LOGINคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบของยามค่ำ ไฟในสวนส่องต้นไม้เป็นเงาทอดยาวบนพื้นหินอ่อน
ประตูรั้วปิดลงช้า ๆ หลังรถยุโรปสีเข้มแล่นเข้ามาจอด เสียงเครื่องยนต์ดับลง เหลือเพียงความเงียบที่หนาหนักราวกับอากาศข้างในบ้านก็รอคอยบางอย่างอยู่เช่นกัน
ภายในห้องนั่งเล่นโคมไฟสีอุ่นยังเปิดอยู่ อรนุชนั่งหลังตรงบนโซฟาหนังสีครีมแก้วน้ำวางอยู่บนโต๊ะกระจกเบื้องหน้า
ดวงตาของหญิงวัยกลางคนไม่ได้จับจ้องโทรทัศน์ที่เปิดค้างไว้ หากแต่ทอดมองไปยังประตูทางเข้าเหมือนกำลังรอเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคย
ประตูเปิดออกธามเดินเข้ามาเงียบ ๆ เขาก้มถอดรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ แขวนสูทไว้ที่ราวข้างผนัง สีหน้าเรียบเฉยเหมือนทุกวัน ดวงตาคมเข้มไร้แววเหนื่อยล้าทั้งที่ทั้งวันผ่านเรื่องมากมาย
“กลับมาแล้วเหรอ” อรนุชเอ่ยขึ้นน้ำเสียงไม่ได้ดุ แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนจนเกินไป
“ครับ” ธามพยักหน้าเล็กน้อยเสียงทุ้มต่ำสั้นกระชับ เขาเดินผ่านแม่ไปเหมือนตั้งใจจะขึ้นห้องทันที
“พรุ่งนี้แกว่างไหม” คำถามนั้นทำให้เขาชะงักเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหันกลับมามอง
“มีประชุมบ่าย ทำไมครับ” น้ำเสียงยังคงเรียบสนิท อรนุชวางแก้วน้ำลงช้า ๆ เสียงกระทบโต๊ะดังแผ่ว
“พรุ่งนี้ไปรับลินดาไปตัดชุดแต่งงาน” ประโยคตรงไปตรงมานั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันที ธามนิ่งไปสายตาเขาเลื่อนต่ำลงเล็กน้อยเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างก่อนจะตอบเบา ๆ
“ก็แค่ชุด” คำพูดเรียบ ๆ แต่แฝงความเย็นชาอย่างไม่ปิดบัง
“มันไม่ใช่แค่ชุด ธาม มันคืองานแต่งของแก” อรนุชขมวดคิ้วเสียงเธอหนักแน่นขึ้น
“จะให้ผู้หญิงไปคนเดียวได้ยังไง คนอื่นจะคิดยังไง” ธามถอนหายใจเบา ๆ เขายกมือขึ้นลูบต้นคออย่างคนเริ่มอึดอัด
“ผมไม่ได้ขอให้แต่งงานตั้งแต่แรก” เขาพูดช้า ๆ เหมือนเลือกคำ
“แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธนี่ครับ” อรนุชสวนทันที
“ใช่ แกไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้เต็มใจ” ดวงตาของสองแม่ลูกสบกันกลางห้องนั่งเล่นที่เงียบสงัด
“แกจะหนีความจริงไปถึงเมื่อไหร่” คำถามนั้นตรงและแรงพอจะทำให้กรามของธามเกร็งขึ้น เส้นเอ็นข้างคอชัดขึ้นเล็กน้อย
“ผมไม่ได้หนี” เขาตอบเสียงต่ำ
“ผมแค่ไม่อยากให้มันซ้ำรอย” คำว่าซ้ำรอยหลุดออกมาพร้อมแววตาที่แข็งกระด้าง
“ลินดาไม่ใช่ภาวี” อรนุชอ่อนเสียงลง
ชื่อที่ไม่ได้ยินมานานทำให้ธามชะงักชัดเจนราวกับถูกใครดึงกลับไปในความทรงจำ เขาหันหน้าหนีไปทางหน้าต่างมือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
“ผมรู้” เสียงตอบเบากว่าปกติเล็กน้อย ความเงียบแทรกตัวเข้ามาอีกครั้ง อรนุชลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้ลูกชายวางมือลงบนแขนเขาเบา ๆ
“แม่ไม่ได้บังคับให้แกรักใครทันที แต่อย่างน้อยก็อย่าปิดประตูใส่เขาตั้งแต่ยังไม่เริ่ม” ธามไม่ตอ เขาหลับตาชั่วครู่เหมือนกำลังข่มบางอย่างในอกก่อนจะพูดสั้น ๆ
“พรุ่งนี้ผมจะไปรับเธอ”
เช้าวันต่อมาแสงแดดอ่อนส่องผ่านกระจกหน้ารถยุโรปสีเข้มที่จอดนิ่งอยู่หน้าบ้านลินดา บ้านสองชั้นสีขาวดูอบอุ่นต่างจากบ้านของเขาโดยสิ้นเชิง
ธามนั่งหลังพวงมาลัยใบหน้าเรียบเฉยเหมือนสวมหน้ากากบางอย่าง เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะเห็นประตูบ้านเปิดออก
ลินดาเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน เธอสวมเดรสสีพาสเทลเรียบง่าย ผมยาวปล่อยสยายเป็นธรรมชาติ แสงแดดทำให้ใบหน้าเธอดูสดใสกว่าที่เขาจำได้
“สวัสดีค่ะ” เธอเดินมาหยุดข้างรถยกมือไหว้เล็กน้อย รอยยิ้มของเธอไม่ได้เสแสร้งแต่ก็แฝงความประหม่าธามพยักหน้า
“ขึ้นรถ” คำสั้น ๆ ไม่มีรอยยิ้มตอบรับ ลินดาเม้มปากเล็กน้อยก่อนเปิดประตูขึ้นนั่ง
เสียงประตูปิดดังเบา ๆ รถเคลื่อนตัวออกไปบนถนนสายหลัก บรรยากาศภายในรถเงียบสนิทมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงวิทยุคลอเบา ๆ
“คุณธามทำงานเกี่ยวกับอะไรเหรอคะ” ลินดานั่งหลังตรงมือวางบนตักพยายามหาคำพูดบางอย่าง เธอถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“อสังหา” ธามมองถนนตรงหน้า คำตอบสั้นจนแทบตัดบทสนทนา
“อ๋อ…สร้างบ้านหรือคอนโดคะ” เธอพยายามต่อบท
“พัฒนาโครงการ” เขาตอบโดยไม่หันมามอง
“ฟังดูน่าสนใจนะคะ งานคงเครียดมากเลย” ลินดายิ้มบาง ๆ หวังให้บรรยากาศผ่อนคลายลง
“ก็ปกติ” เขาตอบเรียบ ๆ
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง ลินดาเม้มปากคนอะไรคุยด้วยยากชะมัดเธอคิดในใจแต่ยังไม่ยอมแพ้
“คุณธาม…ไม่อยากมาวันนี้เหรอคะ” คำถามนั้นทำให้เขาเหลือบมองเธอชั่วครู่ ดวงตาคมเข้มสบกับดวงตาใสของเธอ
“ฉันมาแล้วนี่ไง” เขาตอบนิ่ง ๆ
“ฉันหมายถึง…เต็มใจมาไหม” เธอถามต่ออย่างระมัดระวัง ธามเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
“มันเป็นสิ่งที่ต้องทำ” คำตอบนั้นทำให้ลินดารู้สึกเหมือนหัวใจถูกแตะเบา ๆ ด้วยความเย็น
“งั้นก็ถือว่าเราทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแล้วกันนะคะ” เธอพูดกึ่งจริงกึ่งหยอกหวังให้บรรยากาศเบาลง ธามมองเธออีกครั้งคราวนี้สายตาไม่ได้แข็งกระด้างเท่าเดิม
“เธอดูไม่เหมือนคนที่ถูกบังคับ” เขาพูดช้า ๆ ลินดาหัวเราะเบา ๆ
“บางทีฉันอาจจะเป็นคิดง่าย ๆ ก็ได้ค่ะ” เธอหันไปมองทิวทัศน์ข้างทาง
“ฉันแค่ทำ ๆ ไปก็แค่นั้นเอง”
รถแล่นต่อไปในความเงียบที่ไม่อึดอัดเท่าเดิม แม้คำพูดจะยังน้อยแต่สายตาที่แอบมองกันเป็นระยะเหมือนกำลังเรียนรู้กันอย่างระมัดระวัง
การเดินทางไปตัดชุดแต่งงานในเช้าวันนี้ อาจไม่ได้เป็นเพียงคำสั่งของแม่ หากแต่เป็นก้าวเล็ก ๆ ที่เริ่มเปิดช่องว่างบางอย่างระหว่างหัวใจสองดวงที่ต่างคนต่างระวังตัว
ร้านชุดแต่งงานตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคารหรู กระจกใสบานใหญ่สะท้อนแสงแดดยามสาย
ภายในตกแต่งโทนสีขาวสะอาดตา โคมไฟคริสตัลระยิบระยับเหนือเพดาน ชุดเจ้าสาวหลากดีไซน์แขวนเรียงรายเป็นแถว ผ้าซาติน ลูกไม้ และทูลล์บางเบาไหวตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกลิลลี่ลอยอยู่ในอากาศ บรรยากาศเหมือนโลกอีกใบที่มีเพียงความฝันของผู้หญิงหลายคนถูกถักทอไว้ในเนื้อผ้า
“ยินดีต้อนรับค่ะว่าที่เจ้าสาว เชิญเลือกชมได้ตามสบายเลยนะคะ” พนักงานสาวในชุดสูทสีครีมยิ้มต้อนรับ
คำว่าเจ้าสาวทำให้ลินดาชะงักเล็กน้อยก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า ดวงตากลมใสเป็นประกายอย่างห้ามไม่อยู่
นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอจะได้ลองชุดเจ้าสาว แม้การแต่งงานครั้งนี้จะไม่ได้เริ่มจากความรักหวานซึ้ง แต่ลึก ๆ ในใจของผู้หญิงคนหนึ่งก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้
ธามนั่งลงบนโซฟาสีขาวด้านมุมร้าน เขาถอดสูทออกวางพาดพนักโซฟาแขนเสื้อเชิ้ตพับขึ้นเล็กน้อย
สายตาคมเข้มทอดมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ราวกับสถานที่ตรงหน้าไม่เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย พนักงานอีกคนเดินเข้ามาถามเขาด้วยรอยยิ้ม
“คุณว่าที่เจ้าบ่าวสนใจดูชุดสูทด้วยไหมคะ” ธามส่ายหน้า
เบา ๆ“ยังครับ” เสียงเรียบเฉยจนพนักงานต้องถอยออกไปอย่างเกรงใจ
ลินดาถูกพาเข้าไปในห้องลองชุด เธอใช้นิ้วแตะผ้าลูกไม้เนื้อนุ่มอย่างระมัดระวัง
“ชุดนี้น่ารักมากเลยค่ะ” เธอพูดกับพนักงานอย่างตื่นเต้นเล็ก ๆ
“เหมาะกับรูปร่างคุณเจ้าสาวมากค่ะ เอวจะดูเล็กลงอีกนะคะ” พนักงานชมอย่างมืออาชีพจนลินดาหัวเราะเขิน ๆ
“อย่าชมเยอะสิคะ เดี๋ยวลอย”
ไม่นานม่านห้องลองชุดก็ถูกแหวกออกช้า ๆ ลินดาก้าวออกมาในชุดสีขาวยาวกรุยกราย
กระโปรงพองเบา ๆ ปลายผ้าลากพื้นเป็นทางเรียบ ผ้าลูกไม้แนบไปกับช่วงอกและไหล่เผยผิวขาวนวลอย่างพอดี
เธอจับชายกระโปรงไว้เล็กน้อยเพราะยังไม่คุ้นชิน แก้มขึ้นสีจาง ๆ จากความเขิน
“เป็นยังไงบ้างคะ” เธอถามเสียงเบา มองตรงไปยังชายที่นั่งอยู่
ธามเงยหน้าขึ้นช้า ๆ และในวินาทีนั้น ภาพตรงหน้ากลับซ้อนทับกับความทรงจำที่เขาพยายามฝังลึกไว้
บ่ายวันนั้นร้านเสื้อผ้าของลินดาค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ ประตูร้านเปิดเข้าออกแทบไม่หยุดเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งสลับกับเสียงพูดคุยของลูกค้าและพนักงาน ลินดายืนอยู่กลางร้านมือหนึ่งจับไม้แขวนเสื้ออีกมือค่อย ๆ จัดชายผ้าให้เข้าที่ท้องที่นูนขึ้นชัดทำให้ท่าทางเธอดูช้าลงนิดหน่อยแต่ก็ยังคล่องเหมือนเดิม สีหน้าสงบยิ้มง่ายเหมือนเคย“พี่ลินดาคะ ตัวนี้เอาไซซ์ไหนดีคะ ลูกค้าสูงประมาณนี้ค่ะ” พนักงานสาวเรียกจากอีกมุม ลินดาหันไปมองวัดสายตาเร็ว ๆ ก่อนตอบ“ลอง S ก่อนนะ ถ้าคับเดี๋ยวค่อยขยับเป็น M พี่ไปดูให้” เธอเดินเข้าไปช่วยจัดชุดให้ลูกค้าอย่างใส่ใจ เสียงพูดนุ่มนวลทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัวหน้าร้านชายหนุ่มคนหนึ่งยืนมองอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินเข้ามา เขาแต่งตัวดีดูสะอาดสะอ้านยิ้มง่ายแบบคนอัธยาศัยดี“คุณลินดาใช่ไหมครับ” เสียงเขาสุภาพ ลินดาหันไปยิ้มรับ“ค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ เหมือนเกรงใจ“ผมอยากซื้อเสื้อผ้าให้แฟนครับแต่…ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลย กลัวเลือกผิด” ลินดาหัวเราะนิด ๆ“เข้าใจเลยค่ะ ผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะงง ๆ แบบนี้ งั้นเดี๋ยวฉันช่วยเลือกให้ก็ได้นะคะ” เธอเดินนำเขาไปที่ราวเสื้
ห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ในยามค่ำไม่ได้เงียบสงบเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว พื้นพรมสีอ่อนเต็มไปด้วยของเล่นที่ถูกทิ้งกระจัดกระจายรถของเล่นคันเล็ก ๆ หลายคันวางคว่ำอยู่ข้างโซฟา ตุ๊กตาผ้าถูกโยนไปคนละทิศ ส่วนบล็อกไม้ถูกต่อเป็นกองสูงอยู่กลางห้องและกำลังจะถูกทำลายธันวานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นสีหน้าจริงจังอย่างกับกำลังทำงานสำคัญ มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ วางบล็อกชิ้นสุดท้ายลงไปอย่างระมัดระวัง“ไม่ล้ม ๆ…” เขาพึมพำกับตัวเองเหมือนกำลังอ้อนวอนให้มันตั้งอยู่ได้ แต่พอเสร็จปุ๊บเด็กชายกลับยิ้มกว้างแล้วใช้มือปัดใส่ทันที“พัง!”บล็อกไม้กระจายออกเสียงหัวเราะใส ๆ ดังลั่นห้อง เขาหัวเราะจนตัวโยนเหมือนมันเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในโลกในครัวลินดายืนอยู่หน้าเตามือหนึ่งจับทัพพีค่อย ๆ คนซุปในหม้ออย่างช้า ๆ อีกมือวางประคองหน้าท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ท้องหกเดือนทำให้การเคลื่อนไหวของเธอช้าลงแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เธอชะโงกหน้าออกมามองลูกแล้วเรียกเสียงนุ่ม“ธันวา อย่าวิ่งนะลูก เดี๋ยวล้ม”“ไม่ล้มมม!” เสียงตอบกลับมาทันทีพร้อมเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งตึงตังไปทั่วบ้าน “ดื้อจริง ๆ เลยนะเรา” ลินดาส่ายหัวขำ ๆ เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนจะ
แสงแดดช่วงสายตกลงมาบนสนามหญ้ากว้างหลังคฤหาสน์อย่างอบอุ่น หญ้าสีเขียวสดถูกตัดเรียบร้อยแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยของเล่นเด็กหลากสี ทั้งรถของเล่น ลูกบอล และตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้ตามพื้นเหมือนเจ้าของมันกำลังเล่นเพลินจนลืมเก็บเสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กชายตัวเล็กดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศทั้งสวนมีชีวิตชีวาอย่างประหลาดธันวาเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งอยู่กลางสนาม เขาถือรถของเล่นสีแดงไว้ในมือเล็ก ๆ แล้วทำเสียงประกอบเองอย่างตั้งอกตั้งใจ“บรื๊นนน! บรื๊นนน!” เด็กน้อยวิ่งวนไปวนมา ขาสั้น ๆ ก้าวเร็วอย่างไม่กลัวล้ม จนสุดท้ายเจ้ารถของเล่นก็พุ่งชนพุ่มไม้เล็ก ๆ ข้างสนามธันวาหยุดมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะคิกคักเหมือนมันเป็นเรื่องตลกที่สุดในโลก“ชนแล้ว!” เขาพูดเสียงใส แล้วหยิบรถขึ้นมาถือใหม่ ก่อนจะวิ่งต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ไกลจากตรงนั้นนักใต้ร่มไม้ใหญ่ มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ อรนุชกับพิมดาวนั่งอยู่ตรงนั้น พร้อมถ้วยชาร้อนที่มีไอจาง ๆ ลอยขึ้นมา ทั้งสองคนกำลังมองเด็กน้อยที่วิ่งไปมาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ดูสิคะ วิ่งไม่หยุดเลย ตั้งแต่เช้าแล้วนะนั่น” พิมดาวยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยก
กลางคืนที่ชายแดนเงียบกว่าที่คิด ลมแห้ง ๆ พัดผ่านทุ่งโล่งจนฝุ่นบาง ๆ ลอยคลุ้งไปตามพื้นดินรถตู้สีหม่นคันหนึ่งค่อย ๆ ชะลอแล้วจอดลงตรงพื้นที่รกร้างที่มีเพียงหลอดไฟดวงเดียวส่องแสงสลัวประตูรถถูกเปิดออกอย่างแรง ก่อนที่การ์ดร่างใหญ่สองคนจะกระชากตัวคนด้านในลงมาอย่างไม่ปรานีร่างของคิรินกระแทกพื้นก่อน เขาเซถอยหลังสองก้าว ส่วนภาวีก็ถูกผลักตามลงมา เสื้อผ้าที่เคยดูดีตอนอยู่ในเมืองตอนนี้ยับยู่ยี่และเต็มไปด้วยฝุ่นภาวีมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้าง เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ยังพยายามข่มให้ดูแข็ง“นี่มันที่ไหน! พวกแกพาฉันมาที่ไหน!”ชายร่างใหญ่ที่ยืนสูบบุหรี่พ่นควันออกมาช้า ๆ ก่อนหัวเราะหึเบา ๆ เขามองทั้งสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังประเมินสินค้า“ที่ที่พวกเธอควรอยู่” เขาพูดเรียบ ๆ น้ำเสียงเย็นเฉียบ คิรินกัดฟัน เขาพยายามสะบัดแขนที่ถูกจับไว้“พวกแกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉัน!” เสียงของเขาแข็งกร้าวเหมือนยังคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหมือนเดิมแต่คำพูดยังไม่ทันจบหมัดหนักก็พุ่งเข้ามากระแทกท้องเขาเต็มแรงผัวะ!คิรินงอตัวทันทีลมหายใจสะดุด เขาทรุดเข่าลงกับพื้น มือกุมท้องแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ
เช้าวันนั้นในคฤหาสน์ของตระกูลธาม บรรยากาศดูวุ่นวายผิดปกติเล็กน้อย คนรับใช้หลายคนกระซิบกระซาบกันอยู่ตามมุมบ้าน เพราะมีข่าวหนึ่งที่เพิ่งแพร่ไปทั่วบ้านตั้งแต่เช้าธาม…รับลินดากลับมาอยู่ที่คฤหาสน์อีกครั้งแม่บ้านสองคนที่กำลังจัดดอกไม้ในห้องโถงยังอดกระซิบกันไม่ได้“จริงเหรอคะเนี่ยคุณลินดากลับมาอยู่ที่นี่อีก” อีกคนส่ายหน้าเบา ๆ“ฉันก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน เมื่อเช้ารถเธอเข้ามาจอดหน้าบ้านเลย” เสียงซุบซิบเหล่านั้นลอยไปทั่วบ้านในขณะเดียวกันภายในห้องนอนลินดากำลังยืนอยู่กลางห้อง เธอมองไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ สายตาไล่ผ่านเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้เสื้อผ้าที่เคยเป็นของเธอทุกอย่างมันเหมือนเดิมแทบทุกอย่างลินดาค่อย ๆ เดินไปแตะพนักเตียงเบา ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความพอใจ“สุดท้าย…” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง“ก็ได้กลับมาอีกครั้ง”ภายในคอนโดหรูใจกลางเมือง ข่าวที่ลินดากลับเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ไม่นานก็ไปถึงหูของคนสองคนคิริน…ภาวีพวกเขานั่งอยู่ในคอนโดของตัวเอง สีหน้าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด มือถือที่ถืออยู่แทบจะถูกบีบจนงอ“ไอ้ธามมันคิดอะไรอยู่กันแน่วะ!” เขาพูดเสียงหงุดหงิดภาวีที่กำลังนั่งไขว่ห้
ช่วงเย็นของวันนั้น บรรยากาศหน้าบ้านค่อนข้างเงียบ ถนนในซอยมีรถผ่านเป็นระยะลมเย็นพัดต้นไม้หน้าบ้านให้ไหวเบา ๆ พิมดาวที่กำลังเก็บผ้าจากราวอยู่หน้าบ้านหันไปมองถนนอีกครั้ง เพราะเธอสังเกตเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ตรงหน้าบ้านมานานพอสมควรแล้วตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นรถของเพื่อนบ้าน แต่พอมองดี ๆ รถคันนั้นก็ยังไม่ขยับไปไหน แถมกระจกหน้ารถสะท้อนแสงจนพอจะเห็นเงาคนข้างในนั่งนิ่งอยู่พิมดาวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่ประตูรั้ว แล้วเปิดออกช้า ๆ พอเธอเดินออกมาที่หน้าบ้านจริง ๆ ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอหยุดเดินทันทีธามนั่งอยู่หลังพวงมาลัย เขานั่งนิ่งเหมือนคนที่กำลังคิดอะไรบางอย่างหนักมาก สายตาของเขามองขึ้นไปที่หน้าต่างชั้นสองของบ้านอย่างเหม่อลอยพิมดาวนิ่งไปครู่หนึ่งเธอไม่คิดว่าจะเห็นเขาที่นี่หลังจากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแต่เมื่อมองดูสีหน้าของเขาชัด ๆ ความรู้สึกโกรธที่เคยมีในใจกลับเบาลงเล็กน้อย เพราะใบหน้าของธามตอนนี้ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนวันนั้นเลยมันดูเหนื่อยล้า…และเสียใจอย่างเห็นได้ชัดก๊อก ก๊อก ก๊อกพิมดาวเดินเข้าไปใกล้รถช้า ๆ ก่อนจะยกมือเคาะกระจกเบา ๆ“คุณธาม”ธามสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งหลุดจากความคิ







