ก ๆ แล้วทำเสียงประกอบเองอย่างตั้งอกตั้งใจ“บรื๊นนน! บรื๊นนน!” เด็กน้อยวิ่งวนไปวนมา ขาสั้น ๆ ก้าวเร็วอย่างไม่กลัวล้ม จนสุดท้ายเจ้ารถของเล่นก็พุ่งชนพุ่มไม้เล็ก ๆ ข้างสนามธันวาหยุดมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะคิกคักเหมือนมันเป็นเรื่องตลกที่สุดในโลก“ชนแล้ว!” เขาพูดเสียงใส แล้วหยิบรถขึ้นมาถือใหม่ ก่อนจะวิ่งต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ไกลจากตรงนั้นนักใต้ร่มไม้ใหญ่ มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ อรนุชกับพิมดาวนั่งอยู่ตรงนั้น พร้อมถ้วยชาร้อนที่มีไอจาง ๆ ลอยขึ้นมา ทั้งสองคนกำลังมองเด็กน้อยที่วิ่งไปมาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ดูสิคะ วิ่งไม่หยุดเลย ตั้งแต่เช้าแล้วนะนั่น” พิมดาวยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยก
กลางคืนที่ชายแดนเงียบกว่าที่คิด ลมแห้ง ๆ พัดผ่านทุ่งโล่งจนฝุ่นบาง ๆ ลอยคลุ้งไปตามพื้นดินรถตู้สีหม่นคันหนึ่งค่อย ๆ ชะลอแล้วจอดลงตรงพื้นที่รกร้างที่มีเพียงหลอดไฟดวงเดียวส่องแสงสลัวประตูรถถูกเปิดออกอย่างแรง ก่อนที่การ์ดร่างใหญ่สองคนจะกระชากตัวคนด้านในลงมาอย่างไม่ปรานีร่างของคิรินกระแทกพื้นก่อน เขาเซถอยหลังสองก้าว ส่วนภาวีก็ถูกผลักตามลงมา เสื้อผ้าที่เคยดูดีตอนอยู่ในเมืองตอนนี้ยับยู่ยี่และเต็มไปด้วยฝุ่นภาวีมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้าง เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ยังพยายามข่มให้ดูแข็ง“นี่มันที่ไหน! พวกแกพาฉันมาที่ไหน!”ชายร่างใหญ่ที่ยืนสูบบุหรี่พ่นควันออกมาช้า ๆ ก่อนหัวเราะหึเบา ๆ เขามองทั้งสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังประเมินสินค้า“ที่ที่พวกเธอควรอยู่” เขาพูดเรียบ ๆ น้ำเสียงเย็นเฉียบ คิรินกัดฟัน เขาพยายามสะบัดแขนที่ถูกจับไว้“พวกแกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉัน!” เสียงของเขาแข็งกร้าวเหมือนยังคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหมือนเดิมแต่คำพูดยังไม่ทันจบหมัดหนักก็พุ่งเข้ามากระแทกท้องเขาเต็มแรงผัวะ!คิรินงอตัวทันทีลมหายใจสะดุด เขาทรุดเข่าลงกับพื้น มือกุมท้องแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ
เช้าวันนั้นในคฤหาสน์ของตระกูลธาม บรรยากาศดูวุ่นวายผิดปกติเล็กน้อย คนรับใช้หลายคนกระซิบกระซาบกันอยู่ตามมุมบ้าน เพราะมีข่าวหนึ่งที่เพิ่งแพร่ไปทั่วบ้านตั้งแต่เช้าธาม…รับลินดากลับมาอยู่ที่คฤหาสน์อีกครั้งแม่บ้านสองคนที่กำลังจัดดอกไม้ในห้องโถงยังอดกระซิบกันไม่ได้“จริงเหรอคะเนี่ยคุณลินดากลับมาอยู่ที่นี่อีก” อีกคนส่ายหน้าเบา ๆ“ฉันก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน เมื่อเช้ารถเธอเข้ามาจอดหน้าบ้านเลย” เสียงซุบซิบเหล่านั้นลอยไปทั่วบ้านในขณะเดียวกันภายในห้องนอนลินดากำลังยืนอยู่กลางห้อง เธอมองไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ สายตาไล่ผ่านเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้เสื้อผ้าที่เคยเป็นของเธอทุกอย่างมันเหมือนเดิมแทบทุกอย่างลินดาค่อย ๆ เดินไปแตะพนักเตียงเบา ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความพอใจ“สุดท้าย…” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง“ก็ได้กลับมาอีกครั้ง”ภายในคอนโดหรูใจกลางเมือง ข่าวที่ลินดากลับเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ไม่นานก็ไปถึงหูของคนสองคนคิริน…ภาวีพวกเขานั่งอยู่ในคอนโดของตัวเอง สีหน้าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด มือถือที่ถืออยู่แทบจะถูกบีบจนงอ“ไอ้ธามมันคิดอะไรอยู่กันแน่วะ!” เขาพูดเสียงหงุดหงิดภาวีที่กำลังนั่งไขว่ห้
ช่วงเย็นของวันนั้น บรรยากาศหน้าบ้านค่อนข้างเงียบ ถนนในซอยมีรถผ่านเป็นระยะลมเย็นพัดต้นไม้หน้าบ้านให้ไหวเบา ๆ พิมดาวที่กำลังเก็บผ้าจากราวอยู่หน้าบ้านหันไปมองถนนอีกครั้ง เพราะเธอสังเกตเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ตรงหน้าบ้านมานานพอสมควรแล้วตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นรถของเพื่อนบ้าน แต่พอมองดี ๆ รถคันนั้นก็ยังไม่ขยับไปไหน แถมกระจกหน้ารถสะท้อนแสงจนพอจะเห็นเงาคนข้างในนั่งนิ่งอยู่พิมดาวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่ประตูรั้ว แล้วเปิดออกช้า ๆ พอเธอเดินออกมาที่หน้าบ้านจริง ๆ ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอหยุดเดินทันทีธามนั่งอยู่หลังพวงมาลัย เขานั่งนิ่งเหมือนคนที่กำลังคิดอะไรบางอย่างหนักมาก สายตาของเขามองขึ้นไปที่หน้าต่างชั้นสองของบ้านอย่างเหม่อลอยพิมดาวนิ่งไปครู่หนึ่งเธอไม่คิดว่าจะเห็นเขาที่นี่หลังจากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแต่เมื่อมองดูสีหน้าของเขาชัด ๆ ความรู้สึกโกรธที่เคยมีในใจกลับเบาลงเล็กน้อย เพราะใบหน้าของธามตอนนี้ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนวันนั้นเลยมันดูเหนื่อยล้า…และเสียใจอย่างเห็นได้ชัดก๊อก ก๊อก ก๊อกพิมดาวเดินเข้าไปใกล้รถช้า ๆ ก่อนจะยกมือเคาะกระจกเบา ๆ“คุณธาม”ธามสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งหลุดจากความคิ







