LOGINยามเย็นหน้าภัตตาคารสุดหรูเสียงพนักงานเปิดประตูเบา ๆ เป็นระยะ รถยุโรปสีดำและสีเงินจอดเรียงรายเป็นระเบียบ
กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ประดับหน้าร้านลอยปะปนกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงของแขกที่เพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ
โดยมีคนสี่คนที่ยืนล่ำลากันใต้แสงไฟที่เริ่มเปิดสว่างตัดกับท้องฟ้ายามค่ำ บรรยากาศภายนอกดูราบรื่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มของผู้ใหญ่สองคนแต่ช่องว่างบางอย่างระหว่างว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวกลับ
อึดอัดจนสัมผัสได้“ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้มาก ๆ นะนุช วันนี้เกรงใจจริง ๆ” น้ำพิมดาวยิ้มกว้างตามมารยาท มือเรียวของเธอจับมืออรนุชแน่นเล็กน้อย
เสียงเธอนุ่มนวลแต่แฝงความเกรงใจตามแบบฉบับคนที่รู้ดีว่ามื้ออาหารนี้ไม่ใช่เพียงการพบปะธรรมดา อรนุชก็ยิ้มตอบอย่างสุภาพและแววตาก็เปล่งประกายอย่างพึงพอใจ
“ไม่เป็นไรเลยพิม เดี๋ยวก็กลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วจะต้องเกรงใจกันทำไม” คำว่าครอบครัวเดียวกันถูกเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจราวกับทุกอย่างสิ้นลงแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เแต่งงานเลยด้วยซ้ำ
ลินดายืนอยู่ด้านหลังแม่เธอจับกระเป๋าถือแน่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมใสเหลือบมองไปทางธามอย่างเผลอ ๆ เห็นชายหนุ่มยืนล้วงกระเป๋ากางเกงสูทสีเข้มตัดกับผิวขาวซีดจากแสงไฟ
ใบหน้าเขาคมคายแต่ไร้รอยยิ้มสันกรามชัดเจนขณะเม้มปากนิ่ง ๆ ราวกับกำลังอดทนกับบางสิ่ง ลินดารู้สึกได้ถึงกำแพงบางอย่างที่มองไม่เห็น
แต่ก็เพราะเธอกินอิ่มจนหนังตาหนักแล้วก่อนหาวเบา ๆ อย่างพยายามกลั้นไว้
อิ่มจัดจนง่วงเลยเรา…แต่ผู้ชายคนนั้นยังทำหน้าบึ้งไม่เลิกเลย เธอคิดในใจพลางสูดลมหายใจลึกเพื่อให้ตัวเองดูสดใสกว่านี้
“กลับดี ๆ นะหนูลินดา ถ้ามีอะไรอยากคุย โทรหาน้าได้ตลอดนะจ๊ะ” อรนุชหันมายิ้มให้เธออีกครั้ง ว่าที่ลูกสะใภ้ยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อมรอยยิ้มของเธอสดใสแม้ดวงตาจะมีประกายความลังเล
“สวัสดีค่ะคุณน้า ขอบคุณสำหรับวันนี้นะคะ” เธอหันไปมองธามชั่วครู่ก่อนตัดสินใจพูดเบา ๆ
“กลับก่อนนะคะคุณธาม” ธามพยักหน้าเล็กน้อยสายตาคมเข้มมองเธอเพียงเสี้ยววินาที
“ครับ” คำตอบสั้นกระชับไม่มีแม้แต่รอยยิ้มบาง ๆ เป็นมารยาท ลินดาชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินไปขึ้นรถ ก่อนรถจะเคลื่อนตัวออกไปช้า ๆ ไฟท้ายสีแดงสว่างวาบก่อนเลือนหายไปกับถนนยามค่ำ
ทันทีที่รถของลินรดาลับสายตาอรนุชก็ลดรอยยิ้มลงสีหน้าเธอจริงจังขึ้นหันขวับไปหาลูกชาย
“วันนี้แกเสียมารยาทตลอดเลยนะธาม” น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่ดุพอให้รู้ว่าไม่พอใจ
ธามยังคงยืนท่าเดิมไหล่กว้างนิ่งสนิทเขาเหลือบตามองแม่เพียงนิดเดียว
“ผมก็ปกติ” คำตอบเรียบเฉยจนแทบไร้อารมณ์ อรนุชถอนหายใจยาวแววตาอ่อนลงแต่ยังแฝงความกังวล
“ปกติของแกมันเย็นชาจนคนอื่นอึดอัดรู้ไหม หนูลินดาเขาไม่ได้ทำอะไรผิด”
“เธอก็ดูไม่ได้เดือดร้อนอะไร” ธามหัวเราะในลำคอเบา ๆ คล้ายไม่ใส่ใจ
“แกแน่ใจเหรอ” อรนุชสวนทันที
“ผู้หญิงบางคนเขาไม่แสดงออกก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึก” ธามนิ่งไปชั่วครู่ แสงไฟสะท้อนดวงตาเขาวูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนกลับมาแข็งกร้าวเหมือนเดิม
“แม่อยากให้ผมทำตัวยังไงยิ้มหวาน ๆ เหมือนคนกำลังจะแต่งงานด้วยความเต็มใจงั้นเหรอ” คำพูดนั้นเย็นชาทำเอาอรนุชจ้องหน้าลูกชายตรง ๆ
“ฉันอยากให้แกเปิดใจบ้าง อย่างน้อยก็ควรให้เกียรติเขา”
ความเงียบแผ่กระจายรอบตัว จนลมเย็นที่พัดผ่านมาทำให้ชายสูทของธามขยับเล็กน้อย
“แกกำลังกลัวมันจะซ้ำรอยเดิมเหรอ” อรนุชพูดต่อช้า ๆแต่ประโยคนี้ทำให้ธามชะงักจริง ๆ มือในกระเป๋ากำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาก้มมองแม่ดวงตาคมเข้มฉายแววบางอย่างที่คล้ายความเจ็บปวดแต่ถูกกดทับไว้
“ผมไม่ได้กลัว” เขาตอบช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ แต่อรนุชยกยิ้มบาง ๆ
“งั้นเหรอ…ฉันนึกว่าแกยังฝังใจเรื่องนั้นอยู่”
คำว่าเรื่องนั้นทำให้กรามของธามขบแน่น เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบดวงตาที่เคยนิ่งกลับแข็งกร้าวขึ้นทันที
“ผมจะไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นอีก” เขาพูดเสียงต่ำหนักแน่นจนเหมือนสาบานกับตัวเอง
“ไม่มีวัน”
อรนุชมองเขานิ่ง ๆ แววตาปนห่วงใย แม่แค่อยากให้การแต่งงานครั้งนี้ทำให้ลูกกลับมายิ้มได้อีกครั้งเท่านั้นเอง เธอคิดในใจ แต่ไม่เอ่ยออกมา
“หนูลินดาไม่ใช่คนแบบนั้นนะธาม” เธอลองพูดอีกครั้ง
“ดวงตาใส ๆ แบบนั้น ดูก็รู้ว่าไม่คิดร้ายกับใคร” ธามหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่เชื่อ
“คนเราดูจากตาไม่ได้หรอกครับแม่” ประโยคนั้นทำให้อรนุชเงียบไปชั่วครู่ เธอรู้ดีว่าลูกชายกำลังพูดถึงใครแม้ไม่มีชื่อถูกเอ่ยออกมาเพราะบาดแผลในอดีตยังคงสดใหม่ในความทรงจำของลูกชายคนเดียว
ธามถอนหายใจสั้น ๆ ก่อนจะเดินไปที่รถของตัวเอง เขาเปิดประตูและนั่งลงหลังพวงมาลัย ท่าทางสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ดวงตาที่สะท้อนในกระจกกลับเต็มไปด้วยความแข็งกระด้างที่ปะปนความเจ็บลึก ๆ
อรนุชยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นผ่านกระจกหน้ารถ ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับในอก เธอหวังเหลือเกินว่าการแต่งงานครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงข้อตกลงทางธุรกิจ
แต่จะเป็นโอกาสให้ลูกชายได้รักษาหัวใจที่แตกร้าว
ภายในรถยนต์สีขาวคันเล็กบรรยากาศเงียบกว่าปกติ ใบหน้าของลินรดาที่กำลังตั้งใจขับรถดวงตากลมใสที่เคยสดใสตอนกลางวันบัดนี้ฉายแววครุ่นคิด
เธอเม้มปากเล็กน้อยก่อนถอนหายใจเบา ๆ ราวกับพยายามระบายความอึดอัดในอก
“แม่คิดว่าหนูจะไปกับคุณธามรอดไหมอะ” น้ำเสียงเธอพยายามทำให้ฟังดูขำ ๆ แต่ปลายเสียงกลับสั่นนิด ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
พิมดาวหันมามองลูกสาวทำให้แสงไฟจากภายนอกสะท้อนใบหน้าของเธอให้ดูอ่อนล้าเล็กน้อย หญิงวัยกลางคนเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาฉายแววชั่งใจ
“ไม่รู้สิลูก” เธอตอบตามตรงพลางถอนหายใจเบา ๆ
“คนเรามันต้องใช้เวลา บางทีที่เขาเป็นแบบนั้น อาจไม่ได้เกี่ยวกับหนูก็ได้” ลินดาขมวดคิ้วแน่นขึ้นมือที่จับพวงมาลัยเผลอกำแน่นกว่าเดิม
“เขาเคยมีเรื่องอะไรมาก่อนเหรอแม่ ทำไมแม่กับคุณน้าดูเหมือนรู้กันหมดแต่หนูไม่รู้อะไรเลย” น้ำเสียงเริ่มจริงจังขึ้นแววตา
ใส ๆ สะท้อนความอยากรู้ปนกังวลพิมดาวนิ่งไปอีกครั้งเธอหันไปมองถนนข้างหน้าเหมือนกำลังเรียบเรียงคำพูด
“ก็…เรื่องอดีตภรรยาน่ะ” ประโยคสั้น ๆ นั้นทำให้ลินดาชะงักไปทันที เท้าเธอเผลอเหยียบเบรกแรงโดยไม่รู้ตัวเสียงล้อเสียดสีกับพื้นถนน
เอี๊ยด! ร่างของสองแม่ลูกเอนไปข้างหน้าอย่างแรง พิมดาวรีบคว้าคอนโซลหน้าไว้
“ขับดี ๆ สิลินดา!” น้ำเสียงเธอตกใจปนดุเล็กน้อย ลินดาสูดลมหายใจลึกมือสั่นน้อย ๆ ขณะประคองพวงมาลัยให้รถกลับเข้าสู่เลนปกติ
“ขอโทษค่ะ…ตกใจอะ” เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยาก ลำบากใบหน้าซีดลงเล็กน้อย
“จริงเหรอแม่…เขาเคยแต่งงานมาแล้วเหรอ” พิมดาวพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าจริงจัง
“ใช่ แต่งงานมาแล้ว แล้วก็เกือบมีลูกด้วย” คำว่าเกือบมีลูกทำให้หัวใจลินรดากระตุกวูบ เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างหนักอึ้งทับลงกลางอก
รถยังคงเคลื่อนต่อไปในความเงียบที่อึดอัด ลินดาจ้องถนนตรงหน้าแต่ความคิดกลับฟุ้งกระจาย
“แล้ว…ทำไมเลิกกันล่ะคะ” เธอถามเบา ๆ เสียงแทบไม่ต่างจากเสียงกระซิบ พิมดาวถอนหายใจยาวดวงตาเธออ่อนลง
“ลูกที่เกิดมา…ไม่ใช่ลูกเขา” คำตอบนั้นตกลงกลางอากาศเหมือนก้อนหินหนัก บรรยากาศในรถกลับเงียบสนิทลินดารู้สึกเหมือนหูอื้อไปชั่วขณะ
เธอเหม่อมองเส้นถนนยาวไกลแสงไฟวิ่งผ่านสายตาเป็นเส้นพร่า ๆ ก็ถึงว่าทำไมเขาถึงดูเย็นชาแบบนั้นความคิดผุดขึ้นช้า ๆ
ภาพสายตาแข็งกร้าวของธามผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง ความเย็นชา ความระแวดระวัง ทุกอย่างเหมือนมีคำอธิบายของมันแล้ว
“มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ชายคนหนึ่งนะลูก โดยเฉพาะคนที่มั่นใจว่าตัวเองทำทุกอย่างดีที่สุดแล้ว” พิมดาวพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“เขารักผู้หญิงคนนั้นมากเหรอแม่” ลินดาเม้มปากแน่นคำถามหลุดออกมาโดยไม่ทันคิด พิมดาหันมองลูกสาวเห็นแววตาใสที่เริ่มหม่นลง
“มากสิ ถึงได้เจ็บขนาดนั้น” เธอตอบออกไปตรง ๆ
“แม่เห็นธามตอนนั้นแล้ว…เปลี่ยนไปเลยจากคนที่เคยยิ้มง่ายกลายเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ไว้ใจใคร” ร่างเล็กนิ่งเธอนึกถึงรอยยิ้มที่ไม่เคยเห็นจากเขาเลยตั้งแต่พบกัน
“นุชถึงอยากให้มีคนมาลบบาดแผลให้ลูกชายเขาไง” พิมดาวเอ่ยเบา ๆ คล้ายพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับลูก ลินดาหันขวับทันที ดวงตาเบิกกว้าง
“แล้วให้หนูนี่ยนะ” เธอหัวเราะแห้ง ๆ เสียงนั้นฟังดูไม่ขำเลยสักนิด
“แม่ หนูไม่ใช่นางเอกละครที่จะไปรักษาใจใครได้นะ” พิมดาวยิ้มบาง ๆ
“แม่รู้ว่าไม่ใช่นางเอกละคร”
“เผลอ ๆ หนูอาจจะไปสร้างบาดแผลให้ธามเขามากกว่าเดิมมั้งเนี่ย…พูดมากอยู่ด้วย”
“แม่…”
บ่ายวันนั้นร้านเสื้อผ้าของลินดาค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ ประตูร้านเปิดเข้าออกแทบไม่หยุดเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งสลับกับเสียงพูดคุยของลูกค้าและพนักงาน ลินดายืนอยู่กลางร้านมือหนึ่งจับไม้แขวนเสื้ออีกมือค่อย ๆ จัดชายผ้าให้เข้าที่ท้องที่นูนขึ้นชัดทำให้ท่าทางเธอดูช้าลงนิดหน่อยแต่ก็ยังคล่องเหมือนเดิม สีหน้าสงบยิ้มง่ายเหมือนเคย“พี่ลินดาคะ ตัวนี้เอาไซซ์ไหนดีคะ ลูกค้าสูงประมาณนี้ค่ะ” พนักงานสาวเรียกจากอีกมุม ลินดาหันไปมองวัดสายตาเร็ว ๆ ก่อนตอบ“ลอง S ก่อนนะ ถ้าคับเดี๋ยวค่อยขยับเป็น M พี่ไปดูให้” เธอเดินเข้าไปช่วยจัดชุดให้ลูกค้าอย่างใส่ใจ เสียงพูดนุ่มนวลทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัวหน้าร้านชายหนุ่มคนหนึ่งยืนมองอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินเข้ามา เขาแต่งตัวดีดูสะอาดสะอ้านยิ้มง่ายแบบคนอัธยาศัยดี“คุณลินดาใช่ไหมครับ” เสียงเขาสุภาพ ลินดาหันไปยิ้มรับ“ค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ เหมือนเกรงใจ“ผมอยากซื้อเสื้อผ้าให้แฟนครับแต่…ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลย กลัวเลือกผิด” ลินดาหัวเราะนิด ๆ“เข้าใจเลยค่ะ ผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะงง ๆ แบบนี้ งั้นเดี๋ยวฉันช่วยเลือกให้ก็ได้นะคะ” เธอเดินนำเขาไปที่ราวเสื้
ห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ในยามค่ำไม่ได้เงียบสงบเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว พื้นพรมสีอ่อนเต็มไปด้วยของเล่นที่ถูกทิ้งกระจัดกระจายรถของเล่นคันเล็ก ๆ หลายคันวางคว่ำอยู่ข้างโซฟา ตุ๊กตาผ้าถูกโยนไปคนละทิศ ส่วนบล็อกไม้ถูกต่อเป็นกองสูงอยู่กลางห้องและกำลังจะถูกทำลายธันวานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นสีหน้าจริงจังอย่างกับกำลังทำงานสำคัญ มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ วางบล็อกชิ้นสุดท้ายลงไปอย่างระมัดระวัง“ไม่ล้ม ๆ…” เขาพึมพำกับตัวเองเหมือนกำลังอ้อนวอนให้มันตั้งอยู่ได้ แต่พอเสร็จปุ๊บเด็กชายกลับยิ้มกว้างแล้วใช้มือปัดใส่ทันที“พัง!”บล็อกไม้กระจายออกเสียงหัวเราะใส ๆ ดังลั่นห้อง เขาหัวเราะจนตัวโยนเหมือนมันเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในโลกในครัวลินดายืนอยู่หน้าเตามือหนึ่งจับทัพพีค่อย ๆ คนซุปในหม้ออย่างช้า ๆ อีกมือวางประคองหน้าท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ท้องหกเดือนทำให้การเคลื่อนไหวของเธอช้าลงแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เธอชะโงกหน้าออกมามองลูกแล้วเรียกเสียงนุ่ม“ธันวา อย่าวิ่งนะลูก เดี๋ยวล้ม”“ไม่ล้มมม!” เสียงตอบกลับมาทันทีพร้อมเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งตึงตังไปทั่วบ้าน “ดื้อจริง ๆ เลยนะเรา” ลินดาส่ายหัวขำ ๆ เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนจะ
แสงแดดช่วงสายตกลงมาบนสนามหญ้ากว้างหลังคฤหาสน์อย่างอบอุ่น หญ้าสีเขียวสดถูกตัดเรียบร้อยแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยของเล่นเด็กหลากสี ทั้งรถของเล่น ลูกบอล และตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้ตามพื้นเหมือนเจ้าของมันกำลังเล่นเพลินจนลืมเก็บเสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กชายตัวเล็กดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศทั้งสวนมีชีวิตชีวาอย่างประหลาดธันวาเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งอยู่กลางสนาม เขาถือรถของเล่นสีแดงไว้ในมือเล็ก ๆ แล้วทำเสียงประกอบเองอย่างตั้งอกตั้งใจ“บรื๊นนน! บรื๊นนน!” เด็กน้อยวิ่งวนไปวนมา ขาสั้น ๆ ก้าวเร็วอย่างไม่กลัวล้ม จนสุดท้ายเจ้ารถของเล่นก็พุ่งชนพุ่มไม้เล็ก ๆ ข้างสนามธันวาหยุดมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะคิกคักเหมือนมันเป็นเรื่องตลกที่สุดในโลก“ชนแล้ว!” เขาพูดเสียงใส แล้วหยิบรถขึ้นมาถือใหม่ ก่อนจะวิ่งต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ไกลจากตรงนั้นนักใต้ร่มไม้ใหญ่ มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ อรนุชกับพิมดาวนั่งอยู่ตรงนั้น พร้อมถ้วยชาร้อนที่มีไอจาง ๆ ลอยขึ้นมา ทั้งสองคนกำลังมองเด็กน้อยที่วิ่งไปมาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ดูสิคะ วิ่งไม่หยุดเลย ตั้งแต่เช้าแล้วนะนั่น” พิมดาวยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยก
กลางคืนที่ชายแดนเงียบกว่าที่คิด ลมแห้ง ๆ พัดผ่านทุ่งโล่งจนฝุ่นบาง ๆ ลอยคลุ้งไปตามพื้นดินรถตู้สีหม่นคันหนึ่งค่อย ๆ ชะลอแล้วจอดลงตรงพื้นที่รกร้างที่มีเพียงหลอดไฟดวงเดียวส่องแสงสลัวประตูรถถูกเปิดออกอย่างแรง ก่อนที่การ์ดร่างใหญ่สองคนจะกระชากตัวคนด้านในลงมาอย่างไม่ปรานีร่างของคิรินกระแทกพื้นก่อน เขาเซถอยหลังสองก้าว ส่วนภาวีก็ถูกผลักตามลงมา เสื้อผ้าที่เคยดูดีตอนอยู่ในเมืองตอนนี้ยับยู่ยี่และเต็มไปด้วยฝุ่นภาวีมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้าง เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ยังพยายามข่มให้ดูแข็ง“นี่มันที่ไหน! พวกแกพาฉันมาที่ไหน!”ชายร่างใหญ่ที่ยืนสูบบุหรี่พ่นควันออกมาช้า ๆ ก่อนหัวเราะหึเบา ๆ เขามองทั้งสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังประเมินสินค้า“ที่ที่พวกเธอควรอยู่” เขาพูดเรียบ ๆ น้ำเสียงเย็นเฉียบ คิรินกัดฟัน เขาพยายามสะบัดแขนที่ถูกจับไว้“พวกแกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉัน!” เสียงของเขาแข็งกร้าวเหมือนยังคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหมือนเดิมแต่คำพูดยังไม่ทันจบหมัดหนักก็พุ่งเข้ามากระแทกท้องเขาเต็มแรงผัวะ!คิรินงอตัวทันทีลมหายใจสะดุด เขาทรุดเข่าลงกับพื้น มือกุมท้องแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ
เช้าวันนั้นในคฤหาสน์ของตระกูลธาม บรรยากาศดูวุ่นวายผิดปกติเล็กน้อย คนรับใช้หลายคนกระซิบกระซาบกันอยู่ตามมุมบ้าน เพราะมีข่าวหนึ่งที่เพิ่งแพร่ไปทั่วบ้านตั้งแต่เช้าธาม…รับลินดากลับมาอยู่ที่คฤหาสน์อีกครั้งแม่บ้านสองคนที่กำลังจัดดอกไม้ในห้องโถงยังอดกระซิบกันไม่ได้“จริงเหรอคะเนี่ยคุณลินดากลับมาอยู่ที่นี่อีก” อีกคนส่ายหน้าเบา ๆ“ฉันก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน เมื่อเช้ารถเธอเข้ามาจอดหน้าบ้านเลย” เสียงซุบซิบเหล่านั้นลอยไปทั่วบ้านในขณะเดียวกันภายในห้องนอนลินดากำลังยืนอยู่กลางห้อง เธอมองไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ สายตาไล่ผ่านเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้เสื้อผ้าที่เคยเป็นของเธอทุกอย่างมันเหมือนเดิมแทบทุกอย่างลินดาค่อย ๆ เดินไปแตะพนักเตียงเบา ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความพอใจ“สุดท้าย…” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง“ก็ได้กลับมาอีกครั้ง”ภายในคอนโดหรูใจกลางเมือง ข่าวที่ลินดากลับเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ไม่นานก็ไปถึงหูของคนสองคนคิริน…ภาวีพวกเขานั่งอยู่ในคอนโดของตัวเอง สีหน้าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด มือถือที่ถืออยู่แทบจะถูกบีบจนงอ“ไอ้ธามมันคิดอะไรอยู่กันแน่วะ!” เขาพูดเสียงหงุดหงิดภาวีที่กำลังนั่งไขว่ห้
ช่วงเย็นของวันนั้น บรรยากาศหน้าบ้านค่อนข้างเงียบ ถนนในซอยมีรถผ่านเป็นระยะลมเย็นพัดต้นไม้หน้าบ้านให้ไหวเบา ๆ พิมดาวที่กำลังเก็บผ้าจากราวอยู่หน้าบ้านหันไปมองถนนอีกครั้ง เพราะเธอสังเกตเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ตรงหน้าบ้านมานานพอสมควรแล้วตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นรถของเพื่อนบ้าน แต่พอมองดี ๆ รถคันนั้นก็ยังไม่ขยับไปไหน แถมกระจกหน้ารถสะท้อนแสงจนพอจะเห็นเงาคนข้างในนั่งนิ่งอยู่พิมดาวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่ประตูรั้ว แล้วเปิดออกช้า ๆ พอเธอเดินออกมาที่หน้าบ้านจริง ๆ ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอหยุดเดินทันทีธามนั่งอยู่หลังพวงมาลัย เขานั่งนิ่งเหมือนคนที่กำลังคิดอะไรบางอย่างหนักมาก สายตาของเขามองขึ้นไปที่หน้าต่างชั้นสองของบ้านอย่างเหม่อลอยพิมดาวนิ่งไปครู่หนึ่งเธอไม่คิดว่าจะเห็นเขาที่นี่หลังจากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแต่เมื่อมองดูสีหน้าของเขาชัด ๆ ความรู้สึกโกรธที่เคยมีในใจกลับเบาลงเล็กน้อย เพราะใบหน้าของธามตอนนี้ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนวันนั้นเลยมันดูเหนื่อยล้า…และเสียใจอย่างเห็นได้ชัดก๊อก ก๊อก ก๊อกพิมดาวเดินเข้าไปใกล้รถช้า ๆ ก่อนจะยกมือเคาะกระจกเบา ๆ“คุณธาม”ธามสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งหลุดจากความคิ







