LOGINยามเย็นหน้าภัตตาคารสุดหรูเสียงพนักงานเปิดประตูเบา ๆ เป็นระยะ รถยุโรปสีดำและสีเงินจอดเรียงรายเป็นระเบียบ
กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ประดับหน้าร้านลอยปะปนกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงของแขกที่เพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ
โดยมีคนสี่คนที่ยืนล่ำลากันใต้แสงไฟที่เริ่มเปิดสว่างตัดกับท้องฟ้ายามค่ำ บรรยากาศภายนอกดูราบรื่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มของผู้ใหญ่สองคนแต่ช่องว่างบางอย่างระหว่างว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวกลับ
อึดอัดจนสัมผัสได้“ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้มาก ๆ นะนุช วันนี้เกรงใจจริง ๆ” น้ำพิมดาวยิ้มกว้างตามมารยาท มือเรียวของเธอจับมืออรนุชแน่นเล็กน้อย
เสียงเธอนุ่มนวลแต่แฝงความเกรงใจตามแบบฉบับคนที่รู้ดีว่ามื้ออาหารนี้ไม่ใช่เพียงการพบปะธรรมดา อรนุชก็ยิ้มตอบอย่างสุภาพและแววตาก็เปล่งประกายอย่างพึงพอใจ
“ไม่เป็นไรเลยพิม เดี๋ยวก็กลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วจะต้องเกรงใจกันทำไม” คำว่าครอบครัวเดียวกันถูกเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจราวกับทุกอย่างสิ้นลงแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เแต่งงานเลยด้วยซ้ำ
ลินดายืนอยู่ด้านหลังแม่เธอจับกระเป๋าถือแน่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมใสเหลือบมองไปทางธามอย่างเผลอ ๆ เห็นชายหนุ่มยืนล้วงกระเป๋ากางเกงสูทสีเข้มตัดกับผิวขาวซีดจากแสงไฟ
ใบหน้าเขาคมคายแต่ไร้รอยยิ้มสันกรามชัดเจนขณะเม้มปากนิ่ง ๆ ราวกับกำลังอดทนกับบางสิ่ง ลินดารู้สึกได้ถึงกำแพงบางอย่างที่มองไม่เห็น
แต่ก็เพราะเธอกินอิ่มจนหนังตาหนักแล้วก่อนหาวเบา ๆ อย่างพยายามกลั้นไว้
อิ่มจัดจนง่วงเลยเรา…แต่ผู้ชายคนนั้นยังทำหน้าบึ้งไม่เลิกเลย เธอคิดในใจพลางสูดลมหายใจลึกเพื่อให้ตัวเองดูสดใสกว่านี้
“กลับดี ๆ นะหนูลินดา ถ้ามีอะไรอยากคุย โทรหาน้าได้ตลอดนะจ๊ะ” อรนุชหันมายิ้มให้เธออีกครั้ง ว่าที่ลูกสะใภ้ยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อมรอยยิ้มของเธอสดใสแม้ดวงตาจะมีประกายความลังเล
“สวัสดีค่ะคุณน้า ขอบคุณสำหรับวันนี้นะคะ” เธอหันไปมองธามชั่วครู่ก่อนตัดสินใจพูดเบา ๆ
“กลับก่อนนะคะคุณธาม” ธามพยักหน้าเล็กน้อยสายตาคมเข้มมองเธอเพียงเสี้ยววินาที
“ครับ” คำตอบสั้นกระชับไม่มีแม้แต่รอยยิ้มบาง ๆ เป็นมารยาท ลินดาชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินไปขึ้นรถ ก่อนรถจะเคลื่อนตัวออกไปช้า ๆ ไฟท้ายสีแดงสว่างวาบก่อนเลือนหายไปกับถนนยามค่ำ
ทันทีที่รถของลินรดาลับสายตาอรนุชก็ลดรอยยิ้มลงสีหน้าเธอจริงจังขึ้นหันขวับไปหาลูกชาย
“วันนี้แกเสียมารยาทตลอดเลยนะธาม” น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่ดุพอให้รู้ว่าไม่พอใจ
ธามยังคงยืนท่าเดิมไหล่กว้างนิ่งสนิทเขาเหลือบตามองแม่เพียงนิดเดียว
“ผมก็ปกติ” คำตอบเรียบเฉยจนแทบไร้อารมณ์ อรนุชถอนหายใจยาวแววตาอ่อนลงแต่ยังแฝงความกังวล
“ปกติของแกมันเย็นชาจนคนอื่นอึดอัดรู้ไหม หนูลินดาเขาไม่ได้ทำอะไรผิด”
“เธอก็ดูไม่ได้เดือดร้อนอะไร” ธามหัวเราะในลำคอเบา ๆ คล้ายไม่ใส่ใจ
“แกแน่ใจเหรอ” อรนุชสวนทันที
“ผู้หญิงบางคนเขาไม่แสดงออกก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึก” ธามนิ่งไปชั่วครู่ แสงไฟสะท้อนดวงตาเขาวูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนกลับมาแข็งกร้าวเหมือนเดิม
“แม่อยากให้ผมทำตัวยังไงยิ้มหวาน ๆ เหมือนคนกำลังจะแต่งงานด้วยความเต็มใจงั้นเหรอ” คำพูดนั้นเย็นชาทำเอาอรนุชจ้องหน้าลูกชายตรง ๆ
“ฉันอยากให้แกเปิดใจบ้าง อย่างน้อยก็ควรให้เกียรติเขา”
ความเงียบแผ่กระจายรอบตัว จนลมเย็นที่พัดผ่านมาทำให้ชายสูทของธามขยับเล็กน้อย
“แกกำลังกลัวมันจะซ้ำรอยเดิมเหรอ” อรนุชพูดต่อช้า ๆแต่ประโยคนี้ทำให้ธามชะงักจริง ๆ มือในกระเป๋ากำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาก้มมองแม่ดวงตาคมเข้มฉายแววบางอย่างที่คล้ายความเจ็บปวดแต่ถูกกดทับไว้
“ผมไม่ได้กลัว” เขาตอบช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ แต่อรนุชยกยิ้มบาง ๆ
“งั้นเหรอ…ฉันนึกว่าแกยังฝังใจเรื่องนั้นอยู่”
คำว่าเรื่องนั้นทำให้กรามของธามขบแน่น เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบดวงตาที่เคยนิ่งกลับแข็งกร้าวขึ้นทันที
“ผมจะไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นอีก” เขาพูดเสียงต่ำหนักแน่นจนเหมือนสาบานกับตัวเอง
“ไม่มีวัน”
อรนุชมองเขานิ่ง ๆ แววตาปนห่วงใย แม่แค่อยากให้การแต่งงานครั้งนี้ทำให้ลูกกลับมายิ้มได้อีกครั้งเท่านั้นเอง เธอคิดในใจ แต่ไม่เอ่ยออกมา
“หนูลินดาไม่ใช่คนแบบนั้นนะธาม” เธอลองพูดอีกครั้ง
“ดวงตาใส ๆ แบบนั้น ดูก็รู้ว่าไม่คิดร้ายกับใคร” ธามหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่เชื่อ
“คนเราดูจากตาไม่ได้หรอกครับแม่” ประโยคนั้นทำให้อรนุชเงียบไปชั่วครู่ เธอรู้ดีว่าลูกชายกำลังพูดถึงใครแม้ไม่มีชื่อถูกเอ่ยออกมาเพราะบาดแผลในอดีตยังคงสดใหม่ในความทรงจำของลูกชายคนเดียว
ธามถอนหายใจสั้น ๆ ก่อนจะเดินไปที่รถของตัวเอง เขาเปิดประตูและนั่งลงหลังพวงมาลัย ท่าทางสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ดวงตาที่สะท้อนในกระจกกลับเต็มไปด้วยความแข็งกระด้างที่ปะปนความเจ็บลึก ๆ
อรนุชยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นผ่านกระจกหน้ารถ ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับในอก เธอหวังเหลือเกินว่าการแต่งงานครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงข้อตกลงทางธุรกิจ
แต่จะเป็นโอกาสให้ลูกชายได้รักษาหัวใจที่แตกร้าว
ภายในรถยนต์สีขาวคันเล็กบรรยากาศเงียบกว่าปกติ ใบหน้าของลินรดาที่กำลังตั้งใจขับรถดวงตากลมใสที่เคยสดใสตอนกลางวันบัดนี้ฉายแววครุ่นคิด
เธอเม้มปากเล็กน้อยก่อนถอนหายใจเบา ๆ ราวกับพยายามระบายความอึดอัดในอก
“แม่คิดว่าหนูจะไปกับคุณธามรอดไหมอะ” น้ำเสียงเธอพยายามทำให้ฟังดูขำ ๆ แต่ปลายเสียงกลับสั่นนิด ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
พิมดาวหันมามองลูกสาวทำให้แสงไฟจากภายนอกสะท้อนใบหน้าของเธอให้ดูอ่อนล้าเล็กน้อย หญิงวัยกลางคนเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาฉายแววชั่งใจ
“ไม่รู้สิลูก” เธอตอบตามตรงพลางถอนหายใจเบา ๆ
“คนเรามันต้องใช้เวลา บางทีที่เขาเป็นแบบนั้น อาจไม่ได้เกี่ยวกับหนูก็ได้” ลินดาขมวดคิ้วแน่นขึ้นมือที่จับพวงมาลัยเผลอกำแน่นกว่าเดิม
“เขาเคยมีเรื่องอะไรมาก่อนเหรอแม่ ทำไมแม่กับคุณน้าดูเหมือนรู้กันหมดแต่หนูไม่รู้อะไรเลย” น้ำเสียงเริ่มจริงจังขึ้นแววตา
ใส ๆ สะท้อนความอยากรู้ปนกังวลพิมดาวนิ่งไปอีกครั้งเธอหันไปมองถนนข้างหน้าเหมือนกำลังเรียบเรียงคำพูด
“ก็…เรื่องอดีตภรรยาน่ะ” ประโยคสั้น ๆ นั้นทำให้ลินดาชะงักไปทันที เท้าเธอเผลอเหยียบเบรกแรงโดยไม่รู้ตัวเสียงล้อเสียดสีกับพื้นถนน
เอี๊ยด! ร่างของสองแม่ลูกเอนไปข้างหน้าอย่างแรง พิมดาวรีบคว้าคอนโซลหน้าไว้
“ขับดี ๆ สิลินดา!” น้ำเสียงเธอตกใจปนดุเล็กน้อย ลินดาสูดลมหายใจลึกมือสั่นน้อย ๆ ขณะประคองพวงมาลัยให้รถกลับเข้าสู่เลนปกติ
“ขอโทษค่ะ…ตกใจอะ” เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยาก ลำบากใบหน้าซีดลงเล็กน้อย
“จริงเหรอแม่…เขาเคยแต่งงานมาแล้วเหรอ” พิมดาวพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าจริงจัง
“ใช่ แต่งงานมาแล้ว แล้วก็เกือบมีลูกด้วย” คำว่าเกือบมีลูกทำให้หัวใจลินรดากระตุกวูบ เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างหนักอึ้งทับลงกลางอก
รถยังคงเคลื่อนต่อไปในความเงียบที่อึดอัด ลินดาจ้องถนนตรงหน้าแต่ความคิดกลับฟุ้งกระจาย
“แล้ว…ทำไมเลิกกันล่ะคะ” เธอถามเบา ๆ เสียงแทบไม่ต่างจากเสียงกระซิบ พิมดาวถอนหายใจยาวดวงตาเธออ่อนลง
“ลูกที่เกิดมา…ไม่ใช่ลูกเขา” คำตอบนั้นตกลงกลางอากาศเหมือนก้อนหินหนัก บรรยากาศในรถกลับเงียบสนิทลินดารู้สึกเหมือนหูอื้อไปชั่วขณะ
เธอเหม่อมองเส้นถนนยาวไกลแสงไฟวิ่งผ่านสายตาเป็นเส้นพร่า ๆ ก็ถึงว่าทำไมเขาถึงดูเย็นชาแบบนั้นความคิดผุดขึ้นช้า ๆ
ภาพสายตาแข็งกร้าวของธามผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง ความเย็นชา ความระแวดระวัง ทุกอย่างเหมือนมีคำอธิบายของมันแล้ว
“มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ชายคนหนึ่งนะลูก โดยเฉพาะคนที่มั่นใจว่าตัวเองทำทุกอย่างดีที่สุดแล้ว” พิมดาวพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“เขารักผู้หญิงคนนั้นมากเหรอแม่” ลินดาเม้มปากแน่นคำถามหลุดออกมาโดยไม่ทันคิด พิมดาหันมองลูกสาวเห็นแววตาใสที่เริ่มหม่นลง
“มากสิ ถึงได้เจ็บขนาดนั้น” เธอตอบออกไปตรง ๆ
“แม่เห็นธามตอนนั้นแล้ว…เปลี่ยนไปเลยจากคนที่เคยยิ้มง่ายกลายเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ไว้ใจใคร” ร่างเล็กนิ่งเธอนึกถึงรอยยิ้มที่ไม่เคยเห็นจากเขาเลยตั้งแต่พบกัน
“นุชถึงอยากให้มีคนมาลบบาดแผลให้ลูกชายเขาไง” พิมดาวเอ่ยเบา ๆ คล้ายพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับลูก ลินดาหันขวับทันที ดวงตาเบิกกว้าง
“แล้วให้หนูนี่ยนะ” เธอหัวเราะแห้ง ๆ เสียงนั้นฟังดูไม่ขำเลยสักนิด
“แม่ หนูไม่ใช่นางเอกละครที่จะไปรักษาใจใครได้นะ” พิมดาวยิ้มบาง ๆ
“แม่รู้ว่าไม่ใช่นางเอกละคร”
“เผลอ ๆ หนูอาจจะไปสร้างบาดแผลให้ธามเขามากกว่าเดิมมั้งเนี่ย…พูดมากอยู่ด้วย”
“แม่…”
เวลาล่วงเลยมาเกือบหนึ่งเดือนหลังจากวันที่ทั้งสองตกลงแต่งงานกันด้วยข้อตกลงที่ไร้ความรักช่วงเวลาที่ควรจะเต็มไปด้วยการเตรียมงาน ความตื่นเต้น หรืออย่างน้อยความคุ้นเคยที่เพิ่มขึ้น กลับผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีความใกล้ชิด ไม่มีแม้แต่ความพยายามจะทำความเข้าใจกันมากขึ้นคฤหาสน์หลังใหญ่ของธามยังคงสงบนิ่งราวกับทุกอย่างหยุดอยู่ที่เดิม และค่ำคืนนี้ก็เช่นกันไฟในห้องนั่งเล่นเปิดทิ้งไว้ แสงสีส้มสลัวสะท้อนผนังเรียบหรูอรนุชนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมท่าทางเหมือนรอใครบางคนกลับบ้านทุกวัน แม้ใบหน้าจะสงบแต่แววตากลับแฝงความครุ่นคิดที่ไม่เคยจางลงเสียงประตูหน้าบ้านเปิดเบา ๆ พร้อมธามเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าเหนื่อยล้า แสงไฟส่องให้เห็นรอยคล้ำใต้ตาจาง ๆเขาถอดรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ ถอดสูทพาดแขนแล้วคลายเนคไทออกช้า ๆ ลมหายใจยาวถูกปล่อยออกมาเบา ๆ ราวกับภาระของทั้งวันยังคงกดทับอยู่บนไหล่กว้างนั้น“กลับมาแล้วเหรอ” อรนุชเอ่ยขึ้นตามปกติ น้ำเสียงไม่ได้เข้มงวด แต่ก็ไม่ได้อบอุ่นเหมือนเมื่อก่อน“ครับ” ธามตอบสั้น ๆ โดยไม่มองหน้าแม่เดินผ่านห้องนั่งเล่นเหมือนต้องการเลี่ยงบทสนทนา“แกได้ไปหาลินดาบ้างไหม” อรนุชมองตา
ความเงียบแผ่คลุมอยู่ครู่หนึ่งจนได้ยินเสียงนาฬิกาแขวนผนังเดินชัดเจน อรนุชหันไปมองลูกชายดวงตาสื่อความหมายให้พูดในสิ่งที่ควรพูด“พูดสิธาม” เธอเตือนเสียงเบาแต่หนักแน่น ธามสูดลมหายใจเล็กน้อยไหล่ขยับขึ้นลงเพียงนิดก่อนจะเอ่ยออกมา“ฉันขอโทษที่ปล่อยเธอกลับคนเดียว” น้ำเสียงราบเรียบไม่สูงไม่ต่ำไม่มีแววสั่นไหวของความรู้สึกผิด คำพูดนั้นลอยอยู่กลางอากาศอย่างแห้งแล้งลินดาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเสียงสั้น ๆ แต่ชัดเจนเธอหันมามองเขาเต็มตาเป็นครั้งแรก“แค่นั้นเหรอคะ” น้ำเสียงสุภาพทว่าสายตาแข็งขึ้นเล็กน้อย ธามเงยหน้ามองเธอแววตาทั้งสองชนกันเพียงเสี้ยววินาทีความเงียบระหว่างสายตานั้นเหมือนมีคำถามมากมายที่ไม่มีใครพูดออกมา“ฉันมีธุระด่วน” เขาตอบเพิ่มสั้น ๆ ราวกับนั่นคือคำอธิบายที่เพียงพอ ลินดายิ้มบาง ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยแต่ดวงตาไม่ยิ้ม“ค่ะ” คำเดียวสั้น ๆ แต่เย็นจัดเหมือนลมแอร์ที่พัดผ่านห้อง พิมดาวรีบแทรกขึ้นเพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดเกินไป“เอาเถอะ อย่างน้อยก็มาขอโทษแล้ว เรื่องมันก็ผ่านไปเถอะลูก” เธอมองลินดาอย่างขอร้องทางสายตาแต่อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร “ตาธามอาจจะจัดการอารมณ์ไม่เก่งนัก แต
ช่วงเย็นของบ้านหลังใหญ่เงียบผิดปกติ แสงไฟในห้องโถงส่องกระทบพื้นหินอ่อนเป็นเงาวับ อรนุชนั่งตัวตรงอยู่บนโซฟามือประสานกันแน่นบนตักสีหน้าของเธอไม่ได้สงบนิ่งอย่างทุกวัน แววตาฉายชัดถึงความไม่พอใจและความกังวลที่สะสมมาตั้งแต่บ่ายประตูหน้าบ้านเปิดออกพร้อมเสียงรองเท้าหนังเหยียบพื้น ธามเดินเข้ามาด้วยท่าทางเรียบเฉยเหมือนเคยเขาถอดสูทพาดแขนสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นและสบตากับมารดา เขาก็รับรู้ได้ถึงพายุที่กำลังก่อตัว“แกปล่อยลินดากลับเองจริงไหม” เสียงของอรนุชเย็นจัด ทว่าแฝงแรงสั่นเล็ก ๆ ธามปลดกระดุมแขนเสื้อช้า ๆ ก่อนตอบสั้น ๆ“ครับ” คำตอบตรงไปตรงมานั้นเหมือนจุดไฟ อรนุชลุกพรวดขึ้นทันทีส้นรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อน“แกคิดอะไรอยู่ธาม!” เสียงเธอดังลั่นห้องโถงจนคนใช้ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในยังชะงัก ธามหันมามองแม่เต็มตาสีหน้าเรียบนิ่งแต่กรามเกร็งชัด“ผมมีงาน” เขาตอบเสียงต่ำ“งานสำคัญกว่าคนที่กำลังจะแต่งงานกับแกเหรอ!” อรนุชสวนกลับทันที ดวงตาเธอแดงก่ำด้วยความโกรธและผิดหวังธามนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดก่อนจะเอ่ยออกมาตรง ๆ ช้า ๆ“ผมไม่ได้อยากแต่งตั้งแต่แรก” ป
…ห้าปีก่อนภาวีในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ ยืนอยู่ปลายทางเดินในโบสถ์ รอยยิ้มของเธอหวานละมุน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความรัก “ธาม…วันนี้เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันนะคะ” เสียงนั้นยังชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานภาพตัดกลับสู่ปัจจุบันเสียงหัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ มือที่วางบนเข่ากำแน่นจนเส้นเลือดขึ้นชัดแววตาที่เคยนิ่งกลับสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาแข็งกระด้างเขาลุกขึ้นทันทีราวกับต้องการหนีบางอย่าง ลินดาชะงักเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น“คุณธาม…” เธอเรียกเบา ๆ ความเขินเปลี่ยนเป็นความสับสนในชั่วพริบตาธามมองเธอสายตานั้นเต็มไปด้วยบางอย่างที่อ่านไม่ออก ความเจ็บ ความโกรธ หรือความหวาดกลัวที่เขาไม่ยอมรับก็ไม่แน่“เลือกเอาเอง” เขาพูดเสียงเรียบเย็นชา“ผมมีงาน” คำพูดสั้น ๆ เหมือนมีดบาง ๆ กรีดผ่านบรรยากาศอบอุ่นในร้านเขาหยิบสูทขึ้นพาดแขนหันหลังเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ ประตูกระจกเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่งเบา ๆ ก่อนจะปิดลงทิ้งความเงียบไว้ด้านหลังลินดายืนนิ่งมือกำชายกระโปรงแน่นจนผ้ายับเล็กน้อย หัวใจเธอกระตุกวูบเหมือนถูกทิ้งกลางอากาศ พนักงานสองคนมองหน้ากันอย่างเก้อเขิน“เอ
คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบของยามค่ำ ไฟในสวนส่องต้นไม้เป็นเงาทอดยาวบนพื้นหินอ่อนประตูรั้วปิดลงช้า ๆ หลังรถยุโรปสีเข้มแล่นเข้ามาจอด เสียงเครื่องยนต์ดับลง เหลือเพียงความเงียบที่หนาหนักราวกับอากาศข้างในบ้านก็รอคอยบางอย่างอยู่เช่นกันภายในห้องนั่งเล่นโคมไฟสีอุ่นยังเปิดอยู่ อรนุชนั่งหลังตรงบนโซฟาหนังสีครีมแก้วน้ำวางอยู่บนโต๊ะกระจกเบื้องหน้าดวงตาของหญิงวัยกลางคนไม่ได้จับจ้องโทรทัศน์ที่เปิดค้างไว้ หากแต่ทอดมองไปยังประตูทางเข้าเหมือนกำลังรอเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยประตูเปิดออกธามเดินเข้ามาเงียบ ๆ เขาก้มถอดรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ แขวนสูทไว้ที่ราวข้างผนัง สีหน้าเรียบเฉยเหมือนทุกวัน ดวงตาคมเข้มไร้แววเหนื่อยล้าทั้งที่ทั้งวันผ่านเรื่องมากมาย“กลับมาแล้วเหรอ” อรนุชเอ่ยขึ้นน้ำเสียงไม่ได้ดุ แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนจนเกินไป“ครับ” ธามพยักหน้าเล็กน้อยเสียงทุ้มต่ำสั้นกระชับ เขาเดินผ่านแม่ไปเหมือนตั้งใจจะขึ้นห้องทันที“พรุ่งนี้แกว่างไหม” คำถามนั้นทำให้เขาชะงักเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหันกลับมามอง“มีประชุมบ่าย ทำไมครับ” น้ำเสียงยังคงเรียบสนิท อรนุชวางแก้วน้ำลงช้า ๆ เสียงกระทบโต๊ะดังแผ่ว“พรุ่งน
ยามเย็นหน้าภัตตาคารสุดหรูเสียงพนักงานเปิดประตูเบา ๆ เป็นระยะ รถยุโรปสีดำและสีเงินจอดเรียงรายเป็นระเบียบกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ประดับหน้าร้านลอยปะปนกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงของแขกที่เพิ่งรับประทานอาหารเสร็จโดยมีคนสี่คนที่ยืนล่ำลากันใต้แสงไฟที่เริ่มเปิดสว่างตัดกับท้องฟ้ายามค่ำ บรรยากาศภายนอกดูราบรื่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มของผู้ใหญ่สองคนแต่ช่องว่างบางอย่างระหว่างว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวกลับอึดอัดจนสัมผัสได้“ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้มาก ๆ นะนุช วันนี้เกรงใจจริง ๆ” น้ำพิมดาวยิ้มกว้างตามมารยาท มือเรียวของเธอจับมืออรนุชแน่นเล็กน้อยเสียงเธอนุ่มนวลแต่แฝงความเกรงใจตามแบบฉบับคนที่รู้ดีว่ามื้ออาหารนี้ไม่ใช่เพียงการพบปะธรรมดา อรนุชก็ยิ้มตอบอย่างสุภาพและแววตาก็เปล่งประกายอย่างพึงพอใจ“ไม่เป็นไรเลยพิม เดี๋ยวก็กลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วจะต้องเกรงใจกันทำไม” คำว่าครอบครัวเดียวกันถูกเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจราวกับทุกอย่างสิ้นลงแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เแต่งงานเลยด้วยซ้ำลินดายืนอยู่ด้านหลังแม่เธอจับกระเป๋าถือแน่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมใสเหลือบมองไปทางธามอย่างเผลอ ๆ เห็นชายหนุ่มยืนล้วงกระเป๋ากางเกงสูทสีเข้มตัดกับผิวขาว







